ราชาผู้หายสาบสูญ
แคว้นพรพรห์มสถานซึ่งตั้งอยู่ด้านใต้สุดของทั่วทุกแคว้น มีพรมแดนทางด้านเหนือติดต่อกับแคว้นสองแคว้น ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือติดต่อกับแคว้น อินทรี โดยมีทางสายหลักสำหรับการเดินทางสัญจรเชื่อมต่อกัน อยู่ในเขตรัฐอินโม รัฐใหญ่ทางฝั่งเหนือของแคว้นพรพรห์ม อีกทางด้านหนึ่ง ชายแดนฝั่งเหนือของแคว้น เชื่อมติดกับแคว้นสุริยันดารา ทั้งสองแคว้นมีการติดต่อสื่อสาร การค้าขาย เส้นทางคมนาคมสายหลักเชื่อมต่อโดยตรงต่อกัน จากเมืองหลวงสู่เมืองหลวง ซึ่งทั้งสองแคว้นสามารถเดินทางผ่านเส้นทางสายหลักซึ่งลากจากเหนือลงสู่ใต้ จากเมืองสุริยัน เมืองหลวงของสุริยันดารา ลากผ่านลงสู่ รัฐอินโม ซึ่งเป็นชายแดนด้านเหนือของพรพรห์มสถาน และตัดเข้าสู่รัฐเทวะ รัฐหลักของแคว้นซึ่งสถานที่ประจำของเมืองหลวงนามพรพรห์ม

เส้นทางถนนสายหลัก สุดปลายที่ในบริเวณใกล้เคียงกับเมืองหลวงของแคว้น แล้วจึงค่อยตัดเข้าสู่เมืองหลวงอีกทีนึง

บนเส้นทางถนนสายหลักจากแคว้นสุริยันดาราสู่แคว้นพรพรห์มนั่นเอง มีเส้นสายรองอีกสายหนึ่งที่เชื่อมผ่านจากรัฐอินโม มุ่งหน้าสู่แคว้นอินทรี บนถนนสายรอง มีเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง ชื่อว่า เมือง เทียมม้า

เมืองเทียมม้าจัดเป็นเมืองสำคัญของแคว้นพรพรห์มเมืองนึ่ง เนื่องจากอยู่ระหว่างกลางของรัฐอินโมแคว้นพรพรห์ม และ รัฐอารนานันแคว้นอินทรี ซึ่งการเมืองระหว่างกลางเดินทางของรัฐทั้งสองนี้ ได้ทำให้เกิดเส้นทางการคมนาคม ค้าขายที่สำคัญขึ้น เป็นส่วนย่อยๆอีกหลายสาย

ผู้คนที่เดินทางไปมาระหว่างรัฐ โดยส่วนใหญ่มักจะหาที่หยุดพัก และ เปลี่ยนม้าโดยสารกัน ซึ่ง เมืองเทียมม้าเป็นตัวเลือกอย่างดีสำหรับการนี้ เมืองเทียมม้าจึงมีชื่อขึ้นมาเพราะเป็นเมืองหลักสำหรับผลัดเปลี่ยนม้าโดยสารระหว่างการเดินทางนั้นเอง แต่เนื่องด้วย ผู้คนที่เดินทางระหว่างรัฐ ในยามที่โลกเต็มไปด้วยความสงบนั้น มีมากหน้าหลายตา การค้าขายเจริญรุ่งเรือง นั้นก็ยิ่งทำให้ ผู้คนเดินทางยิ่งจำแนกแยกยากมากยิ่งขึ้น ไม่มีใครรู้ความเป็นมาของแต่ละคนมากนัก หากไม่ใช่คนท้องถิ่น บางครั้ง เมืองเทียมม้าจึงจัดตั้งทางการเข้ากวาดล้างซ่องโจร ผู้ร้าย เป็นครั้งคราว ******************************************************************

โรงเตี๊ยมอิมพวัลวันนี้ผู้คนช่างน้อยเสียเหลือเกิน ถึงแม้จะเป็นโรงเตี๊ยมอันโด่งดังของเมืองเทียมม้า ในรัฐอินโม แคว้นพรพรห์มสถานก็ตาม ในเวลาหิมะเริ่มตกกระหน่ำเช่นนี้ คงเป็นการยากที่หาผู้คนสัญจรเดินทางมาค้างแรมดังเช่นตอนสภาพดินฟ้าอากาศปกติ แต่ถึงกระนั้น เสียงเฮฮาจากเศรษฐีประจำถิ่น นักพนันยากไร้ที่หวังเสี่ยงโชคในยามหนาว ก็ยังดังครื้นเครงออกมาจากชั้นสองของโรงเตี๊ยมไม่ขาดสาย เถ้าแก่และเด็กรับใช้ต่างยังง่วงอยู่กับงานของตัว เพื่อ ดูแลเหล่าผู้เฮฮา ตามหน้าที่ของตน

