**We will be together forever in love**
Group Blog
 
<<
มกราคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
3 มกราคม 2553
 
All Blogs
 
ปรับ ร้อน-เย็น วิถีพุทธรักษาชีวิต

พระ พุทธเจ้าค้นพบว่า "ตัวเองเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาของตัวเองได้อย่างแท้จริง" นั่นคือสิ่งที่ "ใจเพชร กล้าจน" คนที่จบปริญญาวิทยาศาสตร์สุขภาพแผนปัจจุบันถึง 2 ปริญญา ฉุกคิดได้หลังจากพบความล้มเหลวจากการรักษาคนโดยแพทย์แผนปัจจุบันเพียงอย่าง เดียว

เขาพบความล้มเหลวอยู่ 3 เรื่อง หนึ่ง ความเจ็บป่วยเพิ่ม มากขึ้น ทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ซึ่งป่วยมากกว่าชาวบ้าน 3 เท่า

สอง รักษาแล้ว ค่าใช้จ่ายก็แพงขึ้น แต่ไม่หาย

สาม ถือว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกเลย คือคนพึ่งตัวเองได้น้อยลง เจ็บป่วยขึ้นมา ทำอะไรไม่ได้ นอกจากหาหมออย่างเดียว

"แล้ว ความล้มเหลวก็มาหาที่ตัวผม ผมเจ็บหัวใจ เป็นโรคหัวใจขาดเลือด เป็นโรคกระเพาะอาหาร และปวดข้อ กินยาที่ดีที่สุดของโรงพยาบาลแล้ว แต่ไม่หาย ทำไม ?"

ใจเพชรจึงหันไปศึกษาแพทย์แผนไทย แผนจีน แพทย์ทางเลือก ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อจะมาเสริมการรักษา พบว่าช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บลงไปได้ 40-50% เขาพยายามทดลองใช้กับชาวบ้าน โดยเอา 3-4 แผนมารวมกัน ก็ได้แค่ 40-50% เท่านั้น

"ผมใช้เวลาศึกษาค้นหาอยู่ 14 ปี มันก็รักษาได้แค่นี้ เครียด เลยมาปฏิบัติธรรม"

พอเขามาปฏิบัติธรรม ศึกษาพระไตรปิฎก เขาก็พบว่า... คำตอบอยู่ที่นี่

"พระพุทธเจ้าตรัสกับปัญจวัคคีทั้ง 5 ว่า ปัญหาของทั้งหมดในโลกนี้อยู่ที่ความไม่สมดุล ทางเดียวที่จะแก้ปัญหาคือทำความสมดุล"

ความสมดุลร้อนเย็นของร่างกาย ความสมดุลลมปราณ และความสมดุลทางจิตวิญญาณ

และ การเป็นผู้มีโรคน้อย มีทุกข์น้อย ประกอบด้วยเตโชธาตุ คือความร้อนในร่างกาย อันมีวิบากผลเสมอกัน ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เป็นอย่างกลาง ๆ ควรแก่ความเพียร

เขาจึงเอามาใช้ปรับสภาพร่างกาย ปรากฏว่าใช้ได้

แล้วปรับสมดุลร้อน-เย็นยังไง ?

หลักสำคัญในการปรับสมดุลร่างกาย คือการปรับรับประทานอาหารให้เกิดความสมดุล ความเจ็บป่วยจะเกิดมาจากความไม่สมดุลของร่างกาย

การ ขาดความสมดุลในร่างกายมี 4 ประเภท ได้แก่ภาวะร้อนเกิน ภาวะเย็นเกิน ภาวะร้อนตีกลับเป็นเย็น และภาวะเย็นตีกลับเป็นร้อน หรือ 2 ประเภทหลังเรียกว่าร้อนเย็นพันกัน

ปัจจุบันคนไทยกว่า 85% มักเจ็บป่วยจากภาวะร้อนเกิน หรือไม่ก็เป็นภาวะร้อนสุดจนตีกลับเป็นเย็น อันเนื่องมาจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น การอยู่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

"หลักง่าย ๆ คือเรากินอะไรเข้าไปแล้วเรารู้สึกสบาย ก็หมายถึงว่าเราเป็นแบบตรงกันข้าม เช่น คนฤทธิ์ร้อน ถ้ากินอาหารฤทธิ์เย็นเข้าไปจะรู้สึกเบาสบายตัว"

แล้วพืชผัก อะไรร้อน อะไรเย็น ?

