Welcome To ทองหลาง Bloggang ว่างๆ ก็แวะเข้ามา...ยินดีต้อนรับจ้า
ตอนที่ 3

“เท่าที่ดูจากใบสมัครที่คุณกรอกรายละเอียด...คุณเรียนจบมาแล้วสองปีใช่ไหมคะ”

“ค่ะ”

“ไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน...”

“ดิฉันเคยฝึกงานที่บริษัทจำหน่ายเครื่องเซรามิกช่วงเทอมสุดท้ายก่อนเรียนจบค่ะ...และยังได้เกรดระดับดีด้วย”

“แต่มันก็ตั้งสองปีกว่ามาแล้วนะคะ...”

“งานทุกอย่างไม่ว่าจะเก่าใหม่มีประสบการณ์หรือไม่มีดิฉันคิดว่านั่นล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยการเรียนรู้ใหม่ๆทั้งนั้นโดยใช้วิชาความรู้มาเป็นตัวช่วยเสริมการทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้น ดิฉันเป็นคนเรียนรู้เร็วค่ะ”

“คุณยังคิดว่าระบบการทำงานจะยังคงรูปแบบเดิมอยู่อย่างนั้นหรือและยิ่งบริษัทของเราเป็นบริษัทใหญ่เนื้องานมากเราต้องการคนที่มีความรับผิดชอบที่ค่อนสูงนะครับ” หนึ่งในกรรมการเอ่ยขึ้นบ้าง

“ดิฉันคิดว่าดิฉันมีสิ่งที่ทางบริษัทต้องการ”

“อะไรหรือครับ”

“ความรับผิดชอบค่ะ...ดิฉันมั่นใจว่ามีความรับผิดชอบมากพอที่จะทำงานให้สำเร็จแล้วเสร็จทันเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ”

“ตอบได้ดีมากจ้ะหนู...อย่างนี้ฉันให้ผ่านเลย”

เสียงหนึ่งดังแว่วราวกับมีใครสักคนกระซิบอยู่ข้างหูนั่นทำให้เขมขวัญถึงกับเผลอหันไปมองรอบๆ ห้อง

“หากงานที่ทำเป็นงานนอกสถานที่อาจต้องเดินทางไกล มีพักค้างคืนบ้าง คุณจะสะดวกหรือเปล่า” ชายอีกคนถามขึ้นบ้างนั่นอาจเป็นคำถามที่ดูเหมือนเป็นคำถามธรรมดาหากแววตาของคนถามจะไม่วับวาวจนเกินความพอดี

“ถ้าหากนั่นคือเรื่องงานดิฉันยินดีค่ะ”

“คุณเรียกเงินเดือนสูงเกินไปนะ สำหรับพนักงานที่ไม่มีประสบการณ์อะไรเลยแต่ขออัตราเงินเดือนตั้งหมื่นห้า”

“ดิฉันเรียกเงินเดือนตามวุฒิค่ะ”เขมขวัญเอ่ย...เงินเดือนหมื่นห้าหากอยู่ที่บ้านในต่างจังหวัดก็ถือว่าสูงทีเดียวกับการใช้จ่ายในการดำรงชีวิตทว่าที่นี่คือกรุงเทพฯ ใครๆต่างรู้ดีว่าค่าครองชีพสูงขนาดไหน ขอไปหมื่นห้าทั้งค่ากินค่าอยู่และต้องส่งกลับบ้าน ยังไม่รู้เลยว่าจะพอหรือเปล่า...

“ถ้าเราให้ได้แค่หมื่นสองพันบาทล่ะ...คุณยังอยากจะทำงานกับเรามั๊ยคะ”กรรมการหญิงถามต่อรอง

เจอข้อต่อรองนี้ก็เล่นเอาหญิงสาวถึงกับอึ้งไปหลายนาที...

