Welcome To ทองหลาง Bloggang ว่างๆ ก็แวะเข้ามา...ยินดีต้อนรับจ้า
ตอนที่ 4



4

แฟ้มเอกสารกองใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน ทำให้กริชนะถึงกับต้องผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิดที่ค้างมาแต่หัวค่ำ...

หลังรับประทานอาหารเย็นงานที่รออยู่ก็คือการตรวจสอบเอกสารพวกนี้เพื่อหาความผิดปกติตามที่คุณป้าของเขาสงสัยจนต้องเขียนจดหมายไปบอกเขาเมื่อหลายเดือนก่อนท่านจะเสียชีวิต มันไม่ใช่เรื่องง่ายและเขาก็ไม่มีเวลามากมายพอที่จะตั้งใจตรวจสอบเฉพาะงานชิ้นนี้เพียงชิ้นเดียว

“เอาไงดีนะ...อยากตรวจสอบบัญชีให้ละเอียดแต่ไม่อยากให้คนที่บริษัทรู้”

“ให้แม่หนูข้างบ้านคนนั้นช่วยสิจ๊ะ...” คำแนะนำกระซิบแผ่วอยู่ข้าง ๆ หู ไม่ต่างกับสายลมพลิ้วผ่านร่างโปร่งใสยิ่งกว่ากระจกหลบเปลือกตาลงอย่างปลง ๆ เมื่อไม่อาจติดต่อชายหนุ่มผู้เป็นสายเลือดได้เหมือนเด็กสาวคนนั้น

แววตาที่มองนิ่งไปยังหลานชายอ่อนแสงลงด้วยความทุกข์ทุกข์ที่มองเห็นริ้วรอยความกังวลบนใบหน้าคมเข้มใบหน้าที่ถอดแบบผู้เป็นพ่อออกมาโดยไม่ผิดเพี้ยน หากเป็นดั่งโบราณท่านว่าไว้ก็คงจะจริงตามนั้น ลูกผู้ชายที่เกิดมาหน้าตาเหมือนพ่อมักจะอาภัพ เพราะเช่นนี้กริชนะจึงกลายเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสิบขวบ

บางครั้งการปรึกษาหารือใครสักคนที่พอวางใจได้ก็น่าจะดีกว่าต้องมานั่งปวดหัวอยู่คนเดียว...กริชนะจึงคว้าโทรศัพท์เพื่อติดต่อกับบุคคลที่มีคุณสมบัติตามนั้นทันที

“ทำไมนายไม่หาใครสักคนมาช่วยวะ...ถ้าไม่อยากให้เป็นเรื่องกระโตกกระตากนายก็จ้างคนมาทำพิเศษสิ นักบัญชีเรียนจบใหม่ ๆ สาว สวย หมวย อึ๋มหน้าตาน่าเอ็นดูมีออกเยอะแยะไป” ธนัญชัยเอ่ยผ่านมาทางสัญญาณโทรศัพท์

“ใช่แล้วลูก...นักบัญชีข้างบ้านเราไง” ทิพย์ราตรียิ้มกว้างกับคำแนะนำของเพื่อนหลานชายพลอยให้ดวงจิตระเอียดใสยิ่งกว่าหยดน้ำค้าง

“เฮ้ย...ฉันหานักตรวจสอบบัญชีนะเฟ้ย ไม่ได้หาอย่างว่า...” กริชนะแย้ง ทว่ามือที่ล้วงกระเป๋ากางเกงอย่างสบายๆกลับสัมผัสได้ถึงความนุ่ม เนียน บางเบาของชิ้นส่วนที่เขาเผลอติดมือมาด้วย สร้างความกระอักกระอ่วนให้กับความรู้สึกจนต้องรีบคว้ามันไปยัดเก็บไว้ในลิ้นชัก