ใจ เพชรบอกว่า ผลไม้ สมุนไพร ผัก หรืออะไรที่เป็นฤทธิ์เย็น กินเข้าไปแล้วปากคอจะชุ่ม ดื่มน้ำแล้วไม่อร่อยเพราะเย็น ร่างกายจะสั่งให้ประสาทต้าน อย่างเช่นกินแตงมาก ๆ กินสับปะรดมาก ๆ ดื่มน้ำเข้าไปก็ไม่อร่อย พวกฤทธิ์เย็นเมื่อกินเข้าไปมาก ๆ ก็จะเกิดอาการไม่สบาย เช่น ท้องอืด หัวตื้อ มือเย็น เท้าเย็นหนาวสั่น ชาตามร่างกาย อาการเหล่านี้เรียกว่า "อาการเย็นเกิน"

แต่ถ้าสิ่งที่กินเข้าไปแล้วทำให้อาการเย็นเกินเหล่านี้ลดลง แปลว่าสิ่งนั้นมีฤทธิ์ร้อน

พวกพืชสมุนไพร ผลไม้ฤทธิ์ร้อน กินเข้าไปแล้วปากคอจะแห้ง กระหายน้ำ ดื่มน้ำแล้วรู้สึกสดชื่น กินเข้าไปแล้วดื่มน้ำจะรู้สึกอร่อย

อย่าง เช่นมะขามป้อม มีวิตามินซีเยอะ เป็นฤทธิ์ร้อน พอดื่มน้ำเข้าไปก็จะรู้สึกว่าน้ำอร่อย เพราะร่างกายจะสั่งการให้เอาน้ำเข้ามาดับไฟ หรืออย่างกินพริกเยอะ ๆ มันเผ็ด ทรมาน พอดื่มน้ำจะรู้สึกสบายขึ้น หรือว่ากินอาหารเค็มเยอะ ดื่มน้ำก็จะรู้สึกสบายขึ้น กินอาหารมันเยอะ ๆ ปากคอจะแห้ง ดื่มน้ำเข้าไปก็จะรู้สึกสบายขึ้น

อาการที่ไม่สบายเกิดจากการกินของ ร้อนมากนั่นแหละ คืออาการร้อนเกิน อะไรก็ตามที่เรากินเข้าไปแล้วอาการร้อนเกินนั้นมันลดลง แสดงว่าสิ่งนั้นมีฤทธิ์เย็น

นอกจากนั้นก็จะมีบางอาการที่เกิดจากร้อน ตีกลับเป็นเย็น เย็นตีกลับเป็นร้อน มันเป็นร้อนเย็นพันกัน วิธีแก้ก็ใช้หลักพระพุทธเจ้า คือทำความสบายแก่ตนเอง อย่างร้อนตีกลับเป็นเย็น มันพันกันก็ต้องใช้ฤทธิ์เย็นผ่านไฟในการแก้ เป็นต้น วิธีแก้ก็จะต่างกัน

หากแก้แล้ว "เบากาย สบาย มีกำลัง" นั่นคือตัวชี้วัดสุขภาพดี

เมื่อแนวทางเหล่านี้เป็นวิธีการที่คนไข้ต้องเป็นหมอให้กับตัวเอง ดูแล สังเกต และรักษา ร่างกายตัวเอง

"ตัว ชี้วัดที่ดีที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ลักษณะของการมีสุขภาพที่ดีจะมีอยู่ 5 ข้อ 1.เจ็บป่วยน้อย 2.ลำบากกายน้อย 3.เบากายเบาใจ 4.เป็นกำลัง 5.เป็นอยู่ผาสุข"

โดยเขาจะให้คนไข้วัดเอาเองด้วยว่าทำถูกหรือไม่ ถ้าปรับสมดุลได้ถูกจะไปตรงกับคำตรัสพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่า มัชฌิมา ปฏิปทา เป็นทางเอกสายเดียวที่พาพ้น ทางนี้ทางเดียวเท่านั้น ทางอื่นไม่มีทางพ้นทุกข์

