Welcome To ทองหลาง Bloggang ว่างๆ ก็แวะเข้ามา...ยินดีต้อนรับจ้า
ตอนที่ 8

จากความมืดมิดที่แทบจะมองอะไรไม่เห็นฉับพลันความสลัวลางกลับบังเกิดขึ้น เขมขวัญพยายามเพ่งมองไปข้างหน้าเพ่งมองภาพเลือนรางของบุคคล...

“นั่นใคร...ใช่เจ้านายหรือเปล่าคะ” เธอถามออกไปเพื่อความแน่ใจ

“ฉันเองจ๊ะหนู...เรื่องงานหนู.ไม่ต้องกังวลแล้วนะฉันจะช่วยหนูเอง”

สิ้นคำตอบนั้น ร่างที่เห็นเป็นเพียงเงาค่อยๆเคลื่อนเข้ามาใกล้...เข้ามาใกล้ใกล้จนเขมขวัญต้องหลับตาลงสติสัมปชัญญะของเธอที่มีอยู่เต็มร้อยก็มีอันค่อยๆลดลงไปจนในที่สุดก็ไม่มีหลงเหลืออยู่ในจิตแม้เพียงน้อย

“คุณๆ เป็นอะไรไป หน้าซีดเชียว”

กริชนะเขย่าต้นแขนเลขานุการสาวที่จู่ๆ ก็เอนเข้าหาเขาจนทำให้คิดว่าเธอกำลังสร้างสถานการณ์หาเรื่องใกล้ชิดแต่เมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดถึงรู้ว่าเธอไม่ได้แกล้ง

“สงสัยจะเป็นลมครับผมว่าพยุงเธอเข้ามาข้างในก่อนดีกว่า” ข้อเสนอแนะต่างภาษาแต่เป็นที่เข้าใจดีสำหรับบุคคลผู้อาศัยอยู่ต่างถิ่นและใช้ภาษานั้นเป็นภาษาที่สองแต่ดูเหมือนจะมากกว่าภาษาหลักของเขาซะอีก

“ต้องขอโทษด้วยนะครับเพิ่งเจอกันครั้งแรก ก็มีเรื่องให้ชวนรำคาญใจซะแล้ว” กริชนะตอบไปเป็นภาษาเดียวกัน

แล้วร่างบางที่เพิ่งเซเข้าซบไหล่กว้างของเจ้านายก็เริ่มขยับตัวเปลือกตาค่อยๆเปิดขึ้นก่อนจะกระพริบถี่ๆเหมือนต้องการปรับสภาพให้ชินกับแสงสว่างอันเจิดจ้า

“ดูเหมือนเธอจะรู้สึกตัวแล้ว”

ในความรู้สึกหนึ่งที่แทรกอยู่ในความรู้สึกยุ่งยากใจของชายหนุ่มก็คือความห่วงใยเมื่อคนที่ซบอยู่กับไหล่ขยับตัว ก็ทำให้เขาพลอยยินดีอย่างบังคับไม่อยู่

“เป็นอะไรไป...เมื่อเช้าไม่ทานข้าวมาหรือไงถึงได้เป็นลม” น้ำเสียงถามดูจะห้วนอยู่บ้าง

“มะ...ไม่เป็นไรแล้ว...ป้า...เอ่อ...ดิฉัน...”

“ดูสิ...เป็นลมแค่นี้เล่นเอาสมองกลับเลยหรือ...ตัวกะเปียก เกิดเมื่อวาน เรียกตัวเองว่าป้าซะงั้น”อดแซวคนที่ยังทำหน้างุนงงไม่ได้เมื่อเขาพยุงเธอให้เข้ามานั่งภายในห้องตามคำแนะนำของลูกค้าฝรั่ง

“ไม่เป็นไรแล้วค่ะ ขอบคุณที่เป็นห่วง”เขมขวัญเอ่ยด้วยสำเนียงภาษาที่ไม่ต่างจากเจ้าของภาษาเลยแม้แต่น้อย ทั้งเงยหน้าขึ้นสบตาทุกคนที่อยู่ภายในห้องด้วยรอยยิ้มที่หากเป็นเขมขวัญในเวลาปกติคงไม่อาจยิ้มได้แบบนี้

