Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2558
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
14 พฤษภาคม 2558
 
All Blogs
 
20130710-11 จากมฤค .. ไปเพลินวาน .. รำลึกวันวานในกาลปัจจุบัน ..

โพสนี้เป็นภาคต่อของ แบกเป้ลุยเลฯ ทั้งสองตอนที่ผ่านมา ผมทิ้งท้ายตอนที่สองค้างเอาไว้เมื่อตอนฝนหยุดตกที่หน้าค่ายพระรามหก ชีวิตยังคงต้องระหกระเหินเดินทางท่องเที่ยวกันต่อไปตามแผนการที่วางเอาไว้ให้ลุล่วง พระพิรุณจากไปแล้วแต่ดวงอาทิตย์ที่ยังแอบหลบอยู่หลังก้อนเมฆก็ยังพยายามสาดแสงสีทองเป็นลำเรืองสวยสดงดงามแหวกผ่านกลีบเมฆที่บดบังอยู่นั้นออกมาจนได้

ผมออกมายืนรอรถหวานเย็นเช่นเดิม ยังคงยึดมั่นเจตนารมณ์เดิมไม่เปลี่ยนแปลงในการเข้าถึงชาวพื้นถิ่นอย่างใกล้ชิดด้วยการปฏิบัติตามวิถีแห่งชุมชนที่คนท้องถิ่นเป็นอยู่ คราวนี้ใช้เวลาไม่นานนัก ก่อนจะเข้าเขตพลุกพล่านย่านการค้าเต็มรูปแบบของหัวหินนิดหน่อยก็เห็นเพลินวานตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ รถจอดส่งผมลงตรงข้ามกับเพลินวานพอดิบพอดี แต่การข้ามถนนที่นี่ไม่ใช่งานง่ายๆ นะครับ นอกจากต้องระวังรถเล็กใหญ่ที่วิ่งขึ้นล่องไปมาแล้ว พอเห็นว่ารถทางขวาว่างแล้วก็อย่าเพิ่งทะเล่อทะล่าวิ่งออกมานะครับ เพราะอาจจะเจอเข้ากับบรรดามอเตอร์ไซค์ที่วิ่งย้อนศรจากทางซ้ายมาชนกับเราได้ เพราะฉะนั้นมองขวาแล้วอย่าลืมมองซ้ายอีกทีก่อนด้วยนะครับ

หลังจากเล่นหลอกล่อเอาเถิดกับรถใหญ่ทางขวาและมอเตอร์ไซค์ทางซ้ายกันอยู่สักพัก ผมก็ข้ามถนนไปเพลินวานได้โดยปลอดภัย ยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกามันบอกเวลาสี่โมงกว่าแล้วนี่ แดดร่มลมตกแบบนี้อีกสักพักก็คงจะมีประชาชนคนท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวชมเพลินวานกันอย่างเนืองแน่นในไม่ช้า ผมเลยรีบจ้ำอ้าวเข้ามาเก็บภาพสวยก่อนที่มุมดีๆ จะมีแต่หัวดำๆ มิหนำซ้ำยังจะมีกรุ๊ปทัวร์ชาวต่างชาติฝั่งเอเชียของรานี่ล่ะที่จะมาส่งเสียงโล้งเล้งโป้งเป๊งเดินกันให้ขวักไขว่จนคุณไม่รู้จะหาเหลี่ยมไหนแอบไปถ่ายภาพกันเลยทีเดียว(ฮา..)


ประกาศ .. ช่วยกันสนับสนุนสินค้าของแท้ด้วยนะครับ .. / ผมมาถึงก็เย็นๆ แล้ว .. แต่ดีที่คนก็ยังไม่หนาแน่นเท่าไรนัก ..