มัชฌิมา ก็คือความสมดุล ความพอดี ความเป็นกลาง

"ซึ่ง ก็ตรงกับหลักการแพทย์ทางเลือก คือมีพลังชีวิต เบากาย สบาย มีกำลัง เจ็บป่วยน้อย ลำบากกายน้อย คือสบายขึ้น เบาใจก็ตรงกัน มีกำลังก็ตรงกัน ทำให้เกิดความเป็นอยู่ผาสุกขึ้น"

อีกสิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า จะบำเพ็ญให้พ้นทุกข์นั้นต้องใช้สิ่ง เรียบง่ายและไม่มีโทษ ทำให้เขาใช้สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและสิ่งที่อยู่ในตัว

"เมื่อเราเอาจุด ดีของการแพทย์แผนปัจจุบัน แผนไทย แผนทางเลือก แผนพื้นบ้านมาบริการด้วยพุทธธรรมะและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปรากฏว่าคนไข้หมื่นรายที่มาใช้วิธีนี้ 90% ส่วนใหญ่เป็นโรคที่แผนปัจจุบันวินิจฉัยว่าต้องตาย ไม่หาย แต่เขาสามารถพึ่งตัวเองได้ภายใน 5 วัน 7 วัน"

นี่คือการรักษาโรคแบบวิถีพุทธ นั่นคือ อัตตาหิ อัตตะโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน หมอที่ดีที่สุดในโลกคือตัวคุณเอง

ว.วชิรเมธี ทำงานอย่างไรให้มีความสุข (ไทยรัฐ)

สุด ท้ายที่จะมาเทศน์ผ่านไทยรัฐออนไลน์ คือ ท่าน ว.วชิรเมธี พระอาจารย์ที่เชี่ยวชาญการเทศน์ในทุกหัวข้อ จนได้ฉายาว่าพระผู้รอบรู้ เพราะแทบไม่มีเรื่องอะไรเลยที่ ท่าน ว.ตอบให้กับสังคมไม่ได้ ที่สำคัญทุก ๆ คำตอบของท่านตอบด้วยธรรมะที่คติธรรมโดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด...!!!

ศิลปะการทำงานให้มีความสุข

หัวข้อทำงานอย่างไรให้มีความสุขเป็นหัวข้อของอาตมา ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

1. ทำ งานที่ใจรัก เพราะถ้าเราทำงานที่ใจรักทุก ๆ วันจะเป็นวันแห่งความสุข เราไม่ต้องรอว่าความสุขจะมาถึงเราวันเสาร์-อาทิตย์แต่ทุกวันที่เราทำงานจะ เป็นวันแห่งความสุขของเราเพราะว่าเราทำด้วยความรัก

2. ทำ งานทุกชิ้นให้เต็มที่ให้ดี เพราะเมื่อเราสร้างงาน งานจะย้อนกลับมาสร้างคน งานคือเวทีแสดงออกซึ่งศักยภาพในการทำงานของเราทุกครั้งที่เราทำงานให้เต็ม ที่และทำอย่างดีที่สุด คนก็จะเห็นคุณค่าของเราว่ามีมากน้อยเพียงไร ดังนั้นเมื่อเราตั้งใจสร้างงาน งาน 1 ชิ้นก็จะย้อนกลับมาสร้างคน

3. ทำ งานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสเพราะเมื่อเราทำงานด้วยความสุจริตก็ไม่ต้องมานั่งระแวงภัยที่จะตามมา ในอนาคตซึ่งเกิดจากการตามจับผิด โดยหน่วยงานของทางการต่างๆ ถ้าเราทำวันนี้ให้ถูกต้องก็ไม่ต้องนั่งกังวลว่าวันวานมันจะผิด

4. เป็น นักประสานสิบทิศ อย่ามัวแต่ทำงานจนหลงลืมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ไม่มีใครเก่งอยู่ได้คนเดียว แท้ที่จริงเราจะต้องอาศัยผู้ร่วมงานจากทุกฝ่ายอยู่เสมอ ดังนั้นอย่ามัวแต่ทำงานแต่จงทำคนด้วย เพื่อก่อให้เกิดสภาวะงานก็สำเร็จ ชีวิตก็รื่นรมย์ คนก็สำราญ งานก็สำเร็จ ใครทำงานได้อย่างนี้คน ๆ นั้นจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน จนกล่าวได้ว่า งานก็สำเร็จ ชีวิตก็รื่นรมย์

