Welcome To ทองหลาง Bloggang ว่างๆ ก็แวะเข้ามา...ยินดีต้อนรับจ้า
ตอนที่ 2



2

คืนแรกในบ้านพักเก่า ๆที่ผู้อาศัยเพิ่งได้เข้ามาอยู่ยังไม่ทันข้ามคืน...ไฟฟ้าบางดวงดับสนิทเพื่อประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายยกเว้นหลอดหน้าบ้านยังส่องสว่างเพื่อเฝ้าระวังภัยที่อาจกล้ำกรายเข้ามาในยามค่ำคืน

เขมขวัญมองไปยังบ้านเล็ก ๆ ผ่านช่องหน้าต่าง ที่เธอตั้งชื่อให้มันว่าบ้านตุ๊กตา ณเวลานี้ที่นั่นไม่ได้มีสิ่งที่ชวนให้สนใจเลยแม้แต่น้อย นอกจากแสงจันทร์กระจ่างฟ้าที่ลอยเด่นอยู่เหนือหลังคาบ้านไกลออกไปอีกหน่อยก็คือตัวตึกใหญ่ตั้งตระหง่านถมึงทึงราวกับปราสาทผีสิงในภาพยนตร์สยองขวัญ

“รีบเข้านอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นไปสอบสัมภาษณ์แต่เช้า”เธอบอกตัวเอง พลางเอื้อมมือไปเกี่ยวหูจับบานหน้าต่างจะดึงเข้าหากัน

“เอ๊ะ!...”

สายตาไม่วายเหลือบเข้าไปเห็นเงาตะคุ่ม ๆที่อยู่หน้าประตูบ้านตุ๊กตาหลังนั้น แต่เมื่อพยายามจ้องมองให้ชัดกลับไม่ปรากฏสิ่งใด นอกจากเงาไม้ที่ไหวเอนไปมา

“ที่แท้ก็ตาฝาด...เห็นเงาสนมังกรเป็นคนซะงั้น”เธอโยนคำตอบเรื่องตาฝาดไปยังต้นไม้ใกล้ ๆ ถอนหายใจเฮือก เรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวจัดการลงกลอนหน้าต่างแน่นหนาปิดกั้นสายลมเย็นที่กำลังโยกทิวไม้โอนเอนไปมาอยู่ภายนอก

ล้มตัวลงบนที่นอนขนาดห้าฟุต ด้วยความรู้สึกแปลก ๆสายตาเหลือบมองเงาดำจากไม้ใหญ่ทาบผนังห้องวูบไหวสร้างบรรยากาศวังเวงให้เกิดขึ้นได้ไม่ยากท่ามกลางความมืดอันเงียบสงัด

“เธอไม่ใช่คนกลัวผีนี่ขวัญแล้วจะกลัวอะไรกะอีแค่เงาต้นไม้...หลับตาลงก็ไม่เห็นอะไรแล้ว” หญิงสาวบอกตัวเองทั้งหลับตาลงตามคำสั่งของใจ...

หมอกขาวลอยผ่านเป็นม่านบาง ๆพอให้มองเห็นเส้นทางทอดยาวไปข้างหน้าก่อนจะสลายไปช้า ๆเมื่อเขมขวัญเดินมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังเล็กที่เธอเคยแอบมองอย่างหลงในความน่ารักรอบๆตัวคือสวนดอกไม้สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็น...ได้กลิ่นหอมอ่อนๆโชยมาแตะจมูกเป็นกลิ่นดอกไม้ที่เธอนึกอยากหาต้นมาปลูกไว้ให้เต็มบ้านทว่ากลับนึกไม่ออกว่าเป็นกลิ่นของดอกอะไร แถมยังแยกไม่ถูกว่าเวลานี้...กลางวันหรือกลางคืน...

“หนูจ๋า...ดีใจจังที่ฉันได้เจอหนูอีกครั้ง”

เสียงหนึ่งดังแว่ว...ฉับพลัน...ภาพสวนดอกไม้ที่อยู่รายรอบก็แปรเปลี่ยนไปเป็นห้องห้องหนึ่งตกแต่งหรูหราดั่งห้องทำงานของคนชั้นสูงที่เห็นบ่อยในหน้าหนังสือออกแบบทั่วไป

“นั่งสิจ๊ะ...”

เสียงนั้นดังขึ้นอีกแล้ว เขมขวัญพยายามกวาดตามองหาเจ้าของเสียงทว่าภายในห้องนั้นกลับว่างเปล่า...

“ว้าย!...”

จู่ ๆ เก้าอี้ไม้เนื้อแข็งเคลือบเงาวาววับ ก็เลื่อนเข้ามาชิดด้านหลังกระแทกที่ข้อพับหัวเข่าให้เธอต้องทรุดตัวลงนั่งโดยอัตโนมัติ...นี่มันอะไรกัน...เขมขวัญถามตัวเอง...เธออยู่ที่ไหนและใครกันที่กำลังพูดกับเธอ...

“คุณเป็นใครคะ...ต้องการอะไร” หญิงสาวตะโกนออกไปด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น ไม่วางใจ

“คนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือจากหนู...อีกครั้ง”

เสียงที่ได้ยินเป็นเสียงผู้หญิงมีอายุวัยกลางคนตอบกลับมาทันควันทว่ากลับไม่ปรากฏตัวตนให้เห็น

“ช่วย?...”

