Group Blog
 
<<
มีนาคม 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
2 มีนาคม 2553
 
All Blogs
 
อย่าใช้จุดเด่นของตนเปิดโปงจุดด้อยของผู้อื่น

อย่าใช้
จุดเด่น
ของตน
เปิดโปง
จุดด้อย
ของผู้อื่น

ปรัชญายิน - หยาง ของจีนเชื่อว่าสรรพสิ่งในจักรวาลนั้นมีสองด้านที่ขัดแย้งกัน และดำรงอยู่คู่กันเสมอ เช่น กลางวันกับกลางคืน มืดกับสว่าง ดีกับชั่ว ..... ฯลฯ ในร่างกายของมนุษย์ก็ดุจกัน มีเซลล์ที่เกิดกับเซลล์ที่ตาย มีฮอร์โมนเพศหญิงกับเพศชาย มีสารที่กระตุ้นและสารที่ยับยั้ง .... ฯลฯ

ดำรงอยู่ร่วมกันในตัวเราทุกขณะเมื่อมีชีวิตอยู่ เพียงแต่มีสัดส่วนที่ต่างกันตามเงื่อนไขต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวเรา เช่นในวัยเด็กเซลล์ที่เกิดจะมากกว่าเซลล์ที่ตาย ปรากฏการณ์ของเด็กก็จะแสดงให้เห็นถึงความเจริญเติบโต ในผู้ชายจะมีฮอร์โมนเพศชายมากกว่าฮอร์โมนเพศหญิง ปรากฏการณ์ของร่างกายคือ ลักษณะที่แสดงออกถึงเพศชาย ในกลางวันสารกระตุ้นจะทำหน้าที่ภายในร่างกาย ทำให้เรามีความกระฉับกระเฉงในการทำงาน เป็นต้น

มนุษย์ทุกคนในสังคมก็เช่นกัน ล้วนแล้วแต่มีจุดเด่นและจุดด้อยอยู่ในตัว กล่าวโดยหลักการแล้วในการปฏิบัติตน เราควรสำแดงศักยภาพภายในตัวเราที่เป็นจุดเด่นออกมา เพื่อกลบจุดด้อยในตัวเรา

แต่ในความเป็นจริง บางครั้งมนุษย์อาจยึดมั่นและอาศัยจุดเด่นของตนมากเกินไป จนกระทั่งจุดเด่นได้กลายเป็นจุดตายสำหรับตนเอง จุดเด่นนั้นเป็นเหมือนไพ่ตายในมือ เพื่อที่จะสามารถดำรงอยู่ได้ในสังคม เมื่อถึงยามวิกฤติ เราจะต้องสำแดงจุดเด่นออกมาให้เห็น แต่จะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและรอบคอบ มิฉะนั้นจุดเด่นอาจจะกลับตาลปัตรกลายเป็นแรงสะท้อนกลับเข้าเล่นงานเรา

ผู้ที่มีความสามารถและฉลาดกว่าผู้อื่น ที่ชอบดูถูกดูแคลนคนรอบข้างว่าไม่เก่งเหมือนตน หากมีความคิดเช่นนี้ และแสดงออกมาให้ปรากฏภายนอกด้วยท่าทีที่หยิ่งยะโสโอหัง มองคนอื่นไม่อยู่ในสายตา พฤติกรรมเช่นนี้ นอกจากจะทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดี คนรอบข้าง ไม่พอใจแล้ว ยังทำให้ขาดการสนับสนุนจากผู้อื่นอีกด้วย ดังคำพูดของม่อจื่อที่กล่าวไว้ว่า
“ มนุษย์ตายเพราะจุดเด่นของตน “
โดยปกติคนที่ชอบโอ้อวด มักเป็นผู้ที่มองข้ามจุดอ่อนของตนเอง และสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ มักจะมองเห็นแต่จุดอ่อนและชอบเปิดโปงจุดอ่อนของผู้อื่น

ในชีวิตประจำวัน เมื่อพบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเด็กที่เกิดความผิดพลาดในการทำงาน ก่อนอื่นเราจะต้องพินิจพิเคราะห์ให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อน ถ้าเป็นเรื่องทำผิดโดยไม่จงใจ และเป็นเรื่องที่ไม่หนักหนาสาหัสสากรรจ์ ก็ต้องทำเป็นมองไม่เห็น ไม่ไปตำหนิติเตียนเขา แต่ถ้าเป็นเรื่องที่อาจทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งจะนำภัยพิบัติอันใหญ่หลวงในภายหน้าได้ ผู้นำหรือผู้ปกครองจะต้องรีบตักเตือน แล้วให้รีบแก้ไขก่อนที่จะสายเกิดแก้