ถ้าไม่ได้ทำงานที่เรารักจะมีความสุขหรือเปล่า

ตอบได้อย่างนี้ ถ้าไม่ได้ทำงานที่เรารัก วิธีคิดที่ดีคือการมองเชิงบวก เวลาเจองานหนักก็ให้บอกตัวเองว่านี้คือการฝึกตัวเอง เวลาเจอปัญหาซับซ้อนก็บอกตัวเองว่ายิ่งปัญหาซับซ้อนเราก็ยิ่งได้เรียนรู้มาก ขึ้น เวลาเจอเจ้านายที่ละเมียดละไมเหลือเกินก็ให้บอกตัวเองว่า นายที่รอบคอบแบบนี้จะฝึกเราให้สมบูรณ์แบบ ฉะนั้นถ้าเรามองเชิงบวกให้เป็นถึงแม้เราจะไม่ได้ทำงานที่เรารักแต่เราก็จะมี ความสุขเสมอ ในเมื่อไม่มีสิ่งที่เราชอบ เราก็ควรชอบสิ่งที่เรามี เพราะในโลกนี้ไม่มีใครได้อะไรอย่างใจหวัง และจะไม่มีใครพลาดหวังทุกอย่างไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะทำมีแง่ดีแง่งามอยู่เสมอขอให้เรามองให้เห็น ถ้ามองเห็นเราก็จะเป็นสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

วิธีการมองเห็นทำอย่างไรถึงจะมองเห็นกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

คุณสมบัติที่จะเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขนั้น มี 2 อย่าง

1. สังเกต สังเกตหาแง่ดีแง่งามของสิ่งต่าง ๆ ที่เราทำอยู่ให้เจอ เช่น งานของพระอาจารย์เป็นงานที่ต้องเดินทางบ่อยมากไปเทศน์ไปสอนตลอด หลายคนก็บอกว่าเหนื่อยมาก ๆ ถ้ามาถามพระอาจารย์จะบอกว่ามันเหนื่อยก็จริงแต่มีความสุขมากเพราะได้เดินทาง ไปทั่วโลก ได้เจอผู้คน ได้พบภูมิประเทศใหม่ ๆ ได้สานสัมพันธ์ใหม่ ๆ ตลอดเวลา ฉะนั้นในความเหนื่อยเราก็ได้เดินทางท่องไปทั่วทั้งโลก นี่คือแง่ดีแง่งาม แต่ส่วนใหญ่คนมักจะมองอยู่จุดเดียวมองแค่ว่าเรากำลังเหนื่อยหนักจริง ๆ เหนื่อยก็แค่ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนที่ดีเมื่อพิจารณาจริง ๆ แล้วมันมีมากกว่า ให้เราสังเกตอย่างนี้ รู้จักสังเกต รู้จักพินิจ พิจารณา เราจะเห็นความแตกต่างเสมอ

2. สังเกตแล้วต้องสังกาให้ตั้งคำถาม ว่าเราจะสร้างสรรค์งานที่เราทำอยู่ให้ดีขึ้นได้อย่างไร ถ้าเราถามว่า ทำไม ทำไม ทำไม... ก็จะเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาทุกครั้งไป กาลิเลโอก็ดี นิวตั้นก็ดี ประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะว่า เขาชอบตั้งคำถามว่าทำไม นั่นแหละเคล็ดลับในการทำงาน

ทำงานที่ชอบแต่เงินเดือนน้อยมองอย่างไรให้เป็นสุข

ถ้าเงินเดือนน้อยก็ต้องลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของเราทิ้งไป แทนที่จะไปเรียกร้องเงินเดือนให้สูงขึ้นกว่าจะได้ก็ช้ามาก ก็ใช้วิธีปรับวิธีในการบริโภคของเราลง ที่จะบริโภคต่างความอยาก ซึ่งเติมอย่างไรก็ไม่เต็มมาบริโภคตามความจำเป็น ดีกว่ามุ่งประโยชน์ใช้สอยอย่างมุ่งประโยชน์ใช้สวย ถ้าเราจับจ่ายใช้สอยในการถือหลักประโยชน์ใช้สวยมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ แต่ถ้าเราถือหลักจับจ่ายใช้สอย คือจำเป็นแค่ไหนก็จับจ่ายใช้สอยแค่นั้น พอกินพอใช้ ถึงแม้ไม่รวยแต่ก็ไม่ถึงขั้นตกต่ำย่ำแย่ แทนที่เราจะเรียกร้องเงินเยอะ ๆ ทำไมเราไม่ลดหรือเปลี่ยนวิธีในการบริโภคของเราแทน บริโภคต่างตัณหาทำให้เรามีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ แต่บริโภคตามปัญญาถึงเงินไม่มากมายอะไรแต่เราก็มีความสุขตามสมควร...

