012 มานี่มา แม่จะเล่าอะไรให้ฟัง
ความสำเร็จ ความไม่สำเร็จ

ถ้าเลือกได้ ใครก็อยากประสบความสำเร็จในชีวิตใช่ไม๊ลูก?

มาม๊าก็เหมือนกัน







เมื่อตอนที่ม๊าเรียนอยู่มหาลัยปี 2
ม๊ามีโอกาสได้เข้าสู่ธุรกิจหนึ่ง ที่เรียกว่า "ธุรกิจเครือข่าย" ในค่ายที่คุณก็รู้ว่าอะไร
ธุรกิจนี้ บางคนก็เห็นด้วย บางคนก็ไม่ชอบ ถึงขนาดที่ว่า ใครมาชวนเลิกคบสถานเดียว


แต่ม๊าเป็นคนที่อยากเรียนรู้ ม๊าลองฟังข้อมูลจากคนที่ทำงานเป็น
ศึกษาข้อมูล และพยายามหยิบเอาข้อดีจากธุรกิจนี้มาปรับทัศนคติในการดำเนินชีวิต


เป้าหมายหลักของการทำธุรกิจนี้ คือ การประสบความสำเร็จให้เร็วที่สุด
เขาบอกว่า ยิ่งเราสำเร็จเร็ว คนที่เรารักก็จะมีชีวิตที่สบายเร็วขึ้น
(มีเงินเก็บไวขึ้น ไม่ต้องเป็นลูกจ้าง พ่อแม่ได้พักไวขึ้น)


ม๊าเป็นคนที่เซนซิทีฟเรื่องครอบครัวมาก เพราะม๊ารักคุณยายที่สุดในชีวิต
สิ่งที่อยู่ในหัวใจของม๊า คือม๊าอยากให้คุณยายได้พักจากงานหนัก และใช้ชีวิตแบบสบาย


.. และนั่นคือแรงผลักดันให้ม๊าอยากจะตั้งใจสำเร็จในธุรกิจนี้ ..


ม๊าเรียน แต่วันไหนมีประชุม ม๊าก็จะไป
ม๊าอยู่รังสิต เลิกเรียนแล้วก็นั่งรถตู้ไปสาธร กว่าจะเลิกทุกอย่างก็เกือบเที่ยงคืน
นั่งรถไฟฟ้าขบวนสุดท้าย ต่อด้วยรถตู้แล้วค่อยกลับมานอนพักผ่อน
บางทีก็มาลองนั่งเขียนแผน เขียนนั่นนี่อีกหลายชั่วโมง .. ให้เวลากับมันมาก


ทำธุรกิจเครือข่ายเป็นงานหลัก เรียนเป็นงานรอง
เพราะมีตัวอย่างให้เห็นว่า ก็มีนักศึกษาหลายคนที่เรียนไม่เก่งเลยแต่สำเร็จในธุรกิจนี้


พูดมาถึงตอนนี้ หนูอย่าพึ่งตัดสินใจอะไรนะลูก
รอให้ม๊าเล่าให้จบก่อน


สมัยนั้นม๊าเป็นวัยรุ่น ที่เฮ้วและไฟแรงมาก
ม๊าสามารถเรียนทั้งวัน ตอนเย็นไปประชุม หลังประชุมมี after meeting
กลับจากประชุม ถ้ามีงานวันเกิดเพื่อนสนิทม๊าก็สามารถไป party ต่อได้ แล้วเช้ามาก็ไปสอบ


เรียกว่าใช้เวลาได้คุ้มมาก แต่เหนื่อยมากจริงๆ


เมื่อม๊าอยู่ในธุรกิจนี้ จุดหนึ่งที่ต้องมีคือ "การใช้และแนะนำสินค้า"
ม๊าก็ลองใช้สินค้าประเภทเครื่องสำอางค์ .. แน่นอน เพราะม๊าเป็นเจ้าแม่ beauty อยู่แล้ว
ม๊าใช้ก็ดีหมดแหละ (พื้นฐานผิวม๊าเป็นคนผิวขาว และไม่ค่อยมีตำหนิอะไรอยู่แล้ว)
ไปให้คุณยายลอง คุณยายก็เคยใช้อยู่แล้ว เห็นม๊าทำก็อุดหนุนกันไป
ให้เพื่อนคุณยายอุดหนุนบ้าง คนนั้นคนนี้ที่คุณยายรู้จักก็แนะนำให้มาซื้อกับม๊า