เข้าไปถึงก็เห็นร้านรวงต่างๆ เพิ่งจะจัดจะตั้งกันยังไม่เรียบร้อยดีเท่าไหร่ พาลให้เกิดความสงสัยว่ากลางวันนี่เค้าไม่ค้าไม่ขายกันบ้างหรืออย่างไร ปรากฎว่าเดินตรงเข้าไปอีกหน่อยถึงได้รู้ว่าร้านข้างในขายกันอยู่ตลอดวัน บางร้านก็เป็นที่นั่งดื่มนั่งสังสรรค์ก็คงจะขายไปยันดึกยันดื่นครึ่งค่อนคืนยังไม่ยอมเลิกกันเลยมั๊ง หลังจากเดินสำรวจเล็งมุมที่ต้องการเอาไว้ รอแสงไฟที่เค้าจะเปิดในตอนค่ำ ก็สังเกตเห็นแบตไอโฟนเจ้ากรรมกำลังจะหมด หากไม่ชาร์จให้เต็มไว้คืนนี้ขากลับถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉินอันใดก็จะพาลให้ติดต่อขอความช่วยเหลือใดๆ จากใครๆ ไม่ได้เป็นแน่แท้ เหลือบไปเห็นร้านกาแฟเลยปรี่เข้าไปหาอะไรดื่มแก้ง่วงสักแก้ว เต็มน้ำตาลในเลือดสักนิด ชีวิตจะได้สดชื่น ร่างกายจะได้ตื่นตัว


หน้าร้านกาแฟเพลินวาน .. / น่านั่งชิลล์มากๆ .. ยิ่งถ้าแดดร่มลมตก ร้านค้าด้านในเปิดไฟทั้งหมดแล้วยิ่งเพลิน(เมื่อ)วานกันในวันนี้แหละ ..


มีทั้งร้อน-เย็นให้เลือกสรร .. ชื่อเมนูดูมีสไตล์ ยูนีคสุดๆ .. / จะมื้อเบาแบบกินเล่นๆ หรือมื้อหนักแบบกินจริงๆ ก็มีให้สั่งกินกันอย่างครบครัน .. / บรรยากาศลายไม้แบบเก่าผสมความโมเดิร์นทันสมัย .. มันลงตัวกันได้แบบไม่ขัดหูขัดตา .. พาให้นั่งกันเพลินตั้งแต่วันวานจนวันนี้ก็ไม่มีเบื่อ ..


กาแฟรสชาติเข้มเสิร์ฟกับแพ็คเกจย้อนยุค .. ดูมีเอกลักษณ์ ..

ได้เอสเพรสโซเย็นรสชาติเข้มข้นๆ มาหนึ่งแก้ว พร้อมกับขออนุญาตน้องๆ สองหนุ่มชาร์จแบตโทรศัพท์สักชั่วโมงก่อนค่อยออกไปเดินเล่นด้านใน นั่งได้แป๊บเดียวฝนก็ลงเม็ดอีกครั้ง ระหว่างรอก็เลยเอากล้องออกจากถุง 7-11 มาเช็ดมาถูทำความสะอาดสักหน่อยหลังจากที่ไปกรำฝุ่นลุยฝนมาด้วยกันที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน(ในแบกเป้ลุยเลฯ ตอนที่สองนั่นแหละ ..) เอาภาพมาเปิดดูไปเรื่อย เลยขอถ่ายรูปสองหนุ่มหล่อใจดีแห่งร้านกาแฟเพลินวานไว้เป็นที่ระลึกและสัญญาว่าจะส่งรูปไปให้ จนทำให้เราได้เป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊คอยู่จนถึงทุกวันนี้ ดีใจที่ได้เพื่อนใหม่อีกสองคนครับ


เก้าอี้ไม้ .. ได้บรรยากาศเรโทรจริงจร๊งงงง .. ชอบจังเลยแบบเนี๊ยะ .. / กระเป๋ากล้องของผม .. ต้องพาหนีฝนไปหลบในถุง 7-11 ..


เพื่อนใหม่ของผมในวันนั้นครับ .. สองหนุ่มหล่ออัธยาศัยดี มีใจรักการบริการ ..

จากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานทางภูมิศาสตร์ของเพลินวาน พื้นที่ร้านค้าจะมีอยู่สามชั้น ที่เราเดินเข้าไปจากข้างหน้าทางเข้านั้นจะเป็นชั้นสอง เดินเข้ามานิดนึงจะมีบันไดขึ้นไปชั้นสามที่ส่วนใหญ่เป็นบริเวณของร้านค้าสำหรับคนชอบดื่ม แต่ถ้าเราไม่ขึ้นบันไดตรงนี้ เดินเลยเข้าไปจะพบกับสะพานอยู่ด้านซ้ายเพื่อเข้าไปสู่ตลาดเพลินวานและบันไดทางลงไปชั้นล่างอยู่ด้านขวาซึ่งจะลงไปสู่ส่วนที่เรียกว่า “ตรอกวานซืน” นั่นเอง หากเราไม่ลงบันไดตรงนี้แต่เลือกเดินข้ามสะพานไปก็จะเดินผ่านร้านค้าร้านอาหารเรียงรายไปตลอดสองฝั่งโดยมีสะพานข้ามไปมาได้ และหากเดินไปจนสุดทางก็จะมีทางลงไปสู่ลานเพลินที่สามารถเดินทางจากชั้นล่างก็ได้เหมือนกัน


มาดูด้านหน้ากันก่อน .. เดินเข้ามาก็จะเจอโซนนี้ก่อนเลย ..


ตรงไปก็จะพบกับสะพานและบันได .. คุณเลือกได้ว่าจะไปทางไหน ..?

บริเวณลานเพลินนี้ก็จะจัดเป็นแบบงานวัด มีชิงช้าสวรรค์ ปาลูกโป่ง ยิงเป้าเอาตุ๊กตา ฉายหนังกลางแปลง ชวนให้นึกถึงบรรยากาศเมื่อครั้งที่ผมยังเป็นเด็กอยู่ที่บ้านนอก ชอบที่สุดเวลาวัดจัดงานบุญหรือเวลามีหนังขายยามาฉายให้ดูกันฟรีๆ ที่สนามหน้าอำเภอ ผมกับเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกันก็จะพากันหอบเสื่อหอบหมอนไปนอนดูหนังกัน รถเข็นขายผลไม้ดอง ลูกชิ้นปิ้งที่มีตะเกียงน้ำมันแบบกระป๋องใบเล็กกับยากันยุงแท่งกลมยาวใส่กระบอกสังกะสีที่มีขดลวดสปริงอยู่ด้านในเอาไว้ใส่ยากันยุงที่กำลังพ่นควันโขมงส่งกลิ่นฉุนที่คุ้นเคยลอยตลบอบอวลคละคลุ้งเคล้ากับกลิ่นไอน้ำมันจากตะเกียงอันเป็นเอกลักษณ์ที่หาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว เมื่อก่อนการไปเที่ยวงานวัดหรือไปดูหนังกลางแปลงนั้น มีเงินไปแค่คนละห้าบาทก็ซื้อนู่นนี่นั่นแบ่งกันกินได้จนหนังฉายจบไปหลายเรื่อง บางคนก็นอนเล่นนอนคุยกันไปท่ามกลางแสงไฟและเสียงแผ่นฟิล์มตีกับตะแกรงเหล็กของม้วนฟิล์มจากเครื่องฉายหนังดังครึ่กครั่กจนผลอยหลับกันไปได้ยังไงก็ไม่รู้


ลานเพลิน .. เพลิดเพลินกับเกมการละเล่นสารพัดสารพัน .. เลยเล่นกันเพลินจนกระเป๋าตังค์แฟบได้แบบไม่ทันตั้งตัว ..


มาม๊ะ .. เล่นอะไรกันก่อนดีล่ะ ..?


บริเวณปากตรอกวานซืน .. เป็นลานกว้างใช้จัดกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ได้ดี ..