กลุ่มนักพนันยากไร้และเศรษฐีผู้มีอันจะกิน ต่างตั้งวงกันเล่นพนันกัน ที่ชั้นสองของโรงเตี๊ยมบริเวณเหลาสุราอาหาร

ทิวทัศน์จากชั้นสองของโรงเตี๊ยมอิมพวัลช่างสวยงามยิ่งนัก สามารถมองเห็นท้องถนนตั้งแต่ต้นตรอกทางเดินไปจนถึงปลายสุดถนน เนื่องจากตรอกทางเดินในเวลานี้ต่างปกคลุมไปด้วยหิมะที่ขาวโพลนไปตลอดทางเดิน เหล่าผู้คนเดินทางเบื้องล่างในบริเวณถนนถึงค่อนข้างบางเบา สามารถเห็นผู้คนเดินทางต่างๆได้ชัดถนัดตา และด้วยวิวทิวทัศน์เช่นนี้เองจึงยังทำให้โรงเตี๊ยมอิมพวัลในวันนี้ยังมิได้เงียบเหงามากจนเกินไป

ชั้นสองของเหลาสุรายามนี้ นอกจากนังเลงพนันแล้ว ยังมีโต๊ะอีกสองโต๊ะ ที่นั่งไว้ด้วยกลุ่มคนสองโต๊ะด้วยกัน

โต๊ะหนึ่งเป็นชายหนุ่มท่าทางเงียบขรึมนั่งหันหลังให้อีกโต๊ะเพื่อชมวิวทิวทัศน์ด้านนอก

ส่วนอีกโต๊ะนึงนั่งไว้ด้วยกลุ่มคนสามคน เป็นชายฉรรณ์ท่าทางดุร้ายสองคน คนนึ่งมีลักษณะผอมแห้งใส่เสื้อสีดำ และโผกผ้าคาดที่ศรีษะไว้ อีกผู้หนึ่งลักษณะอ้วนท้วนแต่งกายเช่นเดียวกัน ทั้งสองคนเป็นผู้เดินทางที่มาพร้อมกัน ส่วนอีกผู้หนึ่ง เป็นสตรีหน้าตาขาวผ่อง แต่งกายดุจนางคณิกาตามหอนางโลมทั่วไป

ใบหน้านางไม่สวยมากเท่าใดนัก แต่รูปร่างทรวดทรงของนางโค้งเว้าได้สัดส่วน อีกทั้งการแต่งกายของนางก็ยังช่วยให้นางดูดีมากกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องด้วยสตรีทั่วไปในยามธรรมดาจะไม่แต่งตัวเฉิดฉันท์เช่นนางตอนนี้ ดังนั้นเองจึงยิ่งทำให้บุรุษทั่วไปที่เดินผ่าน ทั้งเศรษฐีนักพนัน หรือ นักพนันอดยาก หันมาชมดูนางกันอย่างไม่ขาดสายพลางทำปากส่งเสียง จุ๊ๆ เบาๆ

คนทั้งสามต่างนั่งกินและดื่มอาหารกันมาได้นานพอสมควร สุรา เริ่มหมดไปหลายเหยือกแล้ว เนื่องด้วยจาก สตรีผู้นั้นท่าทางพูดจาสนุกสนาน พูดสองคำหัวเราะอีกสองคำ การสนทนาระหว่างทั้งสามจึงราบรื่นไม่ติดขัด ยิ่งนานยิ่งเมามาย เสียงหัวร่อจากภายในโต๊ะยิ่งมายิ่งดังมากขึ้น

ชายฉกรรณ์ร่างอ้วนท้วมหยุดหัวร่อเล็กน้อยพลันเปลี่ยน บทสนทนากล่าวกับผู้ร่วมวงทั้งสองเบาๆว่า

“ท่านทั้งสอง ไม่ทราบมีกะใจคุยเรื่องการบ้านการเมืองบ้างหรือไม่?”

