Group Blog
 
 
สิงหาคม 2557
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
12 สิงหาคม 2557
 
All Blogs
 
เปลี่ยนกล่องเก่าไม่ได้ใช้ .. ให้กลายเป็น Photo Studio Box ..!!!

ต้นเหตุมันเริ่มจากเมื่อวานนี้ (จันทร์ 11 สิงหาคม 2557) ไปขุดค้นคุ้ยหาของบางอย่างในห้องเก็บของ แต่ปรากฎว่าไม่เจอสิ่งที่ต้องการ แต่กลับเจอหนังสือเก่าคร่ำเล่มหนึ่งของตัวเอง เป็นหนังสือเกี่ยวกับการถ่ายรูป เป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่โลกของการถ่ายภาพ ซึ่งยุคสมัยนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีดิจิตัลเฉกเช่นในปัจจุบันที่จะกดถ่ายไปมั่วๆ ถ้าไม่ดีไม่สวย, วัดแสงผิด, จัดองค์ประกอบพลาดหรืออะไรก็ตามแต่ ก็สามารถกดปุ่ม Delete ลบมันทิ้งซะเลยไม่ต้องให้ใครเห็นเป็นที่น่าอับอาย จะได้ยกหางตัวเองเป็นโปรได้ ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าระบบวัดแสงทำงานอย่างไรเลย (อุ๊ยตาย .. นอกเรื่องไปหน่อย ขออภัยอย่างแร๊งงงงส์จ้ะ ..!!!)

ในยุคนั้นมันมีแต่ฟิล์มให้เราใช้ ทั้งฟิล์มสไลด์ ฟิล์มสี ขาว-ดำ รวมกับเทคนิคการล้างแบบต่างๆ ทุกอย่างใช้ระบบอัตโนมือล้วนๆ โปรแกรมอัตโนมัติอย่าง PS LR Photoscape หรืออื่นๆ .. ม่ายมีทั้งสิ้น อยากตกแต่งแก้ไขอะไรไปมุดหัวทำเอาในห้องมืดโน่นเลย ทำให้ทุกชัตเตอร์ที่จะกดต้องคิดแล้วคิดอีก ดูทุกอย่างให้ละเอียดรอบคอบ ต้องไม่มีคำว่าพลาดเพราะกว่าจะรู้ว่าดีหรือไม่? ใช้ได้หรือเปล่า? ก็ต้องรอตอนที่ล้าง-อัดรูปออกมาดูแล้วนั่นแหละ และนั่นก็จะหมายถึงเม็ดเงินที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นจากความผิดพลาดของเรานั่นเอง ลองสังเกตได้ง่ายๆ ถ้าใครกดชัตเตอร์ช้าๆ กว่าจะกดแต่ละรูปเนี่ยดูแล้วดูเล่า ดูอยู่นั่นแหละให้สันนิษฐานว่าเป็นนักถ่ายภาพยุคฟิล์มแน่ๆ (ฮ่าๆๆ)

มาเข้าเรื่องของเราดีกว่าหลังจากพร่ำพรรณากันมาแล้วสองย่อหน้า ..

จากการที่ชอบไปนั่งดูภาพจากพวกเวบสต็อคทั้งหลาย เห็นรูปภาพแบบที่เป็นโปรดักส์ลอยโดดเด่นบนพื้นหลังสีขาว อันเป็นรูปแบบพื้นฐานของการถ่ายสินค้าเพื่อการโฆษณาทั่วๆ ไปนั่นแหละ มันเป็นอะไรที่ยืดหยุ่นมาก สามารถนำไปได-คัท รีทัช ดัดแปลงเพื่อใช้งานกับแบ็คกราวนด์หลายๆ แบบได้เป็นอย่างดี ภาพแนวนี้ถูกเรียกว่า Isolated Photography ซึ่งเป็นภาพแนวที่ขายดีมากในเวบสต็อคเพราะสามารถนำไปใช้ในเชิงธุรกิจได้หลากหลายมากกว่าภาพแนวอื่น แต่การถ่ายภาพแบบนี้มันต้องใช้อุปกรณ์เสริมบางอย่างเพื่อผลลัพธ์ที่ดีของภาพ ซึ่งก็มีทั้ง Studio Tent, หัวไฟหรือจะใช้โคมไฟอ่านหนังสือก็ไม่ผิดแปลกแต่ประการใด, ขาตั้งหรือ Clamp สำหรับหนีบ, ฉากที่ทำจากกระดาษ ผ้าหรือ PVC ก็ได้ และอุปกรณ์กระจุกกระจิกอีกนิดหน่อย จะว่าไปพอรวมราคาทั้งหมดแล้วก็เล่นเอาหน้าซีดกระเป๋าแบนแฟนทิ้ง(มันทิ้งไปตั้งนานแล้ว ตั้งแต่กระเป๋ายังไม่แบนโน่นแน่ะ .. ฮ่าๆๆๆ)ไปเลย และจากการไปออกไปเดินสำรวจราคาตามร้านค้าที่จำหน่ายอุปกรณ์กล้องชื่อดังและไม่ดังทั้งหลายแหล่ ก็ได้ความว่าจะต้องอนุญาตให้แบงค์ใบละพันปลิวจากกระเป๋าไปตั้งหลายใบเลยเชียว สุดท้ายจึงเห็นควรด้วยว่าน่าจะเก็บของเก่ามาดัดแปลงใช้เองจะดีกว่า จะได้เข้าขากับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในยุคขาลงอย่างเช่นทุกวันนี้