“เอาล่ะ...ยกอาหารเข้ามาได้เลยนะ”กริชนะหันไปสั่งพนักงานที่ยืนทำอะไรไม่ถูกกับสถานการณ์เช่นนี้ก่อนจะหันกลับมาให้ความสนใจต่อลูกค้าที่เขาจะต้องพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนว่าเขาเหมาะที่จะเป็นลูกค้าร่วมธุรกิจกับบริษัทของเขาหรือไม่

“เรารับประทานกันไป คุยกันไปนะครับอย่างน้อยก็เห็นแก่เลขาฯของผมที่อดอาหารเช้าจนเป็นลมเป็นแล้งไปเพราะต้องการคุมน้ำหนัก”กริชนะเอ่ยทั้งเหลือบตาสังเกตสีหน้าของคนที่เขาพูดพาดพิงถึง

อดคิดไม่ได้ว่าเธอจะกระโดดเข้ามางับคอเขาหรือไม่นั่นคงเป็นไปไม่ได้เมื่ออยู่ต่อหน้าแขกคนสำคัญ แล้วคิ้วเข้มก็ต้องขมวดเข้าหากันเมื่อสิ่งที่เห็นกลับกลายเป็นความราบเรียบยิ่งกว่าแม่น้ำที่ไร้คลื่นลมนิ่งงันเหมือนรูปปั้นหินที่ไร้ชีวิต...เธอเป็นอะไร หรือเพราะอาการเมื่อครู่ที่ทำให้ใจของเธอยังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว...

“ไม่ต้องห่วงนะคะ...ฉันสบายดี”

คำตอบที่เอ่ยออกมาเบาๆดั่งว่าเธอเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของเขา นั่นก็ยิ่งทำให้กริชนะรู้สึกเย็นวาบไปทั้งไขสันหลังไม่ต่างจากเมื่อครั้งยังเด็กที่เขานั่งดูหนังสยองขวัญเพียงคนเดียวเลยจริงๆ

8

มันอาจจะฟังดูแปลกประหลาดสักหน่อยที่เขาต้องการกลั่นกรองแทนที่จะยินดีตอบรับลูกค้าทุกรายที่ให้ความสนใจสินค้า หรือต้องการร่วมธุรกิจแต่สมัยนี้ ความเชื่อถือเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันไปซะแล้วไม่มีมาตรการใดสามารถวัดความเชื่อถือได้ค่าที่ตรงเป๊ะ...เขาไม่ต้องการทำธุรกิจกับบริษัทที่ต้องการจับเสือมือเปล่าเพราะหากผิดพลาดมานั้นคงได้ไม่คุ้มเสีย

การเจรจาเป็นไปได้ด้วยดีข้อมูลที่ได้รับล้วนแต่เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังต้องศึกษาค้นหาข้อมูลเสริมให้มากกว่านี้

“จะไปไหนต่อครับ”นายชูถามขึ้นเมื่อเจ้านายของเขาพร้อมเลขานุการเดินมาถึงรถที่จอดรอรับอยู่

“กลับบ้านวันนี้ฉันรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน...เร็วสิมาเปิดประตูให้ฉัน”

คนตอบกลับหาใช่กริชนะทั้งคำสั่งที่เอ่ยต่ออย่างคนมีอำนาจทำให้ทั้งเจ้านายและลูกน้องต้องหันไปสบตากันด้วยแววตาแห่งคำถามและความสงสัย

“เร็วสิ...อากาศยิ่งร้อนๆ”

ชูรีบเข้าไปเปิดประตูตามคำสั่งทั้งมองท่วงท่าก้าวขึ้นนั่งอย่างงามสง่าดุจนางพญามันทำให้เขาคิดไปถึงใครคนหนึ่งที่เคยรับใช้ใกล้ชิดยกเว้นวาระสุดท้ายในครั้งนั้นที่เขาไม่มีโอกาสได้รับใช้มันทำให้เขาเสียใจมาจนทุกวันนี้

“ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอกชู”น้ำเสียงอ่อนโยนเต็มไปด้วยความกรุณาหลุดออกมาจากริมฝีปากที่เคลือบสีอ่อนๆของลิปสติก

