Welcome To ทองหลาง Bloggang ว่างๆ ก็แวะเข้ามา...ยินดีต้อนรับจ้า

ตอนที่ 3 โดย ไวกูณฐ์

ตอนที่ ๓

งานแต่งตามประเพณีลานนาระหว่างผู้กองกานต์กับปรียาเริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้าโดยขบวนขันหมากของเจ้าบ่าวเดินทางมาถึงเรือนแม่นาย พ่อหมอสู่ขวัญทำพิธีก่อนจะดำเนินงานไปจนถึงการถวายภัตตาหารเพลพระภิกษุ

กลุ่มเครือญาติกลุ่มเพื่อนฝูงและแขกรับเชิญต่างยิ้มแย้มแจ่มใสกับภาพความน่ารักหวานชื่นของคู่บ่าวสาวมีเสียงชื่นชมยินดีดังให้ได้ยินอยู่เป็นระยะในครั้งที่ทั้งสองเดินไปขอบคุณแขกเหรื่อในช่วงระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน

กระทั่งสองบ่าวสาวเดินมาถึงโต๊ะของกลุ่มเพื่อนสนิทซึ่งก็คือแวววรรณ จักจั่น จันทร์เจ้า ภูริตและตาลแก้ว

“ผมขอตัวไปทักทายเพื่อนทางโน้นหน่อยนะครับ”ผู้กองกานต์เอ่ย เขาส่งยิ้มให้เจ้าสาวแสนสวยก่อนจะปลีกตัวไป

“แป้ง พวกฉันขอย้ายโต๊ะได้ไหม”แวววรรณกระซิบกับเจ้าสาว ส่วนสายตามิวายมองไปยังโต๊ะข้างๆที่ค่อนข้างสวนเสเฮฮาจนเกินพอดีและบางทียังมีแซวข้ามโต๊ะมาให้เกิดอาการหงุดหงิด

“ทำไมล่ะแววนั่งที่นี่ก็ดีแล้วนี่” เจ้าสาวยิ้มมองตามสายตาของคนทำค้อนก็ไปจบที่ผู้กองหนุ่มนามชนวีร์

“ก็อีตาทหารตุ๊ดนั่นสิมันแขวะฉัน”หญิงสาวบอกพร้อมทำหน้าเง้า “มันว่าฉันนั่งผิดโต๊ะ”

ปรียายิ้มขบขันสีหน้าของเพื่อนซะเต็มประดาแวววรรณและชนวีร์เป็นคู่ปรับกันตั้งแต่พบเจอกันครั้งแรกจนกระทั่งถึงตอนนี้ทั้งๆที่คนทั้งสองต่างฝ่ายต่างเป็นเพื่อนรักของเธอและเจ้าบ่าวแต่ดูเหมือนทั้งคู่จะไม่มีทีท่าหันมาพูดจากันดีๆสักครั้งยิ่งเห็นอีกฝ่ายยักคิ้วหลิ่วตาให้แวววรรณยิ่งทำหน้าไม่พอใจ

“อยากจะตบมันให้คิ้วหลุดนักน่ารำคาญ”

“เธอจะแคร์อะไรล่ะ”

“ก็มันว่าฉันเป็นทอมนี่”เจ้าตัวเถียง

“เอาเถอะๆฉันว่าเธออย่าสนใจนักเลยนะแวว” เจ้าสาวว่าพลางหันไปทางคนอื่นๆ

“ใช่ เธอก็อย่ามองพวกเขาสิยิ่งเธอมอง เขาก็รู้สิว่าที่เขาเรียกร้องความสนใจมันได้ผล” ตาลแก้วเอ่ยขึ้นบ้าง

“ก็ฉันไม่ชอบนี่”เธอทำแก้มป่องก่อนจะถอนหายใจเฮือกๆ เผื่อว่ามันจะช่วยปรับอารมณ์ให้เป็นปกติได้“เอาล่ะ ฉันจะพยายามเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็แล้วกัน”

“ดีแล้วจ๊ะแวว”ปรียาลูบหลังเพื่อนเบาๆ ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้ม ยิ้มที่บ่งบอกถึงความสุขจนล้น

เจ้าสาวทักทายพูดจากับกลุ่มเพื่อนของตนเองสักพักก็ขยับไปกลุ่มของผู้กองกานต์ที่เรียกไปหาเป็นเชิงแนะนำให้รู้จักกับนายทหารระดับสูงที่เขาเคารพนับถือ

