Welcome To ทองหลาง Bloggang ว่างๆ ก็แวะเข้ามา...ยินดีต้อนรับจ้า
ตอนที่ 1



1

ประตูอัลลอยด์ลวดลายคลาสสิก ศิลปะโรมันประยุกต์ของคฤหาสน์หลังหนึ่ง บนเนื้อที่กว่าห้าไร่แถบชานเมืองเปิดออกกว้างด้วยรีโมตคอนโทรลอนุญาตให้เบนซ์คันหรูสีดำเป็นเงาแล่นผ่านไปได้อย่างสะดวกกระทั่งมาจอดนิ่งสนิทหน้าตัวตึกสถาปัตยกรรมร่วมสมัยไทยกึ่งปราสาทเก่าแก่ในแถบประเทศตะวันตกที่ตั้งตระหง่านดูถมึงทึงน่าเกรงขามตามความนิยมของคหบดีผู้มั่งคั่งและมีหน้ามีตาในสังคม

“ถึงแล้วครับท่าน”

“อืม...ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปซักเท่าไหร่นะ” ชายหนุ่มผู้ที่นั่งอยู่เบาะหลังเอ่ยเมื่อละสายตาจากหนังสือเล่มหนาในมือกวาดตามองไปรอบ ๆ บริเวณ

“ครับ...คุณผู้หญิงท่านไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง” คนขับรถวัยกลางคนเอ่ย

“ก็คงอย่างนั้น”

อย่างรู้หน้าที่...คนขับรถเก่าแก่ในเครื่องแบบเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวติดกระดุมทุกเม็ดจนปิดคอยัดชายเสื้อลงในกางเกงขายาวสีดำคาดทับด้วยเข็ดขัดหนังสีเดียวกันเรียบร้อยรีบลงจากรถเดินอ้อมมาเปิดประตูที่นั่งตอนหลังด้วยท่าทางพินอบพิเทา

เขาโค้งคำนับแสดงความเคารพเล็กน้อย เมื่อร่างสูงก้าวลงจากรถคันหรูก่อนจะปลีกตัวไปเปิดท้ายขนกระเป๋าสัมภาระออกมาวางไว้บนพื้นบล็อกปูถนนเพื่อรอลำเลียงเข้าสู่ภายในคฤหาสน์หลังงาม

ชายหนุ่มเจ้าของรูปร่างสง่างามแหงนเงยมองตัวบ้านจนคอตั้งบ่าความยิ่งใหญ่อลังการยังคงประทับอยู่ในใจไม่รู้ลืม รวมไปถึงห้องหับภายในที่ให้หลับตาเดินเขาก็สามารถไปได้ในทุก ๆ ที่ ถึงแม้จะจากที่นี่ไปนานนับสิบปี จนกระทั่ง...ข่าวอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่ทำให้ เขาต้องละทิ้งชีวิตในต่างแดนกลับมาเยือนแผ่นดินเกิดอีกครั้งพร้อมคำถามอีกมากมายที่ต้องการสอบถามผู้รู้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนถึงสาเหตุการตายของทิพย์ราตรีคุณป้าผู้ดูแลเขามาตั้งแต่จำความได้ ไม่ต่างจากแม่บังเกิดเกล้า...กว่าจะรู้ข่าวพิธีศพก็ได้ดำเนินการไปเรียบร้อยโดยที่เขาผู้เป็นหลานไม่มีโอกาสแม้จะได้วางดอกไม้จันทน์...

“คุณหนูกลับมาแล้ว...”

เสียงแหบพร่าสั่นเครือทักทายด้วยความยินดี สามารถดึงสายตาของชายหนุ่มให้หันมาสนใจได้ไม่ยากก่อนที่ร่างสูงจะก้าวเข้าไปใกล้หญิงวัยชราวัยเกือบเจ็ดสิบที่ยืนน้ำตาซึมด้วยรอยยิ้มจะมีสักกี่คนที่มีโอกาสได้รับจากนาง ในขณะที่ผู้อาศัยรับใช้อื่น ๆ ต่างมองดูเจ้านายคนใหม่ที่ทั้งหล่อทั้งสมาร์ทด้วยแววตาทึ่งแกมชื่นชม

“สวัสดีครับ เอียด”