“ช่วยอย่างที่เคยช่วยฉันมาแล้ว...”

“เอ่อ...เราเคยพบกันด้วยเหรอคะ...หนูเคยช่วยคุณเมื่อไหร่กัน”

“มันคือพรหมลิขิต...เรามีวาสนาต่อกัน...”

เสียงนั้นพอฟังแล้วรับรู้ได้ถึงความรู้สึกดีใจของคนพูดอย่างมากมาย “แล้วจะให้ช่วยอะไรคะ”ความสงสัยปะปนอยู่กับความหวาดหวั่นจนแทบจะแยกกันไม่ออก

“เห็นนั่นไหม...ของที่อยู่บนโต๊ะนั่น...หนูต้องช่วยฉันทำมันให้เสร็จ”

เสียงนั้นบอกโดยไม่คิดที่จะออกมาแสดงตัวให้เห็นเลยแม้แต่น้อย แต่เขมขวัญก็ยังคงมองไปที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่เบื้องหน้าด้านหลังเป็นชั้นติดผนังที่มีหนังสือบรรจุอยู่นับร้อย... เพื่อความชัดเจน เธอลุกเดินเข้าไปใกล้...ปรากฏพิมพ์ดีดหนึ่งเครื่องที่ยังมีกระดาษแผ่นหนึ่งเสียบคาอยู่บนโต๊ะเพราะความสลัวราง จะกลางวันก็ไม่ใช่ กลางคืนก็ไม่เชิง ทำให้ไม่อาจมองออกว่ากระดาษแผ่นนั้นพิมพ์ข้อความสิ่งใดเอาไว้

“ช่วยทำมันให้เสร็จที...” น้ำเสียงนั้นเบาหวิวเหมือนล่องลอยมาจากสถานที่ไกลแสนไกล

“มันคืออะไรคะ...คุณจะให้ฉันทำอะไร”

“หนูต้องช่วยฉัน...แล้วฉันจะช่วยหนู...” ประโยคร้องขอสิ่งแรกเปลี่ยนดังก้องไปทั่วบริเวณ “รับปากสิ....”

“หนูคงช่วยคุณไม่ได้หนูไม่รู้ว่านั่นมันคืออะไร” เขมขวัญปฏิเสธ

“ช่วยได้สิ...หนูเท่านั้นที่จะช่วยได้...” เสียงตอบกลับเย็นยะเยือก

เขมขวัญเตือนตัวเองว่าหากเธอยังคงอยู่ที่นี่ต่อไปคงได้ช็อกตายเพราะเสียงที่ให้ความรู้สึกหลอนเสียงนี้...เร็วเท่าความคิดหญิงสาวรีบพาตัวเองตรงไปยังประตูหนึ่งเดียวที่มองเห็นนั่นน่าจะพาเธอออกสู่โลกภายนอก ทว่าเมื่อก้าวผ่านประตูนั้นออกไปเธอก็ยังคงกลับมายืนอยู่ในห้องทำงานห้องเดิมสามรอบ...สี่รอบ...กระทั่งหอบเหนื่อย...

“โอ๊ยไม่ไหวแล้ว...เหนื่อยเป็นบ้า..ถ้านี่คือฝัน...ได้โปรดเถิดใครก็ได้ช่วยปลุกฉันที...”เธอร้องตะโกนก้อง ทั้งยังไม่ลดละที่จะก้าวผ่านประตูเพื่อหาทางออก

“รับปากก่อนสิว่าหนูจะช่วย...”

“ได้ ๆ หนูรับปากแล้ว...ปล่อยหนูออกไปจากที่นี่เถอะ...จะให้ทำอะไรก็ยอมทั้งนั้น” เธอตอบออกไปดัง ๆ ดั่งกลัวว่าคนที่เจรจาด้วยจะไม่ได้ยิน

“แล้วฉันจะช่วยหนู...แต่หนูต้องช่วยฉัน...”

เขมขวัญได้ยินประโยคซ้ำ ๆ นั้นเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ทว่านี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ยินเมื่อเธอสามารถก้าวผ่านประตูออกสู่ภายนอกที่งดงามด้วยมวลไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ได้สำเร็จ...

หญิงสาวยิ้มกว้าง...ใจมาเป็นกอง ทว่าไม่เท่าไหร่ ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเธอกลับแปรเปลี่ยนเป็นเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อออกมาเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต

“ว้ายช่วยด้วย...งูยักษ์”เธอตะโกนลั่นพลางหันหลังจะกลับเข้าไปในบ้านหลังเล็กหลังนั้นอีกครั้ง

ช้าไปแล้ว...เธอไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้อีก เมื่ออสรพิษร่างใหญ่นั้นพุ่งตรงมาเลื้อยรัดรอบเท้าทั้งสองข้าง พันวนเวียนไปทั้งตัว ให้รู้สึกหนาวสะท้านเมื่อเสื้อผ้าที่สวมใส่เลือนหายไปหมดเหลือเพียงเนื้อตัวที่เปล่าเปลือยสัมผัสแน่นกับความนิ่มหยุ่นลื่นเย็นของเกล็ดเหลื่อมระยับจนกระทั่งมันขึ้นมาหยุดแผ่แม่เบี้ยเผชิญหน้ากับเธออย่างกระชั้นชิด

“ช่วยด้วย...ใครก็ได้ช่วยที...น่ากลัว...น่ากลัวเหลือเกิน...โอ้ย...”