จากนั้นก็ถึงคิวถ่ายภาพร่วมกันกับเจ้าบ่าวเจ้าสาวแขกผู้มีเกียรติหลายคนร่วมถ่ายภาพแล้วก็ขอตัวกลับ บางคนอ้างเหตุผลว่ามีงานต่อส่วนหลายคนขอตัวไปเปลี่ยนชุดเพื่อเตรียมจะไปรอที่โรงแรมซึ่งจัดงานฉลองมงคลสมรสของคู่บ่าวสาวและกลุ่มสุดท้ายที่ถูกเรียกให้ไปถ่ายรูปกับเจ้าบ่าวเจ้าสาวเห็นจะไม่พ้นกลุ่มเพื่อนของปรียาและกานต์

แวววรรณทำหน้ายู่ยี่เมื่อตนถูกเบียดให้ไปชิดชนวีร์คล้ายถูกแกล้ง

“นี่คุณ ทำหน้าดีๆ หน่อยสิวันนี้เป็นวันมงคลของเพื่อนคุณนะ”นายทหารหนุ่มร่างสูงก้มลงบอกแม่สาวจอมวีนที่ทำท่าฮึดฮัดอยู่ข้างๆ

“มันจะไม่ดีก็เพราะอยู่ใกล้นายนี่แหละนี่ๆ ขยับออกไปหน่อยฉันอึดอัด” เจ้าตัวเอ็ดเบาๆ ทั้งตวัดตาดุมองชายหนุ่ม

“ขยับออกผมก็ตกกล้องสิ เบียดนิดเบียดหน่อยจะเป็นไรไป”

“ไม่ ออกไป”

หญิงสาวยกมือขึ้นผลักอกคนตัวใหญ่จนชายหนุ่มเซไปอีกด้าน

“เฮ...นิ่งๆหน่อยยึกยักแบบนั้นเดี๋ยวรูปก็ออกมาไม่สวยหรอก”จนตากล้องซึ่งเกือบจะกดชัตเตอร์หยุดชะงักถึงกับบ่น

“โทษทีครับ เสียหลักนิดหน่อย”ชนวีร์ยิ้มแหยพลางแก้ตัว ก่อนจะขยับเข้าไปยืนจุดเดิมคราวนี้เขายกมือขึ้นโอบไหล่คนใกล้ตัวเอาไว้แน่น

“อีตุ๊ด...ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”แววววรรณเข่นเขี้ยวมองคนตัวสูงอย่างโกรธจัด

แต่อีกฝ่ายกลับฉีกยิ้มกว้างทำเป็นไม่สนใจ...ไม่สนแหมเธอจะพยายามแกะมือใหญ่ๆนั้นออกจากหัวไหล่เพราะไม่ว่าจะแกะออกสักกี่ครั้งลำแขนนั้นก็ยังยกขึ้นเกาะเกี่ยวเธอเอาไว้เต็มวงแขนอยู่ดีจนกระทั่งการถ่ายภาพเสร็จสิ้น คนอื่นๆแยกย้ายกันกลับไปยังที่นั่งประจำ ยกเว้น...

“ปล่อย...”หญิงสาวขู่ฟ่อเมื่อนายทหารหนุ่มยังยืนนิ่งทำเนียน “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”

“แหม...จับแค่นี้ทำเป็นหวงตัว” แต่ก็ยอมคลายวงแขนลง

“ไอ้...”ยกมือจะซัดหน้าอีกฝ่ายสักหมัด แต่กลับถูกคว้าหมับเอาไว้ได้ทัน

“ว้าว...ยังใส่สร้อยเส้นนี้อยู่อีกหรือสงกะสัยจะรักแฟนมากสินะถึงได้ใส่ทุกวั้นทุกวัน””

“เรื่องของฉัน”หญิงสาวว่าแล้วสะบัดมือออกอย่างแรง “ฉันจะใส่หรือไม่ใส่มันหนักหัวนายหรือยังไง”

“เปล่า” เสียงสูงพร้อมกับยักคิ้วหนึ่งครั้ง “ก็แค่อยากจะรู้เท่านั้น”

“รู้ไปทำไมไม่เกี่ยวกับนายสักหน่อย”

“เกี่ยวสิ ก็ผมอยากจะรู้นี่” ดวงตาคมกล้าจ้องมองลึกลงไปในตาคู่สวยตรงหน้าทั้งส่งยิ้มที่มีความหมายบางอย่างมาพร้อมที่ทำเอาเธอแทบเต้น “ว่าแฟนคุณเป็นผู้ชายหรือว่าผู้หญิงเอ๊ะ หรือว่าแกล้งจัดฉากว่าตัวเองมีแฟน”

“ไอ้บ้า หน้าด้าน ไร้ยางอายไอ้หน้าขาวอย่างลิงวอก ไปไกลๆ เลยไป้”

