Group Blog
 
<<
เมษายน 2554
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
25 เมษายน 2554
 
All Blogs
 
กรรมฐานแก้กรรม....อย่างไร ?

ทำไม ท.เลียงพิบูลย์ จึงเชื่อ กฎแห่งกรรม
จากคำเล่าของ หลวงพ่อจรัญ แห่ง วัดอัมพวัน

นอกเหนือจากการเจริญกุศลภาวนาแก้ไขปัญหาแล้ว จงแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร หนักจะกลายเป็นเบา บางคนบ้านจะต้องถูกไฟไหม้ แต่แล้วเพียงแต่ขโมยลักของไปเท่านั้น ทั้งนี้เพราะเรามีการแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร แผ่เมตตาไม่ได้ เจ้ากรรมติดตามต่อไป และบุญก็ไม่สร้างกุศลก็ไม่ทำ รับรองท่านไฟไหม้บ้านแน่ๆ นี่เหตุผลมันมีมาแล้วหลายเรื่อง ที่อาตมาจับได้เป็นกฎแห่งกรรม

ขอฝากพี่น้องไว้ ทางสายเอกอยู่ตรงนี้นะ ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ก็หาความปลอดภัยไม่ได้ รีบเตรียมหาอาวุธติดตัวท่านไปให้จงได้ คือปัญญารอบรู้ในกองสังขาร แก้ไขปัญหาได้ เอาไปเถิด ท่านจะประเสริฐในอนาคต

เดี๋ยวสติก็จะบอกว่า ขึ้นรถไฟก็ต้องตกราง ไปรถคันนี้มันก็ต้องคว่ำ นี่ทางสายเอกนะ สายเอกอยู่ที่จิตนี่คือกรรมฐานที่ปฏิบัติได้ รับรองจะเลี่ยงทางได้ถูกต้องว่ารถจะชนกัน ตอนนี้เราจะได้เลี่ยงทางไปอย่างนั้น ไม่จำเป็นต้องคนช่วยได้นะ ผียังช่วยได้ อาตมาประสบมา

ท. เลียงพิบูลย์ ตอนสมัยอายุ ๓๖ ปี ท่านยังหนุ่มอยู่ มาคุยกับอาตมาเสมอ บอกว่า “ หลวงพ่อครับ ผมเองประสบมา ผมไม่เชื่อกฎแห่งกรรมเลยนะ ไม่เชื่อผี ไม่เชื่อปีศาจราชฑูต แต่ผมเจริญกุศลภาวนาแล้ว พอจะเชื่อกฎแห่งกรรมบ้าง ผีช่วยได้ “

สมัยก่อนนานมาแล้ว ประมาณ 37-38 ปี มีเด็กสาวคนเหนึ่งเรียนธรรมศาสตร์ ผิดหวังเรื่องแฟน เรื่องสอบ เดินทางโดยรถไฟไปพักที่ลำพูน กินยาตายในห้องพักโรงแรมเขียนหนังสือบอกไว้ พ่อแม่ทราบก็มารับศพลูกไปบำเพ็ญกุศล

เขาบอกว่าจะกระโดดตรงถ้ำขุนตาล พวกการ์ดรถมาดึงไว้ทัน เลยมาพักที่โรงแรม กินยาตาย ด้วยอำนาจจิตเป็นอกุศล ต้องเป็นอสุรกายตรงนั้น

ตัวอย่างเช่น ค่ายบางระจันนี่ รบทัพจับศึกตาย ต้องเป็นอสุรกายดุร้ายมาก เดี๋ยวนี้เลิกดุแล้ว ถวายพระราชกุศลไปแล้ว สร้างวัดขึ้น พวกนั้นก็ไปหมดแล้ว ไม่มีการดุ ไม่มีการเฮี้ยน เหมือนเมื่อก่อน บางคนไม่มีความเข้าในเรื่องนี้