“ว่าไงคะ”

“ตอบไปเลยว่าไม่มีปัญหา...ถ้าเขารับหนูเข้าทำงานเดี๋ยวฉันจะช่วยขึ้นเงินเดือนให้เอง”เสียงหนึ่งยังดังแผ่วอยู่ที่ริมหู...เขมขวัญไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินแต่คำตอบที่ตอบไป เธอจำเป็น เพราะไม่มีทางเลือก ยังไงก็ขอให้มีงานไว้ก่อนเงินเดือนน้อยก็ค่อยหางานอื่นเสริมไป

“หากทางบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนหลายร้อยล้านสามารถให้เงินเดือนพนักงานได้เพียงเท่านั้นจริงๆดิฉันก็ยินดีจะรับค่ะ...” ตอบไปแล้วก็ใจแป้วเมื่ออยู่ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่พร้อมใจจ้องมองเธอเขม็ง...นึกด่าตัวเองในใจกับคำตอบที่อาจฟังเหมือนประชดนั่น

“เอาล่ะค่ะ แล้วทางเราจะแจ้งผลไปให้ทราบอีกทีทางโทรศัพท์ที่ระบุอยู่ในใบสมัครนะคะ...”

เป็นดั่งข้อความปิดการสัมภาษณ์ที่เขมขวัญเข้าใจดีหญิงสาวพนมมือไหว้กรรมการทั้งสามท่าน ก่อนจะลุกเดินออกพ้นประตูไป

พอพ้นร่างบางของผู้สมัครรายสุดท้ายนั่นกรรมการทั้งสามก็หันหน้าเข้าปรึกษาหารือกันก่อนจะเหลือบไปมองอีกบุคคลหนึ่งที่นั่งเงียบตั้งแต่ต้นจนกระทั่งการสัมภาษณ์จบลง

“คนนี้ตอบคำถามได้ดีนะผมว่าหน้าตาสวยดี เสียแต่แต่งตัวเชยไปนิด” หนึ่งในกรรมการออกความคิดเห็น

“เขามาสมัครในตำแหน่งพนักงานบัญชีนะคะ...เรื่องหน้าตาคงไม่เกี่ยวกับผลการทำงานหรอก”

“ระดับการศึกษาก็ไม่เก่งเท่าไหร่...แต่ผมถูกใจตรงที่เขากล้าประชด...ถ้าบริษัทใหญ่โตมีปัญญาจ้างพนักงานบัญชีด้วยเงินเดือนแค่นี้ เขาก็ยินดีจะทำ...ฮ่าๆๆๆเล่นเอาผมอึ้งไปเลย” กรรมการผู้ดูเหมือนจะมีอายุที่สุดเอ่ยด้วยอารมณ์ขำ

“สรุปแล้วว่าไง...ผ่านหรือไม่ผ่าน”

“ว่าไงครับคุณกริช”เหล่ากรรมการหันไปขอความเห็นจากประธานใหญ่

“ผมจะพิจารณาเฉพาะตำแหน่งเลขานุการที่ต้องทำงานร่วมกับผมเท่านั้นเอาใบสมัครกลุ่มที่มาสมัครตำแหน่งไปให้ผมที่ห้องด้วย ไว้ผมเลือกอีกที”กริชนะเอ่ยก่อนจะหยัดยืนขึ้นเต็มความสูง ขยับออกจากโต๊ะทำงานตัวใหญ่เดินออกจากห้องโดยไม่เอ่ยบากพูดอะไรอีก

“เย็นชาพิลึก...ใครได้ทำงานด้วยถือว่าซวยสุดๆล่ะ”

“ก็ไม่แน่นะอาจทำวางมาดไปอย่างนั้นตามประสาหนูตกถังข้าวสาร...ลูกก็ไม่ใช่แต่ได้มรดกพันล้าน..โชคดีเป็นบ้า” แววตาคนพูดฉายความอิจฉาออกมาอย่างชัดเจน

“เอาน่า...เลิกพูดเลิกนินทาเจ้านายได้แล้ว...กองนี้ใช่ไหมใบสมัครเลขาฯน่ะรีบเอาไปให้เขาจะได้หาคนมารองมือรองเท้าได้ซะที” พูดจบจู่ๆลมก็พัดวูบมาจนใบสมัครที่กองแยกกันอยู่มีอันปลิวลงไปกองรวมกันที่พื้น

“บ้าจริงใครแง้มหน้าต่างหรือเปล่านี่ดูสิต้องมาจัดเรียงใหม่เสียเวลาชะมัด”กรรมการหญิงบ่นเมื่อมองเห็นช่องหน้าต่างกระจกที่แง้มอยู่