และก็เป็นเอกลักษณ์ของหนังขายยาที่เวลาฉายไปสักครึ่งเรื่อง พอถึงตอนเข้าด้ายเข้าเข็มทีไร เป็นต้องหยุดฉายเปิดไปสว่างโร่ พร้อมเสียงโฆษกประจำรถออกมาโฆษณาสรรพคุณของยาหรือเครื่องดื่มชูกำลังของเจ้านั้นๆ พร้อมโปรโมชั่นลดแหลกแจกแถมจนหลายคนหลงเคลิ้มซื้อกันไปคนละกล่องสองกล่อง ผู้ใหญ่หลายคนก็ช่วยๆ กันซื้อให้หมดๆ ไปจะได้ดูหนังกันต่อได้สักที ภาพความทรงจำแบบนี้คนรุ่นใหม่ไม่เคยได้เห็นได้รู้จักกันอีกแล้ว และที่เพลินวานนี่ก็พยายามจำลองภาพเหตุการณ์แบบนั้นที่คนในยุค Gen Y ไม่เคยเห็นให้ได้มาตื่นเต้นกับวันวานในกาลเวลาแห่งปัจจุบันนั่นเอง


หนังขายยาครับ .. ใครเคยได้ดูกันบ้างเอ่ย ..?

เอาล่ะ .. แบตเต็มพอดีเมื่อยามฝนซา พอดีกับเวลาเคารพธงชาติตอนเย็นได้ผ่านพ้นไป กล่าวลาเพื่อนใหม่แล้วออกไปย้อนยุคปลุกเร้าความเป็นเด็กที่แอบซ่อนในซอกเล็กๆ หลืบหนึ่งในความทรงจำเพื่อดื่มด่ำกับภาพจำลองของวันวานของค่ำคืนที่คุ้นเคย ภาพรอยยิ้มเล็กๆ ของเด็กชายตัวน้อยที่กำลังฉุดกระชากลากมือของผู้เป็นแม่อย่างเร่งรีบให้เข้าไปในร้านโชว์ห่วยที่เป็นห้องแถวไม้เก่าตั้งอยู่กลางตลาดในย่านการค้าของอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดหนึ่งที่ขอบด้านล่างของคมขวานทอง

พลางชี้มือเล็กๆ ไปที่ของเล่นอย่างหนึ่งที่สมัยผมเป็นเด็กเราเรียกกันว่าลูกโป่งวิทยาศาสตร์(แต่สมัยนี้ไม่รู้เรียกว่าอะไร) ที่เวลาจะเล่นก็ต้องคลายพับทางด้านท้ายหลอดบรรจุที่ทำจากสังกะสีแล้วเอาฟันกัดมุมให้ฉีกออกเล็กน้อย จากนั้นบีบตัวน้ำยาซึ่งมีลักษณะเหนียวหนืดกลิ่นหอมฉุนออกมา แล้วเอาปลายหลอดที่แถมมานั้นไปม้วนพันด้วยน้ำยาให้รอบพอประมาณ ขั้นตอนต่อไปนี่เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะลืมไม่ได้เลยทีเดียวก็คือต้องเอาหลอดที่พันน้ำยาแล้วนั้นเข้าไปในปากเพื่อให้น้ำลายช่วยเป็นตัวประสาน จากนั้นก็เป่าที่ปลายหลอดอีกด้าน ตัวน้ำยาจะขยายตามแรงลมที่เป่าของเราจนพองขึ้นกลายเป็นลูกโป่ง หากตรงไหนรั่วก็เอานิ้วมือสองนิ้วบีบตรงรอยแตกเข้าหากันมันจะยึดติดกันเอง เคยแข่งกันกับเพื่อนๆ ว่าใครจะเป่าลูกโป่งได้ใหญ่ที่สุด มันเป็นความสนุกในวัยเด็กที่นึกถึงครั้งใดก็อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ทุกที ไม่รู้ว่ามีใครเคยเล่นแบบผมบางหรือเปล่า..?


ยามเมื่อหลอดไฟนับพันได้ส่องสว่าง .. เพลินวานก็เผยความสวยมีเสน่ห์ในแบบฉบับของตัวเอง .. แม้จะไม่ได้กลิ่นอายในวันเก่าๆ กลับมาทั้งหมด แต่ก็กระตุกความทรงจำของผมให้พริ้งเพริดบรรเจิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็น ..


