... มาแว้วๆ ***ยอดรักนักศิลป์ตอนที่ 26 ทางรอด *** OG 2 ตอน13-ตอนจบ** **คลิกอ่านทุกเรื่องได้ที่เมนูด้านซ้ายเลยจ้า.. ^_^
“ความทุกข์-หากเล่าสู่กันฟังจะลดลงครึ่งหนึ่ง ส่วนความสุข-ถ้าเราแบ่งปันมันจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า” ขอบคุณลูกบล็อกทุกท่านที่ร่วมสร้างบล็อกแห่งความสุขนี้ขึ้นมา อยากให้พื้นที่ในบล็อกแห่งนี้ได้เป็นที่แบ่งปันทุกข์และสุขร่วมกัน จะไม่มีรักรูปแบบใดที่เป็นไปไม่ได้ ณ ที่แห่งนี้....วอนวอน
Group Blog
 
 
ธันวาคม 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
3 ธันวาคม 2552
 
All Blogs
 
ภาพวาดภาพที่ 10/2 ละทิ้งเฮวอน

ต่อที่นี่ค่ะ หน้าไม่พอ ยาวมากกกกกก

มันเป็นความคิดที่ดีอะไรเช่นนี้ แต่เขาก็ยังมีคิดถึงอุปสรรคบางประการ ยุนบกประคองมือนางขึ้นมา พร้อมถามเศร้าๆว่า "เจ้าจะไม่เสียใจหรอกหรือ มันไม่ยุติธรรมสำหรับเจ้าเลย การทำเช่นนั้นจะทำให้ เจ้าและยุมบกตกอยู่ในอันตรายนะ"

“ท่านกลัวว่าข้าจะเสียใจที่ตัดสินใจทำเช่นนั้นใช่ไม๊”นางเสียใจที่เขามีความคิดเช่นนั้น “เช่นนั้นท่านอย่าทำอะไรที่จะทำให้ข้าเสียใจที่ตกลงใจทำเช่นนี้สิ มีอันตรายใดที่ท่านบอกว่าจะเกิดขึ้นกับเราหรือคะ” นางมองเขม็งมาที่เขา น้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น ยุนบกรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้าแทรกซึมเข้ามาในตัวเขา เขายิ้มอย่างประหลาดใจในตัวนาง ดึงนางเข้ามาในอ้อมแขน นางดิ้นรนออกจากวงแขนเขาอย่างรีบเร่ง กล่าวอายๆ “โอ๊ะ เราอยู่ข้างนอกนะคะอย่าทำอย่างนี้”

“อืม ข้าต้องอยู่ห่างเจ้าหน่อยแล้ว” ยุนบกถูกกระชากออกจากความสุขที่ยังเป็นฝันที่พร่าเลือน กลับมาตระหนักว่าเขาทั้งสองอยู่ในฐานะใด ลืมตัวไปชั่วขณะว่าตัวเองอยู่ที่ใด โชคดีที่ไม่มีใครผ่านมาพบเห็น


“รีบเดินเร็วเข้าเถอะค่ะ ท่านพ่อกับยุมบกต้องกังวลเพราะข้าไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน ยุมบกต้องโกรธแน่ที่ข้าไม่อยู่บ้าน” จองฮยางรีบเปลี่ยนเรื่องพูดเมื่อเห็นเขาเขินอายจนหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก

“ได้”เขาพูดพยายามควบคุมสติอารมณ์ ทั้งสองเดินไปด้วยกันตามมารยาทอันควรต่อไป ลงเขา ข้ามสะพาน จนมาถึงที่มีคนพลุกพล่าน


เมื่อเขากลับมาถึงบ้านจองฮยาง เขาเห็นปู่ปาร์คนั่งอยู่ที่สนาม เขาเดินโขยกเขยกเข้ามาหาจองฮยาง เมื่อเขาเห็นนางและรู้สึกงงที่เห็นยุนบกมาพร้อมกับนาง

“ลูกรยอน เจ้ากลับมาแล้ว! เจ้าไปอยู่ไหนมาทั้งคืน เอ่อ คุณชายซอ ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ด้วย โอ้ ท่านมาพบยุมบกสินะ กรุณาเข้าก่อนเถอะ” ปู่ปาร์คเชิญอย่างสุภาพ แม้ว่าเขาดูเหมือนสงสัยอยู่เหมือนกัน


“เกิดอะไรขึ้นท่านพ่อ ทำไมท่านดูเหมือนตกใจกลัวอะไร ทำไมต้องไปรอข้าที่ทางเข้าบ้าน ยุมบก ยุมบกอยู่ไหน”จองฮยางสังหรณ์ใจว่าจะเกิดเรื่องร้ายและสีหน้าของพ่อนางก็ชวนให้คิดไปอย่างนั้น


“พี่ชายเจ้ากลับมาเมื่อคืน ไม่ยอมพูดอะไรเอาแต่ดื่มเหล้าทั้งคืน เขารอเจ้ากลับมาจนเกือบสว่าง ตอนหลัง เขามาบอกว่าเจ้าให้เขาพาหลานบกไปอยู่บ้านเขาสองสามวัน เขาบอกให้เจ้าไปหาเขาที่บ้านทันทีที่กลับมา จริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าทั้งสองหลังจากไปคุยกับเถ้าแก่ริว เรื่องราวเป็นอย่างไร ปู่ปาร์คถามแบบหวั่นๆ “ข้าดูออกว่าพี่เจ้าอารมณ์เสีย เกิดอะไรขึ้นรึ ทำไมเขาต้องเอาหลานบกไปอยู่ที่บ้านเขาสองสามวัน” ปู่ปาร์คมีคำถามมากมายเมื่อเห็นลูกสาวไม่กลับบ้านทั้งคืน ขณะที่ลูกชายก็ดูเหมือนจะวิตกกังวลบางเรื่องอย่างหนัก

“โอ๊ะ ไม่นะ ยุมบก บุมบก....” จองฮยางพึมพำ ตกใจกับเรื่องราวที่เพิ่งได้ยิน ความคิดถึงเรื่องร้ายๆ ก่อตัวขึ้น

“มีเรื่องอะไรหรือ เกิดอะไรขึ้น เมื่อคืนเจ้าไปไหนมา ผู้ชายคนนั้นเป็นพี่ชายเจ้ารึ”
ยุนบกถาม เมื่อคืนทั้งคู่หมกมุ่นอยู่กับซึ่งกันและกันจนเขาลืมถามนางว่าทำไมนางถึงไปนั่งอยู่ที่ทะเลสาบเล็กที่เขาเจอนางอย่างนั้น จะต้องเป็นปัญหาหนัก เพราะตอนนี้นางหน้าซีดขาว และท่าทางโกรธอย่างมาก


“ช่างเขียน ยุมบก.... ข้าต้องไป ต้องไปเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นยุมบก ยุมบกของข้า” นางเหมือนขาดสติมองมาที่ยุนบกแล้วหันหลังวิ่งตรงไปยังท้ายหมู่บ้าน

“ฮยาง! ฮยาง รอเดี๋ยวสิ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” ยุนบกวิ่งตามนางออกไป


“ฮยาง??!” ปู่ปาร์คงงมากที่ได้ยินยุนบกเรียกชื่อลูกสาวเขาอย่างสนิทสนม “แปลกมาก ทำไมคุณชายถึงรู้ชื่อที่ลูกรยอนใช้เมื่อก่อน แล้งยังเรียกนางอย่างสนิทสนม อะไรกัน เกิดอะไรขึ้นกันแน่” ปู่ปาร์ครู้สึกมืดมน ยุ่งยากใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากมายภายในเวลาเพียงแค่หนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืน เขาสุ่มเดาไปเองว่า ”เพราะคุณชายซอรักหลานซอมาก เขาก็เลยรู้สึกสนิทกับลูกรยอนไปด้วย เป็นไปได้ไม๊นะ... หรือว่าเขาจะเป็นคนรักที่ลูกสาวข้าคิดถึงมาตลอด สับสนจริงๆ” เขาพึมพำกับตัวเอง พาตัวเองกลับมานั่งที่ลานบ้านรอลูกสาวและหลานชายกลับมา


“ลูกบก! ลูกบก! จองฮยางผลุนผลันเข้าไปในลานบ้านเล็กๆของพี่ชาย และผลักประตูใหญ่เข้าไปในบ้าน ยุนบกตามนางเข้าไป สิ่งแรกที่พวกเขาเห็นคือบกน้อยถูกมัดปิดปาก
นั่งร้องไห้ไม่มีเสียงอยู่ที่มุมห้อง หนำซ้ำยังมีรอยขีดข่วนที่ใบหน้าอีกด้วย ทันทีที่เห็นหน้ามารดา เขาร้องไห้ออกมาเสียงดัง เสียงเขาแหบเหมือนคนร้องไห้มาทั้งคืน
จองฮยางทั้งโกรธทั้งสลดใจที่ลูกชายโดนกระทำเช่นนี้ นางรีบตรงเข้าไปแก้มัดเด็กชาย แม่ลูกกอดกันแน่นร้องไห้ ยุนบกมองผู้ชายที่เดินโซเซจากห้องถัดไปเข้ามา


“รยอน..จ..เจ้า นายยยย ที่สุดก็มาทะ..ที่นี่จนได้” ปาร์คแดฮีเมามาย โบกขวดเหล้าในมือไปทางน้องสาว

“พี่ชาย ทำไมกล้าทำอะไรที่ป่าเถื่อนเลวทรามเช่นนี้” บกน้อยเป็นหลานท่านนะ ทำกับเด็กแบบนี้ได้อย่างไร” จองฮยางจ้องเขม็งส่งสายตาเชือดเฉือนไปที่พี่ชาย