ชายร่างผอมแห้ง หันหน้ามากล่าวถามว่า

“พี่ใหญ่ไม่ทราบหมายความถึงเรื่องใด เนื่องด้วยยามนี้บ้านเมืองสงบสุข หากไม่พูดนอกเรื่องไปกล่าวพาดพิงถึงผุ้ปกครอง เราก็สามารถพูดคุยกันได้ไม่มีปัญหา”

ชายร่างอ้วน พยักหน้าครานึงกล่าวเสียงเบาๆส่งไปว่า

“เรื่องคราวนี้ที่เราจะพูด ก็ เกี่ยวข้องกับทางราชวงศ์แห่งพรพรห์มสถานอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย คาดว่าคงไม่เป็นกระไร เพียงสองสามวันก่อน ตอนเราออกไปทำงานธุระของเรา เราได้ยินผุ้คนในเมืองเทียมม้าล่ำรือกันถึง เรื่องใหญ่ของราชวงศ์พรพรห์ม”

สตรีหน้าขาวกล่าวอย่างสงสัยใจว่า

“คาดว่าคงไม่ใช่เรื่องไม่ดีกระมัง หากเป็นเรื่องน่าหวาดเสียวท่านอย่าได้กล่าวดีกว่า”

ชายร่างอ้วนส่ายหน้า กล่าวตอบว่า

“มิได้ ข้าพเจ้ากลับคาดว่าเป็นเรื่องน่าตื่นตกใจธรรมดาๆ มิใช่เรื่องร้ายแรง หรือ เรื่องคอขาดบาดตายอันใด ผู้ใดกล่าวถึงก็คงไม่ผิด”

ชายร่างผอมจึงกล่าวถามด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็นว่า

“ไม่ทราบพี่ใหญ่ได้ยินเรื่องใดมา?”

ชายร่างอ้วนนิ่งเงียบไปครู่นึง สายตามันสอดส่ายออกมองไปภายนอกวงอย่างระแวดระวัง พลันหันหน้ามากล่าวช้าๆว่า

“ข้าพเจ้าได้ยินผู้คนบอกกล่าวกันว่า ในอีกไม่กี่วันนี้ พระนางวัลลี มเหสี แห่ง พฤษานารธาผู้หายสาบสูญ จะเถลิงถวัลขึ้นครองราชย์ รับรัชกาลสืบต่อจากพระสวามีของนาง”

สตรีหน้าขาวอุทานออกมาอย่างลืมตัว นางกล่าวว่า

“ที่ท่านได้ยินมานี้เป็นความจริง เรื่องราวกลับใหญ่โตมิใช่น้อย”

ชายร่างอ้วน พยักหน้าซ้ำ กล่าวช้าๆว่า

“ข้าพเจ้าคาดว่าน่าจะเป็นความจริง เนื่องจากข่าวคราวครั้งนี้ เป็นผู้คนในราชสำนักบอกกล่าวออกมาเอง อีกทั้ง ทหารกรมเมืองต่างๆก็พูดกันไม่ขาดปาก”

สตรีหน้าขาวกล่าวออกมาเบาๆว่า

“เรื่องราวกลับน่าเหลือเชื่อนัก เหตุใดพระนางถึงได้รับการยอมรับจากเหล่าผู้ปกครองท่านอื่นๆเล่า”

ชายร่างผอมได้ยินดังนั้น ส่ายหน้าครานึง พลางกล่าวเสียงดังขึ้นเล็กน้อยว่า

“แต่ข้าพเจ้ากลับเห็นว่า เรื่องราวไม่น่าแปลกสักเท่าใด ท่านทั้งสองลองคิดดู ตั้งแต่ที่ พระองค์พฤษานารธาหายสาบสูญออกไปจากพระราชวังแคว้นพรพรห์มสถานเมื่อเกือบสิบปีก่อนนั้น การงานราชการ การบริหารงานแผ่นดิน ล้วนอาศัยพระนางวัลลีผู้เป็นมเหสีเป็นผู้ดูแลเองทั้งสิ้น อีกทั้ง บ้านเมืองในยามนี้ก็เข้าสู่ช่วงสงบสุขยาวนานแล้ว หากพระนางวัลลีผู้มีความสามารถทางด้านการบริหารไม่แพ้กับบุรุษจะเถลิงถวัลขึ้นครองราชย์ ข้าพเจ้าก็ยังเห็นว่าเหมาะสมอยู่”

ชายร่างอ้วน กล่าววาจาขัดแย้งเล็กน้อยว่า

“เรื่องราวกลับไม่ง่ายดายปานนั้น ด้วยธรรมเนียมประเพณี ในการสืบเชื้อสายราชวงศ์แต่เก่าก่อนมานั้น หากผู้เป็น กษัตริย์มีทายาทเป็นบุรุษ ก็ควรจะต้องให้ทายาทบุรุษซึ่งมีศักดิ์เป็นองค์ชายนั้นสืบเชื้อสายของกษัตริย์สืบต่อ พระนางวัลลีเป็นพระมเหสีดังนั้นจึงควรมีศักดิ์เป็นเพียงผู้สำเร็จราชการแทน เท่านั้น หามีใครเคยให้มเหสีเป็นกษัตริย์ไม่”