ท. เลียงพิบูลย์เล่าว่า “ ผมไปทำธุรกิจทางภาคเหนือ ก็ถามหาห้องพักในโรงแรม “ บ๋อยบอกว่า “ ลุงพักห้องนี้ไหมไม่เอาตังค์ “ ท.เลียงพิบูลย์ ก็ถามว่า “ ห้องไม่ดี ไม่มีที่นอนหรือไง “ เขาบอกว่า “ เหมือนกันหมด มีของบริเวรเหมือนกันหมดแต่ไม่เอาตังค์ “ แล้วก็ไม่บอกว่ากระไร

ท. เลียงพิบูลย์ เป็นผู้มีปัญญา ก็คิดว่า เอ! ถ้าจะผีดุ นึกไว้ในใจแล้วก็บอกว่า “ ตกลงลุงพักห้องนี้จะให้เท่าราคาเลย “ ท.เลียงพิบูลย์ก็ไปพัก ดูสะอาดสะอ้านดี

เข้าพักสวดมนต์ไหว้พระเสร็จแล้วก็นอน ตี ๑ ออกมาแล้ว แต่ ท.เลียงพิบูลย์มีกรรมฐานสูง ไม่กลัว ลุกนั่งไฟฟ้ายังสว่าง ก็นั่งดูเฉยๆ กำหนดแผ่เมตตาพระกรรมฐานแผ่เมตตาไป ย่อลงไปเป็นสาวสวยยกมือไหว้ เห็นไหมนี่อำนาจกรรมฐานทางสายเอก

เขาร้องไห้แล้วบอกว่า “ คุณน้าคะ หนูมาอยู่ห้องนี้นานแล้ว “
ท.เลียงพิบูลย์ ก็ถามว่า “ เออ! หนูเป็นใคร “
“ หนูมากินยาตายที่ห้องนี้ ถ้วยยังอยู่ใต้ถุนเตียงเขาไม่เก็บ “
“ มีเหตุประการใด เล่าให้น้าฟังซิ “ เขาบอกว่าเรียนธรรมศาสตร์ผิดหวังเรื่องแฟน
เรื่องแฟนๆ นี้เล่าให้เด็กหญิงฟังกันบ้างนะ อย่าสนใจเลยนะ ไปรักเขาข้างเดียวทำไม สอนเด็กๆ ไว้บ้างนะ
ท.เลียงพิบูลย์ก็บอกว่า “ หนูทำอะไรเช่นนั้น “
“ หนูผิดไปแล้ว แก้ไม่ได้เสียแล้ว หนูจะกระโดดรถไฟที่ถ้ำขุนตาล แต่การ์ดรถเขามาดึงไว้ได้ เพราะมีตาแป๊ะแก่นั่งอยู่ตรงนั้น เขาไปบอกการ์ดรถว่า เด็กคนนี้จะโดดให้รถไฟทับการ์ดรถเลยรีบปิดประตูให้นั่ง เดี๋ยวจะเสียชื่อรถไฟ เลยคุมตัวไปลงสถานีตามตั๋วที่ตีไว้จนได้ “

แล้วบอกต่อไปว่า “ ใครมาพักที่นี่ หนูก็บอกอย่างนี้ออกมาให้ช่วยถวายสังฆทาน แล้วแผ่เมตตาให้หน่อย แต่ไม่มีใครแผ่ได้เลย หนูขอกราบเท้าคุณน้า กรุณาช่วยหนูด้วยหนูขอขอบพระคุณ “

ท.เลียงพิบูลย์ บอกว่า “ จะให้น้าช่วยอย่างไร “ เขาบอกว่า “ ถ้าหากคุณน้านั่งกรรมฐาน แผ่เมตตาและถวายสังฆทานให้หนูแล้ว หนูจะไปจากที่นี่ได้ “ เวลากินยาตายเกิดโทสะเป็นอสุรกาย ไม่ใช่เปรตนะ