ชายหนุ่มพนมมือไหว้ในฐานะผู้รู้ซึ้งถึงบุญคุณในการถูกอุ้มชูเลี้ยงดูมาทั้งแต่แบเบาะแม้เวลานี้เขาจะกลายเป็นประมุขของบ้านตามพินัยกรรมที่ระบุเอาไว้แล้ว แต่ไม่เคยลืมการเอาใจใส่ป้อนข้าวป้อนน้ำและการเอาอกเอาใจของคุณยายละเอียดคนนี้เลยสักครั้ง

“โถพ่อคุณ...คุณหนูโตเป็นหนุ่มใหญ่หล่อเหลาจนเอียดจำแทบไม่ได้”ร่างเล็ก ๆ ผละจากหญิงวัยแรกรุ่นที่ยืนประครองอยู่โผเข้าโอบประครองใบหน้าครามคมสากระคายจากไรหนวดเขียวครึ้มด้วยสองมือที่เหี่ยวย่นตามวัยไม้ใกล้ฝั่งสองตาฉายแววรักและชื่นชม “ทำไมไม่กลับมาเยี่ยมเอียดบ้าง...ไม่รู้หรือว่าเอียดคิดถึงคุณหนูแค่ไหน”

“งานเยอะครับ...หาเวลาไม่ได้เลยจริง ๆ ”

“ใคร ๆ ก็อ้างงานยุ่งกันทั้งนั้น แม้แต่คุณผู้หญิงก็ต้องมาจากไปเพราะงานพอคุณหนูเสร็จธุระทางนี้ คุณหนูก็ต้องจากไปอีกใช่ไหมคะ...เหล่าบริวารของบ้านทรัพย์บริบูรณ์ต้องถูกปล่อยให้อยู่กันตามยถากรรม” นางเอียดเอ่ยด้วยแววตาเศร้าสร้อย

“ไม่หรอกครับ...ผมกลับมาที่นี่ครั้งนี้ ผมมาเพื่อดูแลทุกคนไม่ต้องห่วงนะครับ นับจากวันนี้ผมจะมีเวลาดูแลเอียดไปอีกนานเชียว” ชายหนุ่มตอบ

“จริงเหรอคะ...ดีจริงๆ...เอียดดีใจค่ะที่จะมีโอกาสดูแลคุณหนูของอีกครั้งในชีวิต”นางยิ้มน้ำตาซึม

“บอกแล้วไงว่าผมจะเป็นคนดูแลเอียดเอง”

“ค่ะ ยังไงก็ดีทั้งนั้นขอเพียงคุณหนูอยู่เป็นเสาหลักที่นี่...อ้อ...มัวแต่ดีใจ เกือบลืมไปเลย...มาค่ะเอียดจะแนะนำคุณหนูให้คนงานคนรับใช้ที่มาใหม่ในบ้านได้รู้จักเอาไว้”แล้วนางก็หันไปทางบุคคลอื่น ๆ ที่ยืนหน้าสลอนอยู่ใกล้ ๆ “พวกเธอ นี่คือคุณกริชนะหลานชายคนเดียวของคุณผู้หญิง และต่อจากนี้ไปท่านก็จะเป็นเจ้านายคนเดียวของพวกเรา”

บรรดาคนรับใช้ต่างยกมือไหว้บางคนก็โค้งคำนับฝากเนื้อฝากตัวอย่างรู้หน้าที่ แววตาของทุกคนที่มองเจ้านายคนใหม่เต็มไปด้วยความชื่นชมในช่วงท่าสง่างามน่าย่ำเกรงยิ่งแววตาคมกล้าปนดุที่กวาดมองสำรวจไปทั่วทุกคนนั่นแล้วยิ่งทำให้ทุกคนถึงกับก้มหน้าด้วยท่าทีสำรวมมากขึ้น...ทว่าต่างก็ยังมีความสงสัยซุกซ่อนอยู่ภายในทำไมเจ้าของบ้านผู้เป็นญาติสนิทเพียงหนึ่งเดียวเสียชีวิตไปนานเกือบเดือนจนพิธีศพผ่านพ้นไปแล้ว หลานชายผู้เป็นทายาทถึงเพิ่งจะโผล่มารับสืบทอดมรดก มันช่างเป็นเรื่องที่น่าแปลกอยู่ไม่น้อยทีเดียว