ทุกสิ่งทุกอย่างดับวูบลงกับความรู้สึกที่น่าจะเรียกว่าคล้ายถูกงูกลืนไปทั้งตัว แม้พยายามดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองยังไงก็ไม่อาจหลุดพ้นเห็นทีชีวิตคงดับดิ้นลงตรงนี้ซะแล้ว

“พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยขวัญด้วย...”

เขมขวัญทะลึ่งตัวลุกขึ้นนั่งด้วยอาการตกใจตื่น...เหงื่อไหลโทรมกายทั้งมองไปรอบ ๆ ห้องที่ยังไม่มีความคุ้นเคยสักเท่าไรนัก

“โอ๊ยฝันบ้าฝันบออะไรไม่รู้ น่ากลัวชะมัด”บ่นพลางก้มลงมองสภาพตัวเองที่มีผ้าห่มพันรอบตัวแน่นเอี๊ยด จนแทบขยับไม่ได้“ผ้าห่มม้วนเป็นหนอนแบบนี้ ไม่ฝันว่าถูกงูรัดก็บ้าแล้ว...”

คลายผ้าห่มออกจากตัวได้สำเร็จสายตาก็เหลือบไปมองนาฬิกาปลุกที่บอกเวลาตื่นของเธอตอนนี้สายกว่าปกติร่วมครึ่งชั่วโมง

“ตายแล้วสายแล้ว...ทำไมนาฬิกาไม่ยอมปลุกเนี่ย...”แทบอยากจะเขกกะโหลกตัวเอง แต่เธอไม่มีเวลามากขนาดนั้นเพราะวันนี้มีนัดสำคัญให้ต้องรีบลุกคว้าผ้าเช็ดตัววิ่งเข้าห้องน้ำในทันควัน

ถึงจะเรียนจบย้ายกลับไปอยู่บ้านกว่าสองปีเรื่องถนนหนทางในกรุงเทพฯสำหรับเขมขวัญแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่เพียงแค่รู้จักเส้นทางการเดินรถของรถโดยสารประจำทาง หรือไม่ก็เส้นทางรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินบนดินการจะไปสอบสัมภาษณ์ในทันเวลาไม่ใช่ปัญหา หากเธอไม่เกิดตื่นสายขึ้นมาซะดื้อ ๆอย่างเช้าวันสำคัญวันนี้

“เพราะฝันนั่นแท้เชียว...เลยนอนตื่นสาย...แปดโมงเช้าแล้วจะไปทันไหมนี่”เขมขวัญเร่งฝีเท้าทั้งบ่น สมองยังไม่วายคิดถึงความฝันเมื่อคืน

...ฉันจะช่วยหนู...แต่หนูต้องช่วยฉัน...

คุณจะทำให้หนูได้งานได้เงินเดือนดี ๆ ทำอย่างที่บอกจริง ๆ หรือเปล่า... คิดแล้วก็ยิ้มขำตัวเอง ที่นึกฝันหวานวางความหวังไว้ที่ฝันมั่ว ๆกับคนในฝันที่ไร้ตัวตน ได้ยินเพียงแค่เสียงเย็น ๆ คนนั้น

“ได้สิ...ถ้าหนูรับปากจะช่วยฉัน” เสียงหนึ่งดังแว่วอยู่ในหู ดั่งล่องลอยมาจะสถานที่อันไกลโพ้น

“หือ...เฮ้อ...คุณเจ้าขา...อย่าว่าแต่ได้งานได้เงินเดือนดี ๆ เลยแค่ไปสอบสัมภาษณ์ได้ทันเวลานี่ก็บุญโขแล้ว” เขมขวัญเผลอบ่นไปกับหูที่เข้าใจว่าเป็นอาการแว่วทั้งเร่งฝีเท้าให้ไปถึงหน้าปากซอยให้เร็วขึ้น พลางคิดหาวิธีที่จะไปให้ทันเวลางานนี้คงต้องกัดฟันพึ่งแท็กซี่แล้วล่ะ

แล้วหญิงสาวก็ต้องกระโดดหลบแทบติดกำแพง เมื่อรถเบนซ์คันหรูสีดำเป็นเงาวาววับวิ่งผ่านมาด้วยความเร็วที่แม้จะไม่มากนักแต่มันก็ทำให้น้ำในแอ่งถนนสาดกระจาย

“ว้าย...อี๋...ไอ้รถบ้า เหยียบลงไปได้แอ่งน้ำบ่อเบ้อเริ่มไม่เห็นหรือไง เอาอะไรทำตาวะ...โธ่โว้ย...เปื้อนหมด”หญิงสาวตะโกนด่า ทั้งควานหาผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเปื้อนที่กระโปรงไม่สนใจมองรถคันนั้นอีก เพราะคิดว่าพวกคนรวย ขับรถหรู ๆคงไม่สนใจลงมาดูดำดูดีประชาชนคนเดินถนนอย่างเธอเป็นแน่