ชายร่างผอม กระวีกระวาด ยกมืออุดปากชายร่างอ้วน พลางกล่าวสำทับเบาๆว่า

“พี่ใหญ่ท่านกล่าววาจา มากเกินไปแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเช่นนี้กลับไม่เหมาะกับพวกเรา” มันกล่าวจบพลางสอดส่ายสายตาออกไปทางด้านอื่น แต่ไม่ได้สังเกตเห็นผู้ใดให้สนใจมาทางมัน โต๊ะของบุรุษหนุ่มอีกโต๊ะนึงนั้นก็ยังคงชมวิวทิวทัศน์ด้านนอกอยู่เช่นเดิม

หยุดไปสักครู่นึง เมื่อเห็นว่า สถานการณ์ยังเป็นปกติอยู่ ชายร่างอ้วนจึงดึงมือของน้องชายของตนออกจากปาก พลันกล่าวสืบต่ออย่างติดอกติดใจว่า

“ท่านอย่าได้เป็นกังวลไป ในยามหิมะโหมกระหน่ำเช่นนี้ ผู้ใดจะมีความสามารถได้ยินการสนทนาของเราทั้งสามเล่า?” หิมะเบื้องนอกโหมกระหน่ำดุดันดังเช่นที่ มันบอกกล่าวจริงๆ เสียงพัดของหิมะ แทบกลบเสียงอื่นๆออกไปสิ้น แม้แต่เสียงเฮฮาจากวงพนันยังแทบจะไม่ได้ยินเลย

ชายร่างเล็ก หยุดครุ่นคิดสักเล็กน้อย เห็นเป็นดังเช่นที่พี่ชายมันกล่าว มันยักไหล่ครานึง กล่าวสืบต่อว่า

“เรื่องราวคงไม่มีอะไรดังเช่นที่ท่านว่าจริงๆ แต่ ข้อขัดแย้งของท่านก็น่าสนใจ เหตุใดพระนางวัลลีจึงไม่ให้องค์รัชทายาทลืมตำแหน่งต่อเล่า?”

สตรีหน้าขาว ได้ยินดังนั้น ก็ เอ่ยขึ้นว่า

“ข้าพเจ้าคาดว่าพวกท่านทั้งสอง คงมิใช่คนแคว้นพรพรห์มกระมัง ไม่แปลก ที่เหตุใดพวกท่านจึงไม่ทราบเรื่องราวของรัชทายาทของนาง เพราะโดยส่วนใหญ่ผู้คนในแคว้นนี้ล้วนทราบเรื่องราวทั้งสิ้น”

หนึ่งอ้วนหนึ่งผอมทั้งสองคน หันมามองหน้ากันอย่างงุนงง ชายร่างอ้วนพยักหน้าครานึงกล่าวถามว่า

“เราทั้งสองมิใช่คนชาติพรพรห์มจริง เราทั้งสองเดินทางมาจากต่างถิ่นเข้ามาทำงานที่นี้ ไม่ทราบท่านมีเรื่องราวใด”

สตรีหน้าขาว ยิ้มเล็กน้อย นางกล่าวตอบว่า

“เดิมทีนั้น ราชวงศ์พรพรห์มมีองค์รัชทายาทอยู่แล้ว แต่เนื่องด้วยจากสาเหตุอันลึกลับบางประการ พระองค์ซึ่งมีนามว่า ไชยอินทร์ ก็หายตัวออกจากพระราชวังเช่นเดียวกับพระบิดาของท่าน เรื่องราวนี้ พึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 1-2 ปีที่แล้วนี่เอง ไม่แปลกที่พวกท่านเป็นคนต่างถิ่นจะไม่ทราบ”

ชายร่างผอม ส่งเสียง ดัง อ้อ ออกมาเป็นความหายเชิงเข้าใจ

“เช่นนี้เป็นว่า เชื้อสายแห่งพรพรห์มกลับ หมดสิ้นแล้ว?”