“พวกเธอช่วยกันขนกระเป๋าพวกนี้ไปเก็บไว้ห้องที่เตรียมเอาไว้นะ...แล้วก็หาอะไรเย็นๆ มาต้อนรับคุณผู้ชายด้วย” นางละเอียดสั่งการอย่างคล่องแคล่ว

“เรียกฉันว่าคุณกริชก็พอแล้ว ไม่ต้องเรียกคุณผู้ชาย” เสียงทุ้ม ๆ เอ่ยขึ้นกับบรรดาคนรับใช้ในบ้านเป็นครั้งแรก

“คุณหนูเข้าไปนั่งพักผ่อนข้างในบ้านก่อนเถอะค่ะ มาเหนื่อย ๆดื่มอะไรเย็น ๆ หน่อยจะได้หายเหนื่อย” หญิงชราเอ่ยชวน

“เอียดเองก็เลิกเรียกผมว่าคุณหนูได้แล้ว ผมอายุสามสิบกว่าแล้วนะครับ”กริชนะหันมาบอกแม่นมด้วยสีหน้ายุ่ง ๆ

“มันติดปากแล้วนี่คะ” คนแกทำหน้ามุ่ย

“เรียกผมว่ากริชเหมือนคนอื่น ๆ นะครับ” น้ำเสียงทุ้ม ๆ ปนออดอ้อนนั้นหากใครได้ฟังคงยากจะปฏิเสธ

“ได้ค่ะเอียดจะพยายาม”

เมื่ออีกฝ่ายรับปาก ชายหนุ่มก็ส่งยิ้มขอบคุณไปให้ก่อนจะเอ่ยถึงสิ่งที่เขาต้องการกระทำในครั้งแรกที่เข้ามาเยือนคฤหาสน์หนังนี้ “นั่งเครื่องมานานหลายชั่วโมงรู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวขอผมเดินไปยืดเส้นยืดสายที่เรือนเล็กก่อนนะครับ”

“จะไปทำไมกันคะ...”

“ผมแค่อยากเห็นที่ที่ป้าใช้ชีวิตอยู่มากที่สุด...อยากระลึกถึงท่านอย่างใกล้ชิด...เอียดไม่ต้องตามไปนะครับ”

“แต่...”

“ ผมอยากกินกับข้าวฝีมือเอียด ทำไว้รอนะ เดี๋ยวจะกลับมากิน”

“เอาอย่างนั้นเหรอคะ”

เจ้าของบ้านคนใหม่พยักหน้ายืนยันความต้องการ เขาส่งยิ้มบาง ๆ ให้อย่างอบอุ่นก่อนจะปลีกตัวเดินอ้อมไปยังอีกด้านอันเป็นที่ตั้งของเรือนไม้หลังเล็กอีกหลัง ที่อยู่ห่างไกลจากตัวตึกใหญ่จนเกือบชิดกำแพงรั้วอีกด้าน

“ให้ไปบ้านเล็กคนเดียวอย่างนั้นจะดีหรือคะคุณยาย...” เด็กสาววัยรุ่นผู้ทำหน้าที่ดูแลหญิงชราเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าหวาดหวั่น

“ทำไม...แกคิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น คุณกริชเธอเคยเล่นเคยคลุกคลีอยู่ที่บ้านหลังนั้นตั้งแต่เล็กแล้วจะมีปัญหาอะไร ถ้าเธอจะไปรำลึกนึกทบทวนความทรงจำ”

“ก็ที่นั่นมันมี...”

“มีอะไร...” คุณยายหันมาถามเสียงเข้ม

“แหะๆๆ...ไม่มีค่ะ...ไม่อะไร...” เด็กสาวปฏิเสธหน้าแหยทั้งแอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อเห็นสีหน้าเอาเรื่องของหญิงชราที่ไม่ด้อยไปกว่าเจ้าของบ้านตัวจริง