คำด่าจากหญิงสาวยิ่งทำให้ชนวีร์ยิ้มเผล่มองคนด่าที่ตวัดตามองเขียวปัดอย่างไม่รู้สึกรู้สม

“ด่าหมดหรือยังล่ะ”

“ไป ไปเลยไป้ ไอ้บ้า”

ท้องฟ้าอึมครึ้มตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันนั้นประหนึ่งจะมีสายฝนเทลงมาทว่าจนเย็นบรรยากาศกลับแค่มัวซัว ไม่มีสายฝนเทกระหน่ำอย่างที่ใครหลายคนคิดจะมีก็แต่เสียงครางครืนจากปลายฟ้าไกลๆ เท่านั้น

ด็อกเตอร์ชีวิณมองเครื่องดนตรีโบราณชิ้นนั้นที่เขานำกลับมาบ้านอย่างพินิจพิจารณานับตั้งแต่ออกจากป่าเมื่อเย็นวานจนกระทั่งตอนนี้เขาก็ยังไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนย้ายตัวเองไปไหนได้แต่นั่งมองและยายามคิดหารูปแบบว่าเครื่องดนตรีชนิดนี้จะใช่ศิลปะชาวฮางตามที่สันนิษฐานหรือไม่แม้กระทั่งวันนี้ วันที่กลุ่มลูกศิษย์หรืออีกนัยหนึ่งคือคณะอาสาสมัครร่วมโครงการได้รวมตัวกันมาเยี่ยมถึงบ้าน

ร่วมเดือนเข้าให้แล้วที่ด็อกเตอร์หนุ่มค้นพบเบาะแสการอาศัยอยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าชาวฮางอีกหนึ่งชนพื้นเมืองโบราณผู้นับถือผีบรรพบุรุษที่เรียกว่า“ด้ำจับ” ซึ่งภูมิความรู้ของเขาในภาษาตระกูลกะได-ไท นั้น เมื่อแปลความหมายแล้วคำว่าด้ำหมายถึงบรรพบุรุษและจับหมายถึงแรกหรือคนแรกผีด้ำจับที่เขาได้ศึกษาเกี่ยวกับประวัติชาวฮางจึงหมายถึงบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งเมืองฮางนั่นเอง

“ราวพุทธศตวรรษที่สิบถึงสิบเอ็ดมีเรื่องราวเกี่ยวกับชาวฮางว่าพวกเขาเป็นชาวเผ่าพื้นเมืองหนึ่งในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลเจียงซีในปัจจุบันและได้อพยพลงมาทางตอนใต้แถบน่านเจ้าและมีหลักฐานจารึกไว้ว่าพวกเขาเคารพผีบรรพบุรุษเหมือนอย่างกลุ่มชาวพื้นเมืองอื่นๆในแถบเดียวกัน”

ด็อกเตอร์ชีวิณบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้พร้อมหลักฐานที่บ่งชี้ในสมมติฐานว่าเขาคิดถูก ให้กลุ่มอาสาสมัครค้นหาความเป็นมาของประวัติศาสตร์ได้รับฟังโดยละเอียด

“ซึ่งจารึกที่ผมได้มาเมื่อหลายเดือนก่อนเป็นจารึกสำคัญของชาติที่บอกว่าในแถบถิ่นดินแดนล้านนาตะวันออกนี้เองมีชาวฮางเข้ามาอยู่อาศัยจริงๆซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกันที่มีข้อมูลว่าได้อพยพลงมาทางน่านเจ้า”

“ไม่น่าเชื่อนะคะว่าเราจะได้สมบัติที่เป็นหลักฐานบอกว่าในดินแดนนี้มีชาวฮางเข้ามาอาศัยอยู่จริงๆ”

คำพูดของก้อยที่เปรยขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้เขาได้ดีทีเดียวมันทำให้คิดได้ว่า สิ่งที่ไม่เห็นก็หาใช่ว่าสิ่งนั้นจะไม่มี

“ใช่เมื่อครั้งที่เราไปค้นหากันที่แม่จริมและเวียงสา ผมเองก็เกือบจะถอดใจแล้วจารึกที่เราได้มานั้นมันเลือนรางจนทำให้ไม่อาจจะค้นหาสิ่งที่บอกว่าตรงไหนคือที่ตั้งของชาวกลุ่มนี้จนกระทั่งที่ขุนสวดดอยแม่นางที่เราพบกับวัตถุชิ้นนี้ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องดนตรีของชาวฮาง”

“อาจารย์ครับเครื่องดนตรีชิ้นนี้เป็นของชาวฮางจริงหรือครับ”

“ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันไม่อาจฟันธงลงไปได้จนกว่าจะศึกษากันให้ลึกกว่านี้แต่ถึงยังไงภาพแกะสลักในถ้ำที่เราเจอมันก็สามารถบอกบางอะไรอย่างกับผมได้”

“อะไรครับ” อิทธิพลถามขึ้น

“มันเป็นศิลปะของจีนโบราณ”

“จะใช่ศิลปะของชาวฮางหรือบ่งบอกว่าชนชาวเมืองนี้มีอยู่บนพื้นที่นี้จริงหรือครับ”

“ผมอยากจะเชื่ออย่างนั้นนะแต่เสียดายที่ปากถ้ำมันปิดตัวลงไปแล้ว ไม่อย่างนั้นคงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญเข้าไปดูเพื่อยืยยันหลักฐาน”

ทั้งหมดนิ่งเงียบมองเครื่องดนตรีตรงหน้าอย่างค้นหาความจริงว่าจะใช่สมบัติจากอดีตเมื่อพันกว่าปีก่อนหรือเปล่าแล้วถ้าใช่ มันจะเกี่ยวข้องกับชาวฮางซึ่งพวกเขาต่างกำลังค้นหาที่ตั้งเมืองอันแท้จริงอยู่หรือไม่

จากจารึกที่วัดเชียงมั่นซึ่งกลุ่มของด็อกเตอร์ชีวิณได้งบจากกรมศิลปากรให้ขุดแต่งเพื่อจะบูรณะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์การค้นหาครั้งนี้นี่เองที่ด็อกเตอร์ชีวิณพบจารึกหลักหนึ่งฝังอยู่ด้านใต้ฐานพระธาตุแห่งวัดเชียงมั่นเป็นแผ่นศิลาเล็กๆจารึกเป็นอักษรกล่าวถึงชาวฮางซึ่งเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งในแถบลุ่มแม่น้ำน่านทั้งจากข้อมูลหลักฐานหลายๆ ที่ด็อกเตอร์ชีวิณได้นำมาปะติดปะต่อกันได้ข้อสรุปว่าชาวฮางนั้นอาศัยอยู่บนเทือกเขาสูงในป่าใหญ่ ไม่ชอบอยู่พื้นราบอย่างกับชาวพื้นเมืองทั่วไป

ซึ่งข้อมูลที่ได้มานี่เองดอกเตอร์ชีวิณจึงเชื่อว่าในดินแดนแถบนี้จะต้องมีเวียงฮางตั้งอยู่ตามเทือกเขาสูงต่างๆจึงได้เขียนโครงการขอทุนในการค้นหาที่ตั้งเมืองฮางจนกลายเป็นกลุ่มคณะสำรวจเมืองโบราณนี้ขึ้น

หลังจากพลาดหวังจากสองที่นั่นคือในป่าแถบอำเภอแม่จริมและอำเภอเวียงสาและขณะที่พวกเขากำลังหมดหวังนั้นก็ได้มีข่าวจากกลุ่มชาวบ้านว่าที่ขุนสวดหรืออำเภอบ้านหลวงในปัจจุบันมีโถงถ้ำกว้างอยู่บนเทือกเขาสูงบนดอยป่าแม่นางซึ่งจากสภาพภูมิประเทศแล้ว ทั้งป่าสนยักษ์ที่อยู่ระหว่างจุดเชื่อมต่อจังหวัดน่านและพะเยาประกอบกับความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าด็อกเตอร์ชีวิณจึงคิดว่าจุดถ้ำที่ได้ข้อมูลมานี่เองจะต้องมีร่องรอยเกี่ยวกับชาวพื้นเมืองที่แทนตัวเองว่าชาวฮางอย่างแน่นอน

กว่าสิบวันที่พวกเขาอยู่กินบางครั้งก็เดินทางไปกลับระหว่างถ้ำบนดอยแม่นางและพื้นราบก็ได้ค้นพบเบาะแสที่เป็นอีกผลงานหนึ่งของชนชาวพื้นเมืองโบราณจนกระทั่งเป็นจุดเริ่มต้นการพบปะเครื่องดนตรีโบราณรูปร่างแปลกประหลาดชิ้นนี้ขึ้น

“แล้วเครื่องดนตรีชิ้นนี้ล่ะครับอาจารย์มันเรียกว่าอะไรกันแน่” กวินถามหลังจากทุกคนพากันเงียบไปกับความคิด