ถูกใจร้านของเล่นนี่แหละ .. อยากจะซื้อกลับไปนั่งเล่นคนเดียวที่บ้านซะทั้งหมดนี่เลย .. จะได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ..


นึกถึงยุค 2499 อันธพาลครองเมืองจริงๆ แฮะ .. อารมณ์มันได้ก็ไอ่ตรงรถคันที่จอดอยู่นี่แหละ .. / แวะเข้าไปเล่นชิงช้าสวรรค์กันสักหน่อยดีป้ะ ..?

ออกนอกเรื่องไปซะไกลเลย พอได้ย้อนยุคไปกับเพลินวานก็พาลนึกย้อนไปถึงตอนสมัยเป็นเด็กซะอย่างนั้น ก็พอเห็นร้านของเล่นอารมณ์สนุกสนานก็เลยพาลกลับมาชวนความเป็นเด็กให้ตื่นขึ้น มีของเล่นหลายๆ อย่างที่เด็กบ้านนอกอย่างผมชอบเล่น ตัวอย่างเช่น ไข่พลาสติกที่ต้องหยอดเหรียญแล้วหมุนๆ ในไข่ก็จะมีแหวนเล็กๆที่ทำจากลวดบ้าง แหวนพลาสติกสีสวยๆ บ้าง แล้วก็ยังมีหมากฝรั่งที่ทำเป็นรูปบุหรี่ หรือจะเป็นของเล่นสำหรับเด็กผู้หญิงอย่างตุ๊กตากระดาษพร้อมชุดสีสวยให้เปลี่ยนเล่นได้ โอ๊ยยย .. ของเล่นอื่นๆ อีกจิปาถะ มันเยอะซะจนอยากจะซื้อกลับมาเล่นอีกสักรอบจริงๆ เนี่ยะ


ชอบจัง .. เก้าอี้ไม้แบบที่เห็นตามสถานีรถไฟ .. มันได้อารมณ์ย้อนยุคจริงๆ .. / ขนมไทยๆ หาซื้อกินได้ที่นี่ ..


คอเพลงเก่าก็มีให้เลือกซื้อกลับไปฝากคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะ .. / เครื่องดนตรีก็มีขายจ้ะ .. / ขนมปัง .. ก็ขนมปังนั่นแหละ .. ไม่รู้จะเขียนแคปชั่นยังไง .. ฮ่าๆๆ


ข้าวปลาอาหารทั้งหวานคาว .. ขนูกขนมสารพัดให้เดินเลือกซื้อกินกันไม่หวาดไม่ไหว .. ไม่อ้วนก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วล่ะครับ ..

จากของเล่นก็มาถึงของกินกันบ้าง ขนมเบื้อง ขนมครก ขนมถังแตก ขนมปังสารพัดชนิด ร้านข้าว ร้านก๋วยเตี๋ยว สุกี้ ราดหน้า น้ำแข็งไส เลยไปจนถึงร้ายขายเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า แว่นตา ร้านนาฬิกา ร้านถ่ายรูป ร้ายขายแผ่นเสียง/ซีดี(สมัยก่อนมันมีแผ่นซีดีด้วยเร๊อะ) ร้ายขายเครื่องดนตรี ย้อนกลับไปด้านหน้าก็มีรถคีออสเรียงรายขายสารพัดโดยมากก็เป็นเสื้อผ้า กระเป๋า กิฟท์ช๊อป กล้วยทอด น้ำตาลปั้น ไอศครีมกระทิสด ฯลฯ


วันนี้ท้องฟ้าไม่สวยเพราะฝนเพิ่งจะหยุดตก .. แต่ชอบรถคันนี้เลยขอเก็บภาพเอาไว้สักหน่อย ..


เข้าไปถ่ายรูปกัน .. เค้ามีชุดให้เปลี่ยนแบบนี้ด้วยนะ .. ใครคลั่งไคล้ เดอะ บีทเทิ่ล ต้องไม่พลาดครับ ..