ฝีเท้าหยุดนิ่งเมื่อเดินผ่านซุ้มประตูไม้เลื้อยเข้าสู่อาณาเขตที่ถูกแบ่งด้วยทิวไม้ประดับตัดแต่งจนกลายเป็นกำแพงเตี้ยๆ อดีตบ้านหลังนี้เคยเป็นสถานที่เล่นของกริชนะ แต่พอถูกส่งไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเขาก็ไม่มีโอกาสได้มาเยือนที่นี่อีก ทั้ง ๆ ที่หวังว่าเรียนจบจะกลับมาแต่กลับถูกมอบหมายให้รับผิดชอบดูแลงานสาขาที่นั่นในทันที ด้วยบรรยากาศที่งดงามเงียบสงบ ร่มรื่น เอื้อยประโยชน์ในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วยจินตนาการที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ที่คุณป้าใช้ทำงานมากกว่าห้องทำงานในตัวตึกใหญ่ซะอีก

“คุณป้าครับ...” ชายหนุ่มเอ่ยทักทายเบา ๆขณะก้าวมาตามทางเดินอิฐมุ่งสู่ตัวบ้าน

ฉับพลัน...ท้องฟ้าที่สว่างสดใสกลับมืดครึ้มด้วยเมฆก้อนมหึมาที่แผ่ตัวบดบังครอบคลุมไปทั่วบริเวณเปลี่ยนบรรยากาศแห่งแสงสว่างในเวลากลางวันให้ขมุกขมัวกลายเป็นยามโพล้เพล้...

ความรู้สึกเหมือนมีหนึ่งคู่สายตาจับจ้อง ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบ ๆ บริเวณที่ดูถูกปล่อยให้อยู่ตามยถากรรมมาช่วงเวลาหนึ่ง สายลมเย็นพัดพลิ้วกระทบผิวเพียงแผ่วเบารู้สึกได้ถึงความเย็นที่แม้ไม่ได้มากมายนักทว่าขนแขนที่ได้รับการสัมผัสกลับลุกเกรียวอย่างน่าประหลาดหรือนี่คือการตอบรับการมาเยือนของผู้เฝ้ารอคอยด้วยความคิดถึง

“ผมกลับมาแล้วครับป้า”ชายหนุ่มเอ่ยเบาเมื่อหลับตารำลึกถึงเจ้าของสถานที่บุคคลผู้ที่เขารักและเคารพสุดชีวิต เทียบเท่าผู้ให้กำเนิด “มาช้าเกินไปไม่ทันร่วมพิธีศพ คุณป้าคงไม่ถือสานะครับ”

สายลมแผ่วหอบเอากลิ่นหอมจากดอกแก้วอันเป็นที่โปรดปรานของอดีตเจ้าของสถานที่โชยเข้ากระทบจมูกชวนให้สูดกลิ่นหอมนั่นเข้าเต็มปอดแม้โดยรอบจะมีสายลมเย็นพัดเอื่อยอยู่เป็นระยะ ทว่า ณ เวลานี้กริชนะกลับรู้สึกอบอุ่นดั่งร่างกายกำลังถูกโอบกอดไว้ด้วยบุคคลอันเป็นที่รัก

“ถ้าผมรู้เร็วกว่านี้...รู้ตั้งแต่คุณป้าได้รับบาดเจ็บ ถูกส่งตัวมารับการรักษา ผมคงกลับมาทันเห็นใจ...แต่นี่ผมกลับไม่รู้อะไรเลย...”

เปลือกตาที่ประดับด้วยแพขนตายาวหนาดั่งชนชาติอาหรับเปิดขึ้นมองเรือนเล็กหลังตรงหน้างดงาม น่ารัก ราวกับบ้านตุ๊กตาในเทพนิยาย ไม่แปลกที่คุณป้าจะใช้ที่นี่สร้างสรรค์จินตนาการงานเขียนอันเป็นงานอดิเรกที่รักซะยิ่งกว่างานสร้างรายได้นับพันล้านในแต่ละปี ที่นี่... บ้านเล็ก ๆ หลังนี้กำลังเรียกร้องให้เขาก้าวเข้าไปหาทว่ากริชนะขยับเท้าก้าวต่อไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็ต้องหยุดชะงักอีกครั้งเมื่อสายตาหันไปเห็นบางอย่างเข้าซะก่อน...

ณ บ้านสองชั้นขนาดกะทัดรัดอีกหลังที่อยู่นอกเขตรั้วกำแพงไม่ได้เป็นที่น่าสนใจมากเท่าคนคนหนึ่งที่เพิ่งจะผลุบจากระเบียงเข้าประตูมองเห็นเพียงกลุ่มผมยาวสลวยดำสนิทเป็นสิ่งดึงดูดสุดท้ายก่อนจะพ้นสายตากระตุ้นให้คิดถึงความรู้สึกแรกที่เดินผ่านซุ้มประตูเข้าสู่อาณาเขตบ้านเล็ก...