“ว่ายังไงนะครับ” นายชูเอ่ยถามสีหน้าของเขาแสดงอาการตกใจ กับสิ่งที่ได้ยิน แม้เพียงแผ่วเบาแต่ก็สามารถจับใจความได้ ว่านั่นคือคำปลอบโยนในสิ่งที่เขากำลังคิด

“ฉันบอกให้ปิดประตูได้แล้ว”เขมขวัญสั่ง

“ครับๆๆ”

ชูปิดประตูรถแล้วรีบอ้อมไปเปิดให้เจ้านายตัวจริงที่กำลังยืนนิ่งเหมือนคิดอะไรบางอย่างที่มนุษย์คนไหนสามารถเดาความคิดของเขาได้ว่าจะเกี่ยวกับงานที่เพิ่งเจรจาไปหรือเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนคนหนึ่งแต่หากสามารถสื่อสารความนึกคิดได้ ก็คงรู้ว่าสิ่งแต่ที่น่าห่วงที่สุดสำหรับเขาในเวลานี้ก็คือเขมขวัญ เลขานุการคนใหม่ที่ดูเหมือนจะมีพฤติกรรมแปลกไปหลังจากฟื้นจากอาการเป็นลมหมดสติ

“กลับบ้านเถอะดูเหมือนว่ามีบางคนต้องการพักจริงๆ” กริชนะสั่งเมื่อขึ้นนั่งประจำที่รอจนกระทั่งนายชูพารถเคลื่อนออกจากลานจอดตรงขึ้นสู่ถนนสายหลัก

ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้องโดยสารแต่สายตาของคนที่นั่งอยู่เคียงข้างหันมาสบกันบ่อยครั้งโดยที่แววตาของเขมขวัญที่มองนิ่งมายังชายหนุ่มตรงหน้าบ่งบอกอะไรบางอย่างในทุกครั้งกริชนะเหลือบมองมันทำให้เขารู้สึกประหม่า ทว่ากลับแฝงความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

“ไม่ได้มองกริชแบบนี้นานแค่ไหนแล้ว...คิดถึงเหลือเกิน”หญิงสาวพึมพำออกมาเบาๆ พร้อมรอยยิ้มจางๆ สายตายังไปลดล่ะจากใบหน้าคมคาย

มือเล็กๆ นุ่มๆเอื้อมไปตรงหน้าคว้ามือใหญ่หนาอันอบอุ่นแล้วสอดปลายนิ้วเรียวเข้ากระชับจนอุ้งมือแนบชิดติดกัน ก่อนที่เธอจะยกมันขึ้นมาวางที่ข้างแก้ม

ดวงตาที่ช้อนขึ้นมองดูเหม่อลอยแต่มีแววบางอย่างที่ทำให้กริชนะถึงกับตกตะลึงไปชั่วครู่เขาไม่อาจอ่านความหมายนั้นออก ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้หญิงคนนี้พฤติกรรมและคำพูดนั้นเป็นความรู้สึกจริงๆ หรือว่าแกล้งทำกันแน่

“นี่เธอจะทำอะไร พล่ามอะไรบ้าๆออกมาแค่ฉันซื้อชุดให้ ไม่ได้หมายความว่าฉัน...เอ่อ...ฉันสนใจเธอแบบนั้นนะ บอกแล้วไงว่าแค่ต้องการให้ภาพลักษณ์ของบริษัทดูดีขึ้น...เพราะฉะนั้นอย่ามาทำแบบนี้” กริชนะกระชากมือของเขาออกจากแก้มนุ่มที่ทำให้เกิดอาการหวั่นไหว

“ไม่นะ...ไม่ใช่แบบนั้น”แววตาเศร้าสร้อยช้อนขึ้นสบตาคมกล้า

“ไม่ใช่แบบนี้แล้วหมายความว่ายังไง...เธอคิดจะหาเงินทางลัดหรือไง...บอกเลยนะฉันไม่ใช่เจ้านายบ้ากามที่จะคอยจ้องจับไก่วัดใกล้ตัวกิน เพราะฉะนั้นอย่าทำแบบนี้อีก ไม่อย่างนั้นฉันจะไล่เธอออก” เจ้านายหนุ่มดุเสียงเข้มพยายามบังคับหัวใจไม่ให้เต้นแรงจนสงเสียงออกมาภายนอก...แต่...หัวใจใครเล่าจะบังคับได้