อย่างนี้ไม่ใช่เปรตดุร้าย เหมือนคนที่ถูกรถชนตายดุร้าย ทะเลาะกันมารถชนตาย เฝ้าถนนเลย ดุร้ายเป็นอสุรกายเช่นนี้ ไม่ใช่รถชนตายเป็นคนไม่ดี โดยฆ่าตายเป็นคนไม่ดี ....ไม่ใช่ โปรดทำความเข้าใจทุกคน อย่าเข้าใจผิด แต่แล้วไม่มีใครแผ่เมตตาได้ มาพักก็ไม่รู้จักทำบุญกัน

อุทิศส่วนกุศลด้วยการเจริญกรรมฐานดีที่สุด ไม่ต้องเอาสตางค์ไปถวายพระก็ยังได้ ขอให้สวนมนต์พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากา เสร็จแล้วสวดมนต์อะไรก็ได้แล้วเจริญกุศล ใช้สติปัฏฐาน ๔ ใช้ทางสายเอกขึ้นมาแล้วรวมทุนบุญกุศลแผ่ให้คนนั้น ให้เปรต ให้อสุรกาย ให้มีความสุขความเจริญดังที่กล่าวมาแล้วฉะนั้น ได้ผลแน่

ท.เลียงพิบูลย์ บอกว่า “ เอาละหลาน น้าจะช่วยจัดการให้ “ เขาขอกราบเท้าเลย และบอกว่า “ ขอบพระคุณคุณน้ามาก “ หนูจะได้ไปจากที่นี่เสียที ท.เลียงพิบูลย์บอกว่า พอกราบเท้าเสร็จแล้วขอบพระคุณแล้วนั่งยิ้ม รูปค่อยๆ จากหายไป

ท.เลียงพิบูลย์ก็ตั้งสติไม่เคยกลัว นักกรรมฐานไม่มีกลัว มีสติมีทางสายเอกไม่กลัวใคร กล้าทำความดี จึงได้เรียกว่า กรรมฐานทางสายเอก ไม่กล้าทำความดี กลัวคนโน้น กลัวคนนี้ ไม่ใช่ทางสายเอกนะ เป็นทางสายจัตวา

หลังจากนั้น ท.เลียงพิบูลย์ก็เริ่มสวดมนต์ ธูปเทียนก็ไม่มี ก่อนสวดมนต์ก็เข้าไปอาบน้ำใหม่ อาบน้ำให้สะอาดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว มีเสื้อขาวอยู่ ๓ ตัว กางเกงขาว ๑ ตัว ติดกระเป๋าไป ก็เอาเสื้อขาว กางเกงขาวมานุ่ง เริ่มสวดมนต์ทำวัตร แล้วสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เรียบร้อยแล้วนั่งเจริญกรรมฐานประมาณ ๑๕ นาทีขอแผ่เมตตาให้เด็กสาวคนนี้ นึกให้เห็นมโนภาพออกมา แล้วบอกว่าขอหนูจงมีความสุขความเจริญ ขอเจ้าจงไปสู่สุคติเถิดด้วยอำนาจกรรมฐานเป็นได้ทันทีชั่วพริบตาเดียว

พอตี ๕ ท.เลียงพิบูลย์ ก็อาบน้ำแต่งตัวใหม่ เปลี่ยนชุดขาวออกเดินลงจากโรงแรม พวกโรงแรมถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ท.เลียงพิบูลย์บอกว่าไม่เห็นเป็นอะไร แต่ไม่เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง แล้วก็เดินทางไปตลาด ไปซื้อปิ่นโต ๒ เถา ใส่อาหารคาว ๑ เถา หวาน ๑ เถา เข้าไปในวัด ไปบอกหลวงตาองค์หนึ่ง บอกว่า จะถวายสังฆทานอุทิศให้คนตาย แต่ก็ไม่ได้บอกว่าใคร พระท่านรับสังฆทาน รับศีลเสร็จ