“คุณอนงค์เอาไปส่งท่านประธานก็แล้วกันผมกับธวัชชัยเห็นจะขอตัว เรามีนัดสำคัญบ่ายนี้” กรรมการชายอีกสองคนลุกขึ้นพร้อมกัน

“อ้าวแล้วเรื่องผลสอบนี่ล่ะ”

“ไว้สรุปวันหลังก็แล้วกันเราให้คะแนนกันชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ใช่ปัญหาใหญ่...ไปก่อนนะครับ”ว่าจบชายร่างสันทัดทั้งสองก็เดินตามกันออกไปจนพ้นประตู

3

เขมขวัญกลับบ้านด้วยความหวังที่ปะปนเอาความกังวลใจไว้เต็มเปี่ยมเมื่อเธอคิดว่าวันนี้ช่างเป็นวันแห่งการเริ่มต้นอันแสนเลวร้าย...

เริ่มจากฝันสยองที่เธอต้องติดอยู่ในบ้านลึกลับจนสุดท้ายต้องโดนอนากอนด้าเขมือบทำให้ต้องตื่นไปสอบสัมภาษณ์งานสายแถมยังมาซวยซ้ำซวยซ้อนกับคนรวยที่ขับไม่ดูตาม้าตาเรือ...คนขับรถนั้นไม่เท่าไหร่อย่างน้อยก็ลงมาขอโทษขอโพยกับความผิด แต่ไอ้เจ้าของรถนี่สิ...พอนึกถึงที่ไรให้รู้สึกเหมือนเลือดขึ้นหน้าทุกที

“ซวยตั้งแต่ในฝันแล้วยังจะมาซวยในความเป็นจริงอีก”บ่นพลางคลี่กระโปรงดูรอยเปื้อนจางๆหลังจากที่เธอผลัดเปลี่ยนชุดสมัครงานนั้นออกมาสวมชุดอยู่บ้านเสื้อยืดลายการ์ตูนน่ารักกับกางเกงขาสั้น

“ซักออกหรือเปล่าก็ไม่รู้...”ว่าพลางรวบรวมสื้อผ้าที่ใช้แล้ว รวมไปถึงชุดเจ้าปัญหานั่นใส่ลงในตะกร้าเดินลงบันไดไปยังลานสักล้าง

ฐานะอย่างเธอมีกะละมังสองใบกะผงซักฟองที่ใช้ซักด้วยมือก็หรูแล้ว ครั้นจะหวังมีเครื่องซักผ้าคงต้องรอความพร้อมด้านสถานะการเงินที่คาดว่าคงอีกนานโขซึ่งเขมขวัญพอใจที่จะซักมือมากว่าการซักด้วยเครื่อง เพราะเสื้อผ้าสะอาดกว่าแถมเธอยังได้ออกกำลังกายไปในตัว ได้ทำความสะอาดเล็บมือเล็บเท้าจากน้ำที่เหลือและที่สำคัญผงซักฟอกที่ใช้กับมือราคาถูกกว่าผงซักฟอกที่ใช้กับเครื่องเยอะ

เขมขวัญใช้เวลาซักผ้าไม่ถึงสามสิบนาทีเพราะเพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่วัน เสื้อผ้าที่ใช้แล้วจึงมีไม่กี่ชุด เธอตากเสื้อผ้าทั่วไปไว้ที่ราวตากผ้าด้านล่างยกเว้นชุดชั้นในที่เธอถือไปตากไว้ยังราวลวดที่ระเบียงห้องนอนก่อนจะมานอนมือก่ายหน้าผากคิดถึงคำถามและคำตอบที่เธอตอบออกไปในระหว่างสอบสัมภาษณ์

“ไอ้คำถามสุดท้ายเราไม่น่าตอบอย่างนั้นเลย...เฮ้อ...”บ่นพลางถอนหายใจเฮือก “น่าจะตอบไปว่ายินดีอย่างน้อยก็ขอให้ได้งานก่อน...ถ้าไม่ไหวค่อยหางานใหม่”

