Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2550
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
23 พฤศจิกายน 2550
 
All Blogs
 
ปฐมบทของดินแดนแห่งความรัก "บ้านโฮมฮัก" จังหวัดยโสธร ตอนที่ 1

มิถุนายน 2550.......

พี่ติ๋ว สุธาสินี น้อยอินทร์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์ หรือบ้านโฮมฮัก

เธอเป็นรุ่นพี่ร่วมสถาบันเดียวกันกับผม และยังเป็นรุ่นพี่ชมรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ ของผมอีกด้วย

...หลังจากเรียนจบ ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปทำอะไร อยู่ที่ไหน จนกระทั่งได้พบเธออีกทีบนหน้าจอโทรทัศน์ของรายการทีวีรายการหนึ่ง

...เราจึงได้ทราบว่าพี่ติ๋วยังคงสานต่ออุดมการณ์ที่ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง....
...ขณะนี้พี่ติ๋วกำลังป่วยหนักด้วยมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย
...พี่ติ๋วกำลังต้องการความช่วยเหลือ ลูกๆ ของเธอที่บ้านโฮมฮักกำลังต้องการความเหลียวแลจากผู้คนในสังคม

ผมอยากเจอพี่ติ๋ว..
มีคำถามหลายอย่างที่อยากจะถามเธอมากมาย..
ผมจึงต้องเดินทางไป จังหวัดยโสธร เมืองบั้งไฟพญาแถนด้วยตนเอง
อยากไปเยี่ยมเยียนอาการของพี่ติ๋ว.. อยากไปดูความเป็นอยู่ของเด็กๆ
และ.. พอจะช่วยเหลืออะไรพี่ติ๋วกับพวกเด็กๆ ได้บ้าง



ผมเดินทางไปจังหวัด ยโสธร ด้วยรถโดยสารประจำทาง
รถไปถึงท่ารถเมืองเมืองบั้งไฟพญาแถน ประมาณ 6 โมงเช้า

....สิ่งแรกที่ผมต้องผจญเจอเมื่อก้าวลงมาจากรถโดยสาร ก็คือเหล่า มอเตอร์ไซด์วิน และรถสองแถว
ต่างเข้ามารุมถามว่าจะไปไหน.... ผมก็เลยต้องสวมวิญญาณพระเอกหนัง “แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า”
คือ ส่ายหน้ามันลูกเดียวแล้วเดินแหวกวงล้อมออกมายืนเหม่ออยู่หน้าท่ารถฯ

เบิ่งขวา.... เบิ่งซ้าย....


แล้วก็เดินไปทางขวา ตามที่ได้วางแผนไว้แต่แรกแล้วว่า

เมื่อมาถึงเมือง ยโสธร จะมาเริ่มต้นที่นี่.... ตลาดเช้าที่อยู่แถวๆ ท่ารถฯ



เช้าๆ อย่างนี้ “ข้าวแฝ่โบราณ+ปาโก๋” ดีกว่า



ก่อนจ่ายตังค์ก็สืบหาข้อมูลซะหน่อย
ปรากฏว่า พี่แม่ค้าข้าวแฝ่แกไม่รู้จัก “บ้านโฮมฮัก” หรือ “ครูติ๋ว” เลยครับ แต่พอถามถึง “มูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์” แกเลยถึงบางอ้อ

ก็ถือว่า ดังเหมือนกันนะเนี่ย
จากนั้นผมเลยสืบถามเส้นทางจนพอเข้าใจ และได้ข้อสรุปว่าไปสองแถวประหยัดสุด
……………………………………………

บรรยากาศตลาดเช้าเมืองยโสธร



จุดหมายต่อไป ท่ารถสองแถว....

ระหว่างทางเดินไปท่ารถสองแถวพบพระและเณร เดินบิณฑบาต ทำให้รู้สึกอิ่มใจ



“ถ่ายตรงนี้ด้วย..ถ่ายตรงนี้ด้วย”
เสียงเรียกร้องดังมาจากนรก เอ๊ย!..ด้านหลังผม..
พอหันไปก็เจอกับกลุ่มนักดื่มคอกระทะทองแดง ดูจากอาการแล้วน่าจะตั้งวงตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนะเนี่ย
ยันเช้าเลยเรอะพี่...ขี้เมาทั้งไทย-เทศเลย นะ .....(ชายเสื้อน้ำเงินเป็นขาวต่างชาติอ่ะคับ)
ทำให้ได้รู้ว่า “นรก-สวรรค์ ห่างกันแค่ถนนกั้นเท่านั้นเอง”