ช๊อตเด็ดของด้านหน้าคงหนีไม่พ้น “น้ำมะเน็ต” เครื่องดื่มรสซ่าแบบไทยๆ ในสมัยคุณพ่อคุณแม่ยังเป็นวัยรุ่น ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า “เลมอนเนต” ในภาษาอังกฤษเสียมากกว่า เป็นน้ำหวานสีสันสดใสหลากหลายรสชาติในโถแก้วรูปสี่เหลี่ยมทรงสูงตั้งเรียงรายป็นที่สะดุดตาเชิญชวนให้มาลองลิ้มชิมรสสัมผัสความซ่าส์สดได้เต็มทุกหยดทุกแก้ว เป็นน้ำอัดลมแบบไทยแท้ๆ ที่ไม่ต้องติดแบรนด์ใหญ่ก็ขายกันได้มานานโดยไม่ต้องลงทุนโฆษณาด้วยเม็ดเงินมหาศาลอย่างเช่นทุกวันนี้


นี่แหละครับ .. น้ำมะเน็ต .. ซ่าส์กันแบบไทยๆ ไม่ต้องไปเสียเงินให้ต่างชาติให้ขาดดุล ..

อัมที่จริงแล้วเพลินวานมีมุมเด็ดๆ ให้คนชอบถ่ายรูปได้เก็บภาพสวยกลับไปอวดคนที่บ้านได้เยอะแยะ หรือแม้แต่หนุ่มๆ จะพานางแบบส่วนตัวมาด้วยก็คงได้คะแนนพิสวาสไปไม่ใช่น้อย เพราะคุณเธอจะได้ภาพสวยย้อนยุคตามเทรนด์วินเทจที่กำลังเป็นที่ถูกอกถูกใจในหมู่คนรุ่นใหม่ในขณะนี้ แม้แต่กับเพื่อนฝูงที่มากรี๊ดกร๊าดเซลฟี่กันเป็นกลุ่มก็เป็นกิจกรรมสนุกสนานน่าดูชมไม่น้อย ส่วนใครที่ชอบนั่งชิลล์ปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยกับเครื่องดื่มเบาๆ เค้าก็มีร้านให้หนุ่มๆ อย่างเราๆ ที่มีหน้าที่นั่งรอสาวๆ เดินช๊อปปิ้งได้มีที่ดื่มที่ดริ๊งค์กันเป็นการฆ่าเวลา หรือจะเฮฮาไปตามประสาคนโสดที่โดดงานหนีมาเที่ยวบินเดี่ยวโดยลำพังอย่างผมก็ยังได้เพลิดเพลินเจริญตากับสาวๆ น่ารักที่เดินเที่ยวเดินเล่นกันให้ขวักไขว่ทั้งไทยทั้งต่างชาติ


เลือกมุมสวยถ่ายรูปกันได้ .. / ถนนสายนี้ มีเรโทร .. โอ้โฮ .. มันใช่เลยยยย ..


มุมสวยก่อนขึ้นบันไดไปนั่งชิลล์ของบรรดาคนชอบดื่ม .. / รูปดาราสองคนที่เห็นไกลๆ นั่นใครน๊าาาา หน้าคุ้นๆ ไหม .. แต่ผมเกิดไม่ทันยุคทองของพวกเค้าหรอกครับ ..???


พอตกกลางคืน .. ร้านรวงเริ่มเปิดไฟ เพลินวานก็จะสวยไปอีกแบบ .. เสน่ห์แห่งแสงไฟที่เชิญชวนให้หันไปมอง ..


บรรยากาศแห่งวันคืนใต้ผืนฟ้าที่โปรยปรายด้วยแสงไฟจากหลอดไส้ในยุคก่อน ขับให้แสงสวยโทนอุ่นพร่างพราวไปทั่วเพลินวาน ..