“ไม่ได้นะ ไล่เธอออกไม่ได้...กริช!...ป้า...ขอโทษ”ดวงตาคู่สวยเบิกโพลงก่อนจะหรี่ลงจนปิดสนิทไปพร้อมกับร่างบางที่เอนลงซบไหล่เลื่อนไหลไปฟุบอยู่บนตักอย่างคนไร้สติ

“เอ๊ะ...นี่คุณ...บอกแล้วไงว่าอย่ามาทำแบบนี้”

กริชนะจับร่างบางที่ดูเหมือนจะไร้แรงต่อต้านใดๆให้ขยับออกห่างแต่ร่างที่อ่อนปวกเปียกทั้งดวงตาที่ปิดสนิททำให้เขารู้ว่าเธอหมดสติไปอีกแล้ว

“สงสัยเธอจะเมาแล้วล่ะครับอาจเพราะดื่มหนักเกินไป” ชูเอ่ยเมื่อเห็นอาการของหญิงสาวผ่านกระจกมองหลัง

“ดื่มหนักอะไร แค่ไวน์แก้วเดียวเอง”กริชนะตอบอย่างหัวเสีย ทั้งพยายามจัดท่าทางให้คนป่วยพิงอกเขาให้สบายขึ้น

“ก็ไม่แน่นะครับ บางคนแพ้ไวน์แค่จิบเดียวก็เมาแล้ว”

“อืมเห็นท่าจะจริงดูสิพูดอะไรบ้าบอก็ไม่รู้ แถมพฤติกรรมแปลกๆนั่น แล้วยังคำพูดมั่วๆอีก...คงเพราะเมาไวน์อย่างลุงว่า”กริชนะหาเหตุผลมาสนับสนุนให้เขารู้สึกดีขึ้นในแง่มุมมองที่มีต่อผู้หญิงผู้เดินเกมรุกจนเขาตั้งรับไม่ทัน“เธออยู่บ้านหลังนั้นคนเดียวใช่ไหม”

“คงใช่ครับผมได้ข่าวว่าเจ้าของบ้านย้ายไปทำงานที่อื่น”

“ก็แย่น่ะสิ...อย่างนี้ใครจะดูแล”

กริชนะก้มมองเรือนผมดำขลับปล่อยสยายยาวถึงกลางหลังมีกิ๊บรูปดอกไม้มีทองประดับเพชรเทียมหนีบอยู่กลางกระหม่อมดึงผมด้านเปิดให้เห็นหน้าผากโหนกนูนรับกับปลายจมูกโด่ง และริมฝีปากอิ่มนุ่มที่เขาเคยสัมผัสมาแล้ว

กริชนะเบือนหน้าไปมองนอกหน้าต่างในทันทีชายหนุ่มผ่อนลมหายใจออกจากอก ช้าๆ และยาวนาน เพื่อดับอารมณ์ความรู้สึกที่พลุกพล่านอยู่ในใจ

“เอายังไงดีครับให้พากลับไปส่งที่บ้านเธอไหม”

“จะไปยังไงไม่มีใครอยู่กับเธอไม่ใช่เหรอ ไว้ฟื้นก่อนค่อยให้เธอกลับ...บ้านอยู่แค่กำแพงกั้นใกล้แค่นี้เอง”

คนขับรถประจำบ้านทรัพย์บริบูรณ์อดที่จะเหลือบตาขึ้นมองกระจกส่องหลังไม่ได้ความรู้สึกชื่นชมในความใจดีของเจ้านายคนใหม่ผุดขึ้นให้เกิดความสบายใจว่าประมุขของบ้านที่เขารับใช้มานานเกือบครึ่งค่อนชีวิตไม่ได้มีหัวใจที่เย็นชาเหมือนภาพลักษณ์ที่เห็นภายนอก