สายลมเย็นพัดแผ่วเข้าทางช่องประตูระเบียงที่เธอเปิดเอาไว้เย็นสบายดั่งเป็นคำปลอบประโลมจากธรรมชาติ ถึงไม่ทำให้ความกังวลสูญไปแต่ก็ช่วยให้หัวใจสงบ

“จะได้มั๊ยนะ...ขอให้ได้ทีเถอะจะได้มีเงินส่งไปให้พ่อกับแม่ตัดดอก ใช้หนี้” เปลือกตาที่ประดับด้วยแพขนตางอนหรี่ลงจนปิดสนิททั้งถอนหายใจระบายความขุ่นมัวให้ทุเลาก่อนจะเปิดกว้างอีกครั้งเมื่อนึกถึงผู้ชาย

“เพราะนายนั่นเชียวที่ทำให้อารมณ์เสียจนตอบคำถามประชดประชันไปอย่างนั้น...ถ้าไม่ผ่านการคัดเลือกโทษไอ้ผู้ชายคนนั้นคนเดียวเลย...ผู้ชายแย่ๆแบบนี้ขออย่าได้เจอะได้เจอกันอีกเลยเถอะ...เจ้าประคู๊น...”

เขมขวัญแทบยกมือพนมขึ้นเหนือหัว...เมื่อได้ซัดทอดความผิดให้ใครบางคนแล้วความขุ่นมัวก็จางลงมากและมากพอจะทำให้เธอใช้ความเย็นสบายของสายลมช่วยให้หลับสบาย...

เมื่อคืนนี้เธอต้องผจญกับฝันร้าย...เช่นนั้นก็ขอนอนกลางวันชดเชยเสียหน่อย ไม่แน่ฝันที่ได้ในยามนี้อาจเป็นฝันดีก็ได้...ใครจะรู้

และแล้วดวงตาที่เปิดกว้างก็หรี่ลงอีกครั้งจนปิดสนิทไปพร้อมกับสายลมสุดท้ายที่หอบหมอกจางๆบางอย่างคล้ายไอน้ำกระทบกระจกเงาเข้ามาทางช่องประตูระเบียงมันรวมตัวจนเกิดเป็นรูปร่างเหมือนมนุษย์ก่อนจะสลายไปอย่างรวดเร็ว

“มันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล...บอกไม่ได้เหมือนกันว่ามันคืออะไร...คงได้เวลาที่กริชจะต้องกลับมาเมืองไทยแล้วล่ะกลับมาตรวจสอบบางอย่างที่บริษัท”

จดหมายจากป้าทิพย์ราตรีที่มีไปถึงกริชนะเมื่อหลายเดือนก่อนทำให้...แม้จะเป็นวันแรกของการเข้ามาเหยียบบริษัทในตำแหน่งประธานกรรมการผู้ถือหุ้นสูงสุดกริชนะก็หาได้ปล่อยเวลาให้ผ่านพ้นไปโดยเปล่าประโยชน์...เมื่อเขาได้รับความไว้วางใจจากผู้เป็นป้าในการสืบทอดมรดกแต่เพียงผู้เดียวรวมไปถึงการค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่ผู้เป็นป้าเอ่ยถึง เขาก็ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ดีที่สุดสมกับความไว้วางใจอันนั้น

นึกเสียใจอยู่ไม่น้อยที่เขาไม่รีบกลับตั้งแต่ได้รับการเรียกตัวจนทำให้ไม่มีโอกาสได้ทดแทนบุญคุณญาติสนิทหนึ่งเดียว ที่เป็นบุพการีเพราะความน้อยเนื้อต่ำใจนั่นแท้เชียวน้อยเนื้อต่ำใจจากการถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างเดียวดายโดยลำพังในต่างแดนนานนับสิบปี

“ขอดูสถานะการเงินของบริษัทหน่อย”ชายหนุ่มสั่งการ

“เอ่อ...ต้องการสถานะการเงินของแผนกไหนครับ”หัวหน้าฝ่ายบัญชีเอ่ยถาม เสียงตะกุกตะกัก

“ทั้งหมดนั่นแหล่ะคุณเสริมชัย...”กริชนะมองไปยังผู้กำลังรอรับคำสั่งของเขาด้วยแววตาคมดุ

“คะ...ครับ”เสริมชัยรับคำก่อนจะรีบถอยกลับออกไปจากห้องเพื่อหาสิ่งที่ประธานใหญ่ต้องการ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก...