“ก็นักบัญชีน่ะสิ...นายคิดว่าฉันหมายถึงอะไร” ว่าพลางหัวเราะ

“นายก็รู้ว่าฉันเพิ่งกลับมาเมืองไทยได้ไม่กี่วัน จะไปไว้วางใจใครที่ไหนได้ฉันเชื่อว่าหากมีเรื่องไม่ชอบมาพากลในบริษัทจริง ๆตอนนี้ชีวิตของฉันคงถูกจับตามองทุกฝีก้าว การที่จะจ้างใครมาทำงานอย่างลับ ๆคิดเหรอว่าพวกนั้นจะไม่สนใจสืบจนรู้” ว่าอย่างกังวล

“มันก็จริงของนาย...หากไม่ใช่คนในบริษัทเองการที่นายเอาเอกสารสำคัญพวกนี้มาให้คนนอกดู มันก็ค่อนข้างจะผิดปกติอยู่ไม่น้อย”ธนัญชัยเห็นด้วย

“แล้วจะเอายังไงต่อ...คนในบริษัททุกคนล้วนไม่ใช่คนของฉันยากที่จะไว้เนื้อเชื่อใจ อย่าว่าแต่คนในบริษัทเลยแม้แต่พนักงานที่กำลังจะรับเข้ามาทำงานใหม่ก็ใช่ว่าจะไม่ใช่คนที่พวกนั้นจัดฉากเข้ามา”

“ปัญหาใหญ่ทีเดียว...”

“บอกแล้วไง...ให้แม่หนูขวัญช่วย หนูขวัญเรียนจบบัญชีแถมอยู่ข้างบ้านเรา ไปมาสะดวก จะได้ช่วยงานป้าให้สำเร็จได้ด้วย” พลังงานโปร่งแสงล่องลอยวนเวียนอยู่รอบตัวชายหนุ่มพยายามกระซิบบอกถึงความต้องการ ทว่ากลับไร้ซึ่งความสนใจ

“เอาไว้ฉันจะหาวิธีช่วยก็แล้วกัน ไม่น่าจะเกินความสามารถ”ธนัญชัยรับปาก

“ขอบใจมากเพื่อน”

“ไม่เป็นไร...เรื่องจิ๊บ ๆ ว่าแต่ มีเรื่องแค่นี้เองเหรอที่โทรหาฉัน”ธนัญชัยถามต่อ

“เรื่องการตายของป้าทิพย์ด้วย ฉันไม่เชื่อหรอกว่านั่นคืออุบัติเหตุป้าทิพย์เป็นคนรอบคอบ เรื่องตรวจสอบสภาพรถ ป้าดูแลดีซะยิ่งกว่าบ้านทำยังไงฉันถึงจะรู้ว่าที่สงสัยอยู่มันจริงหรือแค่คิดไปเอง”

“ซากรถอยู่ที่ไหน”

“น่าจะยังอยู่ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ที่เกิดเหตุ”

“อืม...เอาเป็นว่า ถ้าว่างวันไหนเราไปดูซากรถด้วยกันไปสอบถามเรื่องคดี ถ้ามันซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างที่นายสงสัยฉันว่าฉันพอมีทางช่วยนายรื้อคดี”

“ขอบใจนายอีกครั้ง นายนี่เพื่อนแท้ของฉันจริง ๆ ” กริชนะเอ่ยซาบซึ้งน้ำใจของเพื่อนยิ่งนัก

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพื่อนย่อมช่วยเพื่อนอยู่แล้ว”

“ขอบใจจริง ๆ ...งั้นฉันรบกวนนายแค่นี้ก็แล้วกัน นายจะได้พักผ่อน”

“โอเค...ไว้เจอกัน”

กริชนะวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะทำงานด้วยความรู้สึกเบาใจขึ้นมากอย่างน้อยก็เริ่มมีหวังที่จะทำสิ่งที่มุ่งหวังให้สำเร็จ...หากสิ่งที่ป้าทิพย์สงสัยเป็นเรื่องจริงเขาจะเอาเรื่องคนที่อยู่เบื้องหลังความเลวร้ายพวกนี้ให้ถึงที่สุดคิดแล้วก็คว้าแฟ้มงานชิ้นแรกมาเปิด ต้องตรวจสอบด้วยตัวเองไปก่อนรอว่าอีกไม่นานจะมีคนเข้ามารับช่วง ทำหน้าที่นี้แทน