“ละ หลาน คะ คาย” แดฮีพูดเยาะเย้ยแบบคนลิ้นไก่สั้น “เขาเป็นแค่เด็กที่โดนทิ้ง...แกเป็นใคร...ไม่เชื่อฟังข้ารึ เอาแต่ร้องไห้อยากกลับบ้าน จะ...เจ้า ฟังข้าให้ดี ข้าขายเจ้าให้ ถะ...เถ้าแก่ริวไปแล้ว ปะ...ไปเป็นเมียน้อยเขา เขาจะ เขาจะมารับเจ้าวันนี้” เขาสะดุดล้มไปชนกำแพง ไม่สามารถพยุงตัวเองขึ้นมาได้อีก

“เจ้ามีสิทธิอะไรไปขายนาง!!! ยุนบกตะคอกถามด้วยความโมโห หัวใจเขาถูกทุบด้วยความกลัวและความโกรธ ที่เขาทำกับจองฮยางอย่างนี้ “นางมีอิสระที่จะใช้ชีวิตอย่างที่นางต้องการ เจ้ามีสิทธิอะไรมาทำกับนางเช่นนี้”

“สะ สิทธิ ก็สิทธิที่ข้าเป็นพี่ชายนางยังไงล่ะ เรื่องใน ค...ครอบครัว ข้ามีสิทธิที่จะตัดสินใจแบบนี้ เจ้า เจ้าเป็นใคร ท...ทำไมมายุ่งเรื่องชาวบ้าน” ขี้เมาแดฮีตะโกนกลับมาด้วยเสียงอ้อแอ้


“ถึงท่านจะเป็นพี่ชายข้า ท่านก็ไม่มีสิทธิจะมาทำกับข้าเช่นนี้” จองฮยางพูดขึ้นอย่างขื่นขม พูดสวนคำพูดของยุนบก “ชีวิตและชะตาของข้า ข้าจะเป็นผู้กำหนดเอง”


“ฮ่าฮ่า ก็แค่ผู้หญิง” แดฮีหัวเราะเยาะเย้ย เจ้าไม่มีสิทธิแม้แต่จะคิดตัดสินใจในเรื่องของตัวเอง ละ แล้วที่ข้าทำแบบนี้กับเจ้ามันไม่ดีอย่างไร อ่า เถ้าแก่ริวมีทั้งเงินและอำนาจ ได้แต่งงานกับเขา นับว่าเป็นบุญของเจ้า! ไอ้ลูกไม่มีพ่อคนนั้นของเจ้าจะได้กินอาหารดีๆ แล้วเจ้ายังจะต้องการอะไรอีก อย่าบอกข้านะว่าเจ้าฝันจะ... ฝันว่าจะเป็นเมียแรก เมีย เจ้า เจ้าดีพอที่จะได้รับอะไรอย่างนั้นรึ เร็วเข้า เร็วสิ รีบมาขอบคุณข้า มีอะไรยังข้องใจอยู่อีกไม๊ สงสัยอะไรอีกว่ามา”


“ไอ้คนสารเลวไร้ค่า!!” ยุนบกอดรนทนไหวแล้ว เขาเตะแดฮีอย่างไม่ปราณี แม้ว่าแดฮีจะตัวใหญ่และแข็งแรงกว่า แต่ตอนนี้เขาเมา ยืนยังไม่ไหว ดังนั้นจึงง่ายสำหรับยุนบกที่เป็นผู้หญิงจะเตะเขาให้สาสม สะใจ ขวดเหล้าหล่นกระแทกพื้นกลิ้งออกไป ยุนบกหันกลับมาท่าทางสะอิดสะเอียนชายผู้นี้เต็มทน เขาอุ้มเด็กชายขึ้นมา “ลูกบก ฮยาง ไปกันเถอะ” เขาจัดการให้บกน้อยขี่หลัง ดึงจองฮยางให้ลุกขึ้น พร้อมจะเดินจากไป ก็มีมือมาคว้าดึงชายกระโปรงจองฮยางไว้


“น้องสาวข้า พะ...พี่ชายขอโทษ ได้โปรดช่วยครอบครัวข้าด้วยเถิด ข้าจะคุกเข่าขอร้องเจ้า”แดฮีสะอื้นท่าทางชวนสังเวช พยายามดึงตัวเองขึ้นมาคุกเข่า

“ช่วย ทำไมคิดว่าข้าจะช่วยท่าน ข้าถูกขายเพราะท่านมาครั้งหนึ่งแล้ว แล้วไม่ใช่ท่านรีที่กำลังบอกว่าจะขายข้าเป็นครั้งที่สอง” นางหมุนตัวไปรอบๆ จะเดินออกไปจากบ้านพี่ชายที่แสนเลวคนนี้ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา


“ถูกต้องแล้ว เขาได้ขายเจ้าให้ข้าแล้วจริงๆ พี่ชายเจ้าได้ลงชื่อในหนังสือสัญญาเรียบร้อยแล้ว เขียนไว้อย่างชัดเจนถูกต้องตามกฎหมายว่าเขาขายเจ้าให้แก่ข้า” เถ้าแก่ริวยืนอยู่ที่ประตูกับเพื่อนแก่ๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน ที่พากันมองดูนางอย่างเห็นเป็นเรื่องขบขัน เขาโบกสัญญาที่อยู่ในมือไปมา

“เจ้าอย่าคิดว่าจะได้แตะนางแม้ปลายก้อย นางเป็นผู้หญิงของข้า” เมื่อเห็นท่าว่าสถานการณ์กำลังเลวร้ายลง ยุนบกส่งบกน้อยให้จองฮยาง ก้าวมายืนข้างหน้านาง เถ้าแก่ริวตะลึงที่ได้รับการท้าทายที่คาดไม่ถึง


“ฮ่าฮ่า ถูกใจข้านัก เจ้ามาเกี่ยวอะไรด้วย ฮืม อืม เจ้าที่มีรูปร่างแบบบาง ดูเหมือนผู้หญิงคนนี้จะชอบผู้ชายที่ดูอ่อนแอปวกเปียกสินะ แล้วเจ้ามาพูดเรื่องอะไร ข้ามีสัญญากับเขา แล้วเจ้าจะเอานางไปโดยพูดแค่นี้น่ะรึ ฮืม อย่าแม้แต่คิดว่าจะทำอย่างนั้นได้

“รยอน รยอน พี่ชายทำให้เจ้าเสียใจ แต่เจ้า.... เจ้าต้องช่วยข้าและครอบครัวข้านะ พี่ชาย พี่ชายจะทดแทนคุณเจ้าในชาติหน้า” แดฮีเอาหน้าเกลือกกลิ้งลงกับพื้น
จองฮยางเมินหน้าไปทางอื่นด้วยความรังเกียจ เช่นเดียวกับยุนบก วิธีแก้ปัญหาของแดฮี ทรมานจิตใจเขามาก


“ข้า ข้า ติดตามกองคาราวานสินค้าของเถ้าแก่ริวไปเมืองจีนเพื่อไปค้าขาย แต่ท้ายที่สุด ท้ายที่สุดก็ถูกพวกโจรปล้นสินค้าไปจนหมดสิ้นแล้วข้าก็เป็นหนี้เถ้าแก่ริวจำนวนมาก”แดฮีอธิบายพลางร้องไห้อย่างหนัก

“เจ้าเซ็นต์สัญญาอะไรไว้กับเถ้าแก่ริว” ยุนบกถาม

“ข้าต้องจ่ายกำไรที่ได้จากการขายสินค้าเป็นการตอบแทนที่เขาให้ร่วมเดินทางไปกับกองคาราวาน” แดฮีพูดเสียงอ่อยๆ “ ข้าเอาตัวข้าและครอบครัวเป็นหลักประกันถ้าจ่ายหนี้ไม่ได้ตามเวลาที่กำหนด


“พี่ชายทำไมท่านถึงโง่อย่างนี้ เจ้าไปทำสัญญาแบบนั้นได้อย่างไร จองฮยางเข้าใจทุกอย่างแล้วในตอนนี้ และกำลังโมโหความโง่เขลาของพี่ชายนาง


“ฮืม ตอนแรกข้าไม่อยากบังคับฝืนใจเขาหรอก เพราะถ้าเจ้าต้องการจะเป็นเมียน้อยข้า เราก็จะเป็นครอบครัวเดียวกัน ทุกอย่างพูดคุยกันได้ แต่ส่วนมากผู้หญิงจะไม่รู้ว่าตัวเองควรอยู่ในฐานะไหน เจ้าทำให้ข้าอับอายต่อหน้าเพื่อนฝูง”เถ้าแก่ริวแสยะยิ้มเยาะ “วันนี้ พี่ชายของเจ้าให้เจ้าเป็นรางวัลแก่ข้า”


ครั้งนี้ข้ายกโทษให้เจ้าก็ได้ จะไม่คิดบัญชีอะไรกับเจ้า เจ้าจะว่ายังไง มา ตามข้ามา” เถ้าแก่ริวพูด พลางชายตาไปทางยุนบก ด้วยท่าทางที่ท้าทาย อยากจะเห็นไอ้หนุ่มอ่อนแอคนนี้ทำอะไรที่หุนหันพลันแล่น เขาค่อนข้างแน่ใจว่าถ้าต่อยเขาได้ ไอ้หนุ่มคนนี้ไม่ปล่อยเขาไว้แน่


ยุนบกไม่สนใจท่าทีที่ชวนยั่วโทสะนั้น เขากำลังแยกแยะ ใคร่ครวญ เขาน่าจะทำอะไรได้สักอย่างจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และแล้วเขาก็คิดแผนหนึ่งขึ้นมาได้ แผนที่จะสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนยุ่งเหยิงจากอดีตและปัจจุบันให้หมดสิ้นไปได้

เขากล่าวกับเถ้าแก่ริว “เจ้าทำเพื่อต้องการเงินเพียงอย่างเดียวใช่ไม๊ เขาเป็นหนี้ท่านเท่าไหร่ ข้าจะจ่ายแทนให้ และนี่เป็นผู้หญิงของข้าซึ่งนางไม่ได้ทำอะไรผิด อย่าดึงนางเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย” เขาไม่สนใจจองฮยางที่อ้าปากค้างตะลึงตกใจกลัวอยู่ข้างหลังเขา ยุนบกกำลังทำอะไรอยู่ นางคิดอย่างวิตกกังวล