“คุณครับคุณ...ขอโทษนะครับที่ทำคุณเลอะ”

เสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้ ๆให้เขมขวัญที่กำลังกำจัดคราบสกปรกบนกระโปรงด้วยผ้าเช็ดหน้าต้องเหลือบขึ้นมองด้วยสายตาหงุดหงิด

“ลุงรู้ไหมว่าความสะเพร่าของลุงจะทำให้ฉันไม่ได้งาน”

“ขอโทษครับ...ขอโทษจริง ๆ ”

เขมขวัญมองชายวัยกลางคนที่อย่างน้อยก็มีน้ำใจลงมาขอโทษขอโพยพลางถอนหายใจ ทั้งคิดในใจว่าจะเดินทางต่อไปหรือกลับบ้านดี...สายก็สายกระโปรงก็เปื้อน งานนี้สงสัยคงรับประทานแห้วตามระเบียบ ถ้าจะซวยแต่เช้าอย่างนี้...

“เอาเถอะลุง...ไม่เป็นไรหรอก ฉันคงซวยของฉันเอง” ว่าพลางถอนหายใจแล้วก้มมองกระโปรงย้วยยาวแค่เข่าซึ่งบัดนี้มีรอยเปื้อนเป็นด่างให้เห็นชัดเจน

“จะเจรจาอะไรให้มากความ ให้เงินเขาไปสักพันจะได้จบ ๆ ”

เสียงตะโกนสั่งการดังแว่วมาจากรถที่จอดอยู่ไม่ไกลนั่นทำให้เขมขวัญถึงกับเลือดฉีดปี๊ดขึ้นสมอง...เธอก้าวฉับ ๆมาหยุดยืนที่ข้างรถเลิกสนใจคุณลุงสุภาพ ที่พลอยวิ่งตามมาติด ๆ แต่หันมาสนใจไอ้ผู้ชายแล้งน้ำใจในรถแทน

“นี่คุณ...” เธอใช้นิ้วเคาะกระจกรัว ๆเร่งให้อีกฝ่ายโผล่ออกมาเผชิญหน้า

“มีอะไรมิทราบ...หรือคิดว่าหนึ่งพันน้อยไป...ลุงชู จ่ายให้เขาไปสองพันแล้วก็รีบมาขึ้นรถ ฉันไม่อยากไปสายตั้งแต่วันแรกที่เข้าบริษัท”

“ครับคุณกริช”

ลุงชูล้วงหยิบธนบัตรสีเทาสองใบที่เจ้านายให้ไว้ใช้จ่ายทั่วไประหว่างเดินทางออกมายื่นให้หญิงสาวที่ยังทำหน้าตึงคิ้วขมวดอย่างเอาเรื่องเธอไม่สนใจที่มองมันซะด้วยซ้ำ นอกจากการจ้องเขม็งไปยังใบหน้าคมคายของเจ้านายทว่าลุงชูรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ด้วยจิตพิศวาส

“ฉันไม่รับเงิน” เธอเอ่ยเสียงเย็นเฉียบ

“ไม่เอาเงินแล้วจะเอาอะไร ลุงชูแกขอโทษไปแล้ว ก็น่าจะแล้ว ๆ กันไปยังจะมาโวยวาย โน่นนี่นั่นให้คนอื่นเขาเสียเวลา...ผู้หญิงนี่เรื่องมากซะจริง...”

ยิ่งประโยคนี้ก็ยิ่งทำให้เขมขวัญรู้สึกถึงอาการเลือดฉีดขึ้นหน้า...คนรวยเป็นแบบนี้กันทุกคนหรือเปล่านะทำผิดแล้วชอบใช้เงินฟาดหัว

“ไปเถอะลุง...บอกแล้วไงว่าฉันรีบ”

“ครับคุณกริช” ลุงชูตอบรับเขาหันไปมองหญิงสาวเหมือนลุแก่โทษก่อนจะเปิดประตูรถ ก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ

ในจังหวะเดียวกัน เขมขวัญไม่รอช้าเธอเดินอ้อมไปยังประตูรถด้านตรงข้ามกับที่เจ้านายหนุ่มนั่งอยู่ทั้งเปิดเข้าไปนั่งคู่กับเขาหน้าตาเฉย

“นี่คุณ...ขึ้นมาทำไม”

เสียงทุ่ม ๆ ถามห้วน ๆ สายตามองผู้บุกรุกดูไม่เป็นมิตร ทว่าหญิงสาวไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อยแถมยังหันมาส่งยิ้มให้ด้วยแววตาที่นึกอยากยั่วโมโหให้อีกฝ่ายอกแตกตายซะตรงนี้

“ฉันจะให้คุณชดใช้โดยการพาฉันไปส่งให้ถึงบริษัทที่ฉันต้องไปสอบสัมภาษณ์งาน”เธอบอกก่อนจะรีบคว้าโทรศัพท์มือถือออกมากดข้อความอะไรบางอย่างลงไป“ฉันส่งข้อความไปบอกเพื่อนที่เป็นตำรวจแล้วว่าฉันโดยสารมากับรถคนแปลกหน้ารถยี่ห้อนี้ เลขทะเบียนนี้ ถ้าเกิดคุณพาฉันไปทำมิดีมิร้าย คุณได้เจอคุกแน่”ขู่เสร็จก็เก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าตามเดิม