สังฆทานต้องรับศีล จำไว้นะ ต้องรับศีลด้วย ไม่ใช่ประเคนแล้วเป็นสังฆทาน เดี๋ยวนี้สังฆทานเวียนกันอีกต้องใช้ของจริงซิ ใช้เงินผิดประเภทได้หรือ รับราชการก็ถูกถอดนะใช้เงินผิดประเภทได้หรือ โกหกนะ เขาบอกให้ใช้ตรงนี้ กลับไปใช้ตรงโน้น

ไม่ใช่เงินวัด เราขอยืมก่อนได้ ของวัดนี่ไม่เป็นไรนี่เงินสร้างส้วม เขาจะซื้อขัน ขอยืมไปก่อน แต่พรุ่งนี้นำมาให้ได้ เอามาแทนเสียไม่มีปัญหา

แต่ราชการไม่ได้นะ ถ้าใครฟ้องถูกถอดเลยนะ ทางการเขาหาว่าใช้เงินผิดประเภท เอาออกเลย จะเป็นซี ๗ ซี ๘ ก็ตาม แม้แต่ค่าเช่าบ้านทางราชการ ตัวเองไม่ได้เช่า แต่อยู่กับเพื่อน เพื่อนไม่เอาเงิน แล้วทำบัญชีว่าเช่าเพื่อนพรรคพวกจับได้ ขนาดจะย้ายไปเป็นอธิบดียังโดนออกเลยไม่ได้โกงนะ แต่ต้องออกตามกฎหมายกำหนดไว้ นี่ไม่มีทางสายเอกอีกเช่นเดียวกัน

เช้านั้น ท.เลียงพิบูลย์ถวายสังฆทานเสร็จแล้วลางคืนอยู่อีกคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นถึงจะไปเชียงใหม่ต่อไป ตี ๑ ออกมาอีกแล้ว แต่งตัวสวย มีผ้าขาวกราบไหว้ ท.เลียงพิบูลย์อย่างสวยงาม กล่าวว่า
“ หนูมาขอกราบขอบพระคุณและขอกราบลา หนูจะไปแล้ว มีทางไปแล้ว หนูก็ทำบุญวาสนามามาแต่ต้องไปรับกรรมในป่าอีกชั่วคราว หนูซาบซึ้งใจมากที่คุณน้าช่วยหนูออกมาจากนรกในวันนี้ “

กรรมฐานนี่แผ่ได้เลย ถ้ามีญาติพี่น้องฆ่าตัวตาย มีทางเดียวที่จะแผ่เมตตาให้คือกรรมฐาน ถ้าทำบุญให้ไม่ถึงผูกคอตาย ยิงตัวตาย ทำบุญให้ไม่ถึง มีตำราอยู่ที่นี่หลายเล่ม ขอฝากพี่น้องที่มาทำกรรมฐานที่นี่ทุกคน โปรดจำทางสายเอกไว้ให้ดี มันเอกจริงๆ ไม่มีจัตวา ไม่มีชั้นตรีเลย ตรงไปตรงมาแน่ๆ พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ชัดเจน

เด็กสาวคนนั้นก็บอกว่า “ หนูจะไม่ลืมพระคุณ หนูจะตามช่วยคุณน้าต่อไป “
ท.เลียงพิบูลย์บอกว่า “ ไม่ต้องหรอก น้าจะไปเรื่องธุรกิจการค้าที่เชียงใหม่ “
นี่เห็นไหมนี่ ไม่หวังผลตอบแทน คนทางสายเอกไม่หวังผลตอบแทนกับใครนะ ทำอะไรฟรี ขอฝากญาติโยมไว้ด้วย
เลี้ยงลูกอย่าหวังผลตอบแทนจากลูกนะ ถ้าหวังผลตอบแทนจากลูกจะเสียใจ รักลูกคนนี้มาก เอาใจใส่มากไม่ได้พึ่งเลย จะเสียใจ แต่ลูกที่เกลียดกลับมาอาศัยได้ ดังที่กล่าวนี้ นี่เหตุผลกฎแห่งกรรม ฝากไว้ในวันนี้ วันนี้วันพระ