รถสองแถวเที่ยวแรกออกประมาณ 8 โมงเช้า... นี่เพิ่งจะ 7 โมงเอง
ถ้อยคำจากปากพี่คนขายกาแฟบอกว่า มูลนิธิฯ อยู่ห่างจากเมืองยโสธร แค่ 5 กิโลฯ...
ผมจึงตัดสินใจเดิน ถือโอกาสเดินเล่นชมเมืองไปด้วย

........เดินจากท่ารถสองแถวมาได้ประมาณกิโลเดียว ก็เจอกับแผงขายผลไม้ริมทางน่ากิน..
เลยตัดสินใจซื้อ มังคุดกับเงาะ ไปฝากน้องๆ ที่บ้านโฮมฮัก สัก 10 โล
พี่สาวคนขายพอรู้ว่าผมจะซื้อไปฝากเด็กๆ บ้านโฮมฮัก แกเลยแถมให้และลดราคาให้อีก 10 บาท
เธอบอกว่าลูกสาวของเธอพอครบรอบวันเกิด ก็ชอบไปเลี้ยงอาหารเด็กที่นั่นเหมือนกัน...ดีจังเลย



เงาะกับมังคุดตั้งสิบกว่าโล (กว่าโลคือที่พี่แม่ค้าแถมให้)
ทำให้ผมเปลี่ยนใจ จากเดินมาเป็นนั่งมอเตอร์ไซด์วิน ...โดนไป ห้าสิบบาทครับ
...................................................................................

ถึงแล้ว....... “มูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน”
ความจริงยังมีป้ายชื่อมูลนิธิอีกหลายป้ายระหว่างทางเข้ามา
แต่ผมชอบป้ายนี้ที่สุด...น่ารักดี



ผมจ่ายค่ารถเสร็จแล้วเดินหิ้วถุงเงาะและมังคุดเข้ามาที่ บ้านโฮมฮัก
คนแรกที่เข้ามาทักทาย (นอกจากหมาที่เดินกระดิกหางอย่างแรงเสียจนเหมือนมันส่ายไปทั้งก้น)
ก็คือ... “น้องปาร์ค” คนนี้ครับ...
น้องปาร์คยกมือไหว้ พร้อมกล่าว “สวัสดีครับ”
แค่ก้าวแรกที่มาเยือนก็ทำให้ผมรู้สึกดีซะแล้ว



ผมแนะนำตัวเองต่อ จนท. มูลนิธิฯ ว่ามาจาก เว็บพันทิบ ห้องฺ BluePlanet ห้องย่อยเที่ยวไปกินไป (ถือโอกาสโปรโมทห้องเลย)
แล้วก็เอาผลไม้ของฝากมอบให้แก่ จนท. ของมูลนิธิฯ (เสื้อขาว)
จนท.มูลนิธิฯ กับน้องปาร์คก็ช่วยกันหิ้วของฝากของผมไปเก็บ

ปล. น้องปาร์คเดินตัวเอียงเลยอ่ะ..แปลว่า ผลไม้ที่ซื้อมาฝากเยอะมาก //ฮ่าฮ่าฮ่า



บ้านโฮมฮัก ซึ่งจริงๆ ชื่อ “บ้านฮวมฮัก” ฮวม ที่มาจากคำว่า รวม นั่นแหละครับ...



แต่เดิมนั้น บ้านฮวมฮัก เริ่มต้นจากงาน บำบัดกลุ่มเด็กที่ติดยาเสพติด ที่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร
ต่อมาเกิดมีปัญหากับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

เนื่องจาก กลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ค้ายาเหล่านั้น....กลัวว่า เด็กๆ ที่เคยติดยา

เมื่อเลิกยาได้แล้วจะกลับมาเป็นพยานให้ตำรวจมาจับพวกตน

จึงพยายามกลั่นแกล้งและข่มขู่พี่ติ๋วทุกวิถีทาง
...........................................
ภาพวาดฝีมือเด็กๆ อ่ะครับ



พี่ติ๋วจึงพาเด็กๆ ประมาณ 40 คน มาอยู่ที่นี่ ซึ่งขณะนั้นพื้นที่ตรงนี้เป็นสินสมรสของพี่ติ๋วและสามี มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่
ต่อมาเมื่อพี่ติ๋วกับสามีแยกทางกับ..... พี่ติ๋วจึงซื้อที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสของตนเอง

แรกมาอยู่ยังไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ พี่ติ๋วและเด็กๆ ต้องกางเต็นท์อยู่กัน
จนกระทั่งรัฐบาลญี่ปุ่นให้เงินช่วยเหลือจึงได้มีอาคารหลังแรกขึ้นมา ก็คืออาคารหลังที่เห็นตรงหน้านี่แหละครับ


จากนั้นก็เริ่มรับกลุ่มเด็กติดเชื้อ HIV เข้ามาที่บ้านซึ่งเด็กที่ติดเชื้อในระยะแรกมาจากการติดยาเสพติดมาก่อน...
หลังจากนั้นจึงมีเด็กที่กำพร้า เพราะพ่อ-แม่ เป็นเอดส์ตาย และเด็กติดเชื้อ HIV เข้ามา
จนปัจจุบันเด็กที่เข้ามาอยู่ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กกำพร้า
เด็กในบ้านโฮมฮัก เท่าที่ผมพอจะ สรุปออกมาจะมีได้ดังใน ตารางนี้อ่ะคับ

ผมมาทันเด็กๆ กินอาหารเช้าพอดีเลย แต่คงยังมากันไม่ครบ

ปัจจุบันบ้านโฮมฮัก มีเด็กในการดูแลประมาณ 100 กว่าคน
ซึ่งที่นี่จะให้อยู่รวมกันโดยไม่มีการแบ่งแยกเด็กที่ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ
เพื่อต้องการให้เด็กทั้งสองกลุ่มเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน
เด็กที่โตกว่าจะถูกสอนให้เอาใจใส่ และดูแลน้องๆ ด้วยความรัก ทั้งที่บ้านและโรงเรียน



........ซึ่งเท่าที่ผมสังเกตดู น้องๆ ที่โตกว่า ดูแลน้องที่เล็กกว่าจริงๆ และดูแลด้วยความรักเหมือนพี่รักน้อง
ซึ่งน้องๆ ส่วนใหญ่ก็เชื่อฟังพี่เสียด้วย ถึงแม้บางทีอาจจะเอาแต่ใจตัวเองบ้าง แต่สุดท้ายก็เชื่อฟังพี่ๆ
ถ้าไม่ไหวจริงๆ เหล่าพี่ๆ จึงจะฟ้องแม่ที่เป็น จนท.มูลนิธิฯ (ที่โฮมฮัก เด็กๆ จะเรียก จนท.ชายว่า “พ่อ” เรียก จนท.หญิง ว่า “แม่” ครับ)

......สุดท้ายถ้ายังไม่เชื่อฟังอีกก็จะเป็นแม่ใหญ่สุดของบ้าน ก็คือ “แม่ติ๋ว”
แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ถึงมือแม่ติ๋วหรอกครับ แค่บอกว่าจะฟ้องแม่ติ๋วแค่นั้น เด็กๆ ก็จะยอมเชื่อฟังแล้วแหละครับ
ไม่ใช่เพราะความกลัวแม่ติ๋วดุ ..
แต่เพราะเด็กๆ รักและเคารพแม่ติ๋วมากเด็กๆ และกลัวแม่ติ๋วจะไม่รักน่ะครับ...



ระหว่างรอพี่ติ๋วออกมาก็ถือโอกาสนั่งคุยกับพวกพี่ๆ ที่เอาของมาบริจาค ได้ความว่า พี่เขามาจากกรุงเทพฯ
ปกติทางบริษัทฯ มีนโยบายในการบริจาคสิ่งของและทำกิจกรรมเพื่อสังคมทุกปีอยู่แล้ว

…บริษัทได้ชมรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับมูลนิธิสุธาสินี แล้วก็รู้สึกชื่นชมพี่ติ๋วและอยากช่วยเหลือพี่ติ๋ว จึงเอาของและเงินมาบริจาค



สักครู่ผมก็สังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งฝ่าสายฝนที่ตกปรอยๆ เข้ามาในศาลา

กลุ่มพี่ๆ ที่มาบริจาคของยกมือไหว้สวัสดีผู้หญิงคนนั้น.. “พี่ติ๋ว” แน่ ผมคิด....



หลังจากทักทายกับกลุ่มผู้มาบริจาคของเสร็จ เธอเดินไปนั่งรวมอยู่กับเด็กๆ
เอามือโอบกอดแล้วถามไถ่ถึงสุขภาพของเด็กๆ แต่ละคนด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและเอ็นดู



พี่หยิน จนท.มูลนิธิฯ บอกพี่ติ๋วถึงการมาของผม..