คุณยายเคยทำ แต่ไม่สำเร็จ
ม๊ารู้ว่าทั้งที่ใจคุณยายไม่สนับสนุน แต่ก็ไม่ได้ห้ามและคอยช่วยเหลือตลอด


เวลาผ่านไป ชั่วโมงบินในธุรกิจนี้ของม๊ามากขึ้น
ม๊าเริ่มอยากจับสินค้าชิ้นใหญ่ เพราะจะทำให้เราได้เงินมากขึ้น และได้เลื่อนอันดับเร็วขึ้น


ม๊าตัดสินใจลากเครื่องกรองน้ำขึ้นเหนือ แวะที่แพร่3วัน
คุณยายมองกระเป๋าใบใหญ่ๆหลายใบที่ม๊าแบกไปคนเดียวด้วยความเป็นห่วง


เมื่อทำการสาธิตเสร็จ ก็ซื้อตั๋วขึ้นเชียงใหม่ด้วยเที่ยวรถที่ไวที่สุด คือ เที่ยงคืน
เป็นรถเสริมที่เบาะแข็งมาก จอดทุกสถานี
ม๊าต้องกอดอุปกรณ์สาธิตทุกชิ้นของม๊าเอาไว้ เพราะคนขึ้น-ลงตลอดทั้งสาย


ไปถึงเชียงใหม่เกือบฟ้าสาง
แต่ม๊าก็ยังเข้าที่พักไม่ได้ เพราะม๊านัดกับเพื่อนอีกคนให้ลากเครื่องกรองอากาศมาสมทบด้วย


ม๊าทั้งเหนื่อยและเพลียเพราะไม่ได้พักผ่อน
ที่ขนส่งยุงเยอะมาก ม๊าโดนยุงทั้งกัด ทั้งกวน และด้วยความห่วงของม๊าก็เลยไม่ได้หลับยันเช้า


กว่าเพื่อนจะมาถึงม๊าก็ต้องนั่งรอประมาณ 3-4ชั่วโมง


เหมารถตู้ไปหาห้องพัก ก็ดั๊นนนน ไปได้โรงแรมเล็กๆ ที่กำลังมีการปรับปรุงก่อสร้าง
จะย้ายโรงแรมก็คงจะลำบากมาก เนื่องจากฝนตกหนักและไม่มีรถโดยสารแถวๆนั้นเลย
ลิฟท์ก็ไม่มี ต้องแบกกระเป๋าใบใหญ่หลายๆใบขึ้นห้องพัก
จะนอนก็มีเสียงดังจากการซ่อมแซมตึก แถมเสียงคนงาน เสียงแม่บ้าน และกลิ่นปูน


ม๊าอิดโรยมาก แต่ก็ตัดสินใจรีบนอนพัก จะได้รีบไปเจอลูกค้าแล้วก็จะได้กลับรังสิต


แต่เรื่องมันไม่ง่าย ,, เพราะลูกค้าที่นัดกันไว้เกิดไม่อยากดูการสาธิตสินค้าซะงั้นน่ะ


ม๊าเหมือนจะเสียเวลาเปล่า
แต่ก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า อย่างน้อย เราก็ชนะใจตัวเองที่กล้าจะตัดสินใจ


.. กลับรังสิตด้วยความอ่อนเพลีย ไม่ได้อะไรกลับมา นอกจากความภูมิใจในความพยายามของตัวเอง ..






ช่วงกลับมาไม่นาน ม๊าก็ป่วยด้วยความที่ร่างกายอ่อนเพลียมาก
มีไข้จนนอนซม ลุกขึ้นไปหาหมอไม่ได้


ช่วงนั้นใกล้วันแม่มาก คุณยายลงมาหาม๊าที่รังสิต
เห็นอาการของม๊าแย่มาก กินอะไรไม่ได้ ก็เลยพาไปคลินิคเอกชนใกล้ๆหอพัก


ม๊ามีไข้เกือบ 40 องศา
แต่ผลวินิจฉัยหมอบอกว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา ฉีดยาและให้กลับไปพักผ่อน