“โอ้ ฮ่าฮ่า ช่างกล้าหาญอะไรเช่นนี้” เถ้าแก่ริวไม่ชอบความใจเย็นของหนุ่มผู้นี้ “ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่า สาวน้อยผู้นี้มีคนรักที่ร่ำรวยเช่นนี้ ข้าเป็นพ่อค้า เมื่อมีคนอยากซื้อสินค้าของข้า ข้าก็ต้องอยากขายเป็นธรรมดา ฮ่าฮ่า นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ในตอนแรก ดูๆแล้วหญิงสาวผู้นี้เป็นคนสวย แต่บุคลิกที่หยาบคายทำให้ค่าตัวของนางลดลง แต่เมื่อมีคนแถวนี้ดูเหมือนว่าจะชอบนางมาก อืม อืม ไม่ต้องสงสัยเลย ราคาจะต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน

“ช่างเขียน” จองฮยางดึงแขนเสื้อของเขาจากด้านหลัง นางรู้สึกได้ว่า เขากำลังจะระเบิดโทสะ และพยายามข่มใจไว้ เขาลูบหลังนางเร็วๆ เป็นการตอบรับ โดยไม่ละสายตาจากเถ้าแก่ริว

“ดีแล้ว ท่านเป็นพ่อค้า เสนอราคามาได้เลย ตกลงผู้หญิงของข้าและพี่ชายของนางราคาเท่าไร” ยุนบกดีใจที่จองฮยางเตือนสติเขา ทำให้เขากลับมาสุขุมอีกครั้ง

ฮ่าฮ่า ดี เร็วและชัดเจนดี ข้อตกลงของปาร์ค แดฮี มีมูลค่าหนึ่งพันเนียง และสำหรับแม่นางผู้นี้ อืม ก็ หนึ่งพันนยางเช่นกัน เป็นไงเล่าเพื่อนตัวเล็ก” เถ้าแก่ริวหัวเราะหึๆ เมื่อเขาเสนอราคาที่สูงลิบลิ่ว เพราะเล็งเห็นว่า พวกเขาทั้งสองมีความรู้สึกลึกซึ้งให้แก่กัน หากเขาตกลงตามข้อเสนอ เขาก็จะได้เงินก้อนใหญ่เลยทีเดียว และหากล้มเหลว ไม่เพียงแต่เขาจะได้ผู้หญิงคนนี้ แต่เขาก็สามารถลูบคมหนุ่มน้อยที่ไร้หัวนอนปลายเท้าผู้นี้ได้

“อะไรกัน!!! ท่าน ในสัญญาการขายตกลงราคาน้องสาวข้าไว้ หนึ่งร้อยนยาง ท่านกลับเพี่มราคาขึ้นอีกสิบเท่าได้อย่างไร” แดฮีซึ่งกำลังนั่งมองเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นด้วยอาการอ้าปากค้าง ส่งเสียงร้อง คำรามอย่างโกรธแค้นออกมา เขารู้สึกว่าเขาเป็นคนอ่อนแอและรู้สึกละอายที่ใช้น้องสาวเพื่อแก้ปัญหาของเขา เขายิ่งรู้สึกสมเพชตัวเองมากขึ้นเมื่อมองชายหนุ่มแปลกหน้าผู้นี้ ซึ่งมีรูปร่างบอบบางกว่าเขา กลับเต็มใจที่จะช่วยเหลือน้องสาวและตัวเขาเอง แดฮีเรีมมีหวังมากขึ้น เมื่อยุนบกเสนอตัวจ่ายหนี้แทนให้ แต่เมื่อเขาได้ยินราคาที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ เขาถึงกับคอตกพุ่งตัวเข้าไปชนหัวหน้าริว ซึ่งผลักเขาออกได้อย่างง่ายดาย


“หน้าโง่” หัวหน้าริวปัดตัวด้วยท่าทีรังเกียจที่แดฮีมาโดนตัวเขา และชี้นิ้วมาที่แดฮีเพื่อย้ำการกระทำของเขา “ปาร์ค แดฮี เหตุผลที่ข้าเต็มใจที่จะเจรจาการค้าที่นี่ เพราะข้ากำลังอารมณ์ดี ถ้าหากเจ้าสร้างปัญหาขึ้นอีก การเจรจาครั้งนี้ก็จบ ข้าจะเอาเจ้าและครอบครัวของเจ้ามาขายในตลาดค้าทาสเดี๋ยวนี้ แล้วก็จะเอาน้องสาวของเจ้าไปเป็นไปคณิกาทันที ถึงตอนนั้นเทวดาหน้าไหนก็มาช่วยเจ้าไม่ได้”

“ได้ ข้าตกลงตามราคาที่ท่านเสนอมา เจ็ดวัน ภายในเจ็ดวัน ข้าจะนำเงินมาให้ท่าน”
ยุนบกกล่าวด้วยเสียงอันดัง เพื่อกลบเสียงครวญครางโหยหวนของแดฮี


“รูปลักษณ์ไม่ได้บ่งบอกถึงทุกสิ่งสินะ ท่านจะกรุณาบอกชื่อและที่อยู่กลุ่มการค้าของครอบครัวท่านได้หรือไม่” เถ้าแก่ริวขัดใจกับข้อตกลงของยุนบก หนุ่มน้อยผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นบัณฑิตในตระกูลผู้ดี เขาฉงนกับหนุ่มผู้นี้ที่ดูเหมือนมีอะไรที่ขัดแย้งกับบุคลิกลักษณะไปซะหมด


“เช่นนี้ ก็ไม่มีอะไรจะต้องพูดกันอีก” ยุนบกไม่สนจะตอบคำถาม “เจ้าเสนอราคา ข้าตกลงซื้อ เราไปหาพยาน เพื่อทำสัญญาซื้อขายกันต่อหน้าพยาน”

“นี่.....เอ่อ” เถ้าแก่ริวลังเล ความมั่นใจของยุนบกทำให้เขาวุ่นวายใจ เพื่อนแก่ๆที่มากับเขาต่างพิศวงไปตามๆ กัน ต่างมากระซิบ “พี่ริว ท่านลังเลสิ่งใดอีก นี่ไม่ใช่ข้อตกลงที่พ่อค้าทุกคนใฝ่ฝันถึงรึ!! หญิงสาวคนนี้ขายได้ราคาดีจริงๆ ยังมีอะไรต้องคิดอีกล่ะ อย่าปล่อยลูกพลัมหอมหวานที่อยู่ในมือลูกนี้หลุดมือไปล่ะ (แบบเดียวกับส้มหล่น-ผู้แปล)


“ช่างเขียน” จองฮยางกระซิบ นางตื่นตระหนกตกใจกับข้อตกลงซื้อขายสายฟ้าแลบของยุนบก เขาจะไปหาเงินมากขนาดนี้มาจากไหน นางดึงแขนเสื้อเขาอีกครั้ง เขาเอามือนางมาบีบให้ความมั่นใจ แล้วพูดว่า “ ข้าอยู่ตรงนี้ เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลกับอะไรอีก ข้ามั่นใจว่าจะแก้ปัญหาได้ โปรดเชื่อในข้า”

บกน้อยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงว่าลุงและแม่กำลังมีปัญหาจากคนเลวที่ยืนอยู่ที่ประตู เขาดีใจที่อาจารย์มาช่วยเหลือ เขาเอนศีรษะพิงไหล่มารดา เหนื่อยจากการถูกมัด และมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างแม่ของเขาและอาจารย์อย่างสอดรู้สอดเห็นอยู่เงียบๆ


ยุนบกรู้ดีว่าคราวนี้เขาลงพนันหมดหน้าตัก ไม่เสียหมดก็ต้องได้ทั้งหมด เป็นการเดิมพันที่สูงมาก ถ้าแผนของเขาไปไม่รอดเขาจะสูญเสียทุกสิ่ง เหมือนวันนั้นที่ฮันยางกลับมาอีกครั้ง แต่ตอนนี้เขามีสิ่งที่ต้องห่วงใย จองฮยางและยุมบก เขาไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว


“ดี งั้นไปทำสัญญากันเลยดีกว่า”ในที่สุดเถ้าแก่ริวก็ตัดสินใจได้ “แต่เจ็ดวันมันนานไปหน่อย ข้าให้สามวัน! ข้ารอได้แค่สามวัน” เขาเอามือลูบหนวดเมื่อประเมินท่าทีของฝ่ายตรงข้ามอย่างรอบคอบแล้ว พวกเขาเดินเข้าไปในตลาดของเมืองเล็กๆนี้


“ที่ตลาด ก่อนที่ฝูงชนจะมาชุมนุมกัน พวกเขาได้ทำสัญญาและลงนามเป็นที่เรียบร้อย คนที่มาชุมนุมกันจะสังเกตเห็นได้ในทันที่ว่าชายสองคนที่แตกต่างกันอย่างมากมายนี้เกลียดขี้หน้ากันเหลือเกิน คนหนึ่งอายุ 50 กว่า ร่างใหญ่ ท่าทางยโสโอหัง ลายมือก็เหมือนไก่เขี่ย ส่วนอีกคนอายุราว 30 แม้ว่าเขาจะค่อนข้างผอม รูปร่างบอบบาง แต่เสื้อผ้าและลายมือของเขาสวยประณีตน่ามอง บ่งบอกว่าเป็นคนได้รับการศึกษามาอย่างดี ด้านหลังชายหนุ่มเป็นสาวงามในชุดเรียบๆ มีเด็กชายในอ้อมแขน สายตานางอยู่ที่ชายหนุ่มเพียงคนเดียว ไม่เหลียวแลวอกแวกกับผู้คนมากมายเบื้องหน้า


“ดี สัญญานี้เป็นอันเรียบร้อย ข้าจะมารับเงินสามวันให้หลัง ถ้าเจ้าไม่มีให้ ข้าจะมาพานางไป” เถ้าแก่ริวพูดเสียงข่มขู่ให้คนที่มาชุมนุมแถวนั้นได้ยิน พวกเขามองตามหลังเถ้าแก่ริวไป ต่างพึมพำออกความเห็นแบบไม่พอใจเถ้าแก่ริว