หลังผ่านเหตุการณ์ชวนอกสั่นขวัญแขวนมาหมาด ๆเขมขวัญก็กลับมานั่งกอดเข่าคิดถึงสิ่งที่ผ่านมาโดยเฉพาะความรู้สึกที่เหมือนร่างกายเธอยังถูกโอบกอด มุมปาก และข้างแก้มยังรู้สึกถึงรอยบางอย่างประทับติดแน่นไม่ว่าจะถูจะล้างจะเช็ดยังไงก็ไม่ยอมหลุดหายไปสักที

“บ้าที่สุด เสียของแล้วยังต้องมาเสียจูบแรกให้ไอ้บ้านั่นอีก”ว่าพลางทั้งเช็ดทั้งถูจนปากและแก้มแดงเถือก... “ไม่ใช่สิมันแค่อุบัติเหตุฉันไม่นับหรอกว่านั่นมันเป็นจูบ ชิชิ”

บ่นอุบอิบด้วยความความโมโห ก่อนจะหันไปคว้าโทรศัพท์ที่เธอตั้งระบบสั่นเอาไว้มากดรับสัญญาณ เมื่อมันเกิดอาการสั่นจนแทบหมดแรงพยายามปรับอารมณ์ให้เข้าสู่ภาวะปกติเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกตแก่คนผู้อยู่ปลายสัญญาณ

“สวัสดีค่ะ พี่ก้อง” แม้ปรับอารมณ์ไปบ้าง แต่เสียงก็ยังสั่นอยู่บ้าง

“เป็นอะไรไปล่ะขวัญ ทำไมเสียงสั่น”

“เปล่า...ไม่มีอะไร” เสียงทักทายประโยคแรกทำเอาต้องรีบปฏิเสธอย่างตกใจ

“ทำไมจะไม่มี...”

“มีที่ไหน...ไม่มี๊!”เธอปฏิเสธเสียงสูง

“พี่รู้จักขวัญดีนะ ถ้ามีเรื่อง เสียงขวัญจะสั่นและถ้าไม่อยากให้ใครรู้ก็จะทำเสียงสูงแบบนี้” ชายหนุ่มบอกจุดที่เขาจับผิดอย่างคนคุ้นเคยได้ละเอียดยิบ

“แหะๆๆ...ก็มีปัญหานิดหน่อยค่ะ...พี่ก้องนี่สมกับเป็นนายตำรวจแผนกสืบสวนสอบสวนจริงๆ ” เขมขวัญยอมรับในที่สุด

“ปัญหาอะไร”

“ก็เรื่องจูบ...เฮ้ยไม่ใช่...เรื่องงานค่ะ”เขมขวัญรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน

“ทำไม...ไหนบอกเขาเรียกสัมภาษณ์แล้วไง”

“ก็แค่เรียก...ยังไม่รู้เลยว่าจะได้หรือเปล่า...เฮ้อ...”พอคิดถึงงานก็พลอยทำให้ลืมเรื่องวุ่นวายที่ผ่านมาไม่ถึงชั่วโมงนั้นไปเสียสนิท

“ใจเย็น ๆ ขวัญเก่งอยู่แล้ว เดี๋ยวเขาก็คงเรียกไปทำงาน”ก้องเกียรติให้กำลังใจ

“เก่งอะไรกันพี่ก้อง เกรดเฉลี่ยคาบเส้น แถมยังไม่มีประสบการณ์อีกคนอื่น ๆ ที่ไปสัมภาษณ์ดูท่าทางเก่ง ๆ ทั้งนั้น” น้ำเสียงทดท้อ

“ถ้าไม่ได้จริง ๆ เดี๋ยวพี่จะฝากงานให้ พี่มีเพื่อนเป็นเจ้าของบริษัทเยอะแยะเขาน่าจะช่วยได้”

“ขอบคุณค่ะ...แต่ขวัญขอใช้ความสามารถของขวัญก่อนนะคะ ยังไม่อยากใช้เส้นก๋วยจั๊บตอนนี้”ว่าพลางหัวเราะเบา ๆ