พอฉีดยาอาการก็ดีขึ้น ไปกินข้าวกับคุณยายได้ ไปช่วยคุณยายซื้อของได้
แต่พอเข้าวันที่ 2 ม๊ากลับอาเจียน และมีไข้ขึ้นอีก


วันที่ 3 ของการป่วย ม๊ากลับมีอาการทรุดลง คือมีไข้กลับขึ้นมาอีก
วันนั้นเป็นวันที่คุณยายต้องกลับแพร่แล้ว แต่คุณยายรู้สึกไม่ไว้ใจในอาการป่วยของม๊า
บังคับให้ม๊าไปโรงพยาบาลจนได้


ผลการตรวจคือ ม๊ากลับมีไข้ขึ้นสูง
คุณหมอจับตรวจเลือด ปรากฎกว่าเกร็ดเลือดต่ำมาก
 เกร็ดเลือดต่ำเพียง 20,000!! (ปกติ150,000 - 450,000 เซลล์)


ม๊าเป็นไข้เลือดออก ระยะอันตราย ต้อง admit ด่วน

เราต้องย้ายสัมโนครัวมานอนที่โรงพยาบาลกัน


คืนนั้น
มีไข้ทั้งคืน พยาบาลเข้ามาเช็ดตัวทุกๆ 1 ชั่วโมง
หายใจไม่ออก เพราะตับและม้ามโตจนกระทั่งเบียดปอด ต้องใส่ท่อออกซิเจน


คืนถัดมา
เจาะเลือดวันละ 1 หลอด
ยังต้องเช็ดตัวลดไข้อยู่ ให้ทานแต่ข้าวต้มจืดๆ ห้ามอาหารรสจัด ห้ามมีสี


และเหตุการณ์น่าช็อค คือ ม๊าเป็นประจำเดือน


ปกติ คนเป็นไข้เลือดออก สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือไม่ให้เลือดออกทุกส่วนในร่างกาย
(ถึงขั้นห้ามแปรงฟันเพื่อป้องกันเลือดออกตามไรฟัน)


แต่ม๊ากลับเป็นประจำเดือน เลือดทะลักเจิ่งนองเต็มเตียง
คุณยายดูวิตกมาก เพราะพยาบาลพึ่งเล่าให้ฟังว่า มีเด็กที่มีอาการแค่เลือดออกตามไรฟัน
แต่กลับเสียชีวิต .. น่ากลัวมากเลยล่ะลูก
คุณหมอต้องสั่งฮอร์โมนเพื่อให้ประจำเดือนหยุด


ตลอดเวลาที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาล 5 วันนั้น
คุณยายแทบไม่ได้นอนเลยซักวัน หน้าตาอิดโรย และดูเป็นกังวลมาก


ในช่วงนั้นม๊ากับป๊าของหนู เว้นช่องว่างให้กันและกัน
แต่ก็ยังมาช่วยคุณยายเฝ้าม๊าอยู่เป็นบางวัน ให้คุณยายได้นอนพักบ้าง


ในเวลา 5 วันนั้น
มีคนที่รักม๊ามากๆ 2 คน คอยสลับกันดูแล
อ่อ มีเพื่อนม๊ามาผลัดบางเป็นบางวัน ทั้งที่เขาก็มีงาน


แต่ในระหว่างนั้น ไม่มีเพื่อนในเครือข่ายมาเยี่ยมม๊าเลย ซักคนเดียว
มีแต่โทรศัพท์เข้ามาถามว่า "จะเข้าร่วมงานประชุมใหญ่ที่กำลังจะถึงนี้ไหม"
มันเป็นคำถามที่ม๊าให้คำตอบไม่ได้ รู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก


คุณยายมองม๊าคุยโทรศัพท์ ด้วยสายตาที่หาคำตอบไม่ได้
ม๊าไม่ได้ตอบอะไรไป บอกแค่ว่าถ้าออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ จะให้คำตอบละกัน


คุณยายมีคำถามหนึ่งกับม๊า
"ลูกต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ?
แม่ก็ยังพอมีเงินจะส่งเสียให้ลูกเรียนจนจบโดยที่ไม่ต้องลำบากขนาดนี้"


หนูรู้ไม๊ลูก ม๊าแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้

ในใจรู้สึกผิดมากมายสารพัด

ไม่ได้โกรธคุณยายที่พูดประโยคนี้

แต่ประโยคนี้ทำให้ม๊าฉุกคิดขึ้นมาว่า

"จริงๆแล้ว เราต้องการความสำเร็จในชีวิตถึงขั้นไหน?"