“จริงๆแล้ว ข้าไม่ควรให้เจ้าจากไปเช่นนี้หรอก มันง่ายมากที่เจ้าจะไม่รักษาสัญญาตามที่ตกลงกันไว้ ยุนบกโต้ตอบไปอย่างสมน้ำสมเนื้อ หน้าตายิ้มกริ่ม เถ้าแก่ริวเลิกแสยะยิ้ม มองมาที่เขา “ไปกันเถอะ”เขาพูดกับเพื่อนแก่ๆของเขาที่กำลังผลักคนที่ขวางทางออกอย่างหยาบคายเพื่อให้เถ้าแก่ริวเดินได้โดยสะดวก เมื่อพวกเขาเดินออกจากตลาดได้พอสมควรเขาก็สั่งคนใช้ให้ไปเฝ้าดูครอบครัวปาร์ค เขาดึงเพื่อนคนหนึ่งออกมาแล้วบอกว่า “เจ้าไปตรวจสอบประวัติไอ้หนุ่มคนนั้นทีซิ ข้าอยากรู้ว่ามันมาจากไหน มีใครสนับสนุนช่วยเหลือมัน” พวกนั้นแยกย้ายไปทำตามคำสั่ง ส่วนเถ้าแก่ริวเดินกลับบ้าน


เมื่อหมดเรื่องน่าสนใจกลุ่มคนก็สลายตัวไป ปาร์คแดฮี เริ่มสร่างเมาก็คำนับยุนบกซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ท่านเป็น.... ท่านเป็นคนมีน้ำใจจริงๆ ข้ารู้สึกสำนึกในบุญคุณท่านเหลือเกิน แต่ไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไรดี” เขาพูด ยุนบกพยายามห้ามตัวเองไม่ให้ต่อยหน้าเขา มันน่าจะดีถ้าได้ทำเช่นนั้น แต่อาจทำให้จองฮยางไม่สบายใจ ยุนบกเสียใจที่จองฮยางมีพี่ชายที่นิสัยเห็นแก่ตัวเช่นนี้


“ข้าไม่ได้ทำอะไรเพื่อเจ้า”เขาตอบห้วนๆ “ข้าทำไปเพราะน้องสาวเจ้ากับลูกชายนาง เมื่อปัญหาทุกอย่างได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว พวกเขากับเจ้าและครอบครัวเจ้าก็ไม่ได้เป็นอะไรกันอีกต่อไป” แดฮีไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าน้องสาว ยังคงก้มหน้าอยู่อย่างนั้น”ข้าเข้าใจ”เขาตอบเงียบๆ เขาทำตัวเองให้เป็นแบบนี้ ยุนบกเลิกใส่ใจชายสิ้นหวังคนนี้โดยสิ้นเชิง หันมาทางจองฮยาง

“ไปกันเถอะ” เขารับบกน้อยจากอ้อมแขนนาง เอาขึ้นไว้ที่หลังเขา จูงมือนาง จองฮยางมองมาที่พี่ชายที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญ ถอนหายใจ ส่ายหน้าแล้วก็เดินจากไป


“อาจารย์” บกน้อยส่งเสียงเรียก รู้สึกปลอดภัยมั่นคงบนหลังของอาจารย์


“มีอะไรหรือ ลูกบก” ยุนบกถาม “เจ้าไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไม๊ รอจนกว่าเราจะไปถึงบ้านนะ ข้าจะขอให้แม่เจ้าทำอาหารอร่อยๆให้กิน”


บกน้อยหันกลับมามองมารดา “ท่านแม่ อาจารย์ ทำไม ทำไม ท่านลุงถึงทำกับบกน้อยแบบนั้นขอรับ บกน้อยทำอะไรผิดหรือขอรับ” ประสบการณ์ครั้งนี้เป็นความทรงจำที่เลวร้ายของบกน้อย เขาตามลุง คนที่เขานับถือเข้าไปในบ้านแล้วก็ไม่เจอมารดาอยู่ที่นั่น เขาก็รู้สึกกังวลใจเลยร้องไห้ขอให้พาเขากลับบ้าน แต่ท้ายที่สุดลุงที่กำลังเมาได้ที่ก็กลับตีเขาแล้วเอาเชือกมามัดเขาเอาไว้

“บกน้อยเป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่ เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ทั้งหมดเป็นความผิดของแม่เอง ความผิดของแม่เอง” จองฮยางคิดถึงความเจ็บปวดที่ลูกประสบมา และเรื่องยุ่งยากทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหมาย นางไม่รู้ว่ายังมีอะไรรออยู่ข้างหน้าอีก รู้แต่ว่าตอนนี้อยากจะร้องไห้ ยุนบกเหมือนจะอ่านใจนางออก เขามองนางแล้วก็ส่ายหน้าเป็นเชิงบอกว่า อย่าไปทำให้เด็กชายรู้สึกไม่ดีอีกเลย


“แต่ตอนนี้ทุกอย่างจบไปแล้วนี่” ยุนบกพูดน้ำเสียงร่าเริง

“อืม แต่ช่างเขียน ท่าน ท่านจะทำอย่างไรต่อไปคะ” จองฮยางถามแบบไม่รู้จะช่วยอย่างไร

“ไม่ต้องเป็นห่วง มา ข้าจะพาเจ้าไปบ้านที่เชิงเขา ข้าคิดวิธีแก้ปัญหาของเราเรียบร้อยแล้ว” ยุนบกมองออกไป เขาได้แต่หวังว่าเขาจะทำตามแผนการได้สำเร็จ มันต้องสำเร็จสิ

Painter of the Wind Sequel page 04
Jeong-hyang
Tenth Painting --Hyewon - Plans And Revelations

จองฮยาง
ภาพวาดภาพที่ 10 – เฮวอน--แผนการและการเปิดเผยตัว
“ยินดีด้วย ยินดีด้วย น้องชาย ท่านพบเพื่อนเก่าแล้วใช่ไม๊ มินจุงโฮยิ้มกว้างทักทาย
ยุนบก เมื่อเห็นเขาก้าวข้ามประตูห้องโถงมา

“เอ่อ พี่ชาย ท่านรู้ได้อย่างไร” ยุนบกหยุดถามด้วยความงงงวย

“ก็ท่านรีบร้อนออกไปเมื่อคืนนี้ ถ้าท่านไม่เจอคนที่ท่านตามหา ตามนิสัยท่านก็จะกลับมาร่วมดื่มเหล้ากับพวกเราอยู่แล้ว และวันนี้อีก กว่าจะกลับมาก็เกือบค่ำ ท่านต้องหานางพบและใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างแน่นอน ดังนั้นข้าก็ต้องแสดงความยินดีกับท่าน” เขาหัวเราะดังลั่น ก่อนที่เขาจะมองมาเห็นจองฮยางยืนอุ้มบกน้อยอยู่เบื้องหลังยุนบก เขาหยุดหัวเราะในทันที เปลี่ยนกริยาเป็นเคร่งขรึม ขณะโค้งทักทายนาง


“โอ้ เอ่อ นี่...นี่ ข้าไม่ทันสังเกตุเห็นแม่นาง ข้าไม่เห็นแม่นางท่านนี้จริงๆ ขออภัยด้วย ขอประทานโทษ” จุงโฮรู้สึกเก้อเขินอย่างแรงและรีบขอโทษ

“แล้วนั่น...อืม พี่ใหญ่ และนี่ จองฮยาง เพื่อนเก่าที่ข้าตามหามาหลายปี” ยุนบกเข้าใจในความหมายที่จุงโฮพยายามหยอกล้อ และรู้สึกอึกอักในใจ

“ขอเชิญเข้ามานั่งข้างในบ้านก่อนค่ะ ตามสบายนะคะ” ฮูหยินมินเดินออกมาจากห้องและกล่าวต้อนรับพวกเขา

ยุนบกจึงแนะนำ “สองท่านนี้คือพี่ชายมิน และฮูหยินมิน ที่ข้าเล่าให้เจ้าฟังระหว่างทางยังไงล่ะ พวกเขาดูแลข้าเหมือนกับน้องชายจริงๆ ดังนั้นเจ้าสบายใจได้เมื่ออยู่ที่นี่”
จองฮยางค้อมทำความเคารพฮูหยินมินอย่างสุภาพ


“เอ่อ ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เร็วเข้า ตามข้าไปห้องด้านใน ข้าจะจัดยาให้ค่ะ” ฮูหยินมินกล่าวอย่างรีบร้อนเมื่อเห็นอาการบกน้อยในอ้อมแขนจองฮยาง และจำได้ว่าเป็นเด็กคนที่นำผ้าเช็ดหน้ามาส่ง

“ขอบพระคุณท่านมากค่ะ” จองฮยางมองยุนบก เขาพยักเพยิดให้นางตามฮูหยินมินเข้าไป ขณะที่นางกำลังเดินเข้าไปในห้องโถงด้านใน นางก็หันกลับมามองยุนบกอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง เขาเลี่ยงที่จะตอบคำถามเรื่องวิธีแก้ปัญหาของจองฮยางถึงสองครั้ง การทำเช่นนั้นทำให้จองฮยางวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง


“เอาหล่ะ เข้าไปข้างในเถิด ข้ามีเรื่องจะคุยกับพี่มิน ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” ยุนบกรู้ว่านางกำลังวิตกเรื่องอะไร เขาจึงยิ้มคลายความกังวลให้นาง และเมื่อนางลับตาไป รอยยิ้มของยุนบกก็เลือนหาย บนใบหน้ามีแต่ความเครียดเข้ามาแทนที่ จุงโฮเห็นดังนั้น จึงถามยุนบก ขึ้นว่า “น้องชาย หลังจากเจ้าต้องผ่านช่วงเวลาแสนเศร้ามาอย่างยากลำบาก เจ้าก็ได้เจอกับเพื่อนเก่าแล้วนี่ ทำไมเจ้ายังดูเศร้าหมองอีกเล่า เกิดอะไรขึ้น”