“ว่าแต่เรา สบายดีนะ มาอยู่แปลกที่แปลกทาง นอนหลับบ้างหรือเปล่า”

“ค่ะ สบายดี...พี่ก้องถามยังกะว่าขวัญไม่เคยอยู่กรุงเทพฯซะงั้นแหละ”ดูเหมือนพอได้คุยกับนายตำรวจหนุ่มก็ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวจางหาย

“ก็ต้องห่วงอยู่แล้ว...เห็นว่าห่างหายจากเมืองหลวงมานาน...สองปีได้กระมังตั้งแต่เรียนจบ”

“ค่ะ สองปี...”

“แล้วอีกเรื่อง วันนี้ที่โทรหาพี่ บอกว่าขึ้นรถไปกับคนแปลกหน้าทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ เราเป็นผู้หญิงอยู่ตัวคนเดียว อย่าวางใจคน มันอันตราย”ก้องเกียรติเตือนเสียงเข้มขึ้น

“แหะๆๆ ขวัญขอโทษค่ะ คือ...ตอนนั้นมันโมโห เลยไม่ทันคิด”

“จะทำอะไรให้ใช้สมองอย่าใช้อารมณ์”

“เจ้าค่ะ...ขวัญจะไม่ทำอีก พี่ก้องไม่ต้องห่วงนะคะถ้ามีปัญหาอะไรขวัญจะโทรหาพี่ก้องเป็นคนแรก”หญิงสาวรับปากเพื่อความสบายใจของอีกฝ่าย

“ดีแล้ว...ถึงพี่จะไม่ได้ทำงานประจำอยู่ที่นั่น แต่พี่มีเพื่อนหลายคนพอไหว้วานให้ดูแลได้...เอาล่ะพักผ่อนซะไว้มีโอกาสกลับบ้านที่กรุงเทพ ฯ เมื่อไหร่จะไปรับมาทานข้าวด้วยกันคุณแม่พี่บ่นถึงขวัญอยู่บ่อย ๆ ถ้าท่านเห็นขวัญไปเยี่ยมท่านคงดีใจ”

“จะล้างท้องรอเลยค่ะ” เขมขวัญรับคำ ทั้งฟังอีกฝ่ายพูดต่ออยู่สองสามประโยคแล้วก็วางสาย

จริงสินะเวลานี้คือเวลาพักผ่อนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์วันใหม่ เรื่องอื่น ๆผ่านแล้วก็ผ่านไปจะคิดถึงทำไมให้ป่วยการ...คิดแล้วร่างบางก็ล้มตัวลงดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างอย่างคนกินง่ายอยู่ง่าย นอนง่าย จึงไม่แปลกที่เธอจะหลับลงได้เพียงไม่กี่นาที

รถหรูคันคุ้นตาแล่นผ่านร่างบางในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าชีฟองสีครีมชายเสื้อเหน็บเข้าในกระโปรงสีน้ำตาลแดงสั้นแค่เข่าเรียบร้อยไปด้วยความเร็วที่ไม่เร็วนักจะมีก็แต่หางตาของผู้โดยสารที่นั่งอยู่เบาะหลังเยื้อง ๆ คนขับยังเหลือบมองความเชยเฉิ่มในการแต่งตัวที่ใครเห็นก็ต้องเรียกป้า

“จอดรับคุณคนนั้นไปด้วยกันไหมครับ”คนขับรถผู้อารีเอ่ยถามเมื่อสังเกตเห็นความสนใจของเจ้านายที่มีต่อหญิงสาวริมฟุตบาทคนนั้น

“ทำไมต้องจอด”

“คนบ้านใกล้เรือนเคียงกันนี่ครับ เป็นการแสดงน้ำใจ”

“เผอิญฉันเป็นคนแล้งน้ำใจซะด้วยสิ” กริชนะตอบเสียงเรียบแล้วก้มอ่านเอกสารในมือต่อไป ทำทีไม่สนใจสิ่งแวดล้อม แม้กระทั่งดวงตาคู่สวยที่เหลือบมองท้ายรถคันงามด้วยความรู้สึกหมั่นไส้