“อืม...”ด็อกเตอร์หนุ่มนิ่งคิดแล้วเกาคาง “ถ้าจากข้อมูลที่อาจารย์พอจะรู้มาชาวพื้นเมืองในจีนซึ่งส่วนหนึ่งคือบรรพบุรุษผู้ที่พูดภาษาตระกูลกะได-ไทเขามีเครื่องดนตรีประเภทดีด ซึ่งจะเรียกกันตามชื่อที่แตกต่างออกไป อย่างซึง เตหน่ากู่เจิง พิณ กระจับปี่หรืออะไรหลายๆ อย่าง

“ซึ่งยังมีเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งเป็นเครื่องดีดประจำของชาวฮางเรียกว่าปินผาอ้อ...ยังมีผีผาอีกอย่างหนึ่งที่ออกเสียงคล้ายกันคิดว่าน่าจะเรียกหรือแตกแขนงกันออกมาอีกทีหนึ่งส่วนเครื่องดนตรีที่เราได้มานี้อาจารย์ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะใช่ปินผาหรือเปล่า”

“ปินผา”

หลายคนทวนชื่อนั้นแล้วมองหน้ากันอย่างครุ่นคิด

“จะว่าไปมันก็เหมือนผีผานะครับอาจารย์สมมติว่าผีผาคือปินผาของชาวฮาง เจ้าเครื่องดนตรีชิ้นนี้ก็น่าจะใช่ปินผา”กวินมองหน้าด็อกเตอร์ชีวิณสลับกับเครื่องดนตรีที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า

“อาจจะใช่หรืออาจจะไม่ใช่อย่าลืมสิว่าปินก็คือซึง แต่นี่มันไม่เหมือนซึงแต่ดันไปคล้ายกับผีผามากกว่า”

“อย่างที่อาจารย์ว่านะคะว่าผีผากับปินผาของชาวฮางอาจจะแตกแขนงหรือเรียกตามแต่ละชนเผ่ามากกว่าเพราะเท่าที่ดูนี่มันเหมือนผีผาที่สุดเพราะฉะนั้นมันก็อาจจะเป็นทั้งปินผาหรือผีผานะคะ”ก้อยออกความเห็น เครื่องดีดตรงหน้าคล้ายกับผีผาของชาวจีนที่สุดซึ่งชาวฮางในอดีตก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนจีนที่อพยพย้ายถิ่นลงมารวมถึงการเรียกชื่อที่อาจจะแตกต่างกันตามแต่ละชนเผ่า

อาจจะรวมไปถึงเครื่องดนตรีตรงหน้าที่คือผีผาซึ่งชาวฮางนำมาเป็นเครื่องดนตรีประจำเผ่าและบัญญัติคำในภาษาเผ่าว่าปินผา

“อาจารย์ถึงยังไม่แน่ใจอย่างไรล่ะว่าจะลงเรียกชื่อเครื่องดนตรีชิ้นนี้ว่าอย่างไรเอาเป็นว่าในเมื่อเรากำลังค้นหาเวียงฮางเราก็สมควรจะเรียกมันว่าปินผาตามข้อมูลที่ได้มาก็แล้วกันนะ”

ทุกคนยิ้มมองไปยังเครื่องดนตรีที่เพิ่งได้มาในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่ามันคือปินผา...

สายลมพัดพรูหอบเอาความเย็นจากเบื้องนอกเข้ามายังเรือนไม้ทรงไทยของด็อกเตอร์ชีวิณไกลออกไปเห็นม่านฝนมืดทะมึน ไม่นานจากนั้นก็ได้ยินเสียงฟ้าครางครืน

ชายหนุ่มโอบมือกอดหญิงสาวกระชับร่างบางมาแนบอก บนตักมีเครื่องดนตรีวางอยู่ สดับบางเบาได้ยินเสียงกระซิบบอกรักจากเจ้าหนุ่มหญิงสาวในอ้อมกอดหลับตาพริ้ม

แวววรรณยิ้มอบอุ่นสัมผัสรู้ถึงอ้อมกอดอันแข็งแกร่งมั่นคง

“...คำฮักนี้ของอ้ายจะมั่นคงตลอดไปให้ปินผานี้จงเป็นพยาน”

เวลานั้นร่างหนึ่งถลาเข้ามากระชากปินผาขว้างลงสู่ลำห้วย ดวงตาทั้งสองข้างขุ่นขวางสายธารแห่งความริษยาเชี่ยวกราก

“อีเอียงยา...”

หญิงสาวผุดกายลุกขึ้นกลางดึกสายตาเกรี้ยวกราดและอารมณ์อันหึงหวงมหึมาแผ่กระทบความอำมหิตดำมืดปกคลุมจนตกใจเหงื่อกาฬแตกทะลึก

“เอียงยา...”

