จงเริ่มก้าวออกไป อย่างน้อย 1 ก้าว เพื่ออะไรที่ดีกว่า จึงเรียกว่า ก้าวหน้า

 
ตุลาคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
12 ตุลาคม 2553
 

บทบัญญัติ ภาคต่อบทที่ 1 ของการเดินทาง

ว่าแล้วก็มาต่อกันเลยดีกว่า

ตั้งแต่เด็กๆมาแล้ว ญาติผมที่อยู่ที่อเมริกา อยากจะเอาผมไปเรียนที่โน่นในฐานะลูกบุญธรรม เดชะบุญ เด็กบ้านนอกอย่างผม ตอนนั้นก็ไม่กล้าไปไหนเลยอะดิ ขออยู่กับ ป๊า ม้า ที่บ้านดีกว่่า (ตอนนั้น กทม ยังไม่เคยมาเลยครับ 555) พอเริ่มเข้าวัยรุ่น คุณป้าก็จะพาลูก 2 คน กลับมาเที่ยวเมืองไทยบ่อยๆ แล้วก็ชอบเอาหนังสือ วิว ทิวทัศน์ สถานที่เที่ยวของ เมกา มาให้ดู พร้อมกับส่งลูก 2 คน มาประกบ เล่นกับผมตลอด โอ้วววว มายยยย กอดดด ตอนนั้น ได้ อยู่ 5 คำ Yes, No, OK, Hello และ Come on นอกนั้นพูดไม่ได้ ไอ้ญาติผม 2 คนนั้นก็แสบ ไปไหน ติดกับผมตลอด จะบร้าาาาาาา ลูกพี่ ลูกน้องคนอื่นเยอะแยะทั้งตระกูลไม่ไปเล่นกับเค้า มาเล่นแต่กลับผม คิดดูดิ ผมจะกลัวแค่ไหน

แต่รู้ไหมว่าในใจลึก เริ่มอยากไปอยู่เมืองนอกละ จนวันเวลาผ่านไป ยิ่งโต ยิ่งเปิดโลกกว้าง ก็ทำให้ผมอยากไปเมกามาก (ตอนนั้น ไม่ค่อยได้สนประเทศอื่น) เพราะว่าด้วยความที่ได้รับสื่อจากป้า มาด้านเอกสาร คำบอกเล่าและอีกมากมาย จนเข้ามหาลัย และกำลังจะจบ ผมกับเพื่อนๆ ก็ได้ไปเจอกับโครงการ โครงการหนึ่งเข้า ที่เขาบอกเรียกว่าไปทำงานและท่องเที่ยวที่สวนสนุกในสหรัฐอเมริกา โอ้วววววว น่าสนใจมากมาย นอกจากได้ไปเมกา ยังได้ทำงาน ประหยัดตังค์ที่บ้านอีก ว่าแล้ว ทุกคนก็หยิบเครื่องคิดเลข อาวุธประจำกายเด็กคณะผมออกมาคำนวณ กันใหญ่ว่าไปไอ้โครงการนี้ จะได้เงินมากสุดเท่าไหร่ น้อยสุดเท่าไหร่ คิดความเป็นไปได้เฉลี่ย จะได้เท่าไหร่ คิดออกมาขาดทุน กำไร ยังไงก็คุ้ม กับเงินมูลค่าประมาณ 1 แสนบาทได้ กับการได้ไปเมกาตั้ง 3 เดือน และที่สำคัญขากลับผมยังสามารถแวะเยี่ยมป้าที่ San Francisco ได้ตามที่ใจมุ่งหวังได้ ผมและเพื่อนๆ ทั้งกลุ่ม ประมาณ 4 คน ก็มุ่งหน้าไปสมัครโครงการเลยครับ แต่ลงท้ายด้วยคนที่ผ่านและได้ไปทำงานที่สวนสนุก ที่รัฐ Virginia มีผมคนเดียวที่ได้ โอ้ววววว ดีใจสุดๆๆ ยิ่งกว่าตอนสอบเข้า ม.ปลายได้อีก และแล้วชีวิตอันมีสีสันของผมก็เริ่ม เมื่อต้องไปเรียนพูดเพิ่มขึ้น ทั้งยังต้องทำ Project สุดท้ายส่งอาจารย์ก่อนจบ ไหนจะสอบ Final ไหนจะตลอน สัมภาษณ์งาน (กันเพื่อได้งานที่เขาโอเค จะให้เรากลับมาทำ) ไหนจะเตรียมเอกสารหลายอย่างเพื่อ ขอ VISA ซึ่งตอนนั้น ผมไม่ต้องไปทำไรมาก ก็รอสอบเสร็จแล้วก็เตรียมบินไปเลย ครับ VISA และทุกอย่าางไปรับที่สนามบิน ดอนเมือง พร้อมกับคณะเพื่อนใหม่ที่ไปโครงการนี้กว่า 100 คน ที่ผมไม่รู้จักซักคน ก่อนไปเพื่อนที่แสนดี ของผมทั้ง 3 ก็ดีเหลือเกินชวนไปดูหนังก่อนผมจะบอนไปแค่ 2 วันก่อนเกินทาง เรื่องไรรู้ป่าวครับ Final Destination ภาคแรกเลย ใครเคยดูเรื่องนี้คงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ใครยังไม่เคยดู รบกวนไปลองหาดูนะครับ แล้วจะรู้ อิอิ ผมละอยากจะกราบแทบเท้าเพื่อนทั้ง 3 จริงๆ ทำไมถึงกล้าทำกับเพื่อนได้ขนาดนี้