แวบหนึ่งในความคิด เขมขวัญอยากให้รถหรูสีดำคันนั้นจอดรับเธอไปด้วยอย่างน้อยก็ทุ่นเวลาเดินที่กว่าจะถึงปากซอย เหงื่อไคลคงไหลย้อยเสียบุคลิกภาพโขไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิดที่ความคิดนั้นเกิดขึ้นมาได้ แต่พอรถวิ่งผ่านไปกลับทำให้เธอรู้สึกโล่งอก เมื่อคิดไปถึงเหตุการณ์น่าอับอายที่ผ่านมา

“ใครจะอยากไปด้วยเล่า...แล้วใครจะอยากสู้หน้าไอ้ผู้ชายบ้ากามคนนั้น” เธอบ่นอุบอิบอยู่คนเดียวก่อนจะทำเสียงอะไรบางอย่างในลำคอด้วยความแปลกใจ

รถคันนั้นแล่นห่างไปไม่กี่เมตรก็เบนเข้าชิดฟุตบาท เขมขวัญมองด้วยความแปลกใจแกมสงสัยแต่เธอยังคงก้าวผ่านไปอย่างมั่นคง...เพื่อคิดว่าเจ้าของสั่งให้จอดรถด้วยธุระของเขาไม่น่าจะมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเธอ

“ขึ้นรถสิ...จะไปส่ง” เสียงคนที่เพิ่งเลื่อนกระจกรถลง เอ่ยเหมือนสั่งเมื่อหญิงสาวเดินผ่านมาถึง

เธอเหลือบมาไปยังคนที่ยังนั่งคอเชิดตรง มองไปข้างหน้าจนทำให้คิดได้ว่าเขาคงพูดกับคนขับรถ หรือคนอื่นที่ไม่ใช่เธอเขมขวัญจึงทำแค่เพียงเดินผ่านไปเงียบ ๆ ไม่สนแม้จะได้ยินเสียงเปิดประตูรถและฝีเท้าที่ก้าวตามหลังมาติด ๆ

“อุ๊ย!...” เสียงอุทานเบา ๆทั้งหันกลับไปมองคนที่ถือวิสาสะคว้าต้นแขนเธอเอาไว้ “นี่คุณ ปล่อยฉันนะมีสิทธิ์อะไรที่มาทำแบบนี้”

“แล้วคุณล่ะ มีสิทธิ์อะไรเดินหนีผม”

“ฮะ...ฉันเดินของฉันอยู่ดี ๆ นะ ไม่ได้เดินหนีใครทั้งนั้น”

“คุณ กำลังเดินหนีผม” ชายหนุ่มย้ำความเข้าใจอย่างช้า ๆ

“ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมฉันต้องหนีมิทราบ”เขมขวัญพยายามแกะมือแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กนั้นออกให้พ้นจากต้นแขน

“ผมพูดกับคุณ บอกให้คุณขึ้นรถ จะไปส่งไม่เชื่อหรอกนะว่าคุณจะไม่ได้ยิน”

“คุณพูดกับฉันเหรอ” เขมขวัญทำหน้าประหลาดใจไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“ใช่...ผมพูดกับคุณ และคุณก็ควรจะหยุดรับฟังไม่ใช่เดินหนีเหมือนคนไม่มีหูแบบนี้ เสียมารยาทสิ้นดี” น้ำเสียงคนพูดห้วนจัด

“พูดโดยไม่มองหน้าคู่สนทนา ไม่เรียกขาน ให้เขารู้ว่าต้องการสนทนาด้วยแบบนี้คงเป็นมารยาทของผู้ดีงั้นสิ...แต่ขอโทษเถอะค่ะเชิดคอแข็งแบบนั้นฉันตรัสรู้ไม่ได้หรอกนะว่าคุณกำลังพูดด้วย”