เริ่มจากการเข้าไปรื้อของในห้องเก็บของอีกที เพื่อหากล่องใบใหญ่ๆ ที่แข็งแรงๆ สักใบ พลันเหลือบไปเห็นกล่องใส่ทีวี 25” รุ่นเก่าที่ยังเป็นจอลึกเป็นฟุตไม่ใช่จอแบนบางเป็นกระดาษอย่างในปัจจุบัน(เพราะถ้าเป็นกล่องทีวีจอแบนรุ่นใหม่ก็คงจะใช้ไม่ได้ .. เห็นไม๊ของใหม่ใช่ว่าจะดีกว่าเก่าไปเสียหมด .. ฮาาาาา..) รีบยกออกมาปัดฝุ่นที่เกรอะกรัง หยากไย่ที่ห้อยย้อยระโยงระยางอย่างกับของเก่าในบ้านผีสิงที่รายการทีวีบางรายการชอบเอามามอมเมาคนดู

หลังจากทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูให้พอดูดีมีชาติตระกูลขึ้นมาหน่อย ก็เริ่มเอาไม้บรรทัดวัดจากขอบเข้ามาด้านละ 3” แล้วตีเส้นเป็นกรอบเอาไว้ให้รอบ เพื่อประกาศแลนด์มาร์กเอาไว้ แต่ทำแค่ 3 ด้านพอนะ อีกด้านที่เหลือเอาไว้เป็นพื้นของกล่อง ส่วนด้านบน-ล่างไม่ต้องทำอะไร

จากนั้นก็ลงมือตัดเจาะเคาะดึงล้วงลับจับแกะเกาเขย่าขยอก(อันนี้โอเวอร์ไปหน่อยแล้ว . ฮี่ๆๆ ..) ก็แค่เอาคัตเตอร์ตัดเจาะไปตามเส้นกรอบที่เราขีดเอาไว้นั่นแหละ ก็จะได้กล่องใส่ทีวีที่มีรูขนาดใหญ่ 3 ด้าน เอาล่ะ .. เดี๋ยวเราจะกลับมาทำกล่องกันต่อ ..

ตอนนี้ออกไปเดินเล่นห้างสรรพสินค้ากันซะหน่อย แผนกเครื่องเขียนนะ เรากำลังจะไปตามหากระดาษไขหรือกระดาษลอกลาย ที่ห้างดอกบัวมีจำหน่ายอยู่ม้วนละ 19 บาท มีอยู่ 5 แผ่น ขนาดประมาณ 60x70 ซม. แล้วก็กระดาษแข็งสีขาวที่อีกด้านเป็นสีเทา ราคา 22 บาท กระดาษแข็งสีดำด้านหลังสีขาว ราคา 22 บาทเช่นกัน กาว UHU Stick อันนี้ราคา 50 กว่าบาทมั๊งหรือจะใช้กาวลาเท็กซ์ก็ได้นะ จากนั้นก็ออกจากห้างดอกบัวไปต่อกันที่ห้างเดอะ M เข้าไปซื้อกระดาษโปสเตอร์สีดำ 3 แผ่นๆ ละ 19 บาท ส่วนสีขาว 2 แผ่นๆ ละ 29 บาท(แพงอ่ะ..) ส่วนอุปกรณ์อื่นเช่น กรรไกร คัตเตอร์ ไม้บรรทัดเหล็ก แผ่นรองตัด กระดาษกาวผ้า ถ้ามีแล้วก็ไม่ต้องซื้อ ถ้าไม่มีก็ซื้อติดบ้านไว้เป็นประจำก็ดีนะ และสุดท้ายสิ่งสำคัญที่จะลืมไม่ได้ก็คือหลอดไฟและโคมไฟ(ถ้ายังไม่มี)ครับ จะใช้แบบหลอดตะเกียบประหยัดไฟหรือจะเป็นหลอด LED (ประหยัดไฟกว่า..) จะวัตต์สูงวัตต์ต่ำก็ตามแต่กำลังทรัพย์และกำลังศรัทธาของญาติโยมสาธุชนแต่ละท่านเลย อย่าลืมสังเกตดูอุณหภูมิของแสงด้วยนะครับ ที่ผมซื้อมาเป็นหลอด LED ของ OSRAM แบบ Daylight 6500K ขนาด 6W(40W) ความสว่างอยู่ที่ 400 ลูเมนส์ ราคาจะอยู่ที่ 179 บาทต่อหลอด ผมใช้ 2 หลอดนะ