"วันหนึ่งสิ่งที่เราสร้างไว้มันเกิดความสำเร็จ คนที่เรารักจะดีใจไม๊ ถ้าวันนั้นไม่มีเราอยู่"






หนูมองเห็นอะไรจากสิ่งที่ม๊าเล่าไม๊ลูก?


วันหนึ่งถ้าหนูจะทดลองทำอะไร
ม๊าจะสนับสนุน ขอเพียงให้หนูตั้งใจและทำให้ดีที่สุด


แต่เหนือสิ่งอื่นใด ม๊าอยากให้หนูคิด และใคร่ครวญสักนิด
มองให้เห็นถึงความรัก และปรารถนาดีของม๊า


ความสำเร็จของคนเราไม่เท่ากัน
เพราะแนวทางชีวิต และความฝันของคนเราไม่เหมือนกัน


หนูทำอะไรก็ได้ เป็นอะไรก็ได้
แค่หนูมีความสุขบนบรรทัดฐานของการเป็นคนดีในสังคม


คุณยายไม่ต้องการบ้านหลังใหญ่ เพราะมันกว้างเกินไปที่เราจะเดินไปกอดกัน
แต่ไม่ใช่บ้านหลังเล็ก ที่จะทำให้เราอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันไม่ได้
..ซึ่งม๊าเองก็คิดอย่างนั้น..


เงินทองที่มากมาย อาจจะซื้อความสะดวกสบายให้กับชีวิตได้
แต่ถ้าช่วงเวลาหนึ่งที่เราสละไปเพื่อหาเงิน .. เราอาจจะสูญเสียอะไรที่ไม่อาจจะเรียกร้องกลับคืนมาได้



มีผู้ชายคนหนึ่ง ที่เขาเคยเข้ามาในชีวิตม๊าเมื่อสมัยมัธยม
ปัจจุบันนี้เขาแต่งงานแล้ว แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่
เขาพูดกับม๊าว่า "ถ้าวันหนึ่งเธอมีลูก เธอเจออะไรมามาก เธอน่าจะได้ใช้บทเรียนในชีวิตสอนให้กับลูกเธอได้เยอะแยะ"
ม๊าตอบว่า "แน่นอน โดยเฉพาะเรื่องของเธอ มันเป็นวัคซีนอย่างดีให้กับชีวิตฉันเลยล่ะ และฉันก็จะไม่ลืมเอาไปสอนลูกด้วย"


เขาถึงกับหัวเราะไม่ออกเลยล่ะลูก






พอหนูโตไป ม๊าอาจจะมีอะไรเล่าให้หนูฟังเยอะแยะ
บางเรื่องเกิดขึ้นจริงกับม๊า บางเรื่องเกิดขึ้นจริงกับป๊า
บางเรื่องก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วจากคนรอบๆข้างของเรา
.. หนูไม่ต้องเชื่อม๊ากับป๊าทุกเรื่อง เพราะม๊ามั่นใจว่าหนูจะมีวิจารณญาณที่จะใตร่ตรองเรื่องราวทั้งหมดด้วยตัวหนูเอง ..






วันนี้ ครบ 35 สัปดาห์แล้ว
อีกไม่กี่สัปดาห์เราก็จะได้เจอกันแล้วนะลูก


ที่วันนี้ม๊ารีบมาเล่าเรื่องนี้ให้หนูฟัง เพราะมีพี่ทีมงานเครือข่ายโทรหาม๊าเมื่อวาน
ม๊ารู้ว่ามันก็เป็นการ Follow up อย่างหนึ่ง
ม๊าบอกเขาว่าม๊ากำลังตั้งท้องหนูอยู่


อีกนัยหนึ่ง คือ ชีวิตม๊าต่อจากนี้คงยึดหนูกับครอบครัวไว้เป็นหลัก
ม๊าไม่ใช่เด็กสาวมหาลัยที่จะบ้าระห่ำทำอะไรแบบเมื่อก่อนได้อีกแล้ว


เราคุยกันนิดหน่อย แล้วก็วางสายไป


ม๊าไม่ได้โกรธ เกลียดอะไรใครหรอกนะลูก
แค่ต่อจากนี้ ม๊าอยากใช้สติให้มาก .. เพราะม๊าจะไม่เสี่ยงที่จะสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตอีกต่อไปแล้ว





รักพี่เติมนะครับ



Create Date : 21 สิงหาคม 2555
Last Update : 21 สิงหาคม 2555 13:46:53 น.
Counter : 751 Pageviews.