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งในเวลาไม่ถึงสองนาทีหลังจากพ้นร่างของหัวหน้าฝ่ายบัญชีมีผลให้คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูงอย่างแปลกใจเมื่อคิดถึงความรวดเร็วในการหาข้อมูลที่เขาต้องการ

“เชิญ”

ทว่าความคิดครั้งแรกนั้นผิดถนัดเพราะคนที่เปิดประตูเข้ามากลับเป็นคุณอนงค์ผู้ช่วยฝ่ายบุคคลที่เพิ่งจะทำการสอบสัมภาษณ์ค้นหาพนักงานใหม่เสร็จ

“ใบสมัครตำแหน่งเลขานุการค่ะ...”เธอบอกเบาๆ ขณะเดินเข้ามาวางแฟ้มปกแข็งมีดำลงบนโต๊ะ

“ครับ...ขอบคุณ”ชายหนุ่มเอื้อมไปหยิบแฟ้มมาเปิดดูคร่าวๆ

“เรื่องผู้สมัครตำแหน่งบัญชีคุณกริชมีความคิดเห็นยังไงบ้างคะ” อนงค์หยั่งความต้องการของเจ้านาย

“ก็แล้วแต่พวกคุณจะพิจารณา สำหรับผมไม่ใช่คนเรื่องมาก ผมขอแค่คนที่จะเข้ามาทำงานกับเรา เป็นคนมีคุณภาพก็พอ...ประเมินทดลองงานสามเดือนถ้าไม่ไหวก็เชิญออก ผมไม่เดือดร้อน” กริชเอ่ยเหมือนไม่ใส่ใจ

“ค่ะ...แล้วเรื่องเลขานุการคนใหม่แทนคุณนงนุชที่ลาออกไปนี่ล่ะคะ”

“ไว้ผมดูก่อน...เลือกได้แล้วจะส่งให้ทางคุณแจ้งให้เขาเข้ารายงานตัว”

“ค่ะ...ถ้างั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ”อนงค์รับคำก่อนจะถอยกลับไปที่ประตู สวนกับเสริมชัยที่ผ่านเข้ามาพอดี

“นี่ครับสรุปรายรับรายจ่ายประจำปี...อันนี้เป็นไตรมาสล่าสุดที่เพิ่งนำเสนอบอร์ดบริหารเมื่อเดือนที่แล้วครับ”เสริมชัยวางแฟ้มปกแข็งอย่างหนาลงบนโต๊ะทำงานของเจ้านายใหญ่ก่อนจะถอยออกมาสังเกตการณ์อยู่ห่างๆอย่างเงียบๆ

กริชนะวางแฟ้มใบสมัครในมือลงทั้งๆที่เพิ่งจะเปิดไปได้ไม่กี่แผ่นเปลี่ยนมาคว้าแฟ้มหนาที่มีความสำคัญมากกว่าขึ้นมาดู...

ชายหนุ่มไล่สายตาไปอย่างช้าๆในช่วงแรกก่อนจะกวาดตาเร็วขึ้น ซึ่งเสริมชัยไม่อาจรู้ว่าถึงหน้าไหนกระทั้งแฟ้มนั้นถูกปิดลงแล้วความสนใจของเขาก็กลับมาลงอยู่ที่ชายหนุ่มหัวหน้าแผนกบัญชีอีกรอบ

“ผมอยากได้แบบนี้สักสามปีย้อนหลังพอจะหาให้หน่อยได้มั๊ย”

“เอ่อ...มันค่อนข้างเยอะเอาการนะครับ”

“ไม่เป็นไร...ผมจะค่อยๆดูไปทีละปี...คือ...ผมเพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ต่อจากท่านประธานคนก่อนเรื่องบัญชีงบดุลพวกนี้ไม่ค่อยสันทัดเท่าไหร่กลัวว่าถ้ากรรมการผู้ถือหุ้นท่านอื่นๆ สอบถามผมจะตอบเขาไม่ได้...เขาอาจหาว่าผมแย่ไม่รู้จักทำการบ้านมา”