ต่อจากนั้น ท.เลียงพิบูลย์ก็เดินทางไปเชียงใหม่ ทำธุรกิจเสร็จแล้ว ไปตีตั๋วรถยนต์ผ่านทางอ.เถิน ทางยังไม่ดี สมัยก่อนนี้ต้องผ่านเขา ตีตั๋วตอนเย็นๆ รถออกพรุ่งนี้เช้าจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ ตอนนั้นมีรถแดง หลังคาต่ำๆ รถบัสยังไม่มี
พอกลางคือ ตี ๑ ออกมาอีกแล้ว สวยกว่าเก่าอีก ท.เลียงพิบูลย์จำไม่ได้ บอกตรงนี้มีอีกแล้วหรือนี่ เฮ้อ ! สวยกว่าเก่านี่ สวยจริงๆ และถามว่า
“ หนูมาทำไมอีกหล่ะ “
“ หนูจะมาช่วยคุณน้า “
“ ช่วยอะไร ไม่ต้องช่วยจ๊ะ “
“ ไม่ใช่ค่ะ เชื่อหนูหน่อยได้ไหมคะ พรุ่งนี้อย่าไป “
“ อ้าว ! ตีตั๋วแล้ว “
“ นี่คุณน้าไปดูหน้าโชเฟอร์ ถ้ามีแผลเป็นตรงนี้ แล้วใส่หมวก อย่าไปนะ หนูต้องรีบไปแล้ว หนูขอกราบลาคุณน้าเชื่อหนูนะคะ “ เลยกราบ แล้วก็หายวับไปกับตา
ท.เลียงพิบูลย์ก็ไปคืนตั๋ว ผีมาบอกจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมรับคืน เขาบอกว่า คืนไม่ได้เสียที่นั่ง

ท.เลียงพิบูลย์ก็กลุ้มใจ กลับมาที่โรงแรม ตอนบ่ายได้ข่าวแล้ว รถไฟตกเขาที่อำเภอเถิน ลงไปเลย ตายหมด ๓๐ ศพ คนที่มีแผลเป็นตายคาที่ โชเฟอร์ถูกอัดกระเด็นไม่ได้ชนกับใคร ลงเขาเอง มีคนเขาร่ำลือกันและมาบอกว่า “ คุณน้าครับ รถที่คุณน้าจะไปน่ะ คว่ำไปแล้วตาย ๔๐ ศพ เหลือบ้างก็กะร่องกะแร่งไป ไ
เลย ท.เลียงพิบูลย์ กลับมาโรงแรมแต่งตัวใหม่ นุ่งชุดขาวสวนมนต์นึกในใจว่า แหม! หนูเอ๋ย ถ้าน้าไม่เชื่อคงเหลือแต่กระดูกแล้ว และสวดมนต์ให้เด็กคนนั้นอีก ขอฝากไว้ ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล

ฉะนั้น ยืนหนอให้ได้ ยืนหนอ ๕ ครั้งนี่ ยืนเอามือไพล่หลัง จับมือไว้ ถ้าเมื่อยจะเลื่อนขึ้นสูงก็ได้ ทำไมถึงเอาไว้ข้างหลัง คนหนึ่งเป็นโรคปอด คนหนึ่งเป็นโรคหืด เป็นโรคหัวใจ เอามือไว้ข้างหน้า เดินไปนานๆ รัดหน้าอก เลยหายใจไม่ออก เป็นลมหวิวไป