ไม่ได้ค่าโฆษณาแล้วจะมาโปรโมทมากไปก็กระไรอยู่ เดี๋ยวจะหาว่าตรูเป็นหน้าม้า แต่ส่องกระจกดูหน้าตัวเองทีไรก็ไม่ได้หน้ายาวนี่นา แต่ทำไมใครๆ ชอบว่าหน้าเป็นม้าอยู่เรื่อย ผมไปเที่ยวทุกที่ไม่เคยมีสปอนเซอร์มาจ่ายค่าเดินทางค่าที่พักให้เลยสักครั้ง ทุกบาททุกสตางค์มาจากกระเป๋าแบนๆ ใบเก่าที่เฝ้าติดตัวมาหลายปี จะเที่ยวแต่ละทีต้องวางแผนกันให้ดีไม่อย่างนั้นมีหวังกินมาม่ากันทั้งเดือนเอาได้ง่ายๆ(ฮา ..) แต่จะทำยังไงได้ ก็ในเมื่อใจมันอยากเที่ยว จะอดมื้อกินสองมื้อก็ต้องพาร่างกายออกไปเปิดรับกับประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อเติมเรื่องราวเติมไฟให้หัวใจที่กำลังอ่อนล้าได้กลับมาสู้ต่อไปได้อีกครั้งอย่างมั่นคง


มุมนี้สำหรับสิงห์อมควันนะครับ ..  / เก้าอี้นั่งด้านหน้าทางเข้าในยามนี้กลับดูสวยงามขึ้นมาถนัดตา หลังจากที่เมื่อเย็นผมมองผ่านเลยไปไม่ใยดี ..


แสงโสม .. สุราไทยเหรียญทอง .. ถัดไปก็เป็นที่สำหรับใครๆ ที่ปวดชิ้งฉ่องก็รีบพาน้องไปยิงกระต่าย หรือถ้าข้าศึกกำลังบุกทลายประตูหลัง ก็ควรรีบไปนั่งด้านในแต่โดยดี ..


มุมนี้ที่ใครๆ ก็ชอบมาเก็บภาพประทับใจกลับไปบ้าน ..


บอกลาเพลินวานด้วยรูปด้านหน้ายามเวลาค่ำคืน .. แล้ววันหนึ่งจะพาตัวเองกลับมาหวนคืนรื้อฟื้นอดีตที่นี่กันอีกครั้ง .. ผมสัญญา ..

แฮ่ๆๆ .. นอกเรื่องอีกแล้วสิตรู .. เอาล่ะตอนนี้ก็ย่างเข้าสู่เวลาแห่งค่ำคืนกันแล้ว ก็คงถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรกันเสียที ถ้าขืนช้าไปกว่านี้ก็จะไม่มีรถตู้ให้ได้กลับเป็นแน่ เพราะถ้าพลาดรถตู้เที่ยวสุดท้ายก็ต้องรอรถทัวร์ที่วิ่งขึ้นมาจากทางใต้แต่เพียงสถานเดียวและปลายทางที่สายใต้ก็จะลำบากมากมายในการหารถกลับบ้าน ยังดีที่ผมออกมาทันรถตู้กรุงเทพฯ-ประจวบคีรีขันธ์คันสุดท้ายพอดี มีที่นั่งเหลือให้นั่งสบายๆ หลายที่ เลยได้อาศัยนอนหลับกลับมาตื่นอีกทีก็ตอนที่คนขับเลี้ยวขวับเข้าไปเติมแก๊สก่อนถึงถนนกาษจนาภิเษกเล็กน้อย ที่ต้องตื่นลืมตาเพราะเค้าบอกว่าให้ลงจากรถก่อนมันเป็นกฎของปั๊มแก๊ส ผู้โดยสารเลยได้ลงไปยืดเส้นยืดสายเข้าห้องน้ำห้องท่าช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางได้เป็นอย่างดี จากตรงนี้ก็อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็จะน่าถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งจากตรงนั้นผมก็จะมีรถเมล์หลายสายให้ได้เลือกใช้บริการ สะดวกกว่าต้องหารถมาจากขนส่งสายใต้(ใหม่ .. ที่ใหม่กว่าสายใต้ใหม่เดิม .. งงป้ะ..?)ที่อยู่แถวพุทธมณฑลเยอะแยะ


จอดเติมแก๊สแถวๆ ถนนกาญจนาภิเษกครับ .. เลยตื่นมาเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาซะเลย ..