อีกฝ่ายเรียกเธอว่าเอียงยา...

“ใครกันนะแล้ว...แล้วผู้ชายคนนั้นเป็นใครกัน ปินผา...ปินผา...”

สับสนกับความฝันมันรวดเร็ว ร้ายแรง เจ็บปวดผสมกัน เกิดอะไรขึ้นกันแน่

“เฮ้อ...”

คิดถึงอ้อมกอดแข็งแรงอบอุ่น จากนั้นดันไพล่คิดไปถึงชายหนุ่มอีกคนเมื่อกลางวัน กรอบหน้าสวยแดงซ่าน

ชนวีร์โอบกอดเธอ

“บ้า...ไม่ใช่มันจะต้องไม่ใช่ มันจะต้องไม่ใช่อีตานั้น” สะบัดศีรษะไล่ความคิดอันฟุ้งซ่าน“ยายแววเอ้ย เก็บภาพอีตานั่นมาฝันอีกสินะ บ้าๆ นอนๆ นอน”

ล้มตัวลงนอนอีกครั้งพยายามข่มตาให้หลับหมายใจจะลืมภาพอันสับสนแต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวอย่างไม่อาจหักห้ามได้

เช้านี้อากาศมัวสลัวไปด้วยหมอกฝนพระอาทิตย์หลบอยู่หลังม่านเมฆ ไม่นานสายฝนก็พรั่งพรูลงมามวลไอเย็นแผ่ปกคลุมอย่างรวดเร็ว ไม่แพ้กับหมู่ไม้ใหญ่น้อยต่างชูช่อใบรับน้ำใบมะม่วงหน้าบ้านเปียกชุ่มไปด้วยเม็ดฝนที่ตกกระทบแล้วไหลไปทางปลายใบที่โน้มลงเบื้องล่างเหนือกำแพงปูนสีขาว

แวววรรณนั่งจ่อมอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกมองกระจกที่มีไอเม็ดฝนกระเซ็นเกาะบางหยดไหลเป็นทางราวกระจกบานนั้นกำลังร้องไห้เบื่อที่สุดกับบรรยากาศที่ไม่สามารถออกไปไหนได้

วสันต์เดินมาหยุดข้างๆกับน้องสาว ก้มลงมองแล้วยิ้ม

“ออกไปไหนไม่ได้ล่ะสิ”

หญิงสาวช้อนตาขึ้นมองพี่ชายแล้วพยักหน้า“น่าเบื่อที่สุดเลย ฝนตกแบบนี้ไปไหนก็ลำบาก แล้วนี่พี่สันต์จะออกไปไหนคะวันนี้วันเสาร์ไม่ต้องทำงานนี่”

พนักงานราชการแห่งเทศบาลเมืองน่านนั่งลงข้างๆกับน้องสาวแล้วยิ้ม

“พี่ไม่ได้จะไปทำงานแต่จะไปบ้านเพื่อน”

“เพื่อนเพื่อนคนไหนคะ แววไปด้วยได้หรือเปล่า”

“ไอ้ด๊อกวินน่ะเห็นว่ามันเพิ่งจะได้ของเล่นชิ้นใหม่มาเลยกะว่าจะไปดูเสียหน่อย”

“พี่วินเป็นด็อกเตอร์ค่ะไม่ใช่ด๊อก”น้องสาวแก้ตัวให้กับเพื่อนสนิทของพี่ชายซึ่งกับเธอก็พอจะสนิทด้วยเช่นกัน“ให้เกียรติเขาหน่อยสิคะพี่ชาย”

“แหมสำหรับไอ้วินมันไม่ถือหรอก ว่าแต่จะไปไหม ถ้าไปก็รีบไปเปลี่ยนชุดซะพี่จะรอ”

“เจ้าค่ะ”

เด็กสาวว่าพร้อมถลาขึ้นชั้นสองไปเปลี่ยนชุดไม่นานก็มานั่งแหง่วอยู่หน้ารถของพี่ชายที่ขับฝ่าสายฝนตรงสู่บ้านของด็อกเตอร์ชีวิณ

“ว่าแต่ของเล่นที่พี่สันต์ว่ามันคืออะไรหรือคะ”หญิงสาวปรารภขึ้น

“เห็นว่าเป็นเครื่องดนตรีหรือของโบราณของชาวเมืองฮางอะไรนี่แหละ”

“เมืองฮาง...เมืองอะไรที่ไหนหรือ”

“โทษทีนะพี่ไม่ได้จบประวัติศาสตร์หรือโบราณคดีเหมือนไอ้วินอย่าลืมสิว่าพี่ชายของเธอจบนิติศาสตร์เพราะฉะนั้นฉันไม่รู้เว้ย”