เอาไว้ข้างหลัง มือขวาจับมือซ้าย เดินไปมันจะปวดหัวไหล่ ปวดก็ให้กำหนด มันจะกดกระเบนเหน็บ จะไม่เป็นโรคไต ไม่ใช่เดิน ๑๐ นาทีนะ เดินเป็นชั่วโมงซิแล้วถึงจะรู้หลังจะได้ไม่งอด้วย มีประโยชน์ด้วย บริหารลมหายใจได้ดีด้วยขอฝากไว้ ผู้ทำกรรมฐานโปรดทำตามนี้

เอามือมาข้างหน้าบ้างได้ไหม ก็เป็นบางครั้ง หนักๆ ก็เอาลงไปให้ตรงกับกระเบนเหน็บ ส่วนมากเราจะปวดสันหลังกัน ถ้าโยมผู้ชายปวดหลังมากๆ นะ อย่าลืมโรคไตมาแล้ว กษัยไตพิการ ยิ่งอั้นปัสสาวะมากๆ เข้า ไม่ช้าเป็นโรคไตนะ โรคไตไม่หายนะ ร้ายกว่ามะเร็งอีก

โรคไตวายล้างไตไม่พัก มันยังไม่มีทางหาย โรคมะเร็งยังมีทางหายกว่านะ ขอฝากไว้ด้วย อย่างนี้อีกประการหนึ่ง
ยืนตั้งสติไว้ให้ดี ยืน ....ถึงสะดือ หยุด ถอนหายใจพับรวมสติอยู่กับจิต หนอ .....ลงไปที่ปลายเท้าให้ได้ ทำให้มันได้ จังหวะ และสำรวมปลายเท้าด้วยการยืนหลับตา กว่าจะถึงเท้าถอนหายใจแย่ สะดือเป็นจุดสำคัญ

ขอให้ทำตามนี้ อย่าไปนอกคอก หลับตายืนหนอ ๕ ครั้ง ดูมโนภาพของเรา ถ้าสติตามจิตได้ทันแล้จะคล่องแคล่ว ถ้าสติตามจิตไม่ทันจะอึดอัด หายใจพอดี ยืน....ถอนหายใจ แล้วหนอ....อย่าเอาจิตไว้ที่จมูก อย่าเอาจิตไว้ที่ลมหายใจ ต้องอยู่ที่ตรงสะดือนี้ ถอนหายใจแล้วหนอ....ถึงปลายเท้าพอดีเลย

หลับตาใหม่ ตั้งสติตามจิต จากปลายเท้าถึงสะดือหยุด หนอ....ถึงกระหม่อมพอดี แล้วกำหนดยืน... หยุดดูซิสติจะตามจิตทันไหม ถ้าตามทัน จะคล่องว่องไวขึ้น และมีปัญญาขึ้น ส่วนมากว่าแต่ปาก จิตมันไม่ถึง สติตามไม่ได้ไม่ได้ผล จะไม่พบทางสายเอกนะ

พอครบ ๕ ครั้งแล้ว ลืมตาดูปลายเท้าขวา ...ยกนิดเดียว ย่าง..หนอ อย่าเพิ่งออกเดิน ทำหยาบๆ ไปหาละเอียด ไม่ใช่อยากเดิน อยากนั่ง แต่ก็ถูก ใหม่ ๆ ให้ทำอย่างนี้ก่อน จากหยาบไปหาละเอียด จากง่ายไปหายากไม่ใช่ยากที่สุด กำหนดหมดทุกอย่างแล้วไปหาง่ายๆ มันจะมากไป เอาอย่างนี้ไปใช้




Create Date : 25 เมษายน 2554
Last Update : 25 เมษายน 2554 20:09:59 น. 3 comments
Counter : 1464 Pageviews.

 


โดย: konseo วันที่: 25 เมษายน 2554 เวลา:20:38:04 น.  

 
สาธุ
สาธุ


โดย: nordcapp (nordcapp ) วันที่: 25 เมษายน 2554 เวลา:20:54:45 น.  

 
ขอบคุณค่ะ


โดย: miniger วันที่: 26 เมษายน 2554 เวลา:15:41:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.