ได้ของครบตามที่ต้องการก็แวะซื้อเบอร์เกอร์ปลาที่เชสเตอร์กริลล์สักหน่อยในฐานะที่อุตส่าห์จัดโปรมาล่อให้ซื้อซะขนาดนี้ ก็เลยต้องสนองตอบความตั้งใจไปสัก 3 ชิ้นกำลังดีเผื่อจะได้เอาเก็บไว้กินคืนนี้ที่อาจจะอยู่ทำกล่องสตูดิโอจนดึกดื่น เอาล่ะสตาร์ทรถรีบขับกลับบ้านก่อนที่รถจะติดในห้างดีกว่า

กลับมาถึงบ้านก็มาบรรเลงกันต่อ

ป้ายกาวให้ทั่วที่ด้านในกล่องบริเวณที่จะติดกระดาษไขแล้วก็เอาแปะลงไปเลย พยายามรีดให้เรียบสม่ำเสมอทั่วกัน(แต่มันไม่เรียบขนาดนั้นหรอก แต่ก็พอใช้ได้อยู่นะ) จัดการให้ครบทั้ง 3 ด้าน เอากระดาษโปสเตอร์สีดำ ติดที่ฝากล่องทั้ง 4 ให้ทั่วเพื่อป้องกันแสงสะท้อน ส่วนด้านใน(ด้านหลังที่เคยเป็นก้นกล่อง)ก็เอากระดาษแข็งวางให้โค้งๆ ไปด้านข้างหน่อยๆ แล้ววางทับอีกทีในแนวเดียวกันด้วยกระดาษโปสเตอร์สีขาวเพื่อเป็นแบ็คกราวนด์ พื้นกล่องเอากระดาษโปสเตอร์สีดำวางเอาไว้แล้วเอากระดาษโปสเตอร์สีขาววางแนวตั้งให้มันโค้งๆ นะจะได้ไม่เห็นเป็นขอบเป็นสันเวลาถ่าย

จากนั้นจัดเอาโคมไฟทั้ง 2 ดวงไว้ที่ด้านข้าง เปิดไฟส่องผ่านกระดาษไขเข้ามาเลย ส่วนด้านบนที่เป็นช่องติดด้วยกระดาษไขไว้นั้น เราจะใช้เพิ่มแสงบนได้(ถ้าต้องการ) เอากล้องตัวเก่งประกบไว้บนขาตั้งกล้องแล้วเลือกตำแหน่งของแหล่งกำเนิดแสง ระยะและทิศทางเพื่อให้ได้ผลของภาพตามที่เราจินตนาการเอาไว้ในหัวได้เต็มที่ จากนั้นก็มาเริ่มสนุกกับการจัดแสงได้ ณ บัดนี้

เขียนเมื่อ : วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2557 เวลา 16:00 น.
ผู้เขียน : Tombass




Create Date : 12 สิงหาคม 2557
Last Update : 12 สิงหาคม 2557 17:52:37 น. 0 comments
Counter : 855 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13


 
tombass
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]






You're visitor No.
HTML Counter


Tombass's Bloggang Counter



Welcome to my HOMEPAGE




ไปเที่ยวชมบนเวบบอร์ดครับ ..


http://11maysa.eu5.org



คุณสามารถเข้าชมรูปภาพในบล็อคนี้ได้ที่
G+ Picasa
Photo Bucket



กี่โมงแล้วล่ะเนี่ยะ ..?





ราคาน้ำมันวันนี้ .. by PTT




About me :





Do you hear me? I'm talking to you
Across the water across the deep blue ocean
Under the open sky, oh my, baby I'm trying

Boy I hear you in my dreams
I feel your whisper across the sea
I keep you with me in my heart
You make it easier when life gets hard

I'm lucky I'm in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again
Ooh ooh ooh

They don't know how long it takes
Waiting for a love like this
Every time we say goodbye
I wish we had one more kiss
I'll wait for you I promise you, I will

I'm lucky I'm in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again

Lucky we're in love in every way
Lucky to have stayed where we have stayed
Lucky to be coming home someday

And so I'm sailing through the sea
To an island where we'll meet
You'll hear the music fill the air
I'll put a flower in your hair

Though the breezes through trees
Move so pretty you're all I see
As the world keeps spinning 'round
You hold me right here, right now

I'm lucky I'm in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again

I'm lucky we're in love in every way
Lucky to have stayed where we have stayed
Lucky to be coming home someday

Ooh ooh ooh
Ooh ooh ooh, ooh

Title : Lucky
Artist : Jason Mraz & Colbie Caillat
Friends' blogs
[Add tombass's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.