“ตอนนี้ก็รู้แล้วนี่...ไปขึ้นรถ ผมจะไปส่ง” กริชนะเอ่ยทั้งออกแรงดึงเพียงเล็กน้องร่างบางก็เซไปตามทิศทางที่เขาต้องการ

“เดี๋ยว ๆ ทำไมฉันต้องไปกับคุณ ในเมื่อเราต่างไม่รู้จักมักจี่ไม่เคยไปมาหาสู่ สนิทชิดเชื้อ และไม่เคยไว้วางใจกันคุณเองไม่ใช่เหรอที่กล่าวหาว่าฉันเป็นขี้ขโมย”

“ผมต้องการไถ่โทษ”

“ไถ่โทษ?...ที่กล่าวหาฉันน่ะเหรอ”

ชายหนุ่มไม่ตอบคำถาม แต่เขากลับถอนหายใจอย่างระอาความรู้สึกยังคงสนับสนุนความคิดเดิม ๆ ที่มีอยู่ในสมอง นั่นก็คือผู้หญิงคนนี้เรื่องมากและเข้าใจอะไรยากเย็นสิ้นดี

“ถ้าเป็นเรื่องเมื่อค่ำวาน ฉันจะไม่ใส่ใจคิดถึงมันอีกหากคุณจะส่งของของฉันคืน”

“ทิ้งไปแล้ว...” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแกมรำคาญ

“หา...ทิ้งไปแล้วเหรอ...นั่นฉันเพิ่งใช้ได้ไม่กี่ครั้งเองนะ”น้ำเสียงทักท้วงสูงปี๊ด

“มันก็แค่...” เสียงกระแอมในลำคอ เหมือนมีบางสิ่งระคายเคืองเมื่อนึกไปถึงสิ่งที่ผู้หญิงตรงหน้าเอ่ยถึง “แล้วผมจะชดใช้ให้ จะเอากี่ตัวก็ว่ามาแต่ตอนนี้ ขึ้นรถก่อน ฝนกำลังจะตกรู้ซะบ้างสิ”

เขมขวัญแหงนมองดูท้องฟ้าที่จู่ ๆ ก็มืดครึ้ม แต่เธอยังขืนตัวไม่ยอมเดินตามร่างสูงไปยังรถที่จอดอยู่สัญญากับพี่ก้องเอาไว้แล้วว่าจะระวังตัวไม่ขึ้นรถไปกับคนแปลกหน้าอีกยังไงก็ไม่เสี่ยงที่จะไปกับเขา ผู้ชายที่แม้จะอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงแต่ก็ยังเป็นคนแปลกหน้าอยู่ดี

“ปล่อยเถอะค่ะ...ถ้าฝนตกฉันคงไม่ออกไปไหนแล้ว ฉันจะกลับบ้าน”

“คุณกำลังจะไปไหน”

“จะไปหาสมัครงานอื่น ๆ เผื่อเอาไว้หากที่ที่ไปสัมภาษณ์เมื่อวานเขาปฏิเสธ...จะได้ไม่ต้องเสียเวลามานั่งผิดหวังอยู่นานฉันไม่ใช่คนร่ำรวยคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดนี่คะ มีพ่อมีแม่ต้องเลี้ยงดูมีหนี้สินที่ต้องชดใช้ แต่เชื่อเถอะ ถึงฉันจะจน ฉันก็มีศักดิ์ศรีไม่คิดจะรวยทางลัดหรอก”

“ถามนิดเดียว ตอบซะยาวเป็นวรรคเป็นเวร”

มือแข็งดั่งคีมคายออก พร้อม ๆ กับลำแขนที่สะบัดให้หลุดเร็วขึ้นเขมขวัญถอยห่างจากร่างสูงมาหลายก้าว ก่อนจะเดินแกมวิ่งกลับไปทางเดิมโดยมีสายตาคมกล้ามองตามอย่างไม่สามารถคาดเดาความคิดของเขาได้

“ขอบคุณนะคะ...อย่างน้อยครั้งนี้คุณก็ทำให้ฉันมองคุณดีขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง”เธอหันมาตะโกนบอกเขา ก่อนจะเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเมื่อสายฝนเริ่มโปรยปรายลงมา