กริชนะกวาดตามองผู้หญิงเรื่องมากที่ถือวิสาสะขึ้นมานั่งเบาะข้างเขาอย่างหน้าไม่อาย... หน้าตารึก็...งั้น ๆ แต่งตัวยังเชยชนิดที่คุณป้าเรียกพี่คำพูดคำจาก็ระคายหู ดูถ้าหล่อนจะไม่ยอมอะไรง่าย ๆหากเขาโวยวายลากหล่อนลงจากรถก็จะกลายเป็นเรื่องให้อับอายขายขี้หน้าผู้คนซะเปล่าๆ...ช่างเถอะ...พอถึงที่หมายก็ทางใครทางมัน คงไม่ได้เจอะเจอกันอีก

“ให้ผมไปส่งที่ไหนครับคุณผู้หญิง” คนถามเส้นทางกลับเป็นลุงชูที่แกตัดสินว่าเจ้านายคงอนุญาตจากความเงียบที่ไม่ได้รับการปฏิเสธ

“ที่บริษัททรัพย์บริบูรณ์เอ็กซ์ปอร์ต...แถว...”เขมขวัญเอ่ยชื่อบริษัทที่เรียกตัวเธอเข้ารับการสัมภาษณ์ ทั้งบอกรายละเอียดเสร็จสรรพ

“ครับ...โชคดีจริง เรากำลังจะไปที่นั่นเหมือนกัน” ลุงชูรับคำก่อนจะพารถเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความระมัดระวังที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม

สายไปแล้วสิบนาทีเมื่อเธอเดินทางมาถึงหน้าอาคารสูงระฟ้าจนต้องแหงนมองจนคอตั้งบ่างดงามและทันสมัย สมกับเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำรายได้มหาศาล ...นี่ไม่ใช่เวลามาชื่นชมอาคารสถานที่อย่างนักท่องเที่ยวแต่เธอต้องรีบแล้ว...

“ดิฉันมาสอบสัมภาษณ์เข้าทำงานค่ะ...ขอโทษนะคะที่มาช้าพอดีว่าระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุขึ้นนิดหน่อย”เขมขวัญแจ้งความประสงค์ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ด้วยท่าทางกระหืดกระหอบเพราะเธอต้องวิ่งจากถนนหน้าบริษัทเข้ามาจนถึงที่นี่เพื่อให้มาสายได้น้อยที่สุดหลังจากรถของนายผีดิบส่งเธอลงแค่ตรงหน้าป้ายทางเข้าบริษัท

“ถือว่าคุณโชคดีมากนะคะ เพราะทางนี้เองก็ยังไม่เริ่มการสัมภาษณ์ค่ะ”พนักงานสาวเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร

“อ้าว...” เขมขวัญเหลือบตามองนาฬิกาเรือนใหญ่ที่แขวนอยู่ผนัง

“ท่านประธานมีความประสงค์จะเข้าสังเกต การสัมภาษณ์งานครั้งนี้ด้วยเลยต้องรอ”

“อ๋อ...ค่ะ...” เขมขวัญยิ้มตอบ

“เชิญคุณที่ฝ่ายบุคคลชั้นสี่เลยค่ะ”

“ขอบคุณค่ะ”

เขมขวัญปลีกตัวไปยังลิฟต์ กดเรียกแล้วยืนรอไม่นานนักลิฟต์ก็เคลื่อนจากชั้นลานจอดรถขึ้นมาหยุดยังชั้นที่เธอยืนอยู่ประตูลิฟต์เปิดออกกว้าง...แล้วก็ต้องชะงักอีกครั้งเมื่อสายตาพลันสบเข้ากับดวงตาคมดุของคนที่อยู่ภายใน

“โลกมันจะกลมอะไรนักหนาเนี่ย”

เผลอบ่นอุบอิบ แต่ก็จำต้องก้าวเข้าไปยืนภายในกดหมายเลขชั้นที่ต้องการแล้วทำเมินเฉย เหมือนภายในลิฟต์มีเธออยู่เพียงคนเดียวแม้ไม่กี่นาที แต่ช่วงเวลาแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกอึดอัดได้เหมือนกันกับการที่ต้องมายืนตามลำพังในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ กับผู้ชายที่ไม่ถูกชะตา

เขมขวัญผ่อนลมหายใจออกจากอกเมื่อเหลือบดูแสงไฟแสดงหมายเลขชั้นที่ลิฟต์จะเลื่อนขึ้นไปส่งอย่างน้อย นายผีดิบ ก็ไม่ได้ไปชั้นเดียวกันกับเธอ นั่นหมายถึงความหวังว่าเธอจะมีโอกาสเผชิญหน้ากับเขาครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายพอคิดได้แบบนี้ทำให้เขมขวัญรู้สึกสบายใจขึ้นเป็นกอง

พอออกจากลิฟต์ก็รีบตรงไปยังแผนกบุคคลเพื่อรายงานตัวเข้ารับการสัมภาษณ์มองไปรอบ ๆ ห้องเวลานี้เต็มไปด้วยคู่แข่งที่มาสมัครงานเช่นเดียวกับเธอทุกคนต่างอยู่ในอาการสงบนิ่ง การสัมภาษณ์งานวันนี้มีหลายตำแหน่งให้ช่วงชิง ทั้งงานเลขานุการงานธุรการ และงานบัญชี สำหรับเขมขวัญแล้วเธอเลือกสมัครงานในตำแหน่งนักบัญชีเพราะตรงตามสายงานที่เรียนมาด้วยความหวังอย่างยิ่งที่จะได้งาน ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว

...ฉันจะช่วยหนู...แต่หนูต้องช่วยฉัน...