“จับได้แล้ว คนแอบดู” น่าจะเป็นคนนี้คนที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกจับตามองอยู่ทุกฝีก้าว

เขมขวัญทาบฝ่ามือเข้าแนบอกข้างซ้ายที่กำลังเต้นระรัว...ทำไมเธอต้องรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกำลังกระทำเรื่องผิดๆ แล้วถูกจับได้ ทั้งที่เธอก็แค่การยืนดูบ้านน่ารัก ๆ ในอาณาเขตคฤหาสน์หลังใหญ่หลังนั้นไม่ได้ตั้งใจแอบมองผู้ชายสักหน่อย

มือนุ่ม ๆ ลูบอกไปมาพลางถอนหายใจเฮือก เมื่อหวนคิดไปถึงเหตุการณ์ที่เห็นเมื่อครู่...ผู้ชายคนหนึ่งที่แม้มองในระยะไกลยังบอกได้ว่าเขาดูสง่างามดั่งเจ้าชาย...แต่ดูท่าว่าจะเป็นเจ้าชายที่แสนเย่อหยิ่งเย็นชาไม่ต่างจากนิทาน บิวตี้ แอนด์เดอะบิสต์ ตอนที่ยังไม่ถูกสาป นึกสงสารหญิงท่าทางภูมิฐานคนนั้นที่เดินออกมาจากบ้านตุ๊กตาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเอื้อมโอบรอบลำคอทั้งเขย่งตัวขึ้นจุมพิตที่ข้างแก้มก่อนจะคลายวงแขนเข้าสวมกอดที่เอวอย่างรักใคร่กลับไม่ได้รับการตอบสนองจากชายหนุ่มรูปงามเลยแม้แต่น้อย

“ใจดำชะมัด ไม่สงสารผู้หญิงซะมั่งเลย”

พอสิ้นสุดคำอุทานเพียงเบา ๆ เท่านั้น ผู้หญิงคนนั้นก็หันขวับมาจ้องเขม็งมองเธอราวกลับได้ยินในสิ่งที่เธอเพิ่งจะเผลอเอื้อนเอ่ยออกไปจนต้องรีบผลุบจากระเบียงเข้าห้องมายืนหัวใจแกว่งอยู่อย่างนี้

“เป็นไปไม่ได้หรอก ไกลขนาดนั้นจะได้ยินได้ยังไง...เราคงคิดไปเองแล้ว”หญิงสาวบอกตัวเองพลางลูบอกไปมา ให้คลายอาการตื่นเต้น ทั้งเรียกขวัญให้เข้ามาอยู่กับเนื้อกับตัว

“แต่...หน้าคุ้น ๆ แฮะเหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน...เจอที่ไหน...ทำไมนึกไม่ออกนะ...บรื๋อ... จู่ ๆ ขนก็ลุกซู่ขึ้นมาซะงั้น”ว่าพลางยกแขนขึ้นมาดู แล้วเปลี่ยนจากลูบอกมาลูบขนแขนที่ตั้งโด่เด่ให้ลู่กลับล้มลงเหมือนเดิมในสมองยังปรากฏภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งจะพานพบเมื่อครู่ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมถึงไม่อาจลบภาพติดตาอันนั้นไปให้พ้นสมองได้

“ขวัญเอ๊ย...เสร็จหรือยังล่ะลูก พ่อกับแม่จะกลับแล้วนะ”

“จ๋า...จะลงไปเดี๋ยวนี้จ้ะแม่”หญิงสาวตะโกนตอบรับเสียงเรียกที่ดังแว่วมาจากชั้นล่าง ก่อนจะรีบรุดเร่งฝีเท้าตามลงไปสมทบ

“เป็นไงบ้างลูก...ห้องหับข้างบน”

“ดีจ้ะแม่ ขวัญชอบ...มีห้องน้ำในตัว มีระเบียง หน้าต่างอยู่ทิศทางลมพอดี อากาศไม่ร้อน”