พี่ติ๋วยกมือขึ้นสวัสดีผมก่อนเลยอ่ะ แล้วกล่าวขอบคุณแทนเด็กๆ ที่มาเยี่ยมเด็กๆ โดยไม่คิดรังเกียจ

ผมสวัสดีพี่ติ๋ว...แนะนำตัวเองบ้างนิดหน่อยเพราะอยากให้พี่ติ๋วเสร็จงานรับของบริจาคก่อนจึงค่อยคุยรายละเอียด กัน



หลังจากผู้บริจาคของกลับไปแล้ว ผมจึงมีโอกาสคุยกับพี่ติ๋วอย่างจริงจังเสียที....

พี่ติ๋วรู้สึกดีใจมากกว่าเมื่อพบกันครั้งแรกเสียอีก...หลังจากที่รู้ว่าผมเป็นรุ่นน้องของเธอที่ วทก. และชมรมบำเพ็ญฯ
สีหน้าแววตาของติ๋วดูแล้วไม่เหมือนคนป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายเลยสักนิดเดียว
ทั้งๆ ที่คนป่วยเป็นมะเร็งในรุ่นเดียวกันกับพี่ติ๋วที่ รพ. ต่างพากัน เดดซะมอเร่กันหมดแล้ว



เด็กๆ ที่บ้านโฮมฮัก รับผิดชอบจำนวน 100 กว่าชีวิต
มีทั้งที่อยู่โรงเรียนประจำ และโรงเรียนจรไป-กลับ
โรงเรียนประจำก็จะเป็นโรงเรียนคริสต์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กผู้หญิง ที่โตแล้ว...
แต่..ปัญหาส่วนใหญ่มักจะอยู่ที่โรงเรียนจรไป-กลับ
เนื่องจากบางโรงเรียนไม่ยอมรับเด็กจากบ้านโฮมฮัก เหตุเพราะอาศัยรวมอยู่กับเด็กที่ติดเชื้อ HIV

...ในวันนั้นผมเห็นมีน้องผู้ชายคนหนึ่งมีผ้าก๊อตพันแผลโป๊ะหัวอยู่ด้วย
ทราบจากพี่ติ๋วว่า..น้องเขาโดนผู้ปกครองของเพื่อนเอาก้อนหินขว้างใส่จนหัวแตกและห้ามไม่ให้มาเล่นกับลูกของเขาอีก
เพียงแค่รู้ว่า …………น้องเขาอยู่บ้านโฮมฮัก

ทุกวันนี้เด็กๆ ที่เรียนหนังสือแบบจร คือไป-กลับ จะถูกกระจายกันไปหลายๆ โรงเรียน ใน 3 จังหวัด
คือ ยโสธร สุรินทร์ และอุบลราชธานี
โดยมีพี่ติ๋ว และ จนท.ผู้ชาย คอยขับรถรับส่งในตอนเช้าและเย็น
เหตุที่ต้องกระจายไปไกลถึง 3 จังหวัด พี่ติ๋วเล่าให้ฟังว่า

......ก่อนนี้ พี่ติ๋วเคยพาเด็กๆ ที่บ้านโฮมฮักไปก่อม๊อบเพื่อร้องเรียนผู้ว่าฯ ที่ศาลากลางจังหวัด
เรื่องเด็กๆ ที่มูลนิธิฯ ไม่มีที่เรียน
สาเหตุเนื่องจากเด็กที่มูลนิธิฯ เป็นเด็กที่ติดเชื้อ HIV ทางโรงเรียนจึงรังเกียจ
แต่การเรียกร้องความเท่าเทียมในสิทธิมนุษยชนให้แก่ลูกๆ ของเธอในครั้งนั้น
กลับกลายเป็นการตอกย้ำความบอบช้ำที่มีอยู่แล้วในใจของเด็กๆ ให้เจ็บช้ำยิ่งกว่าเดิม
และมันก็กลายเป็นความผิดพลาดที่พี่ติ๋วเองต้องจดจำไปชั่วชีวิต

“ก็เพราะพ่อ-แม่มันhere... ลูกมันถึงออกมาเป็นอย่างนี้ มาติดโรคอย่างนี้...
แล้วทำไมคุณ คิดถึงแต่ลูกๆ ของคุณ ทำไมคุณไม่คิดถึงส่วนรวมบ้าง....
คนอื่นเขาก็รักลูกเหมือนกัน ไม่มีใครอยากให้มาติดโรคจากลูกของคุณหรอก”
นั่นเป็นคำพูดของข้าราชการตำแหน่งใหญ่โตคนหนึ่งในจังหวัดยโสธร