7 comments
  
ยาวมาก!!!!! แต่สาระเพียบ

เหมือนที่เราเคยวิเคราะห์กัน (เว่อร์ไม๊)
ถ้าเรามีทุกอย่าง แต่ไม่มีครอบครัว ไม่มีความรัก
แล้วเราจะมีทุกอย่างไปเพื่ออะไร

รักมาม๊า และ รักพี่เติมครับ
โดย: พ่อมะเขือเทศ IP: 110.169.140.80 วันที่: 21 สิงหาคม 2555 เวลา:14:48:29 น.
  
อ่านซะเพลินเลยอ่ะ...
ถูกต้องอย่างที่แม่มะเขือเทศว่าเลย ทุกๆคนต้องการความสำเร็จทั้งนั้น แต่ความสำเร็จที่ได้มาน่ะสิ มันทำให้เราต้องสูญเสียอะไรรึป่าว
แม่ลี่ก็อยากจะจะประสบความสำเร็จในชีวิตเหมือนกัน อิอิ
ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังคงต้องเหนื่อย และดิ้นรน แต่ก็มีความสุขน่ะ ที่ได้อยู่กันพร้อมหน้า

ปล. แม่ลี่ก็กะจะเป็นแม่อย่างในหนังเรื่อง " รักคุณเท่าฟ้าเหมือนกัน " แต่ตอนนี้น้องปกป้องซน และดื้อเหลือเกิ๊น เถียงเก่งมากๆ

โอ๊วๆๆๆ อยากเห็น พี่เติมแล้วอ่ะ อีกไม่กี่สัปดาห์แล้วน่ะเนี่ย
คุยซะยาวเลย จริงๆ อยากคุยอีกเยอะ....
โดย: poykickic วันที่: 21 สิงหาคม 2555 เวลา:15:21:25 น.
  
ขอบคุณเม้นท์ดีดีของแม่มะเขือเทศที่บล้อกผมด้วยนะครับ
เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ที่ดีมากเลยครับ

ส่วนเรื่องราวในบล็อกนั้น
ผมเองไม่ค่อยได้ศึกษาธุรกิจเครือข่ายเลยครับ
ไม่ได้สนใจเข้าไปร่วมงานเลย

อ่านเรื่องราวของแม่มะเขือเทศ
ถ้าผมเจอประโยคแบบ

"จะเข้าร่วมงานประชุมใหญ่ที่กำลังจะถึงนี้ไหม"

ในวันที่ตัวเองป่วยหนัก
ผมคงจะเซ็งมากมายเลย

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 21 สิงหาคม 2555 เวลา:16:00:42 น.
  

เด๋วเราบอกคุณพ่อเค้าให้ น้านนนทีปีหนคนจะชมว่า หล่อ คืออาจจะหล่อแบบภาพนิ่งอ่ะแม่มะเขือเทศ ตัวจริงคงคนละเรื่อง ฮ่า ๆๆ

แม่มะเขือเทศยังอายุน้อยมากเลยนะถ้าเทียบกะเรา คือไฟมันต่างกันแล้วล่ะเราว่า ช่วงอายุ 20-30 เราก็ไฟแรงมาก ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะอยากมีลูก ตะก่อนเราทำแต่งานแล้วก็เที่ยวไปเรื่อย ๆ ตามทรัพย์อำนวย พอออกจากงานย้ายบ้านลงมาอยู่ทางใต้ก็ตัดสินใจมีลูก รายได้น้อยลงไปเยอะ คนอื่นก็แอบเป็นห่วงแทน แต่มีความสุขกันมากขึ้น เราว่ามันเป็นจังหวะชีวิตมากกว่า