“พี่ใหญ่ เข้าไปคุยรายละเอียดในห้องหนังสือกันเถอะขอรับ” ยุนบกพูดด้วยท่าทีเคร่งขรึมจริงจัง ยิ่งทำให้จุงโฮกังวลหนักขึ้นไปอีกว่าเขาจะพูดเรื่องอะไร เมื่อนั่งลงเรียบร้อย
ยุนบกก็นิ่งไปเหมือนกำลังไตร่ตรองและเรียบเรียงความคิด จุงโฮได้แต่รออย่างอดทน

“พี่ชาย ก่อนอื่น ข้าต้องขอให้ท่านอภัยให้ข้า” ยุนบกโค้งให้เขาอย่างนบนอบ

“น้องชาย วันนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเจ้าจึงทำตัวเหมือนเราเป็นคนแปลกหน้า โปรดบอกข้ามาตามจริงเถิดว่าเกิดอะไรขึ้น” จุงโฮรู้สึกกังวลใจมากที่ยุนบกมีพฤติกรรมแปลกไป


“ท่านปฏิบัติดูแลข้าเหมือนข้าเป็นน้องชายท่านจริงๆ แต่ข้าไม่เคยบอกฐานะที่แท้จริงของข้าแก่ท่านเลย ด้วยความสัตย์จริง ข้ารู้สึกเสียใจที่ต้องทำเช่นนั้น เหตุผลที่ต้องปิดบังก็เพราะเรื่องความปลอดภัยของพี่ใหญ่และฮูหยิน แต่วันนี้ มีบางอย่างเกิดขึ้นและข้าจำเป็นจะต้องบอกความจริงกับท่านแล้ว หวังเพียงท่านจะเข้าใจและไม่ถือโกรธในตัวข้า” ยุนบกได้แต่หวังว่าเขาจะไม่สูญเสียมิตรภาพที่ดีที่มีต่อกันกับชายผู้นี้ เมื่อเขาสารภาพความจริง

“โอ้” จุงโฮหัวเราะ “ข้าคิดว่าเกิดอะไรขึ้น พี่ชายท่านไม่ใช่คนที่รู้แต่เรื่องการค้านะ” เขาโล่งอกเมื่อได้ยินว่ายุนบกต้องการจะบอกอะไร

“อะไรนะ” ยุนบกประหลาดใจกับปฏิกิริยาของเขามาก “ท่านรู้ว่าข้าเป็นใครมาตลอดอย่างนั้นหรือ”


“ท่านคือ ซิน ยุนบก” จุงโฮยิ้มให้เพื่อนของเขาที่กำลังเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ “เฮวอน จิตรกรที่มีความสามารถด้านการวาดภาพเทียบเท่ากับจิตรกรเอกของประเทศทันวอน ข้าเข้าใจถูกต้องหรือไม่”

“พี่ใหญ่ช่างมีสายตาที่เฉียบแหลมจริงๆ แล้วท่านรู้ว่าข้าเป็นใครตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วทำไมท่านไม่เคยพูดอะไรเลย” ความชื่นชมและความเคารพของยุนบกที่มีต่อมิน จุงโฮ ยิ่งเพิ่มขึ้นอีก เมื่อเห็นด้านดีอีกด้านหนึ่งของเขา จริงๆแล้วเขาเป็นคนที่รอบรู้ไปทุกเรื่อง
ยุนบกสำนึกในบุญคุณของจุงโฮมากที่เก็บความลับของเขาไว้

“โอ้ เฮ้เฮ้ ข้าจะบอกอะไรท่านน้องชาย แรกเริ่มเดิมที ข้าชื่นชอบภาพเขียนของท่านมาก ข้ารู้สึกว่า ท่านมีความสามารถในการวาดทั้งภาพคนและวิวทิวทัศน์ ภาพวาดของท่านเต็มไปด้วยรายละเอียด ส่วนการลงสีก็สัมผัสได้ถึงความประณีตสง่างาม ขณะเดียวกัน ภาพวาดของท่านที่มีฉากหลังเป็นภูเขาและแม่น้ำ ท่านก็สามารถนำเทคนิคการวาดระลอกน้ำ หรือรูปร่างลักษณะของก้อนหิน ที่เหมือนกับวิธีการวาดของท่านทันวอนมาใช้ ลักษณะการวาดภาพเช่นนี้จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากยุนบกลูกศิษย์ของท่านทันวอน


แต่ก็อีกนั้นแหละ วิธีการวาดเช่นนี้สามารถลอกเลียนแบบได้อย่างง่ายดาย แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ นั่นคือ อารมณ์ของจิตรกร และสิ่งนี้แหละเป็นสิ่งที่บ่งบอกความหมายของภาพวาดด้วยตัวของภาพวาดเอง นี่แหละเป็นเหตุผลแรกที่ทำให้ข้าคาดเดาได้

และสิ่งทำให้ข้ามั่นใจขึ้นไปอีก ก็คือเมื่อท่านดูภาพวาด “คู่รักใต้แสงจันทร์” ท่านสามารถอธิบายได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งถึงอารมณ์เศร้าเสียใจที่ต้องการสื่อออกมา ข้าจึงแน่ใจก็ตอนนี้เอง ฮ่าฮ่า แล้วยังไงหล่ะ ข้าเดาถูกหรือไม่” ยุนบกแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า มินจุงโฮรู้มานานแล้วว่า เขาปลอมตัวเป็น ซอ เวน หนุ่มน้อยที่ฉลาดเฉลียว และชื่นชอบในโลกศิลปะ

“มันก็แค่นั้นแหละ” จุงโฮกล่าวต่อไปอย่างครุ่นคิด “การที่ท่านต้องการเก็บประวัติความเป็นมาของท่านเป็นความลับ ข้าก็มั่นใจว่าท่านต้องมีเหตุผล ดังนั้นทำไมข้าจึงต้องเปิดเผยความลับของท่านด้วยเล่า ข้าเชื่อว่า ทุกคนต่างมีเหตุผลและความลับของตัวเองทั้งนั้น และตั้งแต่ที่ท่านยกข้าเป็นพี่ใหญ่ของท่าน ข้าก็ต้องการคงความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องของเราเอาไว้ แล้วทำไมข้าจะต้องขุดคุ้ยทุกอย่างและทำให้ท่านตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากด้วยเล่า”

ยุนบุกรู้สึกประทับใจกับการเห็นอกเห็นใจและความห่วงใยของจุงโฮที่มีต่อเขามาก “แต่ตอนนี้ท่านยกเรื่องนี้มาพูด ท่านไปเจอปัญหาอะไรมาใช่ไม๊ หากท่านมีปัญหาจริงมั่นใจได้ว่าข้าจะช่วยท่านเต็มความสามารถที่ข้ามี” จุงโฮรู้สึกไม่ชอบที่ยุนบกยอมเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง เขาคาดว่ามันจะเกิดปัญหาใหญ่โตตามมา


“พี่ใหญ่ ท่านเป็นสุภาพบุรษที่ประเสริฐจริงๆ ข้ารู้สึกประหลาดใจมากและชื่นชมในความจริงใจ ใส่ใจ และความรักของท่านเป็นยิ่งนัก แต่ในตอนนี้ ข้ามีเรื่องที่ต้องขอความช่วยเหลือจากพี่ใหญ่ กรุณาดูสิ่งนี้” ยุนบกหยิบหนังสือออกมาจากในเสื้อคลุมและยื่นให้จุงโฮ

“โอ้ รู้แล้ว เรื่องเงินเรื่องเล็กมาก แล้วท่านจะจัดการกับเถ้าแก่ริวอย่างไร เป็นที่รู้กันว่าในวงการค้าว่าเขาเป็นคนสารเลว วิธีการทำธุรกิจของเขาต่ำช้าและเลวทรามมาก เขาเป็นคนเจ้าเล่ห์ที่คิดแต่เรื่องผลประโยชน์ ฆ่าคนได้ตามใจชอบ” จุงโฮโล่งอกหลังจากที่ได้อ่านสัญญาดังกล่าว “ไม่ต้องกังวลไป พรุ่งนี้ข้าจะให้ชอนซังเตรียมเงินไว้และจะส่งไปที่นี่ภายในวันเดียว”

“พี่ใหญ่” ยุนบกส่ายหัว “ท่านไม่รังเกียจที่ข้าปกปิดฐานะตัวเอง และยังจะช่วยเหลือข้าอีก ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก และข้าก็รู้สึกขอบคุณที่ท่านยินดีจะจ่ายหนี้ให้ข้า แต่ข้าไม่ต้องการให้ช่วยแบบนี้ ข้ามีแผนการอย่างอื่นอยู่ในใจ”

“โอ้ แล้วมันคืออะไรเล่า” จุงโฮ ถามด้วยความกระตือรือร้น

ที่ปีกบ้านด้านในของบ้านหลิวเขียว หญิงสองคนนั่งตรงข้ามกัน มีเด็กน้อยตัวผอมบางนอนคั่นอยู่ ทั้งสองล้วนเป็นหญิงที่งดงาม แต่เป็นความสวยงามที่แตกต่าง คนหนึ่งสูงวัยกว่า อยู่ในชุดหรูหรา สง่างาม มีกลิ่นอายของหญิงมีตระกูล เสื้อผ้าของนางตัดเย็บจากผ้าไหมที่นำเข้าจากเมืองจีน ปักลวดลายดอกไม้สีทองบ่งบอกถึงสถานะและความร่ำรวยของครอบครัว เครื่องประดับหยกบนศรีษะเป็นหยกที่คุณภาพดีที่สุด และดูโดดเด่นมากขึ้นอีกเมื่อตัดกับเส้นผมสีดำเงาวาว แม้ว่านางจะเลยวัยสาวมาแล้วก็ตาม เป็นไปได้ว่าเพราะ นางไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิต ทำให้นางไม่มีริ้วรอยรอบดวงตาแม้แต่น้อย ความสงบนิ่งและความฉลาดเฉลียวที่นางได้พบเจอในตลอดหลายปีที่ผ่านมาเห็นได้อย่างชัดเจน ผ่านดวงตา