“อ๋อครับ...ไม่มีปัญหาครับ เอาเป็นว่าผมจะจัดการให้” เสริมชัยยิ้ม

“เอาเถอะ...คงหมดเรื่องที่จะรบกวนคุณแล้วเชิญไปทำงานต่อเถอะครับ” กริชนะผายมือเป็นสัญญาณอนุญาต

พอพ้นหลังหัวหน้าแผนกกริชนะก็เปลี่ยนมาดูแฟ้มผู้สมัครตำแหน่งเลขานุการอีกครั้ง...การที่จะตรวจสอบสถานะภาพของบริษัทไม่ใช่เรื่องเล็กที่ทำได้สำเร็จภายในวันเดียว ยิ่งมีแค่สองตาของเขาก็ยิ่งแล้วใหญ่ทางที่ดีที่สุดเขาควรจะหาตัวช่วย...พนักงานใหม่ในตำแหน่งเลขานุการน่าจะพอผ่อนงานหนักให้เบาบางลงได้บ้าง

“เอ๊ะ...ยัยนี่...สมัครตำแหน่งนักบัญชีไม่ใช่เหรอแล้วนี่มากองรวมอยู่กับในสมัครพวกนี้ได้ยังไง” กริชนะเผลออุทานออกมาเบาๆเมื่อเห็นใบสมัครใบหนึ่งปะปนอยู่กับกลุ่มใบสมัครในตำแหน่งเลขานุการ

ชายหนุ่มจัดการแยกใบสมัครแผ่นนั้นออกจากกลุ่มในทันที...ไม่จำเป็นที่เขาจะให้คนส่งใบสมัครฉบับนี้กลับคืนไปที่ฝ่ายบุคคลเพราะยังไงก็คงไม่มีใครสนใจเลือกผู้หญิงแต่งตัวเชยๆ ความรู้ระดับคาบเส้นยาแดงแถมไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมาเป็นพนักงานในตำแหน่งสำคัญของบริษัทแน่ๆ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก...

เสียงเคาะประตูทำลายความเงียบสงบที่มีอยู่ไม่นานและยังทำลายสมาธิของคนที่กำลังจะเริ่มต้นทำงานอย่างจริงๆทำให้ใบหน้าคมคายเริ่มบึ้ง คิ้วเข้มมีอันขมวดเขม็ง

“เชิญครับ”

“ไงเพื่อน...”

เสียงร้องทักดังขึ้นอย่างเป็นกันเองทันทีที่ประตูเปิดออกกว้างให้ร่างสูงของชายหนุ่มที่อายุอานามน่าจะพอๆกับเจ้าของห้องทำงาน

“อ้าวธนัญชัย...ลมอะไรพัดนายมาถึงนี่”กริชนะทักทายด้วยรอยยิ้มความรู้สึกหงุดหงิดหดหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นเมื่อทราบว่าผู้มาเยือนคือเพื่อนสนิทที่เคยเรียนด้วยกันมาในระดับอุดมศึกษาณ ต่างแดน และคบหากันมาเรื่อยจนถึงปัจจุบันถึงแม้ธนัญชัยจะกลับมาลงหลักปักฐานทำธุรกิจอยู่ที่เมืองไทยนานหลายปีแล้วก็ตาม

“ได้ข่าวจากเพื่อนที่อังกฤษว่านายย้ายถิ่นฐานกลับมาอยู่ประเทศไทยแล้วก็เลยตามมาดูว่าใช่ข่าวโคมลอยหรือเปล่า...แหม...กลับมาทั้งทีไม่บอกข่าวกันให้รู้บ้างเลยนะเพื่อน”ธนัญชัยตอบคำถามแกมต่อว่า

“ก็ว่าจะบอกอยู่เหมือนกันแต่อะไรๆทางนี้มันยังไม่ลงตัว เลยขอเคลียร์ปัญหาสักหน่อย”กริชนะเอ่ยก่อนจะยกนาฬิกาที่ผูกติดอยู่ที่ข้อมือขึ้นมาดู“ว้า...บ่ายกมงกว่าแล้วนี่...นายมาก็ดีแล้ว ไปกินข้าวเป็นเพื่อนฉันหน่อยฉันยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เที่ยง...ทำไมไม่หิวก็ไม่รู้”