เสียงหนึ่งดังแว่วในหูเขมขวัญสลัดศีรษะขับไล่ความคิดเรื่องความฝันฟุ้งซ่านที่ทำให้เธอหูแว่วนั้นทิ้งบอกตัวเองว่าเวลานี้เธอต้องรวบรวมสมาธิให้ตั้งมั่นการสัมภาษณ์งานครั้งนี้มีความสำคัญกับเธอมากด้วยระดับผลการศึกษาที่ไม่ได้ดีเด่เหนือคนอื่นในขั้นเกียรตินิยมอันดับหนึ่งหรือสองทว่าออกจะไปในทางเกือบรั้งท้ายซะด้วยซ้ำคะแนนในการตอบคำถามจึงเป็นสิ่งที่เธอต้องทำให้ได้มากที่สุด

“คุณเขมขวัญ ปุรารักษ์เชิญห้องสัมภาษณ์ค่ะ” เสียงหวาน ๆ ของพนักงานบริษัทผู้ทำหน้าที่ขานชื่อผู้เข้ารับสัมภาษณ์ดังขึ้น

“ค่ะ...”

เขมขวัญสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆสำรวจความเรียบร้อยในการแต่งกายของตนเอง...ชุดเสื้อคอเชิ้ตแขนยาวสีขาวติดกระดุมเม็ดโตที่ข้อมือตรงไหล่พองเป็นแขนตุ๊กตายัดชายเสื้อลงในกระโปรงบานย้วยสีเทายาวแค่พอดีเข่าแม้จะมีรอยเปื้อนที่อาจทำให้ภาพลักษณ์เสียไปบ้าง แต่เชื่อว่าหากเธอตอบคำถามดี ๆ คณะกรรมการน่าจะมองข้ามปัญหาปลีกย่อยเล็กๆ พวกนี้ไป

“เชิญคุณเขมขวัญค่ะ” พนักงานขานชื่อ เรียกซ้ำอีกรอบ

“ค่ะๆ มาแล้วค่ะ”

เขมขวัญรีบก้าวตรงไปยังห้องที่มีป้ายบอกว่าห้องสัมภาษณ์ติดเอาไว้อย่างชัดเจนเธอหยุดสูดหายใจเข้าเต็มปอดอีกครั้งก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆหมุนลูกบิดประตูก้าวผ่านเข้าไปเผชิญหน้าคณะกรรมการที่รอสัมภาษณ์เธอด้วยท่าทางที่มั่นคงทว่าจิตใจนั้นแทบระงับอาการตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่

ยิ้มคือความประทับใจแรกเห็น...เขมขวัญบอกตัวเอง เมื่อเปิดประตูบานใหญ่ผ่านเข้าไปพร้อมฉีกยิ้มประทับใจที่คิดว่าถ้าใครได้เห็นจะรู้สึกเมตตาสาวน้อยตาดำๆ จากต่างจังหวัดคนนี้

“เชิญนั่งครับคุณ...เอ่อ...” กรรมการก้มหน้าลงอ่านเอกสารในมือ“เขมขวัญ”

“ ขอบคุณค่ะ”

เขมขวัญพนมมือไหว้อย่างสุภาพ ทั้งส่งยิ้มให้คณะกรรมการที่นั่งเรียงกันอยู่ถึงสามท่านซึ่งถือได้ว่าการสัมภาษณ์งานครั้งนี้ค่อนข้างโปร่งใสอยู่ไม่น้อย แต่ไม่ใช่สิ...กรรมการอาจจะมีถึงสี่ท่านหากนับบุคคลอีกคนหนึ่งที่นั่งแยกห่างออกจากกลุ่มพอควรเธออยากจะส่งยิ้มฝากเนื้อฝากตัวให้เขา แต่เพราะมีแฟ้มเอกสารฉบับใหญ่ปิดกั้นรอยยิ้มของเธอจึงไม่อาจส่งผ่านไปให้เห็นได้

“เริ่มเลยก็แล้วกันนะคะ” กรรมการหญิงหนึ่งเดียวเอ่ยเปิดการสัมภาษณ์ดึงความสนใจของหญิงสาวที่มีต่อบุคคลผู้ไม่แสดงตัวตนคนนั้นให้หันกลับมายังผู้เริ่มสอบถามความเป็นมา

“เท่าที่ดูจากใบสมัครที่คุณกรอกรายละเอียด...คุณเรียนจบมาแล้วสองปีใช่ไหมคะ”

“ค่ะ”

“ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานเลย...แบบนี้จะไหวเหรอ”

“ดิฉันเคยฝึกงานที่บริษัทจำหน่ายเครื่องเซรามิกเพื่อการส่งออกในช่วงเทอมสุดท้ายก่อนเรียนจบค่ะ...และยังได้เกรดระดับดีด้วย”

“แต่มันก็ผ่านมาตั้งสองปีกว่ามาแล้วนะคะ...”