“แหม...ถามแค่นี้ทำเป็นหงุดหงิดไปได้ไม่รู้ก็บอกไม่รู้สิ”

“แกก็รู้ว่าฉันไม่รู้หรือมีข้อมูลเรื่องพวกนี้แล้วยังจะถามอีก”

“ก็แววอยากรู้นี่แต่ก็เถอะนะ เมืองฮางอะไรนี่ก็ชื่อคุ้นๆ นะคะ”

“ไม่รู้สิอาจจะเป็นพวกข่า ขมุ หรืออะไรก็ได้เอาเป็นว่ารอให้ไอ้วินมันมาตอบคำถามของแกเองเถอะ ที่พี่ไปนี่ก็อยากจะรู้เหมือนกัน”

ทั้งสองนิ่งเงียบมองการจราจรที่มีสายฝนเป็นอุปสรรคจนกระทั่งมาถึงเรือนไม้ทรงไทยของด็อกเตอร์ชีวิณซึ่งเวลานี้มีกลุ่มผู้ร่วมคณะอยู่ร่วมบ้านเต็มไปหมด

“คนเยอะจังนะคะ”ทั้งสองลงจากรถแล้วมุ่งตรงเข้าไปทักทายด็อกเตอร์ชีวิณ

ด็อกเตอร์หนุ่มแนะนำสองพี่น้องให้รู้จักกลุ่มอาสาสมัครที่มักคุ้นกันดีก่อนที่กลุ่มคณะสำรวจจะลากลับเจ้าบ้านจึงพาทั้งสองพี่น้องเข้าไปยังห้องทำงานของตนเอง

“นี่ไงที่ฉันพบมันในถ้ำบนดอยแม่นาง”ด็อกเตอร์ชีวิณชี้ไปยังเครื่องดนตรีโบราณที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่

“โอ้...ไม่น่าเชื่อเลยว่ามันจะมีอายุกว่าพันปีดูสิสภาพยังคงความสมบูรณ์ เหมือนแกเพิ่งสั่งเขาทำมาแหกตาชาวบ้างเลยวะ ว่ามั๊ยแวว”วสันต์เอ่ย อดตื่นเต้นกับเพื่อนไม่ได้

“ไอ้บ้า...”เพื่อนหนุ่มค้อนให้กับคำพูดเย้าแหย่นั้น

วัตถุที่วางอยู่ตรงหน้าทำให้แวววรรณเบิกตามองนิ่งความรู้สึกคุ้นเคยแผ่ปกคลุมไปทั้งหัวใจจนเอื้อนเอ่ยเรียกขานสิ่งนั้นด้วยเสียงแผ่วเบา

“ปินผา...”

...คำฮักนี้ของอ้ายจะมั่นคงตลอดไปให้ปินผานี้จงเป็นพยาน...ถ้อยความยามสัญญาของชายหนุ่มคนนั้นเด่นชัดกรอบหน้าสวยแดงซ่าน

“นี่แววรู้จักปินผาด้วยหรือ”

ด็อกเตอร์ชีวิณมองน้องสาวเพื่อนอย่างแปลกใจเขายังไม่ทันอธิบายหรือให้รายละเอียดอะไรแม้กระทั่งชื่อ ทว่าหญิงสาวกลับเอ่ยมันออกมาราวจะมักคุ้นเป็นอย่างดี

“แวว...ยายแวว”วสันต์เรียกน้องสาวที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง

“แววได้ยินพี่ไหม แวว” ด็อกเตอร์ชีวิณยกมือขึ้นโบกตรงหน้าของน้องสาวจนกระทั่งเจ้าตัวตกใจแล้วถอยหลังไปชนวสันต์

“เอ่อ...อะอะไรคะ”

“แววเป็นอะไรทำไมยืนนิ่ง” พี่ชายถามอย่างเป็นห่วง ท่าทีของแวววรรณแปลกๆยามมองเครื่องดนตรีตรงหน้า

“เมื่อกี้แววว่าอะไรนะ”ด็อกเตอร์ชีวิณถามอย่างใคร่รู้ “แววรู้จักเครื่องดนตรีชิ้นนี้ได้ยังไงกัน”

“ปินผาหรือคะ”แพรขนตาคู่สวยเบิกขึ้นมองชายหนุ่มทั้งสอง

“ใช่ ปินผาแววรู้จักมันได้ยังไงกัน”

“ไม่รู้สิคะ เหมือนแววจะรู้สึกคุ้นๆกับมัน อ้อ...เมื่อคืนแววฝันเห็นมันด้วยค่ะ มีคนเรียกมันว่าปินผา”