เราเรียนมหาลัยไม่จบตั้งสองที่นะ ตอนมอปลายเราเป็นเด็กเรียนและเรียนเก่งคนหนึ่งเลยล่ะ แต่เราไม่ติดเรื่องความสำเร็จทางด้านการศึกษาในรั้วเท่าไหร่น่ะ ตอนแอบออกจากมอชอโดยไม่บอกที่บ้านคงทำให้หัวใจพ่อแม่สลายมิใช่น้อย แต่มันผ่านมานานแล้ว ทุกวันนี้ทุกคนแฮปปี้ดีกับปัจจุยัน แฟนเราก็น่าจะคล้าย ๆ พ่อมะเขือเทศนะ เป็นคนไม่ติดสังคม และมีเพื่อนสนิทน้อย ที่สนิทก็สนิทกันไปเลยตลอดชีวิตแบบเราอะไรงี้ เค้าไม่ชอบเที่ยวกลางคืน และติดครอบครัว ชอบขึ้นเขาลงห้วยเหมือนเราเลยอยู่กันได้นาน ทะเลาะกันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่เรายังจำไม่ได้เลย แม่มะเขือเทศขี้อวดก็มาอวดเราได้ตลอดนะ เราไม่ขี้รำคาญหรอก 555 เราชอบฟังเรื่องดีดีของครอบครัวชาวบ้าน มันทำให้โลกดูน่าอยู่ขึ้นเยอะ อิอิอิ

บล็อกนี้แม่มะเขือเทศเล่าเราอ่านเพลินเลยอ่ะ ช่วงนี้ยังมีเวลาอยู่ก็เอามาเล่าให้ลูกฟังล่วงหน้าไว้เยอะ ๆ คนอื่นจะได้ฟังด้วย 555 แม่มะเขือเทศเป็นคนที่มีความคิดดีมาก ๆ เลยนะ เราชมจากใจจริงอย่างผู้ที่มีอาวุโสกว่าคนหนึ่งเลยล่ะ
โดย: prunelle la belle femme IP: 31.32.18.106 วันที่: 21 สิงหาคม 2555 เวลา:17:57:40 น.
  
ดีครับ

ผมก็เล่าเรื่องของตัวเองในบล้อกเยอะ
ไว้ลูกโตจะบอกให้มาอ่าน
จะได้รู้ว่าพ่อมันเฮ้วขนาดไหน 555

แม่มะเขือเทศก็บันทึกเก็บไว้ให้ลูกอ่านด้วย
เป็นสิ่งที่ดีมากเลยล่ะครับ


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 21 สิงหาคม 2555 เวลา:21:20:20 น.
  
อรุณสวัสดิ์ครับแม่มะเขือ






โดย: กะว่าก๋า วันที่: 22 สิงหาคม 2555 เวลา:6:49:36 น.
  
เงินที่มีก็เอาไปซื้อนั่นนี่
แต่ไม่เคยซื้อความสุขได้เลยสักครั้งเดียว

.
.
.

ผมเคยเป็นแบบนั้นอยู่ช่วงนึง
เบื่อจากงาน เลยใช้เงินซื้อเสื้อผ้า ซื้อหนังสือเยอะมาก

แต่แต่งงานแล้ว ยิ่งมีลูก
ยิ่งแทบไม่ไ่ด้ใช้จ่ายอะไรเพื่อส่วนตัวเลย

ใช้เงินมากสุดกับหนังสือเท่านั้นเองครับ


เดี๋ยวแม่มะเขือเทศก็จะเป็นเหมือนผมล่ะครับ
เสียเงินกับลุกเยอะที่สุด
ทั้งของเล่น อาหาร และค่าเทอมครับ 5555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 22 สิงหาคม 2555 เวลา:11:45:48 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

แม่มะเขือเทศ
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ลูกคนหนึ่งขโมยหัวใจของพ่อแม่
เพื่อหวังจะที่จะนำไปขายเอาเงิน

ระหว่างทางลูกหกล้ม
ทำหัวใจของพ่อแม่ร่วงหล่นพื้น

หัวใจของพ่อแม่ยังเอ่ยถามว่า
"เจ็บตรงไหนไม๊ลูก"

นี่แหละลูก คือความรักของพ่อแม่
New Comments
สิงหาคม 2555

 
 
 
1
2
4
5
6
7
8
9
10
12
13
14
15
16
17
19
20
23
25
26
27
30
 
 
All Blog