“คุณคนนั้นไม่ไปด้วยเหรอครับ” คนขับรถวัยกลางคนถามอย่างสุภาพ เมื่อเจ้านายหนุ่มก้าวขึ้นนั่งประจำที่ทั้งปิดประตูเรียบร้อย

“ไม่ไป... เขาบอกจะกลับบ้าน...เสียเวลาซะจริง...ออกรถเถอะ” กริชนะบ่นเสียงหงุดหงิด ทั้งทำหน้ามุ่ย

คนขับรถ ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้านายทันที เขายิ้มบาง ๆอย่างน้อยก็ได้รู้ว่า เจ้านายที่เคยบอกว่าตัวเขาเป็นคนแล้งน้ำใจไม่ได้แล้งน้ำใจอย่างที่บอกซะทีเดียว เพราะเพียงแค่เขาเอ่ยปากว่าฝนกำลังจะตกกริชนะ ก็บอกให้จอดรถเพื่อรับเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงโดยสารไปด้วยกันถึงแม้ว่าฝ่ายนั้นจะปฏิเสธก็ตาม

“เธอเป็นผู้หญิงใจดีและน่ารักที่สุดที่ป้าเคยเจอ ถึงผลการเรียนของเธอจะดูแย่แต่ป้าเชื่อว่า เธอจะทำงานในสิ่งที่กริชมอบหมายและสิ่งที่ป้าต้องการได้เป็นผลสำเร็จ เชื่อป้าสิ” เสียงกระซิบแผ่ว ๆ นั้น คงทำให้คนฟังรับรู้ได้เพียงเสียงฝนที่ตกปรอย ๆลงมาเท่านั้น

กริชนะบอกให้คุณขับรถประจำตำแหน่งของเขากลับบ้านไปก่อน เมื่อเพื่อนสนิทอย่างธนัญชัยขับรถมารับถึงบริษัทในเวลาที่ได้ตกลงกัน

“ต้องขอโทษด้วยนะที่ทำให้นายมาเสียเวลากับฉันแทนที่จะได้อยู่หาเงินวันละหลายล้าน” กริชนะเอ่ยเมื่อรถเคลื่อนตัวพ้นอาณาเขตบริษัทยักษ์ใหญ่

“บริษัทของฉันระบบมันดำเนินการเป็นอัตโนมัติแล้ว ไม่จำเป็นต้องมานั่งควบคุม...ก็คงไม่ต่างจากบริษัทของนายสักเท่าไหร่ถึงขนาด และทุนจดทะเบียนจะน้อยกว่าก็เถอะ” ธนัญชัยเอ่ยอย่างอารมณ์ดีไม่มีแววประชดประชัน

“ขอบใจมากเพื่อน...งานนี้ถ้าเรื่องจบลงด้วยดีฉันตอบแทนนายอย่างจุใจแน่นอน...ว่าแต่วันนี้เราจะไปยังจุดเกิดเหตุยังไง...อย่าบอกนะว่านะขับรถคันนี้ไป”กริชนะถามด้วยความสงสัย

“วันนี้เราจะยังไม่ไปที่เกิดเหตุ แต่เราจะไปหาเพื่อนที่สถานีตำรวจ”

“อ้าว...ทำไม...” กริชนะทำหน้างง

“ฉันติดต่อขอให้เพื่อนส่งหนังสือไปขอสำเนาสำนวนคดีของคุณป้ามาให้ดูก่อน...สืบหาเบาะแสแบบคร่าว ๆ ก่อน...ได้ข้อมูลมา เราค่อยวางแผนไปกันอีกรอบ”

“อืม...ความคิดเข้าท่า...ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าป้าทิพย์ไปทำอะไรที่นั่น ไปคนเดียว หรือมีคนไปด้วย”

“เท่าที่ทราบจากข่าว ท่านน่าจะไปคนเดียวนะ ไม่อย่างนั้นคงมีคนได้รับอุบัติเหตุร่วม”ธนัญชัยออกความเห็น