สตรีหน้าขาวส่ายหน้าปฏิเสธ กล่าวว่า

“มิใช่ เพราะนอกจากองค์รัชทายาทไชยอินทร์แล้ว พระนางวัลลีและพระราชาพฤษานารธา ยังมีบุตรชายคนรองอยู่อีกผู้นึง พระนามว่า วรวัฒนา ”

ชายร่างอ้วนอุทาน ดังอ้อ ขึ้นมาอีกครา เป็นความหมายว่า เข้าใจยิ่งกว่า ผู้น้องของมัน

“เช่นนี้ เรื่องราวกลับยิ่งน่าสงสัย เดิมที เมื่อรัชทายาทคนแรกหายไป คนรองจึงสมควรที่จะต้องเป็นแทน แต่นี่เหตุใด คนรองกลับไม่ได้เป็นรัชทายาทสืบต่อ แต่พระนางวัลลีกลับขึ้นครองราชย์แทนบุตรชายคนรองของนาง แล้วบุตรชายคนรองของนางกลับไปยังที่ใด เรื่องราวซับซ้อนซ่อนเงื่อนยิ่งนัก แต่ น่าแปลก ราชวงศ์พรพรห์มนี้ บุรุษสำคัญสองคนทยอยสูญหายไปจากอำนาจอย่างไม่น่าเชื่อแท้ๆ”

สตรีหน้าขาวแย้มยิ้มเล็กน้อย ยักไหล่กล่าวว่า

“ใครเล่าจะทราบเรื่องราวเช่นนั้น? พวกเราเป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดา ยังคงอย่าได้ไปทราบเรื่องราวอันวุ่นวายนอกเหนือตัวเราคงประเสริฐกว่า”

คนทั้งสามพูดคุยกันอีกสักครู่จึงหันเหหัวเรื่องไปสนทนาเรื่องอื่นต่อ สุรา เริ่มเพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อยๆ คนทั้งสามหัวร่อต่อกระซิกกันไม่หยุดยั้ง

สตรีหน้าขาวเริ่มออกอาการเมามายมากกว่าปกติ นางเริ่มหัวร่อพลางเอนกายลงซบกับ ชายทั้งสองสลับกันไป ชายทั้งสองเห็นดังนั้นก็ไม่ได้กล่าวกระไร เพราะต่างชื่นชอบเรื่องราวแบบนี้อยู่แล้ว

สตรีหน้าขาวนามว่า นิยา เป็นคณิกาอยู่หอนางโลมหอนึงในแหล่งท่องเที่ยวนารีของเมืองเทียมม้า เนื่องจาก ชายทั้งสองเป็นคนเดินทางต่างถิ่น คนอ้วนชื่อว่า แดง คนผอมเป็นน้องชายชื่อว่า ดำ มีสมญานามที่คนเรียกขานกันว่า แมงป่องแดงดำ ทั้งคู่มีนิสัยรักการดื่มสุรา เที่ยวพนัน และ เข้าซ่องหอนางโลม จึงแวะเวียนเข้าไปเที่ยวที่หอนางโลมที่นิยาทำงานอยู่ ด้วยเห็นว่า นิยา พูดคุยถูกคอ จึงได้ชักชวนกันออกมารับประทานอาหาร และสนทนากันต่อในเวลากลางวัน เนื่องจากหอนางโลมปิดทำการ

นิยาเอนกายซบกับหน้าตัก ของ เจ้าดำ มือนึงลูบไล้ใบหน้าของมัน ปากกล่าวอย่างท่าทางเมามายว่า

“ท่านทั้งสองเชื่อข้าพเจ้าหรือไม่ ข้าพเจ้าตั้งแต่ เข้าทำงานในหอนางโลมเป็นต้น ยังมิเคยได้พบ ชายหนุ่มผู้ใด ที่องอาจ และรูปงามเช่นท่านทั้งสองมาก่อนเลย”

เจ้าดำได้ยินดังนั้น มันพลัน รู้สึกถึงความมั่นใจในตัวเองของมัน รู้สึกว่า นิยา ช่างชมมันทั้งสองได้ถูกจุดใต้ตำตอยิ่งนัก คิดได้ดังนั้น พลันเกิดอารมณ์ความใคร่พลุ่งพล่านขึ้นมา มันจ้องมอง นิยา อย่างหื่นกระหาย มือข้างนึงโอบเอวของนางลูบไล้ไปมาเบาๆ นิยา พลันส่งเสียงอย่างเอียงอาย บิดตัวเล็กน้อย พลันกล่าวว่า

“โอ ท่านอย่าได้ทำอะไรในสถานที่เช่นนี้ เวลายังกลางวันอยู่ ข้าพเจ้าอย่างไรยังเขินอายอยู่บ้าง”