“เพราะนายยังไม่ชินกับเวลาทางนี้มั๊ง”

“คงจะอย่างนั้น”

“ฉันกินมาแล้วนะ”

“ไม่เป็นไรนายหาอะไรเย็นๆดื่มเป็นเพื่อนฉันกินข้าวก็ยังดี”

“โอเค...ถือว่าฉลองการกลับสู่ประเทศบ้านเกิดของนายอย่างเป็นทางการซะที”

พูดจบทั้งสองก็ลุกจากเก้าอี้เดินกอดไหล่กันออกจากประตูโดยทิ้งโต๊ะทำงานที่หากกริชนะหันมามอง เขาคงจะเห็นกระดาษที่เป็นใบสมัครฉบับหนึ่งปลิวเข้าไปอยู่ในแฟ้มผู้สมัครตำแหน่งเลขานุการเรียบร้อย

สายลมเย็นจัดโบกพัดผ่านเข้ากระทบผิวจนร่างบางที่ยังหลับอยู่ห่อตัวด้วยอาการหนาวเหน็บ...นั่นไม่ได้ทำให้เธอตื่นจากนิทราได้เท่าเสียงจั๊กๆๆภายนอกที่ฟังคล้ายเสียงฝน...นี่ต่างหากที่ทำให้คนงัวเงียถึงกับเบิกตาโพลง

“ตายล่ะตากผ้าเอาไว้...เปียกแน่ๆ”

เขมขวัญดีดตัวขึ้นจากที่นอนรีบรุดลงไปเก็บผ้าที่ตากไว้ก่อนจะกลับมายังระเบียงที่ยื่นออกไปสำหรับยืนรับลมชมวิวจากส่วนที่เป็นห้องนอน

สีท้องฟ้าจากที่เคยโปร่งใสด้วยสีฟ้าบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นครึ้มหม่น ฉาบด้วยสีแดงอมส้ม บ่งบอกถึงเวลาเย็นย่ำ...ทำให้หญิงสาวถึงกับถอนหายใจเฮือกเมื่อคิดถึงระยะเวลาที่เธอหลับกลางวันในวันนี้

“นอนไปตั้งหลายชั่วโมง...แล้วคืนไม่ตาสว่างยันเช้าหรือนี่”บ่นพลางเอื้อมมือไปคว้าชั้นในที่ตากอยู่บนเส้นลวดเล็กๆ

เธอเก็บเสื้อชั้นในลงรวมตะกร้าก่อนจะเอื้อมไปหยิบกางเกงซับในตัวจิ๋วเนื้อผ้าบางเบาตัวสุดท้าย...ทว่า...

“ตายแล้ว!..” เสียงอุทานดังขึ้นทั้งอ้าปากหวอเมื่อสายลมขี้แกล้ง ได้หอบเอาชิ้นส่วนสุดท้ายปลิวเข้าไปตกอยู่ในอาณาเขตคฤหาสน์หลังงามแห่งนั้น





Create Date : 08 มกราคม 2558
Last Update : 11 มกราคม 2558 5:38:03 น. 2 comments
Counter : 686 Pageviews.

 
คุณป้านี่ริทำตัวเป็นแม่สื่อแฮะอิอิอิ สื่อรักกางเกงใน5555555


โดย: Panon IP: 223.206.167.128 วันที่: 11 มกราคม 2558 เวลา:3:56:22 น.  

 
แบบว่าส่วตัวเล็กตัวน้อยไปเลยเหรอ แม่สื่อโหดจัง


โดย: พี่หมูน้อย วันที่: 13 มกราคม 2558 เวลา:14:37:06 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
นิยายฝันหวาน
Location :
มหาสารคาม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




เชิญอ่านนิยายสนุกๆ สไตล์นิยายฝันหวาน



Writer By tonglang
: Copyright © 1999-2008
ข้อตกลง
1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน

2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

3. ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งเจ้าของบล็อกทันที


Smells like Christmas

Posted by Daniela Andrade on 23 ธันวาคม 2014
Group Blog
 
<<
มกราคม 2558
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
8 มกราคม 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add นิยายฝันหวาน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.