“ในระหว่างที่ผู้ใหญ่คือพี่ กับเขาเถียงกันนะ หลิมเชื่อมั้ย....
เด็กๆ ที่พี่พาไปก่อม๊อบด้วย เขาเกาะแขนพี่...
เขาร้องไห้.....
ร้องไห้กันหมดเลย.....
เราก็เลยได้รู้สึกตัว ว่า...
เออ..เราพลาด อยู่ดีๆ ทำไมเราพาลูกๆ ของเรามาให้เขาเหยียบย่ำ
ทุกวันนี้..เด็กๆ พวกนี้เขาก็เจ็บปวดพอแล้วที่เขาไม่มีพ่อ ไม่มีแม่
ไปเรียนที่ไหนเขาก็รังเกียจ...
แล้วเราจะพาพวกเขามาให้ไอ้พวกนี้ยืนด่าอีกทำไม...”
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา....
พี่ติ๋วไม่เคยพาเด็กๆ ไปประท้วงที่ไหนอีกเลย
ที่ไหนไล่ พี่ติ๋วก็จะพาเด็กๆ ไปเรียนที่อื่น
แม้จะมีอยู่บ้าง โรงเรียนที่ไม่รังเกียจเด็กๆ จากบ้านโฮมฮัก
อย่างโรงเรียนบ้านตาดยาง ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับมูลนิธิฯ
แต่..ก็เริ่มมีเสียงบ่นมาบ้างจากทางผู้บริหารของโรงเรียน
พี่ติ๋วจึงใช้วิธี กระจายไปตามโรงเรียนต่างๆ ซึ่งบางโรงเรียน
ก็อยู่ข้ามจังหวัดถึง สุรินทร์และอุบลฯ
ด้วยหวังว่าถ้ามีโรงเรียนไหนไล่
อย่างน้อยก็ไม่ทั้งหมดอย่างน้อย ขาดที่เรียนแค่ 10 กว่าคน
แต่ถ้าไปกองอยู่ โรงเรียนเดียวกันหมด
เมื่อโดนไล่เด็กที่บ้านโฮมฮักทุกคนจะขาดที่เรียนโดยทันที



ที่นี่นอกจากมีคนมาบริจาคเรามีวิธีการหารายได้เข้าบ้านฯ ทางอื่นบ้างไหมครับ?

พี่ติ๋ว: “มี.. เด็กๆ เขาจะทำการบูน ร้อยสร้อยข้อมือ เพ้นท์เสื้อไปขายที่ตลาดนัดกัน ก็ได้ไม่เท่าไหร่หรอก แต่เรามองตรงที่ได้ให้เขามีกิจกรรมและทำให้บุคคลภายนอกเขารู้จักเรามากกว่า”



แล้วในด้านอาหารล่ะครับ อย่างโครงการอาหารกลางวัน เลี้ยงไก่ไข่ หรือปลูกผักอะไรอย่างเงี้ยอ่ะครับ?

พี่ติ๋ว: “ก็มีนะ เราลองทำกันมาหมดแล้ว ตามประสาแม่ลูก เราเคยเลี้ยงหมูไว้ตัวนึง...
แล้วมีวันนึง หมูมันหลุดหนีเข้าไปในหมู่บ้าน.. คนในหมู่บ้านเขามาต่อว่าเราใหญ่เลย
บอกว่าเราปล่อยให้หมูเป็นเอดส์หลุดเข้าไปในหมู่บ้านได้อย่างไร ตั้งแต่นั้นมาเลยไม่กล้าเลี้ยง”

......................................
ปล. ในภาพเป็นที่ที่มูลนิธิฯ เช่าไว้เดือนละ 500 บาท แต่เดิมเคยทำเล้าเลี้ยงหมูตรงนี้อ่ะ



แล้วอย่างเห็ด ล่ะครับ? ...คือผมคิดว่า การทำพวกเนี้ยมันน่าจะช่วยในเรื่องลดภาระค่าอาหารของบ้านลงไปได้บ้าง หรือป่าว?