การตำหนิติเตียนคนอื่นนั้น จะต้องมีท่าทีที่ดีและถูกต้อง เหมือนกับยุทธวิธีในการรบ การโอบล้อมศัตรูนั้นจะไม่โอบล้อมทั้งสี่ด้าน แต่จะต้องเปิดช่องไว้ให้ศัตรูมีทางหนีได้ ทั้งนี้เพราะเมื่อถูกโจมตีอย่างหนักในภาวะที่จนมุม ศัตรูก็จะฮึดสู้ แต่ถ้าเราเปิดช่องให้ศัตรูหนี การต่อสู้เมื่อจนตรอกอย่างเอาเป็นเอาตายก็จะไม่เกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้ในการคบค้าสมาคมกับบุคคลต่าง ๆ ในสังคม เราไม่ควรทำอะไรที่จะก่อให้เกิดลักษณะจนตรอก เพราะเมื่อจนตรอกสถานการณ์ต่างๆ อาจจะพลิกกลับกลายเป็นการต่อสู้ที่รุนแรง จนบางครั้งเราอาจเพลี่ยงพล้ำได้

ศิลปะในการอยู่ร่วมกันกับคนอื่นนั้น เมื่อเห็นเพื่อนทำผิดก็ควรตักเตือน แต่ไม่ควรเรียกร้องให้เขาปฏิบัติตามที่เราแนะอย่างเข้มงวด หรือทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจในการปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ในการตำหนิจะต้องพินิจพิจารณาว่าคำเตือนของเรานั้นเหมาะสมเพียงใดแคไหน

การชี้แนะให้คนอื่นปฏิบัติตนเป็นคนดีนั้น ไม่ควรตั้งเป้าหมายที่สูงเกินไป เพราะอาจทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดความท้อแท้และปฏิบัติไม่ได้จะต้องพิจารณาถึงกำลังความสามารถ ตลอดจนความเหมาะสมเป็นหลัก จึงจะสอดคล้องกับความเป็นจริง และสามารถบรรลุเป้าหมายได้

ในการชี้แนะใด ๆ ถ้าเป็นไปได้ ควรจะต้องนำไปปฏิบัติกับตนเองก่อน ถ้าตนเองไม่สามารถปฏิบัติได้ก็อย่านำไปยังเยียดให้กับคนอื่นปฏิบัติ หรือบางครั้งเราสามารถปฏิบัติได้ แต่เงื่อนไขของคนอื่นทำไม่ได้ เราก็ควรมีท่าทียืดหยุ่นในการเสนอแนะ

ต่อประเด็นนี้ หงอิงหมิงได้ชี้แนะอย่างแจ่มชัดว่า
“ ในการตำหนิติเตียนผู้อื่น อย่าเรียกร้องเขามากเกินไป ควรคำนึงว่าผู้อื่นสามารถรับได้ไหม ในการสอนให้ผู้อื่นทำความดี อย่าคาดหวังในสิ่งที่สูงเกินไป ควรให้เขาสามารถปฏิบัติได้จึงจะดี “

การคบค้าสมาคมกับเพื่อนมนุษย์ในสังคมนั้น ต้องยึดหลักไม่โอนเอียงไปหาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่ใช่เป็นแบบเพื่อเฮโลไปเราก็เฮโลตามและก็ไม่ใช่ว่าจะทำตนให้แตกต่างไปจากคนทั่วๆ ไปจนเข้ากับคนอื่นไม่ได้ จนถูกโดดเดี่ยวจากผู้อื่น ด้วยเหตุนี้การประพฤติตนจึงไม่ควรก่อให้ผู้อื่นรังเกียจ ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อเอาใจเพื่อน นั่นคือ การปฏิบัติตนจะต้องไม่เอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งนั่นเอง ต่อประเด็นดังกล่าว หงอิงหมิงได้เตือนไว้อย่างแจ่มชัดว่า

“ ในการคบค้าสมาคมกับเพื่อน จะต้องไม่เฮโลตามกัน แต่ก็ไมใช่จะปฏิบัติตนแปลกแยกไปจากคนอื่น เรื่องที่ทำก็ไม่ควรทำให้ผู้อื่นรังเกียจ แต่ก็ไม่ใช่ทำเพื่อให้เขาชอบใจ “

จาก ปรัชญาชีวิต และงาน
เรียนรู้แก่นภูมิปัญญา พุทธ เต๋า ขงจื่อ เพื่อการดำรงชีวิตที่ดี




Create Date : 02 มีนาคม 2553
Last Update : 2 มีนาคม 2553 15:51:06 น. 0 comments
Counter : 275 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.