และแล้วก้าวแรกของการเดินทางก็มาถึง เช้าตรู่ (ตี3) ผมต้องเดินทางมาสนามบินคนเดียวแต่เช้า เพื่อเจอกับคณะที่จะเดินทางพร้อมกัน

จริงๆ แล้วในระหว่างความตื่นเต้น ดีใจที่จะได้ไปอเมริกาในครั้งนี้ ผมก็ต้องพบกับความเศร้าเสียใจ สุดๆ ในชีวิตในเวลาเดียวกัน ซึ่งเกือบทำให้ผมเกือบตัดสินใจไม่ไป (ไม่ขอกล่าวถึงละกันครับ)

และแล้วก็เริ่มรับ Passport คืนและ check in กับสายการบิน และนี้เป็นครั้งแรกของชีวิต ที่ได้ รู้ว่าการ เช็คอิน คืออะไร และเมื่อเช็ค อิน เสร็จ ก็ได้กระจ่างว่า อ้อ ไอ้ใบ ยาวๆ ที่เขาได้กันก่อนขึ้นเครื่อง ที่เห็นบ่อยๆ ในละคร หรือ ตอนมาอ่านหนังสือที่ดอนเมืองนี้ เขาเรียกว่า Boarding Pass หรือใบผ่านขึ้นเครื่องนี่เอง

และอีกวินาทีสำคัญ ที่คนอย่างผมตื่นเต้นมากก็คือ ตอนที่จะเข้าไป ผ่าน ตม แล้วเข้าไปด้านในอาคารผู้โดยสารที่จะไปต่อเครื่อง เกิดมาไม่เคยรู้เลยว่าข้างในมันโอ่ว อ่าขนาดนี้้้ๆๆๆ โอ้ววว ไม่คิดว่าสนามบินที่ข้างนอกดูไม่มีอะไร ด้านในที่ขายของ Duty free นี้ตกแต่งได้สวยงาม กลิ่นไอ ของพื้นที่ที่กำลังจะเป้นที่ส่งเราออกนอกประเทศ และอื่นๆๆ มันเป็นยังไง

เวลา 06.00 ผมก็ไปอยู่บนนกเหล็กลำใหญ่ จุคนได้หลายร้อย เตรียมมุ่งหน้าไป นาริตะ ประเทศญี่ปุ่นเพื่อเปลี่ยนเครื่องก่อนต่อไปอเมริกา อืมมมมม ไม่น่าเชื่อว่าคนจะแยะมากมายขนาดนี้ ผมได้นั่งข้างๆ เพื่อนผู้หญิง 2 คนจาก มศว ที่จะไปทำงานที่สวนสนุกด้วยกัน แต่จังหวะนั้นไม่รู้นะคัรบว่าไปด้วยกัน เพราะว่าไม่รู้จักใครเลย 2 คนนั้นนั่งติดหน้าต่างกับตัวกลาง ผมนั่งติดทางเดิน (จริงๆ อยากนั่งติดหน้าต่างมากกว่า ) เพื่อน 2 คนนั้นก็ไม่ทราบว่าผมไปกับเขาด้วย และคิดว่าผมเป็นคนญี่ปุ่น หน้าตี๋ๆ ขาวๆ แต่งตัว Jap บ้านๆ ผมก็นั่งเฉยๆ แต่ได้ยินเขา 2 คนคุยกันว่า สงสัยว่าผมเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยน้อมรับโดยการนั่งเฉยๆๆๆๆๆ

จน 06.10 เครื่องบินเริ่มถอยออก ผมไม่รู้คนอื่นเป็นไงแต่ผมนี่ดิ นั่งนิ่งๆ แต่หัวใจเต้นตุ๊กๆๆๆๆๆ แทบไม่เป็นจังหวะ โอ้ววววว พระเจ้ามันจะบินแล้ว ผมจะได้ไปเมืองนอกแล้ว ฝันไปหรือป่าวนี้ ตอนนั้นฟุ้งซ่านมากครับ และไม่รู้จะคุยหรือระบายกับใคร หลังจากนั้นประมาณอีก 10 นาที เครื่องบินก็ไปอยุ่ในรันเวย์ เตรียม take off ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่สายการบินกำลังบอกใช้เครื่องอุปกรณ์ความปลอดภัยต่างๆ ที่ผมก็ฟังไม่ออกว่าคือไร 555 แต่พอเข้าใจการการสาธิตของแอร์ และเมื่อการสาธิตจบสิ่งที่ไม่ได้เตรียมตัวก็เกิด ขึ้น เมื่อ กัปตัน เร่งเครื่องยนต์เพื่อนำเครื่องขึ้น อืมมมมมม หลังติดฝามันเป็นอย่างนนี้ นี่เอง ความแรงของการเร่งเครื่องดึงตัวผมอยู่ติดกับพนักพิงแน่น มือกุมพนักแขนแ่น่นที่สุด เท่าที่จะแน่นได้ แบบไม่ให้ใครรู้ว่า นี่ฉันขึ้นเครื่องครั้งแรกนะ และแล้วทุกอย่างก็สงบลงหลังจากล้อหลังเครื่องถูกดึงออกจากพื้นแรงสั่นสะเทือน หายไป และแล้วผมก็บินลอยเหนือน่านฟ้า กรุงเทพมหานคร ในตอนแรกอรุณของเช้าวันนั้น เหนือเมฆหมอกขึ้นไป พระอาทิตย์ ส่งสว่างไสว พร้อมกับอากาศเย็นในเครื่องบินนนนนน

We were gone far away.....


Create Date : 12 ตุลาคม 2553
Last Update : 12 ตุลาคม 2553 11:38:29 น. 0 comments
Counter : 635 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

Twin007
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add Twin007's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com