พี่ติ๋ว : “ทำ.. เห็ดเราก็ลองเพาะเลี้ยงกันมาหมดแล้ว...เราเลี้ยงเห็ดอะไรนะลูก?”
.......พี่ติ๋วหันไปถามน้องผู้หญิงคนหนึ่งที่กอดเอวพี่ติ๋วฟังเราสนทนากันอยู่

“เห็ดนางฟ้าใช่มั้ย...อื้อ...เห็ดนางฟ้า เราเพาะจนออกมาเยอะแยะจนกินไม่หมด
แล้วก็เอาใส่ถุงไปขายที่ตลาดนัดกัน....คนเขาก็ไม่กล้าซื้อไปกิน เขาบอกเป็นเห็ดเอดส์อีก
เราก็เลยต้องมานั่งกินกันเอง ช่วงนั้นกินเห็ดกันทุกวันจนหน้าบานจะเป็นเห็ดอยู่แล้ว
ก็เลยเลิกไปอีก เรื่องลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารมันก็ลดไปได้บ้าง
แต่จะให้กินเห็ดทุกวันทุกวันมันก็ไม่ไหว เพราะคนเรามันต้องได้รับสารอาหารอย่างอื่นบ้างจริงมั้ย..”



บ้านโฮมฮัก นอกจากจะรับอุปการะเด็กที่กำพร้าแล้ว
ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ HIV อีกด้วย

พี่ติ๋วเล่าให้ฟังว่า... “สำหรับผู้ใหญ่เราจะไม่รับไว้ที่บ้าน แต่จะช่วยเหลือเรื่องยา...
สำหรับเด็กเราก็จะดูว่า พ่อ-แม่เขาเสียชีวิตหรือยัง ถ้ายังเราก็จะให้เขาอยู่กับพ่อ-แม่
แต่ถ้า พ่อ-แม่ เขาเสียชีวิตแล้วเราก็จะดูว่าเขามีญาติไหมและ ญาติของเด็กจะรับอุปการะต่อไหม
....ในรายที่เด็กมีอยู่กับพ่อ-แม่ หรือญาติ เราก็จะช่วยเหลือในเรื่องของนมและยา คือมารับแจกนมและยาที่ มูลนิธิฯ ได้
....แต่ถ้าพ่อ-แม่ของเด็กเสียชีวิตแล้ว ไม่มีญาติหรือญาติของเด็กไม่รับอุปการะ ทางมูลนิธิฯ ก็จะรับเด็กมาอยู่ในบ้าน”

ปล.ภาพชาวบ้านมารับนมและยาที่มูลนิธิฯ แจกให้กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ



ปัญหาเรื่องน้ำในยามหน้าแล้ง ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทางมูลนิธิต้องเจอ

เนื่องจากน้ำที่ใช้ปัจจุบันเป็นน้ำบาดาล ต้องใช้มอเตอร์สูบน้ำขึ้นมา
ที่นี่จึงประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง คือช่วงตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเมษายน เนื่องจากระดับน้ำใต้ดินมีไม่เพียงพอ
โดยเฉพาะน้ำที่ใช้อาบ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก สำหรับเด็กที่ติดเชื้อที่จะต้องรักษาความสะอาดของร่างกายอยู่เสมอ
........................................

ในหน้าแล้งไม่มีน้ำไว้อาบ ที่บ้านโฮมฮักแก้ไขปัญหาตรงนี้ยังงัยครับ?

“เราก็จะพาเด็กๆ ไปอาบน้ำกันตามปั๊มน้ำมันค่ะ... 555”
“แถวนี้จะมีปั๊มน้ำมันอยู่สองปั๊ม ที่เขาไม่รังเกียจพวกเรา
เราก็จะพาเด็กๆ ไปเข้าแถวอาบน้ำกันยาวเหยียดเลย 50 กว่าคนทั้งแม่ทั้งลูก...
สลับกันไปวันละปั๊ม ไปปั๊มเดียวกันทุกวันเกรงใจเขา...555”
พี่หยิน แม่คนหนึ่งในบ้านโฮมฮัก...
ตอบคำถามไปหัวเราะไปอย่างอารมณ์ดี ทำให้คำตอบที่ดูเหมือนน่าหดหู่ ฟังดูไม่น่าเศร้าจนเกินไปนัก

ปล. ภาพแทงค์เก็บน้ำที่มีของ มูลนิธิฯ



เที่ยงนี้ มีผู้ใหญ่ใจดีมาเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ ด้วยครับ...