เจ้าแดงผู้เป็นพี่ชายเห็นท่าทางนางเย้ายวนเพียงนั้น จึงอด ชะโงกศรีษะมากล่าวไม่ได้ว่า

“ถึงอย่างไร ท่านอย่าลืมข้าพเจ้า เราสองพี่น้อง ไปไหนมาไหนไม่เคยห่างจากกัน ยามเห็นนี้ข้าพเจ้าเห็นว่า ท่านเริ่มเมามากแล้ว เราทั้งสองคนไปส่งท่านเถอะ” มันกล่าววาจาเป็นความหมายสองแง่สองง่าม เป็นเชิงบอกใบ้แก่น้องชาย

น้องชายได้ยินดังนั้นก็กล่าวต่อพร้อมกับท่าทางหื่นกระหายว่า

“ตกลงตามนั้น แม่นาง ท่านลุกขึ้นเถอะ ข้าพเจ้าจะได้ประคองส่งท่านกลับเรือนที่พัก”

นิยา ยังทำท่ามีอาการเมามาย บิดตัวไปมาอยู่บนตักของเจ้าดำ นางพยายามบิดตัวอย่างยั่วยวนมากยิ่งขึ้น คล้ายดั่งนางต้องการกระตุ้นจุดยุทธศาสตร์ของเจ้าดำ ขณะที่เจ้าดำกำลังจะหมดความอดทนอดลั้นแล้ว นิยาพลันรู้ไวได้ด้วยสัญชาติญาณ นางพลัน ลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว มือด้านหนึ่งค้ำเก้าอี้ มืออีกด้านนึง ยื่นนิ้วมาจุ๊ ที่ริมฝีปาก อันหนาใหญ่ของเจ้าดำๆเบา พลางกล่าวว่า

“ท่านอย่าได้เร่งรีบเกินไปเช่นนี้ได้หรือไม่ ข้าพเจ้ายังมิได้เมามายถึงเพียงนั้น ท่านทั้งสองปราถนารีบกลับไปทำอะไร ข้าพเจ้าเป็นเพียงสตรีบอบบาง ขอท่านอย่าได้ข่มเหงรังแกสตรีเช่นข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคงมิอาจทนทานรับได้ ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ราวกับแมวแสนเชื่องตัวนึง

กล่าวจบ นางพลันส่ายหัวโงนเงนเล็กน้อย คล้ายดั่งจะล้มลง เจ้าแดงเห็นเช่นนั้น พลันยื่นมืออวบอ้วนมาหมายประคองนอง และนางสัมพัสจุดโค้งเว้าของนาง

นิยา หัวเราะ ฮิฮะ เล็กน้อย เบี่ยงตัวหลบเลี่ยงออกจากมัน พลันลุกขึ้นยืนกล่าวว่า

“ท่านทั้งสองนี่ช่างซุกซน ข้าพเจ้าดื่มสุราจนเมามายแทบเดินไม่รอดท่านยังเอาเปรียบข้าพเจ้าอีก ท่านนั่งรอข้าพเจ้าที่นี่สักรู่ ขอตัวไปเข้าห้องน้ำเดี๋ยวเดียว”

เจ้าดำกลับเข้าใจผิดว่านางพูดจาชักชวน มันพลันกล่าวโพล่งออกไปว่า

“ให้ข้าพเจ้าไปส่งท่านหน้าห้องน้ำ!!”

นิยา หัวร่อ ออกมากล่าวว่า

“ท่านผู้นี้ กลับมีความอดทนน้อยยิ่งนัก ห้องน้ำสตรี ท่านไปส่งได้หรือ นั่งรอข้าพเจ้าอยู่ที่นี้แหละ ข้าพเจ้ารีบไปรีบมา ท่านสั่ง สุรา มาเพิ่มอีกหลายเหยือกก่อน ข้าพเจ้ายังอยากจะดื่มต่อ”

กล่าวจบนางก็เดินโซซัดโซเซลงไปชั้นล่างซึ่งเป็นสุขา เหลือทิ้งไว้แต่ ชายฉรรณ์ทั้งสอง เพียงลำพัง ชายทั้งสอง หันหน้ามาสนทนากันว่า

“สตรีนางนี้ช่างกินเก่ง ดื่มเก่งยิ่งนัก นางเมาแทบจะเดินไม่รอดแล้ว ยังให้เราสั่งสุรามาต่ออีก”

“สตรีเช่นนี้น่ะแหละดีท่านพี่เอย เขาเรียก เหล้าดิที่บ่มนาน ยิ่งออกฤทธิ์รุนแรง”