ณห้องทำงานสุดหรูที่ได้รับการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ชั้นดีบรรยากาศเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศที่ให้ความเย็นไม่ต่างกับการอาศัยอยู่ในประเทศแถบสแกนดิเนเวียจนคนที่เปิดประตูเข้ามาเยือนถึงกับสะท้าน เมื่อไอเย็นเข้าปะทะผิว

“สวัสดีครับท่าน”ผู้มาเยือนเอ่ยทักเพื่อให้สัญญาณการมาของเขาแก่ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานที่กำลังนั่งอ่านหนังสือเล่มหน้าด้วยความสนใจ

“อืม...แม่ทิพย์ราตรีนี่เขียนนิยายเก่งยังกับว่าเคยลองเองมาแล้วซะอย่างนั้น...หึหึหึ”ชายผู้เป็นเจ้าของห้องเอ่ยไปอีกเรื่อง “ก็อย่างว่าล่ะนะ...ใช้ชีวิตมาตั้งแต่สาวรุ่นจนเข้าวัยสาวแก่ผู้ชายมาติดพันก็ใช่น้อย ไอ้พรหมจารีมันคงไม่มีเหลือ” ปิดหนังสือเล่มหนาเลื่อนไปวางไว้ที่มุมโต๊ะทำงานแล้วเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน “มาแล้วเหรอ...นั่งสิ”

“ขอบคุณครับท่าน”ชายหนุ่มขยับไปนั่งบนเก้าอี้เดี่ยวตัวหนึ่งในชุดรับแขกเหลือโซฟาตัวยาวเอาไว้สำหรับผู้เป็นเจ้าของ

“ขอกาแฟสองที่นะ”เครื่องติดต่อภายในถูกใช้ก่อนเจ้าตัวจะเดินออกจากโต๊ะทำงานมาสมทบ“ข่าวทางนั้นเป็นไงบ้าง”

“คงจะแย่ล่ะครับประธานหนุ่มคนใหม่ไร้ประสบการณ์ขนาดเลขานุการที่เลือกยังเลือกได้ไม่ตรงสายงานที่เรียนผมว่าอีกหน่อยคงได้ขายกิจการทอดตลาด”

“ของอย่างนี้มันเรียนรู้กันได้...อย่าประมาทไป”

“ไม่หรอกครับ...วันหนึ่งๆเขาเข้าบริษัทไม่ถึงครึ่งวันจากนั้นก็ไม่รู้หายไปไหน...อย่างวันนี้มีตารางนัดพบลูกค้าช่างเช้าบ่ายต้องเข้ามาเซ็นเอกสาร จนป่านนี้แล้วยังไม่เห็น” คนรายงาน รายงานเหมือนบ่นแต่สุดท้ายเขาก็ยิ้ม “ท่านเตรียมพร้อมไว้เลยครับ อีกไม่นาน บริษัททั้งบริษัทในเครือของทรัพย์บริบูรณ์จะเป็นของท่านแน่นอน”

ก๊อกๆๆ...

เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้การสนทนาหยุดลงชั่วคราวเมื่อเลขาฯหน้าห้องนำกาแฟมาเสิร์ฟตามคำสั่งแล้วกลับออกไปเงียบๆ

“คุณแน่ใจแค่ไหนว่านายกริชนะจะไม่ใช่นักบริหารที่ดีอย่าลืมสิว่าเขาจบปริญญาโทที่ต่างประเทศแล้วยังได้รับการไว้วางใจให้ควบคุมงานที่สาขาแห่งนั้น”

“เท่าที่ทราบ งานที่กริชนะรับผิดชอบก่อนจะกลายเป็นหนูตกถังข้าวสารในตอนนี้ก็คืองานผู้ช่วยผู้จัดการสาขาทำอยู่ไม่เท่าไหร่ก็หาเรื่องเรียนต่อ สำหรับประสบการณ์แค่นั้นมันยากเกินกว่าที่จะมาเริ่มจับบังเหียนควบคุมดูแลกิจการที่มีทุนจดทะเบียนหลายร้อยหลายพันล้านแบบนี้...เชื่อเถอะครับอีกไม่นานท่านก็จะได้ตามฝัน”