“งานทุกอย่างไม่ว่าจะเก่าใหม่ มีประสบการณ์หรือไม่มีดิฉันคิดว่านั่นล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยการเรียนรู้ใหม่ ๆ ทั้งนั้นโดยใช้วิชาความรู้มาเป็นตัวช่วยเสริมการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดิฉันเป็นคนเรียนรู้เร็วค่ะเชื่อว่าถ้าได้รับพิจารณาเข้าทำงาน บริษัทจะไม่รู้สึกผิดหวังที่จ้างดิฉันแน่นอน”

“คุณยังคิดว่าระบบการทำงานจะยังคงรูปแบบเดิมอยู่อย่างนั้นหรือและยิ่งบริษัทของเราเป็นบริษัทใหญ่เนื้องานมากเราต้องการคนที่มีความรับผิดชอบที่ค่อนสูงนะครับ” หนึ่งในกรรมการเอ่ยขึ้นบ้าง

“ดิฉันคิดว่า ดิฉันมีสิ่งที่ทางบริษัทต้องการ”

“อะไรหรือครับ”

“ความรับผิดชอบค่ะ...ดิฉันมั่นใจว่ามีความรับผิดชอบมากพอที่จะทำงานให้สำเร็จแล้วเสร็จทันเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ”

“ตอบได้ดีมากจ้ะหนู...อย่างนี้ฉันให้ผ่านเลย”

เสียงหนึ่งดังแว่วราวกับมีใครสักคนกระซิบอยู่ข้างหูนั่นทำให้เขมขวัญถึงกับเผลอหันไปมองรอบ ๆ ห้อง

“หากงานที่ทำเป็นงานนอกสถานที่ อาจต้องเดินทางไกล มีพักค้างคืนบ้างคุณจะสะดวกหรือเปล่า” ชายอีกคนถามขึ้นบ้างนั่นอาจเป็นคำถามที่ดูเหมือนเป็นคำถามธรรมดา หากแววตาของคนถามจะไม่วับวาวจนเกินความพอดี

“ถ้าหากนั่นคือเรื่องงานดิฉันยินดีค่ะ”

“คุณเรียกเงินเดือนสูงเกินไปนะสำหรับพนักงานที่ไม่มีประสบการณ์อะไรเลย ขออัตราเงินเดือนตั้งหมื่นห้า”

“ดิฉันเรียกเงินเดือนตามวุฒิค่ะ” เขมขวัญเอ่ย...

เงินเดือนหนึ่งหมื่นห้าพันบาท หากอยู่ที่บ้านในต่างจังหวัดก็ถือว่าสูงทีเดียวกับการใช้จ่ายในการดำรงชีวิตทว่าที่นี่คือกรุงเทพฯ ใคร ๆ ต่างรู้ดีว่าค่าครองชีพสูงขนาดไหน ขอไปหมื่นห้าทั้งค่ากินค่าอยู่ และต้องส่งกลับไปช่วยเหลือทางบ้านอีก ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะพอหรือเปล่า...

“ถ้าเราให้ได้แค่หมื่นสองพันบาทล่ะ...คุณยังอยากจะทำงานกับเราไหมคะ”กรรมการหญิงถามต่อ

เจอข้อต่อรองนี้ก็เล่นเอาหญิงสาวถึงกับอึ้งไปหลายนาที...

“ว่าไงคะ”

“ตอบไปเลยว่าไม่มีปัญหา...ถ้าเขารับหนูเข้าทำงานเดี๋ยวฉันจะช่วยขึ้นเงินเดือนให้เอง”เสียงหนึ่งยังดังแผ่วอยู่ที่ริมหู...

เขมขวัญไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แต่คำตอบที่ตอบไป เธอจำเป็นต้อองตอบเช่นนั้นเพราะไม่มีทางเลือก ยังไงก็ขอให้มีงานไว้ก่อน เงินเดือนน้อยก็ค่อยหางานอื่นเสริมหารายได้เพิ่มเติมควบคู่กันไป

“หากทางบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนเป็นพันล้านอย่างทรัพย์บริบูรณ์เอ็กซ์ปอร์ตสามารถให้เงินเดือนพนักงานได้เพียงเท่านั้นจริง ๆ ดิฉันก็ยินดีจะรับค่ะ...”ตอบไปแล้วก็ใจแป้วเมื่ออยู่ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่พร้อมใจจ้องมองเธอเขม็ง...นึกด่าตัวเองในใจกับคำตอบที่อาจฟังเหมือนประชดนั่น

“เอาล่ะค่ะ แล้วทางเราจะแจ้งผลให้ทราบอีกที ทางโทรศัพท์ที่ระบุอยู่ในใบสมัครนะคะ...”