...เด็กๆกำลังเข้าแถวรับอาหารจากพี่ผู้ใหญ่ใจดีที่มาเลี้ยงอาหารเด็กๆ


อาหารที่เหล่าคนใจดีทั้งหลายนำมาเลี้ยงเด็กๆ คือ “ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า” ดังที่เห็นอ่ะคับ

เสือหลุมหลิมเลยพลอยได้รับส่วนบุญไปด้วยค้าบ... ขอบคุณขอบคุณ

น่ากินจริงๆ เลย อุดมไปด้วยธัญพืช



กินเตี๋ยวราดหน้ากับเด็กๆ เสร็จ ผมก็เดินไปคุยกับพี่ติ๋วต่อ

พี่ติ๋ว: “ไปทานข้าวกลางวันร่วมกับเด็กๆ มาใช่มั้ย”
เสือหลุมหลิม: “ใช่ครับพี่ติ๋ว”

พี่ติ๋ว: “เด็กๆ เขามาเล่าให้พี่ฟัง เด็กๆ ที่นี่เขาจะตื่นเต้นมากเวลามีใครมาร่วมทานข้าวกับเขา...
มีคนมาเลี้ยงอาหารเขาก็ดีใจนะ แต่ไม่เท่ากับมาทำอะไรร่วมกับเขา หรือมาทานอาหารร่วมกับเขาหรอก”



เสือหลุมหลิม: “อ๋อ!..จริงด้วยครับพี่ติ๋ว ผมสงสัยเหมือนกันว่าทำไมเด็กๆ มองผมกันจัง เวลาผมกินข้าวร่วมโต๊ะกับพวกเขา อืม..เป็นอย่างนี้นี่เอง”

พี่ติ๋ว: “ส่วนใหญ่คนที่มาเลี้ยงอาหารเด็กๆ เขาก็มาเลี้ยงอาหารเด็กๆ เท่านั้น.. ไม่ได้ทานอาหารร่วมกับเด็ก
บางทีคนมาบริจาคเงิน.. เขามาถึง เอาเงินบริจาคมาให้ แล้วก็รีบกลับไปเลย ยังไม่ทันได้ขอบคุณ ถามชื่อเสียง หรือหน่วยงานด้วยซ้ำ
เด็กๆ เขาก็จะมาถามว่า ..แม่เขารังเกียจพวกหนูใช่มั้ย เขาถึงรีบกลับ...
พี่ก็เลยต้องคอยแก้ต่างว่า เขามีธุระจ้ะลูก เขาเลยต้องรีบไป”


พี่ติ๋ว: “อย่างตอนเช้าก็เหมือนกัน.. ตอนที่หลิมมาถึงใหม่ๆ แล้วหลิมแล้วเขาถามว่าจะทานกาแฟไหม แล้วหลิมไม่ทาน น้องเขาก็มาฟ้องพี่..บอกว่า..แม่ติ๋ว..พี่เขาไม่กินกาแฟ พี่เขารังเกียจเราหรอ.. พี่ก็เลยบอกว่า...ถ้าพี่เขารังเกียจเราพี่เขาคงไม่มาหาเราหรอก ไม่เชื่อ..หนูลองชงกาแฟไปให้พี่เขาสิ...”

....จากที่พี่ติ๋วเล่าเให้ฟัง ทำให้ผมนึกทบทวนถึงเรื่องเมื่อตอนเช้า..
ตอนที่ผมเพิ่งมาถึงมูลนิธิใหม่ๆ และนั่งคุยเรื่องประวัติมูลนิธิฯ กับพี่หยิน
พี่หยินถามผมว่าจะทานกาแฟมั้ย แต่ผมปฏิเสธ...เพราะผมกินมาตั้งแต่เช้าแล้วก็เลยไม่รับ
จนกระทั่งสายๆ ขณะกำลังเดินดูและเก็บภาพของที่ระลึกที่เด็กๆ บ้านโฮมฮักทำขาย
ก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ยกกาแฟมาเสริฟให้ ซึ่งผมก็รับและกินไปอีกแก้ว
ทั้งที่ในใจคิดว่า..(ตายแน่ตรูยังไม่ทันสิบโมงเลยล่อกาแฟ 2 แก้วแล้ว)
.........................................
ปล. ภาพเสื้อที่ระลึก ที่มูลนิธิทำขายครับ เป็นตอนที่กำลังดูของที่ระลึกของของมูลนิธิฯ อยู่ แล้วจู่ๆ ก็มีน้องคนหนึ่งเอากาแฟมาให้อ่ะครับ โชคดีจังที่กิน..ไม่งั้นน้องเขาคงเสียใจแย่



ห้องพักหลังเล็กๆ ของพี่ติ๋ว เป็นทั้งห้องพักและห้องทำดีทอกซ์ รักษาตัวของพี่ติ๋ว
พี่ติ๋วบอกว่าที่มาสร้างห้องอยู่ตรงโรงทานข้าวของเด็กๆ ก็เพราะ...
บางวันพี่ติ๋วจะเจ็บปวดท้องเป็นอย่างมาก จนไม่มีแรงจะลุกจากเตียง..
ก็จะได้เสียงเด็กๆ นี่แหละที่มาช่วยปลุกให้ลุกขึ้นมาจากเตียง..