วิธีการแก้ปัญหาในที่ทำงาน ทั้งโดนนินทา โดนแกล้ง

ให้ถือซะว่ามารไม่มีบารมีไม่เกิด เวลาที่เราทำงานต้องมีอยู่แล้วคนแกล้งคนไม่พอใจคนอิจฉาตาร้อนให้เราถือหลักว่า

1. มารไม่มีบารมีไม่เกิด

2. สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นกำไรเสมอ

3. อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝน เกิดเป็นคนอย่ากลัวคำนินทา

4. ถูกชมก็เข้าท่าถูกด่าก็ไม่เลว เหล่านี้เป็นคติที่พระอาจารย์ใช้ทำงานอยู่เสมอ จึงสามารถรับมือได้ทุกกระบวนท่า

กว่าจะผ่านปัญหาไปได้ต้องฝึกฝนตัวเองอย่างไร

จะต้องทำตัวให้หนักแน่นดังแผ่นภูผา ลมมาพัดก็ไม่ปลิวไปตามลม ฝนสาดก็ไม่เปื่อยสลาย แดดส่องก็ไม่ละลายไปกับแสงแดด ฉะนั้นทำตัวให้หนักแน่นดั่งแผ่นภูผาเราก็จะอยู่ในทุกสภาวะของชีวิต

กรณีสำหรับคนที่ตกงานมีวิธีคิดอย่างไรไม่ให้เครียด

1. ต้องหางานทำ

2. หา แล้วไม่ได้ต้องสร้างงานขึ้นมา ตกงานได้แต่อย่างให้ใจตก เพราะถ้าใจตกชีวิตจะตกต่ำทันที ดังนั้นไม่ต้องเสียใจ คนที่ รวยที่สุดในโลกตอนนี้ สตีฟ จอบส์ ก็เคยตกงาน แต่ว่าเขาตกงานแล้วไม่ตกใจจึงลุกขึ้นมาสร้างบริษัทใหม่ในที่สุดก็ประสบความ สำเร็จได้ ฉะนั้นเราตกงานได้แต่ไม่ได้หมายความว่าความรู้ความสามารถของเราตกไปด้วย มันยังอยู่กับตัวเรา ก็เอาความรู้ความสามารถที่อยู่ในเนื้อในตัวเราลุกขึ้นมาสร้างงานใหม่ ทำอย่างนี้แล้วเราจะประสบความสำเร็จได้ โอกาสยังคงมีเสมอสำหรับผู้ที่ไม่ปิดกั้นตัวเอง ต้องหาความรู้เพิ่มเติมให้ถือหลักพึ่งตนเองอย่ารอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในบรรยากาศที่บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติการพึ่งตนเองสำคัญที่สุด เลย

ถ้ายังไม่ได้งานแล้วหันไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผิดหรือเปล่า

เอาวันเวลาที่ไปบนบานสานกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น มา พินิจ พิจารณาหาช่องทางทำกิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเราได้ในทางจิตวิทยาคือทำให้เราเคลิ้มๆแต่ไม่ได้ช่วย แก้ปัญหาที่แท้จริง พูดอีกอย่าง "หนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นยาทา การใช้ปัญญาเป็นยากิน" การรักษาโลกต้องใช้ยากิน การใช้ยาทาก็เป็นการรักษาแต่ภายนอก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริงประเทศไทยจะมีคนจนไหม ไม่มี... ประเทศที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดในโลกคืออินเดีย ปรากฎว่ามีประชากรกว่าร้อยล้านคนตกงาน นี้คือบทเรียนของการรอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฉะนั้นให้หันมาพึ่ง ลำแข้ง ลำขา สติปัญญาของตัวเองจึงจะดีที่สุด

น้อยใจทำงานมานานแล้วไม่มีโบนัส มีวิธีคิดอย่างไร...?