เป็นดั่งข้อความปิดการสัมภาษณ์ที่เขมขวัญเข้าใจดีหญิงสาวพนมมือไหว้กรรมการทั้งสามท่าน ก่อนจะลุกเดินออกพ้นประตูไป

พอพ้นร่างบางของผู้สมัครรายสุดท้ายนั่นกรรมการทั้งสามก็หันหน้าเข้าปรึกษาหารือกันก่อนจะเหลือบไปมองอีกบุคคลหนึ่งที่นั่งเงียบตั้งแต่ต้นจนกระทั่งการสัมภาษณ์จบลง

“คนนี้ตอบคำถามได้ดีนะผมว่า หน้าตาสะสวย เสียแต่แต่งตัวเชยไปนิด”หนึ่งในกรรมการออกความคิดเห็น

“เขามาสมัครในตำแหน่งพนักงานบัญชีนะคะ...เรื่องหน้าตาคงไม่เกี่ยวกับผลการทำงานหรอก”

“ระดับผลการศึกษาก็ไม่เก่งเท่าไหร่...แต่ผมถูกใจตรงที่เขากล้าประชด...ถ้าบริษัทใหญ่โตมีปัญญาจ้างพนักงานบัญชีด้วยเงินเดือนแค่นี้ เขาก็ยินดีจะทำ...ฮ่า ๆ ๆ ๆเล่นเอาผมอึ้งไปเลย” กรรมการผู้ดูเหมือนจะมีอายุที่สุดเอ่ยด้วยอารมณ์ขำ

“สรุปแล้วว่าไง...ผ่านหรือไม่ผ่าน”

“ว่าไงครับคุณกริช” เหล่ากรรมการหันไปขอความเห็นจากประธานใหญ่

“ผมจะพิจารณาเฉพาะตำแหน่งเลขานุการที่ต้องทำงานร่วมกันกับผมเท่านั้นเอาใบสมัครกลุ่มที่มาสมัครตำแหน่งนั้นไปให้ผมที่ห้องด้วย ไว้ผมเลือกอีกที”กริชนะเอ่ยก่อนจะหยัดยืนขึ้นเต็มความสูง ขยับออกจากโต๊ะทำงานตัวใหญ่เดินออกจากห้องโดยไม่เอ่ยปากพูดอะไรอีก

“เย็นชาพิลึก...ใครได้ทำงานด้วยถือว่าซวยสุด ๆ ล่ะ”

“ก็ไม่แน่นะ อาจทำวางมาดไปอย่างนั้นเองตามประสาหนูตกถังข้าวสาร...ลูกก็ไม่ใช่แต่ได้มรดกพันล้าน..โชคดีเป็นบ้า” แววตาคนพูดฉายความอิจฉาออกมาอย่างชัดเจน

“เอาน่า...เลิกพูดเลิกนินทาเจ้านายได้แล้ว...กองนี้ใช่ไหมใบสมัครเลขาฯน่ะรีบเอาไปให้เขาซะ จะได้รีบหาคนมารองมือรองเท้าซะที” พูดจบจู่ ๆ ลมก็พัดวูบมาจนใบสมัครที่กองแยกกันอยู่มีอันปลิวลงไปกองรวมกันที่พื้น

“บ้าจริงใครแง้มหน้าต่างหรือเปล่านี่ ดูสิต้องมาจัดเรียงใหม่เสียเวลาชะมัด”กรรมการหญิงบ่นเมื่อมองเห็นช่องหน้าต่างกระจกที่แง้มอยู่

“คุณอนงค์เอาไปส่งท่านประธานก็แล้วกัน ผมกับธวัชชัยเห็นจะขอตัวเรามีนัดสำคัญบ่ายนี้” ศิริวัฒน์หนึ่งในสองกรรมการชายลุกจากเก้าอี้ตามด้วยอีกคนที่ชื่อธวัชชัย

“อ้าวแล้วเรื่องผลสอบนี่ล่ะ”

“ไว้สรุปวันหลังก็แล้วกัน เราให้คะแนนกันชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่ปัญหาใหญ่...ไปก่อนนะครับ”ว่าจบชายร่างสันทัดทั้งสองก็เดินตามกันออกไปจนพ้นประตู




Create Date : 23 ธันวาคม 2557
Last Update : 10 ธันวาคม 2560 6:09:22 น. 2 comments
Counter : 738 Pageviews.

 
โฮ๊ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆอีกตากริชแน่ๆๆเล๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยที่มีแฟ้มปิดกั้น


โดย: panon IP: 203.158.141.7 วันที่: 23 ธันวาคม 2557 เวลา:19:04:06 น.  

 
วาว .....สนุกๆๆๆ ชอบจังเลยค่ะ เฝ้ารอตอนต่อไป...


โดย: ์ืืNapai IP: 58.137.102.50 วันที่: 25 ธันวาคม 2557 เวลา:15:13:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นิยายฝันหวาน
Location :
มหาสารคาม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




เชิญอ่านนิยายสนุกๆ สไตล์นิยายฝันหวาน



Writer By tonglang
: Copyright © 1999-2008
ข้อตกลง
1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน

2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

3. ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งเจ้าของบล็อกทันที


Smells like Christmas

Posted by Daniela Andrade on 23 ธันวาคม 2014
Group Blog
 
 
ธันวาคม 2557
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
23 ธันวาคม 2557
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add นิยายฝันหวาน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.