หัวสองระเบิดเสียงหัวร่อออกมากันอย่างชั่วช้าลามก ต่างพากันสนทนาเรื่องสัพเพเหระอื่น และ ดื่มกินกันต่อ เพื่อรอ นิยา

อาหารจานแล้วจานเล่า ทยอยหมดไป สุราหมดไปหลายรอบแล้ว เวลาที่ผ่านไปพร้อมๆกับสติสัมปะชัญญะ ของทั้งสองที่เริ่มจะหมดลงเช่นกัน

เจ้าดำตาข้างหนึ่งครึ่งปิดครึ่งเปิด เหลียวมองดูรอบโต๊ะ พลัน กล่าวถามพี่ชายอย่าง สงสัยว่า

“พี่ใหญ่ เหตุไฉน สตรี ถึงเข้าสุขานานเช่นนี้ล่ะ ฤาว่านางจะท้องผูก”

เจ้าแดงก็อยู่ในสภาพเมามายไม่แพ้กัน มันยื่นมือเช็ดปาดน้ำลายที่ไหลย้อยรอบมุมปาก กล่าวอย่างเลื่อนลอยว่า

“นางคงเมาหลับกลางทางแล้วกระมัง ข้าพเจ้าเห็นว่า เราสองคนไปตามนางกันดีกว่า”

ทั้งสองลุกขึ้นหมายจะเดินออกไปจากโต๊ะ ทันทีที่จะลงไปชั้นล่างเพื่อไปตามนิยาที่ห้องสุขานั้น เด็กรับใช้พลันเดินมาด้านข้างพร้อมกับกล่าวว่า

“นายท่านทั้งสอง ไม่ทราบนายท่านจะไปยังที่ใด เนื่องจากทางร้านเราใกล้จะปิดเหลาสุราแล้ว ขอนายท่านทั้งสองโปรดชำระเงินค่าอาหารก่อนไปด้วยเถิดขอรับ”

เจ้าดำได้ยินดังนั้น ก็ต่อว่าเด็กรับใช้ว่า “ยุ่งวุ่นวายเสียจริง” มันพลันล้วงคลำเข้าไปหาถุงเงินที่เก็บไว้ มันคลำหาอยู่ครู่นึง แต่หาเท่าไหรก็หาไม่พบ

“ถุงเงินข้าพเจ้าคงหล่นใต้โต๊ะอาหาร รอประเดี๋ยว”

มันเดินกลับไปหาถุงเงินทั่วโต๊ะก็ยังหาไม่พบ พลันเอ่ะใจขึ้นมาได้ วิ่งพรวดกลับมาถามเด็กรับใช้ว่า

“เจ้าเห็นสตรีที่นั่งร่วมโต๊ะกับเราเมื่อครู่ได้หรือไม่! สตรีที่เดินลงไปชั้นล่างไปห้องสุขานั้น!!”

เด็กรับใช้ทำหน้า งงๆ ตอบกลับมาว่า

“นายท่านหมายถึง สตรีที่นั่งร่วมโต๊ะกับท่านน่ะหรือขอรับ ข้าพเจ้าเห็นนางเดินออกจากร้านไปเป็นเวลาสักพักแล้วขอรับ นางหาได้ไปห้องสุขาไม่”

เจ้าดำได้ยินดังนั้น พลัน กระโดดโหยงขึ้นอย่างลืมตัว มันกระทืบเท้าหนักๆสองคราลงบนพื้น ปากขบเคี้ยวฟันกล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า

“คณิกาแพศยาผู้นั้นขโมยถุงเงินข้าพเจ้าไปแน่แล้ว ….บัดซบ!! เห็นว่าเราผู้นี้ใจอ่อนให้สักหน่อย กลับกล้าบังอาจลูบหนวดเสือ บิดาจะไม่ปล่อยให้เจ้าลอยนวลแน่”

เจ้าแดงยังมึนงงสงสัยไม่ได้สติ พลันเอ่ยปากสอบถามเรื่องราวจากเจ้าดำ

เจ้าดำพลันอธิบายเรื่องราวอย่างรีบร้อน เจ้าแดงได้ยินดังนั้นพอได้ทราบว่าเป็นเรื่องราวใด พลัน กล่าวว่า

“เช่นนี้เป็นว่า มันคงไม่รู้จักเรา แมงป่องคู่แดงดำเสียแล้ว”

เจ้าตำกระชากเสียงขึ้นว่า

“สนใจใยกัน ว่ามันรู้จักเราหรือไม่ แต่วันนี้ มันจะได้ทราบว่า บิดา เป็นใคร ….พี่ใหญ่! ตาม!” ทั้งสองพลันชักดาบสั้นที่หว่างเอวออกมาชูขึ้น โห่ร้องเป็นความหมายแสดงท่าเขื่องโข