“อยู่คนเดียวได้นะ” ผู้เป็นมารดาถามด้วยความห่วงใย

“ไม่มีปัญหาแน่นอนจ้ะ...ตอนเรียนขวัญก็พักอยู่ในหอพักคนเดียวตั้งหลายปีแม่ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ” เขมขวัญบอกทั้งโอบเอวมารดาอย่างประจบ

“มันไม่เหมือนกัน ที่หอพักอย่างน้อยก็มีเพื่อนร่วมหอ อยู่กันหลายคนแต่ที่นี่บ้านหลังเดียว อยู่คนเดียว ยังไงแม่ก็ห่วง”

“ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนพี่ขวัญไหมป้า...ฉันอยู่ได้นะ”เด็กชายวัยรุ่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

“ได้ยังไงไอ้พงศ์ แล้วโรงเรียนเอ็งล่ะ” ผู้เป็นป้าหันมาตอบเสียงเข้ม

“ก็ลา หรือไม่ก็ขาดเรียนซะเลย...”

“แม่เอ็งคงได้ตามมาแพ่นกะบาลแยก...โง่แล้วยังไม่คิดอยากจะเรียนอีก”

“งั้น...ถ้าพี่ขวัญได้ทำงานที่กรุงเทพฯฉันขอมาเรียนที่นี่นะป้า...คนเยอะดี ฉันชอบ” พงศ์ยังไม่วายต่อรอง

“ไปขอแม่เอ็งโน่น...แม่เอ็งคงให้มาหรอก...โรงเรียนที่กรุงเทพฯเข้าเรียนง่าย ๆ ซะที่ไหน ไกลบ้านก็ไกล ค่าใช้จ่ายก็สูง”

“แล้วป้าให้พี่ขวัญมาเรียนที่นี่ทำไมล่ะแถมตอนนี้ยังให้พี่ขวัญมาทำงานอีก...ไม่คิดหรือว่าฉันจะคิดถึงพี่ขวัญมากแค่ไหน”พงศ์บ่นพลางทำหน้าเศร้า

“ก็ถ้าที่บ้านไม่มีปัญหาไร่นาจะถูกยึด ป้าก็คงเก็บพี่ขวัญของเอ็งเอาไว้ที่บ้านนอกโน่นแหละ...ใครบ้างจะอยากให้ลูกอยู่ไกลตัว”ว่าพลางลูบไหล่ลูบหลังบุตรสาวด้วยความรักและห่วงใย “ไอ้บ้านหลังนี้ก็อยู่ซะก้นซอยทั้งไกลทั้งเปลี่ยว”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะแม่ ขวัญเรียนจบมาก็ต้องทำงานตามสายงานที่เรียนถึงเราจะโชคร้ายเป็นหนี้กำนัลทอง แต่คงไม่ร้ายถึงขนาดหางานดี ๆ ทำไม่ได้ขวัญส่งใบสมัครไปหลายที่ ตอนนี้เขาก็เริ่มทยอยเรียกตัวไปสัมภาษณ์บ้างแล้วงานออฟฟิศที่กรุงเทพฯ เงินเดือนดี จ่ายตามวุฒิก็หลักหมื่น ถ้าได้ขวัญส่งเงินไปตัดต้นตัดดอกไม่กี่ปีก็ใช้หนี้ได้หมด”

“แล้วจะกินจะอยู่ยังไง” ผู้เป็นมารดายังห่วง

“อันนี้แม่ยิ่งไม่ต้องห่วงขวัญอยู่คนเดียวสะดวกกับการควบคุมค่าใช้จ่าย...แถมบ้านของน้าขุนหลังนี้ขวัญก็อยู่แบบไม่ต้องเสียค่าเช่าเพียงแค่ดูแลบ้านให้มันกลับมามีสภาพเป็นบ้านคนไม่ใช่บ้านร้างก็เท่านั้น”

“อยู่ได้แน่นะ...แม่ว่าบ้านหลังนี้มันวังเวงยังไงไม่รู้”ว่าพลางมองไปรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกหวาด ๆ

“อยู่ได้จ้ะ...เราทำความสะอาดเรียบร้อย บ้านก็น่าอยู่ขึ้นตั้งเยอะเดี๋ยวถ้าพอมีเวลาหน่อย ขวัญจะหาสีมาทา แค่นี้ก็กลายเป็นบ้านใหม่แล้ว”