ขึ้นรถเมล์กลับบ้านครับ .. / ดึกดื่นครึ่งคืนแล้ว ถนนลาดพร้างบริเวณแยกรัชดาฯ-ลาดพร้าว ก็ยังมีรถติดไม่สร่างซา เป็นถนนที่ไม่เคยหลับจริงๆ .. / มาถึงตลาดบางกะปิก็ต้องเดินๆๆๆ มาต่อรถอีกสายนึงเพื่อจะไปให้ถึงบ้านเสียที ..

สุดท้ายปลายทางหลังจากผมยืนรอรถเมล์อยู่เป็นเวลาร่วมชั่วโมงก็ได้ขึ้นรถกลับบ้านเสียที และแล้วฝนก็ตกลงมาอีกครั้ง ฟ้าแลบแปล๊บๆ ส่งเสียงคำรามครืนๆ ตลอดเวลา คงเป็นการต้อนรับผมกลับบ้านหลังจากที่ส่งผมไปเที่ยวเมื่อสองวันก่อนด้วยพายุฝนเช่นกัน ภาพสุดท้ายก่อนเดินเข้าบ้านระบุเวลาในเมต้าดาด้าที่ 01:30 น.ของวันใหม่

ขอบคุณที่ได้ติดตามอ่านกันมาถึงสามตอน วันนี้ขอตัวไปพักผ่อนสักสอง-สามชั่วโมงก่อนจะตื่นมาเริ่มชีวิตวันใหม่ในความเป็นจริงกันอีกครั้ง มีความสุขกับการใช้ชีวิตกันทุกคนนะครับ ..

คลิ๊กที่นี่เพื่อชมภาพทั้งหมดของทริปนี้ครับ

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2558 เวลา 13:38 น.




Create Date : 14 พฤษภาคม 2558
Last Update : 14 พฤษภาคม 2558 13:56:35 น. 2 comments
Counter : 506 Pageviews.

 
ลุยจริง ๆ ค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 14 พฤษภาคม 2558 เวลา:21:01:37 น.  

 
thx u crab


โดย: Kavanich96 วันที่: 15 พฤษภาคม 2558 เวลา:2:29:38 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13


 
tombass
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]






You're visitor No.
HTML Counter


Tombass's Bloggang Counter



Welcome to my HOMEPAGE




ไปเที่ยวชมบนเวบบอร์ดครับ ..


http://11maysa.eu5.org



คุณสามารถเข้าชมรูปภาพในบล็อคนี้ได้ที่
G+ Picasa
Photo Bucket



กี่โมงแล้วล่ะเนี่ยะ ..?





ราคาน้ำมันวันนี้ .. by PTT




About me :





Do you hear me? I'm talking to you
Across the water across the deep blue ocean
Under the open sky, oh my, baby I'm trying

Boy I hear you in my dreams
I feel your whisper across the sea
I keep you with me in my heart
You make it easier when life gets hard

I'm lucky I'm in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again
Ooh ooh ooh

They don't know how long it takes
Waiting for a love like this
Every time we say goodbye
I wish we had one more kiss
I'll wait for you I promise you, I will

I'm lucky I'm in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again

Lucky we're in love in every way
Lucky to have stayed where we have stayed
Lucky to be coming home someday

And so I'm sailing through the sea
To an island where we'll meet
You'll hear the music fill the air
I'll put a flower in your hair

Though the breezes through trees
Move so pretty you're all I see
As the world keeps spinning 'round
You hold me right here, right now

I'm lucky I'm in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again

I'm lucky we're in love in every way
Lucky to have stayed where we have stayed
Lucky to be coming home someday

Ooh ooh ooh
Ooh ooh ooh, ooh

Title : Lucky
Artist : Jason Mraz & Colbie Caillat
Friends' blogs
[Add tombass's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.