เสียงตะโกนโวยวายของทั้งสองดังลั่นขึ้นทั่วร้าน ทั้งสองวิ่งลงจากเหลาสุราอาหารไปอย่างรวดเร็ว ไม่แม้แต่จะควักเงินชำระค่าอาหารแก่เถ้าแก่

เถ้าแก่ และ เด็กรับใช้ เพียงได้แต่ยืนมองดูมันวิ่งออกไป กลับไม่อาจขวางทางมันไว้ได้ เนื่องด้วยกลัวถูกทั้งสองระบายอารมณ์ใส่ เถ้าแก่ร้าน ยืนดูรอจนพวกมันวิ่งไปลับตาแล้ว พลัน สะบัดล่ายหน้าช้าๆกล่าวว่า

“ให้ตายสิ คนก็น้อย หิมะก็ตก ข้าวปลาอาหารตอนนี้ยิ่งมีราคาแพงอยู่ด้วย เหตุใด เราถึงต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวฟรีๆเช่นนี้น่ะ แมงป่องคู่อันใด แค่เงินเล็กน้อยก็ไม่มีปัญญาจ่าย น่าจะจับไปทอดเป็นแมลงรถด่วนทอดเสียให้หมด” เถ้าแก่พึมพัมพลางหันไป ยิ้มอย่างแหยๆ กับเด็กรับใช้

“เถ้าแก่ ค่าอาหารของโต๊ะเมื่อกี้เราจ่ายแทนให้” เสียงที่ก้องกังวาลเสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง เถ้าแก่ร้านได้ยินดังนั้นจึงหันไปตามเสียง

ผู้กล่าววาจา คือ ชายหนุ่ม ที่นั่งชมวิว รับประทานอาหารอยู่เพียงผู้เดียวนั่นเอง

เถ้าแก่ร้านสังเกตเห็น ชายหนุ่มผู้นี้ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวพรรณ์ขาวผ่อง มีลักษณะคนผู้ดีมีชาติตระกูล ใบหน้าของมันดูไปหล่อเหล่าไม่น้อย มันสวมเสื้อผ้าอาภรณ์ชั้นดี เกล้าผมขึ้นไว้ด้วยผ้าไหมสีทองอร่าม ลักษณะรูปร่างท่าทางไม่คล้ายเป็นคนเดินทางธรรมดาทั่วไป

“ค่าอาหารของทั้งสามคนนั้น ร่วมกับเราทั้งหมดเท่าไหร” ชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้น

เถ้าแก่ร้านได้ยินดังนั้น จึงยิ้มเล็กน้อยตอบว่า

“หามิได้คุณชาย เฉพาะอาหารของคุณชายนั้นทั้งสิ้น สี่สิบเหรียญเงิน ขอรับท่าน”

“เราให้ท่านคิดเงินโต๊ะข้างๆด้วย” บุรุษหนุ่มกล่าวต่อ “นี่มิใช่เราให้ท่านฟรีๆ เพียงแค่ต้องการซื้อข่าวสารบางอย่างจากท่าน เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าเอาเปรียบเรา ตกลงหรือไม่”

เถ้าแก่ร้านได้ยินดังนั้นจึงเบิกตากลมกว้างขึ้นอย่างสงสัย เหตุใด บุรุษผู้นี้ถึงใจใหญ่มือเติบเช่นนี้ เห็นดังนั้น หมายปฏิเสธกล่าวตอบว่า

“เรื่องเพียงเท่านี้ นี่ไม่จำเป็นต้อง……..”

บุรุษหนุ่มกล่าวตัดบทว่า “ท่านจะรับรึไม่!!”

เถ้าแก่ร้านได้ยินดังนั้น ต้องอึ้งไปชั่วครู่ ในใจนึกขึ้นว่า “เราก็ไม่ได้ให้โดยหวังตอบแทนเช่นกัน …. แต่เอาเถอะเรื่องนี้เรามีแต่ได้นี่ ท่านว่าไงเราก็ว่างั้น”

เถ้าแก่ร้านคิดได้ดังนั้น พลัน ยิ้มเล็กน้อย กล่าวถามว่า

“นายท่านต้องการทราบเรื่องราวใด…”



Create Date : 01 กรกฎาคม 2554
Last Update : 1 กรกฎาคม 2554 13:47:19 น.
Counter : 245 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



ต้นสนใบเดี่ยว
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



กรกฏาคม 2554

 
 
 
 
 
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31