“แววกำลังดีดมัน”

ทั้งสามกลับไปยังห้องรับแขกนั่งลงบนโซฟาโดยเวลานี้แวววรรณกำลังถูกด็อกเตอร์ชีวิณจ้องมองด้วยคำถาม“แววฝันว่าตัวเองกำลังดีดเครื่องดนตรีชิ้นนี้ใช่หรือเปล่า”

“ไม่รู้สิคะแววไม่แน่ใจ มันเบลอๆ ยังไงไม่รู้ค่ะแต่แววก็พอจะจำได้ว่ามีคนเรียกไอ้เครื่องดนตรีตะกี้ว่าปินผา”

“ใช่แล้วล่ะเครื่องดนตรีชนิดนั้นพี่สันนิษฐานว่าคือปินผา เครื่องดนตรีของชาวฮางว่าแต่แววเคยเห็นมันจากที่ไหนอีกหรือเปล่า”

“ไม่เลยค่ะแววไม่เคยเห็น ก็เพิ่งจะฝันเห็นเมื่อวันสองวันนี้เองค่ะ”หญิงสาวตอบตามความเป็นจริง “พี่วินตกลงมันยังไงกันคะ”

“คือเครื่องดนตรีชิ้นนี้แหละที่พี่เพิ่งเจอในถ้ำสันนิษฐานว่ามันจะเป็นปินผาของชาวเวียงฮางชนเผ่ากลุ่มหนึ่งที่น่าจะอพยพมาอาศัยในดินแดนแถบนี้เมื่อกว่าหนึ่งพันปีก่อนตอนนี้พี่กำลังตามหาที่ตั้งของเมืองนี้ว่าจริงๆ แล้วอยู่ที่ไหน”

“ปินผาหรือไอ้วิน”วสันต์ว่า “ไม่เคยได้ยินว่ะ”

“ก็แน่น่ะสิไม่เคยมีใครได้ยิน ไม่แม้กระทั่งเวียงฮางเพราะข้อมูลเกี่ยวกับชนเผ่านี้มีน้อยมาก”

“น่าสนใจดีนะคะว่าแต่ถ้ำที่พี่วินไปได้มันมาอยู่ที่ไหนหรือคะ”

“เมืองสวดบนดอยแม่นาง”

“อำเภอบ้านหลวง”วสันต์เอ่ยชื่ออำเภอซึ่งแต่เดิมพื้นที่อำเภอบ้านหลวงมีชื่ออีกชื่อว่าเมืองสวดจนกระทั่งได้เปลี่ยนเป็นอำเภอบ้านหลวงในไม่กี่ปีที่ผ่านมา

“ใช่มันอยู่ในถ้ำ เหมือนตั้งเป็นเครื่องบูชาอะไรนี่แหละ”

แล้วด็อกเตอร์หนุ่มก็เล่ารายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับเครื่องดนตรีที่เขาสันนิษฐานว่าจะเป็นปินผาของชาวเมืองฮางชาวพื้นเมืองเผ่าหนึ่งอันมีอารยธรรมก่อนหน้าหลายร้อยหลายพันปีก่อน

ก่อนกลับแวววรรณและวสันต์ได้ขอเข้าไปดูวัตถุประหลาดนั้นอีกครั้งหญิงสาวมองมันอยู่เนิ่นนาน แม้ความรู้สึกจะบอกเธอว่าคุ้นเคย หากยังมีอีกส่วนแบ่งค้านและแทรกลึกกลางใจ...เจ็บปวดแสนเศร้า

หลังทั้งสามออกจากห้องนั้นไปพลันมีปฏิกิริยาบางอย่างขึ้นกับเครื่องดนตรีชิ้นนั้น

เส้นโลหะสีเงินเริ่มเคลื่อนไหวประหนึ่งใครกรายนิ้วลงกรีด

ตึง...ตึง ง ง




 

Create Date : 08 พฤษภาคม 2558
0 comments
Last Update : 8 พฤษภาคม 2558 17:13:17 น.
Counter : 470 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


BlogGang Popular Award#13


 
นิยายฝันหวาน
Location :
มหาสารคาม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




เชิญอ่านนิยายสนุกๆ สไตล์นิยายฝันหวาน



Writer By tonglang
: Copyright © 1999-2008
ข้อตกลง
1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน

2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

3. ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งเจ้าของบล็อกทันที


Smells like Christmas

Posted by Daniela Andrade on 23 ธันวาคม 2014
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2558
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
8 พฤษภาคม 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add นิยายฝันหวาน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.