และตอนนี้ นางกำลังจ้องมองหญิงสาวที่นั่งตรงกันข้าม ซึ่งกำลังตบกล่อมลูกเบาๆ ให้หลับ บกน้อยเหน็ดเหนื่อย แต่บรรยาศแปลกๆรอบตัวเขา ทำให้นอนกระสับกระส่าย ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าที่เขาจะหลับได้ ท่ามกลางความอบอุ่นของเตียง ผ้าห่ม และเสียงกล่อมของแม่ ทำให้เขาค่อยๆ หลับไป แล้วมันเป็นไปได้ไหมที่จะทำให้ฝันร้ายในคืนก่อนลบหายไปจากความทรงจำของเขา


แม้ว่าจองฮยางจะอยู่ในชุดเสื้อผ้าเนื้อหยาบสีทึม แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางดูต่ำต้อยเมื่อนั่งอยู่ในห้องที่ตกแต่งแบบไม้เน้นความหรูหราหากเปี่ยมไปด้วยรสนิยม ความสง่างามของนางเมื่อรวมกับการตกแต่งห้องที่ให้ความรู้สึกที่เป็นอิสระและเป็นธรรมชาติ ราวกับจะเชื้อเชิญให้ผู้คนต้องหันมามองความมีเสน่ห์อันน่าดึงดูดของนาง บนตัวนางมีสิ่งที่มีสีสันโดดเด่นเพียงอย่างเดียวก็คือ ผ้าไหมผูกผมสีแดง เหมือนจะย้ำเตือนทุกคนว่า นางจะงามเพียงไรในเครื่องแต่งกายที่ดีกว่านี้ ผิวของนางเรียบขาวนวลเนียน ดวงตาสวยคมทั้งคู่ของนาง มีหางตายาวที่สร้างรัศมีอันน่าตื่นใจ แววตาของนางยังเปล่งประกายสดใส แต่ตอนนี้สายตาของนางนิ่งอยู่ที่ลูกชาย สายตาที่เต็มไปด้วยความรักและอ่อนโยนที่มีได้แต่ในคนที่เป็นแม่เท่านั้น นางกำลังฮัมเพลงพื้นบ้านกล่อมลูกนอน


‘เหมือนอย่างที่คิดไว้ นางเป็นหญิงที่สวยงามและสุภาพเรียบร้อย ชายใดจะไม่ปรารถนานาง แต่อาจารย์สอนวาดภาพซอเป็น....... ฮ่าฮ่า จริงๆ แล้วเรื่องราวแสนพิเศษนี้เป็นเช่นไร’ ฮูหยินมินประหลาดใจและความอยากรู้ก็เพิ่มมากขึ้นไปอีก “เด็กคนนี้เป็นเด็กดี อยู่ในโอวาท” นางกล่าวเบาๆ

“ปกติเขาก็เป็นเช่นนั้น แต่เวลาที่เขาดื้อขึ้นมาก็ทำให้หงุดหงิดบ้างค่ะ” จองฮยางมองลูกและยิ้ม

“เช่นนั้นท่านคือแม่นางฮยางที่น้องซอตามหามาเป็นตลอด แม้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่เราเจอกัน แต่ข้ารู้สึกว่าข้ารู้จักเจ้ามานานแล้ว ดูนี่สิ” ฮูหยินมินดึงผ้าเช็ดหน้าไหมที่จองฮยางเป็นคนปักออกมา


“โอ้ว” จองฮยางจำผ้าเช็ดหน้าได้ในทันที “ถ้าเช่นนั้น ท่านก็เป็นนายหญิงใจดีที่บกน้อยเล่าให้ข้าฟังสิค่ะ ช่างเขียนไม่เคยเล่าเรื่องท่านให้ข้าฟังเลย” และในตอนนี้จองฮยางก็สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้วระหว่างนายหญิงร่ำรวยที่แสนดีและฮูหยินมินซึ่งช่างเขียนของนางเรียกว่า “พี่สะใภ้”

“ช่างเขียนหรือ” ฮูหยินมินหัวเราะเมื่อได้ยินว่าจองฮยางเรียกยุนบกอย่างไร น่ารู้ว่าเป็นชื่อที่พวกเขารู้กันสองคน

จองฮยางหน้าแดงเล็กน้อยและก้มหัวลงด้วยความอาย แต่นางทั้งสองก็ไม่ได้มีความรู้สึกเหมือนกับคนแปลกหน้าต่อกันต่อไปแล้ว พวกเขารู้สึกสนิทสนมกันมากขึ้น

“เจ้ารู้เรื่องก่อนหน้านี้ไม๊ น้องซอคิดว่าเจ้าเสียชีวิตไปแล้วนะ ตอนนั้นเขาเศร้าโศกเสียใจมาก ราวกับว่าเขาไม่ต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว แม้แต่น้องชายของข้าและคนอื่นๆ ก็ไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้ ได้แต่ร้องไห้เมื่อเห็นเขาในสภาพนั้น ตอนนี้เจ้าทั้งสองได้เจอกันแล้ว ต้องเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งของน้องซอที่นำพาสิ่งศักสิทธิ์ มาให้เจ้า” ฮูหยินมินหยอกล้อ กำลังอ้อมถามเก็บข้อมูลอย่างสุภาพ เพื่อขจัดข้อสงสัยของนาง


“ทำไมข้าจะไม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรคะ” จองฮยางทอดสายตาไกลออกไป ความทรงจำในอดีตท่วมท้นเข้ามาในหัวใจ “ถ้าข้าลืมเขาได้ข้าคงมีความสุข แต่ข้าไม่เคยทำเช่นนั้นได้เลย ข้าเกรงว่าคนที่เศร้าเสียใจที่สุดน่าจะเป็นเขาถ้าข้าเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุการณ์เมื่อแปดปีที่แล้ว ข้าต้องหนีมาเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ไม่เช่นนั้นเขาจะพะวักพะวน จิตใจจะไม่นิ่งอยู่ที่การแก้แค้น และหากว่าข้ายืนกรานจะขอเคียงข้างเขา ข้าก็รังแต่จะเป็นภาระให้เขา นี่แหละคือเหตุผลที่ข้าต้องจากเขามาค่ะ”นางหยุดพูดชั่วครู่ บางทีอาจจะไม่มีใครสักคนบนโลกนี้ที่จะเข้าใจความสัมพันธ์พิเศษระหว่างนางกับช่างเขียน คนอื่นๆ มักจะเข้าใจว่าสาเหตุที่ทั้งสองต้องแยกจากกันเป็นเพราะความแตกต่างของสถานภาพทางสังคม


“ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังเป็นกังวลเรื่องศัตรูที่คอยจะจ้องทำร้ายเขา จะใช้ข้าเพื่อบีบบังคับเขา และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ข้าต้องใส่ชื่อข้าที่หลุมฝังศพ ข้าคิดว่า ในชีวิตนี้ข้าคงจะไม่มีโอกาสเจอกับเขาอีกแล้วค่ะ ไม่เคยคิดเลยว่าตัวข้าจะเป็นสาเหตุให้เขาเจ็บปวดได้ถึงเพียงนี้ และขณะที่ข้าได้กลับมาเคียงข้างเขาอีกครั้ง ข้าก็ได้เห็นความอ้างว้างโดดเดี่ยวรายล้อมตัวเขาที่ฉายชัด เขาไม่รู้หรอกว่ามันทำให้ข้าเจ็บปวดเพียงไร” เพราะรู้ว่ายุนบกมีความสัมพันธ์อันเหนี่ยวแน่นกับครอบครัวมิน จองฮยางจึงกล้าระบายความรู้สึกที่แท้จริงในใจ และแม้จะเพิ่งเจอหน้ากัน แต่ฮูหยินมินก็ทำให้นางรู้สึกว่าเหมือนเป็นทั้งน้องสาวและเพื่อนที่รักกันมานาน

“ข้าเข้าใจแล้ว”ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของจองฮยาง ฮูหยินมินบอกได้เลยว่าผู้หญิงคนนี้มีความรู้สึกกับช่างเขียนของนางอย่างลึกซึ้ง ในตอนแรก นางคิดว่า คงจะเป็นช่างเขียนซอฝ่ายเดียวที่ไม่สามารถลืมหญิงสาวคนนี้ได้ ไม่เคยคิดเลยว่า เขาทั้งสองต่างมีความรู้สึกที่ลึกซึ้งกับอีกฝ่ายไม่ด้อยไปกว่ากันเลย ผู้หญิงคนนี้เฝ้าคิดถึงแต่เขาตลอดมา ให้ความสำคัญกับเขาเหนือสิ่งอื่นใด แปดปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้พวกเขาลืมกันและกันเลย


“แล้วหลังจากนั้น เจ้าจึงแต่งงานกับคนอื่นและออกจากซองดูเพื่อตามสามีมายังเปียงยางอย่างนั้นหรือ” นางถาม

“สามี???!!” จองฮยางสับสน นางมาเริ่มเข้าใจเมื่อเห็นฮูหยินมินจ้องมองมาที่บกน้อยซึ่งกำลังหลับปุ๋ย นางไม่ได้ตอบอะไรได้แต่ยิ้ม และก้มลงมองบุตรชาย

“ยุมบกไม่ใช่ลูกข้าหรอกค่ะ พ่อของเขาเป็นศัตรูของข้าและช่างเขียน แม่ของเขาน่าสงสารมาก นางถูกศัตรูของเราข่มขืนและมียุมบก หลังจากนั้น นางได้เสียชีวิตลงและฝังอยู่ที่หลุมฝังศพที่ช่างเขียนไปพบ ยุมบกที่น่าสงสารของข้า” นางถอนหายใจ