“ข้างในล่ำลาเสร็จกันหรือยัง เราต้องรีบกลับแล้วนะต้องขับรถให้พ้นกรุงเทพฯ ก่อนค่ำ...เบื่อรถติด” เสียงตะโกนถามจากภายนอกดังขึ้น

“จ้ะพ่อ...” เขมขวัญตะโกนตอบ ก่อนจะวกกลับมาสบตามารดา“ออกไปข้างนอกเถอะ...เจ้าพงศ์ด้วย พ่อรอนานแล้วเดี๋ยวหงุดหงิดขับรถเร็วขวัญยิ่งห่วง ๆ อยู่”

“อืม...” มารดารับคำอย่างเห็นด้วยก่อนจะหมุนตัวเดินนำบุตรสาวและหลานชายเดินพ้นประตูออกไปภายนอก

“อยู่คนเดียวก็ต้องระวังเนื้อระวังตัว อย่าพาใครเข้าบ้านถึงจะเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักก็อย่าพาเข้ามา คนกรุงเทพฯไว้ใจยาก”ผู้เป็นพ่อเปิดฉากสอนสั่ง

“จ้ะ...”

“กลับบ้าน ก็อย่ากลับค่ำมืด”

“จ้ะพ่อ”

“เวลานอนใส่กลอนปิดหน้าต่างให้เรียบร้อย อย่าเผอเรอเป็นอันขนาด”

“รู้แล้ว...”

“แล้ว...”

“ไหนพ่อบอกจะรีบกลับไง กว่าจะสั่งสอนกันจบ มืดพอดี”

“เออ ๆ ...จะไปเดี๋ยวนี้แหละ...แล้วอย่าลืมส่งข่าวกลับบ้านทุกอาทิตย์ล่ะ”

“จ้ะพ่อ...ลูกขวัญขอน้อมรับคำสั่ง” อดไม่ได้ที่จะทำท่าล้อเลียนเมื่อมองไปเห็นแม่เริ่มมีน้ำตาซึม อย่างน้อยนั่นก็ทำให้แม่ยิ้มออก

ล่ำลา สั่งสอน ตักเตือนกันเป็นที่พอใจแล้ว รถกระบะเก่า ๆอายุการใช้งานกว่าสิบปีคันนั้นก็แล่นจากไปทิ้งไว้เพียงรอยอาลัยและความเหงาที่คืบคลานแทรกซึมเข้ามาในจิตใจทันทีที่มีช่องทางให้ผ่านเข้าไป

“เอาน่าขวัญ...พรุ่งนี้ต้องไปรายงานตัวเข้าสอบสัมภาษณ์ที่บริษัท...แผนกบัญชีมีงานให้ทดสอบฝีมือและความรู้เพียบ...พอได้ทำงานก็หายเหงาแล้ว”เธอบอกตัวเองก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าบ้านไปด้วยความรู้สึกเดียวดายอย่างที่สลัดให้หลุดยังไงก็ไม่ยอมหลุดออกไปจากใจสักที




Create Date : 09 ธันวาคม 2557
Last Update : 10 ธันวาคม 2560 6:01:59 น. 2 comments
Counter : 681 Pageviews.

 
ว้าย เรื่องนี้น่าสนใจนะคะ แบบว่าเป็นคนชอบเรื่องเหนือธรรมชาติ


โดย: พี่หมูน้อย IP: 49.49.196.191 วันที่: 14 ธันวาคม 2557 เวลา:18:43:06 น.  

 
ค้างบนยอดกระบกอีกแล้วช้านนนนนนนนนนนนนนนนนนใครก็ได้ช่วยสอยลงมาที


โดย: panon IP: 203.158.141.5 วันที่: 20 ธันวาคม 2557 เวลา:15:48:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
นิยายฝันหวาน
Location :
มหาสารคาม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




เชิญอ่านนิยายสนุกๆ สไตล์นิยายฝันหวาน



Writer By tonglang
: Copyright © 1999-2008
ข้อตกลง
1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน

2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

3. ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งเจ้าของบล็อกทันที


Smells like Christmas

Posted by Daniela Andrade on 23 ธันวาคม 2014
Group Blog
 
 
ธันวาคม 2557
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
9 ธันวาคม 2557
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add นิยายฝันหวาน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.