ถ้าโบนัสไม่มาเอาเท่าที่มีก่อนก็ได้ มีคนอีกมากที่ตกงานแต่เรายังมีงานทำ มองเป็นก็จะเห็นธรรม แต่ถ้ามองไม่เป็นก็จะมาน้อยใจ เวลาที่เรารู้สึกแย่มองคนที่แย่กว่าเรา แล้วเราจะรู้สึกว่าเรายังได้เปรียบอยู่

ถ้าเป็นพวกที่บ้างานหนักจะทำอย่างไร

ต้องแสวงหาทางสายกลาง พวกที่เป็นโรค Workaholic ทั้งหลาย จะต้องแสวงหาทางสายกลางในการทำงาน การทำงานต้องประสานกับคุณภาพของชีวิตคือผลสัมฤิทธิ์ของมือทำงานระดับอาชีพ การทำงานประสานกับคุณภาพของชีวิตคือผลสัมฤทธิ์ของคนทำงานมืออาชีพ ฉะนั้นอย่างเป็นคนบ้างานจนหลงลืมคุณภาพของชีวิต จะต้องรักษาสมดุลของงานสมดุลชีวิตให้ลงตัวพอเหมาะพอดี

เราจะคำนวณสัดส่วนสมดุลย์ในการทำงานคืออะไร

ใช้ทางสายกลางในการทำงานและการดำรงชีวิต 50-50 คืองานกับชีวิตจะต้องสมดุลกันในลักษณะ 50-50 บ้างานมากเกินไปสิ่งที่ได้กลับมาก็คือความเครียดและสุขภาพไม่ดี บ้าใช้ชีวิตมากเกินไปสิ่งที่ได้กลับมาก็คือจะอดตายเอา ไม่มีเงินกิน ไม่มีเงินใช้ ฉะนั้นต้องให้ทั้งสองส่วนมาสมดุลย์กัน 50-50 นี่คือทางสายกลางสำหรับคนทำงาน

ประสบการณ์ของพระอาจารย์มีคนบ้างานจนถึงขั้นเสียชีวิตบ้างหรือเปล่า

มีลูกศิษย์ที่ทำงานหนัก เงินเดือนแค่ 50,000 แต่ทำงานเหมือนตัวเองได้เงินเดือน 3 แสน ผลคือเป็นโรคมะเร็งและรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลหมอบอกว่าไม่พบสาเหตุจากพันธุ กรรม พบอยู่สาเหตุเดียวคือแบกความเครียดนานเกินไปเงินที่หามาทั้งชีวิตต้องนำมา รักษาโรคมะเร็งทั้งหมด ฉะนั้นสาเหตุหลักของมะเร็งในตอนนี้คือความเครียดนี่คือตัวอย่างของโรค Workaholic โรคบ้างาน ทำงานมากเกินไปสุดท้ายต้องไปใช้เงินในโรงพยาบาล ไม่ได้ใช้เงินอย่างมีความสุข

อยากให้พระอาจารย์แนะนำวิธีผ่อนคลายในการทำงานของพวกมนุษย์เงินเดือน

ถ้าเราทำงานแล้วคุณภาพชีวิตไม่ดีแสดงว่าเรากำลังเดินผิดทางมันกำลังสุดโต่ง ฉะนั้นเวลาทำงาน อย่ามัวแต่ทำงานให้สังเกตคุณภาพชีวิตของตัวเองด้วย เมื่อเราทำงาน มีเวลากินข้าวกับครอบครัวไหม เรามีเวลาพักผ่อนวันเสาร์วันอาทิตย์ไหม เรามีเวลาอยู่กับลูกและภรรยาไหม เรามีเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้างหรือเปล่า ถ้าสิ่งเหล่านี้ได้หายไปในชีวิตแสดงว่าคุณได้เสียสมดุลย์ชีวิตไปแล้ว ถ้าไม่ปรับมาสู่ทางสายกลางแสดงว่าอนาคตอันใกล้คุณกำลังป่วย เอาเงินที่หามาทั้งชีวิตมาใช้ในโรงพยาบาล นี่เป็น "โรคอารยธรรม" ที่กำลังเกิดขึ้นกับมนุษย์ในยุคทุนนิยมทั่วโลก ที่อเมริกา ที่ญี่ปุ่นป่วยด้วยโรค Workaholic เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ประเทศไทยอันดับต้นๆของเอเชีย เพราะเราเครียดจากการเมือง เครียดจากเศรษฐกิจ เครียดจากแข่งขันในระบบทุนนิยมด้วย ดังนั้นใครที่เป็นโรคบ้างานจะต้องระมัดระวังถามตัวเองด้วยว่า เรามีภาวะสมดุลย์งานสมดุลย์ชีวิตแล้วหรือยัง อย่าทำงานจนป่วยตาย อย่าหลงเสน่ห์อบายมุข อย่ามีความสุขจนลืมศีลธรรม

ถ้ามีคนถามพระอาจารย์ว่า งานจำเป็นต่อชีวิตหรือไม่...?