“ปกติท่านไม่ค่อยเดินทางออกต่างจังหวัดคนเดียวนี่นะเท่าที่รู้...นั่นแสดงว่าธุระที่ป้าทิพย์ไปทำคงสำคัญไม่น้อย”

“อันนี้นายคงต้องสอบถามรายละเอียดจากคนที่บ้านแล้วล่ะ”

ได้ฟังคำแนะนำจากเพื่อนแล้ว กริชนะได้แต่ถอนหายใจ...“จริงสินะ...ฉันน่าจะสอบถามที่ไปที่มาจากบริวารในบ้านให้ชัดเจนซะก่อน ไม่ใช่ออกมาควานหาในสิ่งที่แม้แต่ฉันเองก็ยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร”

“แล้วหัวใจนายมันสั่งให้นายหาอะไรล่ะ...”

“เบาะแสสาเหตุการตายว่าเป็น...อุบัติเหตุ หรือฆาตกรรม”

“นั่นแหละ...วันนี้เราจะไปสืบเรื่องนี้กัน ไปดูรถคันนั้นแล้วไปสอบถามความคืบหน้า ฉันไม่แน่ใจหรอกนะว่าเขาสรุปและปิดคดีหรือยังแต่นายไม่ต้องห่วง ฉันมีรุ่นน้องเป็นตำรวจอยู่ที่นั่น งานนี้ไม่ใช่เรื่องยาก”ธนัญชัยเอ่ยถึงแผนการคร่าว ๆ

“ขอบใจมาก คิดไม่ผิดเลยจริง ๆ ที่รับนายไว้เป็นเพื่อนคู่ใจ”กริชนะตบบ่าเพื่อนเบา ๆ

“เออ...อย่าลืมที่พูดก็แล้วกัน งานนี้ถ้าสำเร็จนายจะตอบแทนฉันอย่างจุใจ”

“ไม่ลืมแน่นอนเพื่อน...แต่สิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่ฉันสามารถให้ได้เท่านั้นนะ...บอกเอาไว้ก่อน”

ธนัญชัยถึงกลับหัวเราะชอบใจในคำตอบรับของเพื่อน นี่แหละที่เขาเรียกว่าเลือดนักธุรกิจจะรับปากจะให้สัญญาสิ่งใด ยังไม่ทิ้งช่องโหว่ให้กับคำว่าเสียเปรียบหรือขาดทุนธนัญชัยเชื่อว่า กริชนะจะเป็นนักบริหารชั้นแนวหน้าในหมู่นักธุรกิจชั้นนำที่หลาย ๆคนต้องจับตามองอย่าง ประมาทไม่ได้






Create Date : 26 มกราคม 2558
Last Update : 10 ธันวาคม 2560 7:00:57 น. 3 comments
Counter : 917 Pageviews.

 
อย่าบอกเค้าน๊าๆว่าพี่ก้องเนี่ยเป้นเพื่อนกับอีตาขี้เก๊ก


โดย: panon IP: 203.158.141.10 วันที่: 26 มกราคม 2558 เวลา:15:12:48 น.  

 
อารายกัน เก็บกกนสาวไว้ในลิ้นชักเหรอ เอาไปคืนซะ ตาโรคจิต


โดย: พี่หมูน้อย วันที่: 28 มกราคม 2558 เวลา:15:50:51 น.  

 
รออ่านตอนต่อไปอยู่นะค่ะ...ขอบคุณมากค่ะ


โดย: ดอกฝิ่น IP: 119.63.78.246 วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:13:53:59 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
นิยายฝันหวาน
Location :
มหาสารคาม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




เชิญอ่านนิยายสนุกๆ สไตล์นิยายฝันหวาน



Writer By tonglang
: Copyright © 1999-2008
ข้อตกลง
1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน

2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

3. ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งเจ้าของบล็อกทันที


Smells like Christmas

Posted by Daniela Andrade on 23 ธันวาคม 2014
Group Blog
 
<<
มกราคม 2558
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
26 มกราคม 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add นิยายฝันหวาน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.