“ฉันก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น...แต่เพื่อความไม่ประมาทฉันอาจจะทำอะไรเพิ่มขึ้นสักอย่างเพื่อเพิ่มความมั่นใจในความสำเร็จ”รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากอย่างคนที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าสิ่งที่กำลังคิดและคาดหวังจะสำเร็จด้วยวิธีการที่ไม่จำเป็นต้องทำตามกติกาไปซะทุกอย่าง

“อะไรครับที่ท่านว่า”

“ใจเย็นๆคุณศิริวัฒน์...ไว้งานเลี้ยงฉลองต้อนรับประธานกรรมการคนใหม่เริ่มขึ้นเมื่อไหร่คุณก็จะรู้เอง”

แล้วเสียงหัวเราะอย่างผู้เห็นทางชนะก็ดังขึ้นแต่มันไม่อาจดังไปจนถึงพลังงานอีกรูปแบบหนึ่งที่ยังคงวนเวียนดูแลห่วงใยบุคคลสำคัญทั้งสองไม่ยอมห่างโดยเฉพาะหนึ่งในนั้นที่ยังต้องได้อาศัยประโยชน์กันไปอีกยาวนาน

เกือบชั่วโมงที่ร่างบางยังไร้สติหลังถูกอุ้มเข้ามานอนพักบนเตียงบุนวมในห้องนั่งเล่น...

“ตื่นได้แล้ว...ยัยขวัญจะนอนกินบ้านกินเมืองหรือไง...หนูต้องรีบไปโรงเรียนนะ”

ภาพมารดากำลังยืนเท้าสะเอวมองดูอยู่ข้างๆด้วยสีหน้ายิ้มแกมบึ้ง...ภาพอันคุ้นเคยมายาวนานในช่วงวัยเด็กทำให้เขมขวัญผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆทั้งยิ้มอย่างมีความสุข

“อุ้มหน่อยสิ...นะๆๆ อุ้มขวัญหน่อย”ลำแขนเรียวยื่นไปข้างหน้าทั้งทำตาละห้อย

“ให้อุ้มไปไหน โตแล้วนะใครจะไปอุ้มไว” เสียงตอบอยู่ใกล้...จะมีอะไรสุขเท่าการได้อยู่กับคนในครอบครัวแสนรักท่ามกลางธรรมชาติแห่งชนบทที่งดงาม

“ไม่อุ้มก็ได้...แต่ขอจุ๊บทีนึง นะคะไม่งั้นไม่มีแรงใจทำอะไรเลย” เขมขวัญทำเสียงอ้อนทั้งไขว้คว้าคนใกล้ตัวเข้ามาใกล้ชิด นึกอยากแกล้งมารดาอย่างที่เคยทำทุกครั้งตั้งแต่เล็กจนโต

“ไม่นะคุณ...อย่าสิ...บอกว่าอย่า...”

ต้นแขนกลมกลึงถูกยึดเอาไว้แน่นทั้งคนยึดเองก็เบนตัวออกห่างใบหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าด้วยความโกรธหรือความอายกับเหตุการณ์ที่ทำให้เขาตั้งรับไม่ทันแบบนี้

“นะคะ...นะ....”เปลือกตาคนร้องขออย่างออดอ้อนยังคงปิดสนิท แต่รอยยิ้มทะเล้นเกลื่อนใบหน้าทั้งทำปากยื่นจะโน้มเข้าชนแก้มชายหนุ่มให้ได้

“นี่เมาจริงหรือแกล้งเนี่ยคิดว่าผมมีเงินแล้วอยากจะหาเรื่องรวยทางลัดหรือไง...บอกให้ปล่อยได้ยินไหม...เขมขวัญ!” ทั้งเขย่าตัวทั้งใช้เสียงตะคอก

ดูเหมือนจะได้ผลเพราะทันทีที่จบคำพูดนั้น ร่างบางที่พยายามใช้ร่างกายบุกรุกเข้าสู่อาณาเขตอันตรายมีอันหยุดชะงักเปลือกตาที่ปิดอยู่เมื่อครู่ก็พยายามปรือ กระพริบถี่ๆกระทั่งสามารถเปิดขึ้นได้เต็มดวง