งานจำเป็นต่อชีวิตเพราะทุกคนต้องกินต้องใช้แต่ต้องไม่ลืมว่าถ้าไม่มีชีวิตมีงานก็ศูนย์เปล่า

ความหมายของ"งาน"ในแบบของพระอาจารย์คืออะไร...?

งานของเราก็คือการทำให้เขามีความสุข ทุกวันอาตมามีความสุขมากเพราะเป็นงานที่ไม่ได้ทำร้ายใครเลย อาตมาไปเทศน์ไปสอนไปบรรยายก็เหมือนเป็นการเอาความสุขไปโปรยให้กับคนทั่วทั้ง สากลโลก ฉะนั้นทุก ๆ วันที่เดินทางออกจากวัดอาตมามีความสุขมาก ทำงานเหมือนแสงเดือนแสงตะวันที่ชโลมผืนโลก ทำไปไม่หวังผลประโยชน์ หวังแค่ประโยชน์สุขที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ อาตมามีความสุขที่เห็นคนอื่นมีความสุข เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการทำให้คนอื่นมีความสุข เรียกว่าให้สุขแก่ท่านสุขนั้นถึงตัว ฉะนั้นชีวิตการทำงานของอาตมาก็ถือว่ามีความสุข เพราะได้ทำงานที่ตัวเองรัก และปรัชญาในการทำงานของอาตมาก็คือ งานของเราคือการทำให้เขามีความสุข

แล้วงานที่ดีที่สุดคืออะไร...?

งานที่จะทำให้เราอยู่ได้ในทางเศรษฐกิจและมีชีวิตที่มีความรื่มเย็นในจิตใจ คืองานในอุดมคติที่มนุษย์ทุกคนพึ่งสร้างสรรค์พัฒนาขึ้นมาให้ได้ ย้ำอีกครั้งหนึ่งคือ สามารถอยู่ได้ในทางเศรษฐกิจ มีชีวิตที่ร่มเย็นในจิตใจ เรียกว่าในทางกายภาพก็อยู่ได้ในทางใจก็เป็นสุข

สุดท้ายให้ศีลให้พรในวันปีใหม่เกี่ยวกับการทำงาน

ในโอกาสปีใหม่ก็ขอมอบพร 4 ประการให้กับคนไทย พลังทั้ง 4 เพื่อความสวัสดีของชีวิตคนไทย

1. พลังปัญญาของให้คนไทยลดความรู้สึกลงกลับมาใช้เหตุผลให้มากขึ้น

2. พลังความเพียรขอให้คนไทยพึ่งตนเองลดการพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์

3. พลังความสุจริตขอให้คนไทยร่วมกันต่อต้านคอรัปชั่นทุกรูปแบบแล้วหันมาเชื่อมั่นในความสุจริตโปร่งใส

4. พลังความสามัคคี ขอให้คนไทยเลิกเห็นแก่ตัวจนไม่เห็นหัวคนอื่น มาถือหลักธรรมใหม่ ๆ ว่า ส่วนไหน ๆ ก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าส่วนรวม ลด ละ เลิก การแบ่งแยก ไทยเหลือง ไทยแดง ไทยน้ำเงิน ให้เหลือเป็นไทยแลนด์ที่เป็นหนึ่งเดียว เท่านี้ชีวิตก็จะมีความสุข คนไทยทั้งประเทศก็จะมีความสุข เพื่อความสวัสดีของคนไทยให้เป็นพรปีใหม่ของเราชาวไทยทุก ๆ คน...




Create Date : 03 มกราคม 2553
Last Update : 3 มกราคม 2553 10:44:02 น. 0 comments
Counter : 234 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ชีวิตที่ผูกพัน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ชีวิตที่ผูกพัน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.