“ลูกชายของศัตรูอย่างนั้นหรือ” ฮูหยินมินทั้งประหลาดใจและประทับใจในเวลาเดียวกัน หลังจากที่ตกตะลึงไปพักหนึ่ง นางพยักหน้าพร้อมกับยิ้มและคิดว่า ‘ จริงๆแล้วนางเป็นผู้หญิงที่ฉลาดยิ่ง ใจกว้างเป็นที่สุด จิตใจอันสูงส่งของนาง อบอุ่น และมีความรักที่แท้จริง โดยรวมแล้วนางจึงเป็นคนที่น่านับถือคนหนึ่ง’ นางถามว่า “ท่านรู้ว่าเขาเป็นคู่แค้นของเจ้า เจ้าไม่เกลียดเขาหรือ”

“เมื่อรู้ว่าเขาเป็นศัตรู ข้าจะไม่เกลียดเขาได้อย่างไรคะ ข้าเกลียดความอำมหิตของเขาและความชั่วร้ายต่ำทรามของเขาทีทำร้ายได้แม้หญิงสาวที่บริสุทธิ์และอ่อนแอ เกลียดที่เขาเข้ามายุ่งเรื่องของข้าและช่างเขียน ยิ่งไปกว่านั้น เขาและช่างเขียนเป็นศัตรูกันมานมนาน แล้วข้าจะไม่เกลียดเขาได้อย่างไรค่ะ แต่ทุกอย่างที่พูดมาไม่ได้เกี่ยวกับยุมบกเลย เขาเป็นเด็กทารกบริสุทธ์ คู่อริเราไม่เคยรู้ว่าเขามีลูกชายคนนี้ และด้วยความเกลี่ยดชังของข้าที่มีต่อเขา ข้ากลับอยากจะให้ยุมบกเดินไปบนหนทางที่ถูกต้อง เติบโตมาเป็นบุคคลที่ดีและน่านับถือ ข้าไม่อยากให้เขาเป็นเหมือนพ่อของเขาค่ะ แม่ของเขาก็ถามเรื่องนี้กับข้าค่ะ ก่อนที่นางจะสิ้นลม แล้วข้าจะไม่รักษาสัญญาได้อย่างไรคะ” จองฮยางกล่าวอย่างนุ่มนวล ขณะที่นางสัมผัสบกน้อยอย่างอ่อนโยนด้วยความรักจากแม่


‘เป็นไปอย่างที่ข้าคิดไม่ผิด ไม่ผิดเลย นางช่างเป็นหญิงที่วิเศษจริงๆ” ฮูหยินมินยกย่องและแสดงความนับถือจองฮยาง เพิ่มขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง นางรู้สึกว่าผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามยากจะหาใครเสมอเหมือนได้จริงๆ แม้ว่า นางจะเผชิญเหตุการณ์มามากมาย แม้จะรู้สึกเสียใจที่ต้องฝังชื่อตัวเองไว้ในที่รกร้างในเมืองเล็กๆ และแม้จะรู้ว่านางไม่มีหวังที่จะได้พบกับคนที่นางรักอีกนางก็ยังคงมีศรัทธาที่จะรอคอยต่อไป ไม่มีการคร่ำครวญถึงศัตรูในอดีต นางเต็มใจที่จะให้ความรักและการศึกษาแก่ลูกของคู่อริ นางเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างลำบากและเรียบง่ายมากกว่าจะใช้ชีวิตอย่างหรูหราและร่ำรวย คนที่ได้หัวใจของนางไปจะเป็นคนที่โชคดีและมีความสุขที่สุด


“อ่า ถ้ากลับมาคิดดู น่าจะขอบคุณภาพวาดภาพนั้น ที่ทำให้เจ้าทั้งสองได้กลับมาเจอกันอีก ข้าจะหยิบมาให้เจ้าดู” ฮูหยินมินมองจองฮยางและคิดถึงภาพวาดภาพนั้น นางเข้าไปในห้องหนังสือขนาดเล็กและนำมันออกมา

“คู่รักใต้แสงจันทร์” คู่รัก “ความทุกข์ของเราสอง มีเพียงสองเราที่เข้าใจ” จองฮยางยิ้มเมื่อมองไปที่ภาพวาดดังกล่าว นางรู้สึกถึงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านวันนั้นกลับมาหานางอีกครั้ง คืนที่ยุนบกทำให้นางรู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกกำลังจะพังทลาย นางไม่คิดว่าตัวเองจะรู้สึกถึงความสิ้นหวังได้มากถึงเพียงนั้น และยังมีความรู้สึกถึงความหนาวเหน็บแล่นผ่านซ่านไปทั่วร่าง นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ โชคชะตามักเล่นตลกกับมนุษย์เสมอ


“ภาพนี้เป็นภาพลอกเลียนแบบ” นางยิ้ม “ในรูปดั้งเดิม หญิงสาวผู้นี้จะแสดงความรู้สึกเช่นนี้ได้อย่างไร นางในภาพนี้มีเพียงภาพลักษณ์แต่ปราศจากความรู้สึกบนใบหน้า "



‘โอ้ ไม่น่าเชื่อ ความรู้สึกนึกคิดของสองคนนี้เหมือนเป็นคนคนเดียวกัน แม้แต่การตีความภาพวาดยังเหมือนกันได้ขนาดนี้’ ฮูหยินมินคิดไปถึงความคิดเห็นของยุนบกที่เคยพูดไว้ แล้วนางก็หันไปจ้องมองใบหน้าของจองฮยาง ตอนนี้เองที่นางตระหนักว่าผู้หญิงในรูปต้องเป็นจองฮยางแน่ๆ และเมื่อมองใกล้ๆ ผู้ชายที่ถือโคมไฟก็ช่างเหมือนยุนบกแค่ไม่มีหนวดเหมือนกันเท่านั้น

‘โอ้ ไม่น่าเชื่อ’ หรือคุณชายซอแท้จริงคือ เฮวอน ซินยุนบก คนที่วาดภาพนี้ ไม่แปลกเลยที่ยุนบกรีบตรงเข้ามาทันที เมื่อเขาได้ยินว่า เพื่อนเก่าที่มาเยี่ยมเขาเหมือนกับหญิงสาวที่อยู่ในภาพวาด แล้วมันเป็นไปได้อ่ย่างไร เป็นไปได้อย่างไร” ฮูหยินมินรู้สึกพอใจมากที่นางพบคำตอบที่เป็นหนึ่งในความลับของยุนบกแล้ว


“เอ่อ เอิ่ม ข้าเข้าไปได้ไหม” ยุนบกถามเบาๆ จากหน้าห้อง

“พวกเขาคงคุยกันเสร็จแล้วล่ะ พวกท่านสองคนก็คุยกันไปเถอะนะ เดี๋ยวข้าจะให้คนรับใช้จัดเตรียมอาหารเย็นไว้ให้ ทั้งสองคนคงไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน” ฮูหยินมินยืนขี้นและยิ้มให้จองฮยาง แล้วหันไปเปิดประตู นางยิ้มให้ยุนบกและกล่าวว่า “ท่านสองคนคุยอะไรกันเป็นนานสองนาน เร็วเข้า เข้าไปข้างใน ข้าขอตัวไปเตรียมอาหารเย็น” ยุนบกยิ้มให้เล็กน้อยและโค้งให้ แต่ไม่ได้ตอบอะไร หมุนตัวเดินเข้าไปในห้องที่ฮูหยินมินเพิ่งเดินออกมา

“ช่างเขียน จะแก้ปัญหาอย่างไรคะ ท่านวางแผนอะไรไว้แล้วหรือยัง” จองฮยางรู้สึกเครียดเมื่อนางได้ยินเสียงของเขา เกือบจะไม่สามารถยั้งตัวเองไว้ไม่ให้วิ่งไปหาเขา

เขานั่งลงข้างบกน้อยและลูบหน้าผากเขาไปมา แล้วพูดด้วยความสงสาร “เด็กคนนี้ช่างอดทนนัก” เขาสังเกตเห็นภาพวาดที่วางอยู่ข้างๆนาง

“เอ่อ เจ้ากำลังดูภาพวาดนี้กับพี่สะใภ้อยู่หรือ” เขาหัวเราะ และพยายามหลบสายตาที่จ้องเขม็งรอคอยคำตอบ ทำท่าวุ่นวายจับภาพวาดวางให้เข้าที่ เขากำลังหลบเลี่ยงที่จะตอบคำถามอีกแล้ว ซึ่งนางไม่ชอบเลย เขากำลังทำให้นางหัวเสียเป็นที่สุด

“ช่างเขียนคะ!!!” นางต้องบีบเค้นเอาคำตอบจากเขาให้ได้ เขาเงยหน้ามองนางและยิ้มเล็กน้อย เมื่อเห็นนางกำลังวิตกกังวลหมกมุ่นกับเรื่องนี้อย่างมาก

“เจ้าทำอะไรให้ข้าสักอย่างได้ไม๊”

“จะให้ข้าทำอะไรหรือคะ” นางถามแบบใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขายืนขึ้น ทำหน้ายิ้มกริ่มดึงนางขึ้นมาอย่างอ่อนโยน แล้วพานางออกไปยังห้องข้างๆ

“คายากึมของข้านี่คะ ช่างเขียน ท่านไปเอามาตอนไหนคะ” นางเห็นว่าคายากึมซึ่งอยู่กับนางมานานหลายปี วางอยู่บนแท่นนอกห้องมีผ้าคลุมๆ อยู่ “มันอยู่ที่บ้านไม่ใช่หรือคะ” นางมองยุนบกอย่างุนงง


“ข้าเพิ่งไปเอามันมาที่นี่เมื่อครู่นี้เอง” เขาอธิบาย “พ่อของเจ้าต้องเป็นห่วงเจ้ามากๆ แต่ข้าต้องไปบอกเขาว่าเจ้าสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง พี่ชายของเจ้าก็อยู่ที่นั่นด้วย เพื่อความปลอดภัยของเจ้า เจ้าคงกลับบ้านไม่ได้ระยะหนึ่ง”

“แล้ว แล้ว พ่อข้าไม่ได้ถาม...ถามอะไรเกี่ยวกับตัวท่านและข้า...” นางหยุดกลางคัน

“ไม่หรอก แต่ข้าคิดว่า เขาคงจะสรุปอะไรได้เองแล้วล่ะ แต่คงไม่เข้าใจผิดในความหวังดีของข้าหรอก” ยุนบกมองนางอย่างสนอกสนใจ เขารู้สึกว่า จองฮยางดูแปลกๆไปเล็กน้อย แต่ก็คิดไม่ออกว่าแปลกไปอย่างไร