“ว๊าย!” ร่างบางถึงกับผวา เมื่อสบตาคมกล้าที่อยู่ห่างไม่ถึงฟุต “นี่คุณกำลังจะทำอะไรฉัน...ปล่อยนะ...ปล่อยฉันเดียวนี้”

“ผมต่างหากที่ต้องถามคุณ...จู่ๆก็กระโจนเข้ามาจะปล้ำจูบผมไม่รู้ตายอดตายอยากมาจากไหน” กริชนะเอ่ยใบหน้ายังคงแดงก่ำ ราวกับเพิ่งจะวิ่งผ่านเปลวแดดจ้ามาไม่นาน

“ฉันนี่นะจะปล้ำจูบคุณ”ดวงตาเบิกกว้าง ไม่คิดเชื่อข้ออ้างนั้นแม้แต่น้อย

“ใช่...”

“ทั้งๆที่คุณเป็นฝ่ายจับฉันนี่นะ...โกหกซึ่งๆหน้า”

กริชนะเหลือบมองดูมือทั้งสองข้างของตนแล้วก็สะดุ้งรีบปล่อยต้นแขนของคนผู้กำลังหาเรื่องกวนประสาทในทันที...เพราะมัวแต่ต่อล้อต่อเถียงเลยทำให้ลืมปล่อยมือที่ยึดแน่นนั้นไปเสียสนิท

“ก็คุณจะปล้ำจูบผม...ผมก็ต้องกันไว้ให้ห่าง”

“บ้า!...”

“ไม่อยากจะเชื่อ...แค่ไวน์แก้วเดียวจะทำให้คุณเมาจนขาดสติแบบนี้”กริชนะหมุนตัวขยับไปนั่งยังเก้าอี้บุนวมที่มุมหนึ่งของห้อง

“ฉันน่ะเหรอเมา”

“ใช่...คุณเมาไวน์...เมาจนหมดสติ...เมาจนผมต้องเหนื่อยพาคุณกลับมาที่บ้านถ้าไม่เชื่อก็ถามลุงชูดู” กริชนะอ้างคนขับรถ

“นี่ที่บ้านคุณเหรอ...แล้ว...” เขมขวัญสลัดศีรษะแรงๆขับไล่ความมึนงงที่ยังค้างในสมอง พยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา...นึกยังไงก็นึกไม่ออกยกเว้นฝันเมื่อครู่...ความฝันช่วงหนึ่งในวัยเด็กความคุ้นเคย

“ตายแล้ว!...” ฝ่ามือนุ่มตะปบเข้าที่ปากครึ่งจมูก มองเห็นแค่ดวงตาที่กรอกกลิ้งไปมา“ชะ...ฉันทำอะไรคุณไปแล้วหรือยัง” ใบหน้านั้นแดงซ่านด้วยความอับอายจนอยากจะบรรยาย

“ถ้าผมไม่อนุญาต...ใครก็ไม่สามารถเข้ามายุ่มย่ามกับร่างกายผมได้หรอก”คนพูดพูดหน้าตาเฉย ก่อนจะหันไปมองหญิงรับใช้ที่เดินพินอบพิเทาผ่านประตูเข้ามา

“ผ้าเย็นกับเครื่องดื่มอุ่นๆได้แล้วค่ะ”

“เอาไปให้เขาโน่น” กริชนะสั่ง

“ขอบคุณค่ะ”

เขมขวัญส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตรเมื่อรับถาดใส่ของตามคำสั่งของเจ้านายที่ให้หามาวางไว้บนโต๊ะเล็กๆ ใกล้ๆเธอหยิบผ้าเย็นมาเช็ดหน้าแก้เก้อ ก่อนจะลุกพรวดขึ้นยืนเหมือนนึกอะไรขึ้นได้

“งั้นฉันกลับก่อนล่ะ”