“ช่างเขียนคะ แล้วปัญหานั้นหล่ะ ท่านได้คิด...” จองฮยางยืนกรานที่จะถาม นางอยากรู้ว่าเขาคิดจะทำอย่างไร แต่เขาก็พูดขัดขึ้นก่อนที่นางจะถามจบ

“ได้โปรดเล่นคายากึมให้ข้าฟังสักเพลงจะได้ไม๊” เขายิ้มและกำมือขวายื่นไปเบื้องหน้านาง

“ช่างเขียน!” นางยกมือขึ้นด้วยความโกรธ เตรียมจะปัดกำปั้นของเขาออกไปให้พ้น โมโหที่เขาดื้อดึงไม่ยอมตอบคำถามนางสักที รู้ดีว่านางต้องโกรธ เขาเตรียมรับมือนางไว้อยู่แล้ว เขาเอามือซ้ายจับมือนางไว้ ค่อยๆ วางกำปั้นขวาของตัวเองไว้บนฝ่ามือนาง สายตาเขากำลังวิงวอนขอร้องได้โปรดอย่าถามอะไรอีกเลย อย่างไรเขาก็ไม่ตอบไม่ว่านางจะถามอีกสักกี่ครั้งกี่หน นางยอมแพ้ ก้มลงมองมือขวาเขาที่ยังกำเอาไว้


“อะไรหรือคะ” เขาคลายมือที่กำออก เผยให้เห็นเงินห้านยางวางอยู่บนฝ่ามือเขา

“ด้วยเงินแค่ห้านยาง ท่านจะขอให้ข้าเล่นเพลงให้ท่านฟัง” นางมองดูเงินห้านยาง หวนคิดไปถึงคืนนั้นเมื่อหลายปีก่อน คนที่คว้าข้อมือนางไปพร้อมกับหัวใจ แม้ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน คนคนเดียวกันนี้ได้มายืนอยู่ต่อหน้านางอีกครั้งหนึ่ง ยังคงเป็นคนเดิมที่คงความสง่างาม และอยากฟังเพลงที่นางเล่นด้วยเงินเพียงห้านยาง


“เงินห้านยางนี้คือทั้งหมดที่ข้ามี” นางตัวสั่นระริกกับคำตอบนั้น มันเหมือนคืนที่เขาคิดว่าเขาจะสูญเสียมือของเขาในวันรุ่งขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเขาจะถูกทำลายไป นางมองดูเขา ความหวาดกลัวเข้าจู่โจมนาง หรือเขาจะ..... ยุนบกวางเหรียญทองแดงลงบนมือนาง

“ได้โปรด เชื่อมั่นในตัวข้า ตกลงไม๊ เจ้าต้องเชื่อในตัวข้า ข้าจะไม่จากเจ้าไปไหนอีก เจ้าจงจำคำนี้ไว้” เขาจ้องมองนางอย่างจริงจัง “ไว้ใจข้าเถิด” ดวงตาเขาบอกเช่นนั้น



“ช่างเขียน.... ท่าน นี่... ท่านกำลังพยายามทำอะไรกันแน่คะ” นางกระซิบตัวสั่นเทา

“เล่นคายากึมให้ข้าฟังสักเพลงจะได้ไม๊“” ยุนบกถามอีกครั้ง ยิ้มและพูดว่า “เล่นให้ข้าฟังหน่อยเถอะนะ”

ตอนนี้ทั้งสองนิ่งเหมือนอยู่ในรูปภาพ จ้องมองเข้าไปในตาของกันและกัน ฮูหยินมินเข้ามาพร้อมกับแม่บ้านที่ถือถาดอาหารตามมา ต่างต้องเร่งถอยออกไป เมื่อนางเห็นพวกเขา นิ่งไม่ขยับเขยื้อนอยู่ในท่านั้น นางจึงปิดประตูห้องอย่างแน่นหนา และบอกทุกคนไม่ให้เข้ามารบกวนพวกเขา “แย่แล้ว พวกเขาไม่หิวกันหรือ” นางเป็นห่วงและพยายามจะหาทางอื่นต่อไป


‘ไม่เป็นไร’ มือของจองฮยางกำเงินห้านยางไว้ ‘ไม่ว่าจะมีความยากลำบากอะไรที่รอเราอยู่ แม้ว่าท่านจะไม่บอกข้า จะไม่ให้ข้าติดตามท่านไปใช่ไม๊ จะให้ข้าปล่อยท่านไปเผชิญอันตรายคนเดียวใช่ไม๊ ดีแล้ว คืนนี้ ข้าจะให้ท่านมีความสุขกับเสียงเพลงจากคายากึมที่ท่านชื่นชอบ ช่างเขียน’ นางยื่นมือออกไปสัมผัสไล้ใบหน้าเขาอย่างรักใคร่ก่อนที่จะหันกลับมาที่คายากึม ขณะทีนางเตรียมเล่นคายากึม ยุนบกเดินไปที่โต๊ะในห้องเขาเพื่อ หยิบอุปกรณ์วาดภาพแล้วกลับมานั่งลงตรงข้ามจองฮยาง


ต่อ10/3 ค่ะ


Create Date : 03 ธันวาคม 2552
Last Update : 16 มกราคม 2553 14:55:30 น. 11 comments
Counter : 1558 Pageviews.

 
ขอบคุณมากค่ะที่เอามาให้อ่าน คนติดกันจะแย่อยู่แล้ว
ขอบคุณจริงๆค่ะ


โดย: แฟนคลับวอนวอน IP: 125.26.54.6 วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:17:20:40 น.  

 
ขอบคุณที่แปลต่อเนื่องนะคะ

แม้เวบสองมุนล่ม การแปลก็ไม่หยุดนิ่ง

เหมือนดั่งแม้สายพิณขาด เสียงเพลงก็ยังอยู่ 5555


โดย: machu pichu IP: 125.24.46.92 วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:19:51:45 น.  

 
ขอบคุณมากมากเลยคะ

ที่แปลมาให้อ่าน



โดย: ขอบคุณ IP: 118.173.238.121 วันที่: 3 ธันวาคม 2552 เวลา:19:57:30 น.  

 
ใจจะขาดรอนๆ


โดย: วิเคราะห์ด้วยคน IP: 110.164.102.26 วันที่: 4 ธันวาคม 2552 เวลา:1:39:01 น.  

 
ตั้งตารอ รอคอยเธอนานแสนนาน ในที่สุดก็ได้อ่านต่อแล้ว
จั้งสี้มันต้องถอน ขอบคุณมากมาย


โดย: ตั้งตารอ IP: 125.26.174.75 วันที่: 4 ธันวาคม 2552 เวลา:7:16:34 น.  

 
ขอบคุณมากมาย คุณ WON WON เข้า เว็บ ไม่ได้ก็พยายามตามหา เผื่อเจอ โอ้ว์....เจอจริงๆด้วย แล้ว เว็บ 2moon จะเข้าได้เมื่อไหร่ค่ะ


โดย: JUI IP: 118.172.159.105 วันที่: 4 ธันวาคม 2552 เวลา:12:40:56 น.  

 
อ่านแล้วรู้สึกดีมาก ๆ เลย อ่านแล้วไม่อย่ากหยุด
2 มุน เขาเล่นไว้ดีจริง ๆ อ่านไปก็ยังนึกหน้า2มุนจำอารมณ์ของเขาได้เลย อะ คนแต่งแก่ง จริง ๆ คนแปลก็เก่ง มาก ๆเลย


โดย: ขอบคุณมากมาย IP: 124.122.171.66 วันที่: 4 ธันวาคม 2552 เวลา:13:09:06 น.  

 
แปลได้ใจละลายมากเลยค่ะ


โดย: Dr. IP: 118.173.143.203 วันที่: 4 ธันวาคม 2552 เวลา:15:55:19 น.  

 
5เนียง

แปลได้กินใจเหลือเกินคุณwonwon

กรี๊ดดด !!!


โดย: lopy IP: 118.172.186.230 วันที่: 4 ธันวาคม 2552 เวลา:22:56:50 น.  

 
Thank you very much for Shin Yoon Buk2.


โดย: doydoy IP: 110.164.60.127 วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:2:23:38 น.  

 
ขอปิดคอมเม้นท์ทุกหน้านะคะ ไปใช้หน้าแรกหน้าเดียวค่ะ (ภาพวาดภาพที่ 1)


โดย: Won won IP: 125.26.193.243 วันที่: 8 ธันวาคม 2552 เวลา:10:16:35 น.  

Valentine's Month


 
albatross11
Location :
สุรินทร์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




รักกันเพียงใดก็ต้องพลัดพราก หวงไว้เพียงใดก็ต้องจำจาก ข้ามาคนเดียวข้าไปคนเดียว ไม่มีใครเป็นอะไรของใคร ต่างคนมาต่างคนไป ยิ่งยึดยิ่งทุกข์ ปล่อยวางได้จึงเบาสบาย... เมื่อปัญญาแจ่มแจ้งจะสลัดคืน เมื่อมาจากดิน ท้ายที่สุดก็สลายกลายเป็นดิน ยึดเอาไว้ก็ได้แต่ทุกข์ตอบแทน อยากโง่ก็ยึดต่อไป คิดได้ก็วางเสีย พุทธทาสภิกขุ............ .............................. .............................. ความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจนั้น เป็นเรื่องทรมานยิ่ง และเรื่องที่จะบังคับมิให้พลัดพรากก็เป็นสิ่งสุดวิสัย... ทุกคนจะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ที่พอใจ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง...พุทธโอวาท --------------------------- พระราชดำรัส ในรัชกาลที่ 7 เมื่อทรงสละพระราชสมบัติ เพื่อประชาชน ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรทั่วไป ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร
Friends' blogs
[Add albatross11's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.