“อะไรกัน...จะไปเฉยๆอย่างนั้นเลยเหรอ...เดี๋ยว...”เสียงร้องถามห้วนๆ อย่างคนมีอำนาจ

เขมขวัญได้แต่ก้มหน้างุดซ่อนความอายเธอไม่ตอบ มีแต่จะรีบสาวเท้าผ่านประตูไปให้พ้นสายตาคมกริบที่มองดูเธออยู่แทบจะทุกย่างก้าว...“เมาได้ไงวะ...แค่ไวน์แก้วเดียว” ได้แต่บ่นกับตัวเอง ทั้งยังพยายามนึกๆๆถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเธอจะมาอยู่ที่นี่ในบ้านหลังนี้...ไม่หรอก ไม่ได้เธอเมาสักหน่อยเธอจำไม่ได้ว่าดื่ม จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงที่เจ้านายเจรจาธุรกิจ...จำไม่ได้สักอย่างนอกจาก...คุณป้าคนนั้น...คนที่อยู่ในภาพใบใหญ่ๆเหนือบันไดทางขึ้นสู่ชั้นบน

เขมขวัญถึงกับหยุดชักเมื่อมองเห็นภาพนั้นชัดเจน...ใช่แล้ว...คุณป้าคนนี้แหล่ะ...

“บอกแล้วว่าอย่าเพิ่งไป...คิดจะขัดคำสั่งหรือไง”กริชนะตามออกมาทันตรงที่หญิงสาวหยุดยืนนิ่ง

“คนนี้ใครคะ”ถามทั้งๆที่สายตาไม่ได้ละไปจากภาพผืนใหญ่แผ่นนั้น

“คุณป้าผมเอง”

“คุณป้าเจ้านาย อยู่ที่นี่ด้วยเหรอคะ”

“เคยอยู่...”

คำตอบสั้นๆ นั้นเรียกให้เจ้าของใบหน้ารูปไข่หันมามองด้วยความไม่เข้าใจ“หมายความว่ายังไงคะ ที่บอกว่าเคยอยู่ แล้วตอนนี้ท่านย้ายไปอยู่ที่ไหน”

“ท่านเสียแล้ว”

“ฮะ...เสียแล้ว!...เสียนี่หมายถึงตายใช่ไหม” ถามเหมือนคนโง่

“ใช่...มีอะไรเหรอ”

ดวงตากลมโตเบิกกว้างกว่าเดิมโดยเฉพาะเมื่อเธอมองผ่านไปทางด้านหลังชายหนุ่มแล้วเห็นกลุ่มพลังงานบางอย่างกำลังก่อตัวให้เกิดรูปร่างที่เหมือนคนในภาพไม่มีผิด

“ถ้าใช่ก็แสดงว่า...ที่ฉันเห็นฉันฝันถึง และได้ยิน ก็คือ...ผะ...ผะ...” ยังไม่ทันจะจบคำพูด สติที่มีอยู่ก็เป็นอันดับวูบลงไปอีกครั้งโดยมีร่างสูงของคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รองรับเอาไว้ได้ทันท่วงที




Create Date : 11 มิถุนายน 2558
Last Update : 11 มิถุนายน 2558 17:08:45 น. 2 comments
Counter : 523 Pageviews.

 
โธ้่ๆๆๆๆๆหนูขชวัญของเจ๊ ขวัญอ่อนจริ๊งงงงงงงงงงงงงงง


โดย: panon IP: 203.158.141.1 วันที่: 11 มิถุนายน 2558 เวลา:18:52:48 น.  

 
จะคอมเมนท์มาเปิดที่หน้า IE ไว้แล้วลืม คือแบบว่า.. ทำงานสิบงานในเวลาเดียวกันค่ะ

เรื่องนี้เร้าใจค่ะ คุณกริชนะนี่แบบว่าน่ารักลึกๆนะ แต่หนูขวัญของเราน่ารักแบบเปิดเผยอ่ะ

ตอนกลับมาทำงานนึกว่าจะโดนจับว่าเป็นสปายซะอีก


โดย: พี่หมูน้อย IP: 171.5.250.212 วันที่: 18 มิถุนายน 2558 เวลา:13:00:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
นิยายฝันหวาน
Location :
มหาสารคาม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




เชิญอ่านนิยายสนุกๆ สไตล์นิยายฝันหวาน



Writer By tonglang
: Copyright © 1999-2008
ข้อตกลง
1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน

2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

3. ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งเจ้าของบล็อกทันที


Smells like Christmas

Posted by Daniela Andrade on 23 ธันวาคม 2014
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2558
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
11 มิถุนายน 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add นิยายฝันหวาน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.