"ในตอนเช้านะหลิม พวกเขาจะมากินข้าวกันตรงนี้งัย... แล้วเขาก็จะเอะอะกัน ทั้งเสียงช้อน เสียงชามดังกระทบกันเวลากินข้าว บางทีก็ทะเลาะกันบ้างตามประสาเด็ก ก็จะทำให้เราอยากลุกขึ้นจากเตียงมาดูว่าเขากำลังทำอะไรกัน เขาทะเลาะกันเรื่องอะไร อะไรทำนองนี้ละ นึกดูก็ขำๆ.. พี่ชอบเรียกพวกเขาว่า... นาฬิกาชีวิต ที่คอยปลุกเราให้ลุกขึ้นมาจากเตียง ไม่นอนซมอยู่บนเตียง"



พี่ติ๋วทำไมหายไปเลยครับ ไม่ติดต่อหาใครเลย ไม่มีใครรู้ข่าวหรือเรื่องราวของพี่ติ๋วเลยจนกระทั่งมาเห็นพี่ติ๋วออกรายการทีวีนี่แหละ?

พี่ติ๋ว: “คงต้องเริ่มเล่าจากออกค่ายนั่นแหละ หลังจากที่ได้ไปออกค่ายฯ พอกลับมาก็เลยมีอุดมการณ์อย่างจะทำงานอุทิศตัวให้กับสังคม
พอเรียนจบพี่ก็เลยไปทำงานเป็นอาสาสมัครมูลนิธิเกี่ยวกับบำบัดผู้ป่วยติดยาเสพติดในชุมชนคลองเตย
แล้วถึงได้รู้ว่าที่มาของคนที่มาอาศัยอยู่ในคลองเตย ส่วนใหญ่ก็คือคนอีสาน ที่เข้ามาหางานทำแล้วจึงมาติดยาเสพติดที่นี่...
พี่ก็เลยเขียนโครงการฯ ขอไปทำโครงการที่จังหวัดยโสธร"

"....ที่ไม่ได้บอกใคร ก็เพราะเราอยากวัดตัวเราเองด้วยว่าเรามีอุดมการณ์มากแค่ไหน เรามีความอดทนมากแค่ไหน แล้วก็ต่อสู้ ทนทำมันเรื่อยๆ มา จนกระทั่งมูลนิธิมีเงินเหลือเพียงแค่หมื่นกว่าบาท อะไรที่พี่พอจะขายได้ก็เอาไปขายหมดแล้ว ทั้งที่ดิน มรดกที่ได้รับมาจากพ่อ ทรัพย์สินสมบัติของตัวเองขายหมด ไม่รู้จะทำยังงัยดีแล้ว เด็กที่ยังตัวเล็กๆ อยู่ ยังช่วยตัวเองไม่ได้ก็มีอยู่ตั้งเยอะ..
พี่ก็เลยต้องนำเด็กบางส่วนไปกระจายฝากตามวัด ที่เขาไม่รังเกียจเรา วัดละ 2-3 คนก็ยังดี
ส่วนพวกที่ยังเหลือไปฝากที่ไหนไม่ได้ ก็พากันงมหอย หาผัก หาปลา ตามหนองกินกันตามประสาแม่-ลูก
จนกระทั่งมาเจอแม่ชีศันสนีย์ แม่ชีท่านเลยพามาออกรายการ VIP
ซึ่งพี่ก็คิดแล้วว่า ช่วงนั้นเราไม่ไหวจริงๆ แถมไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่ ถ้าเราตายไปเด็กๆ จะอยู่กันอย่างไร...
ก็เลยต้องเปิดตัวสู่สาธารณะชน”


พี่ติ๋วครับ.. ที่มูลนิธิฯ มีเด็กๆ ติดเชื้อแล้วตายที่นี่มั้ยครับ

พี่ติ๋ว: ที่นี่มีเยอะ..ไม่ใช่มีแต่เด็กนะหลิม ผู้ใหญ่ก็มี ที่นี่พ่อ-แม่บางคน (จนท.ชาย /จนท.หญิง) ก็มีติดเชื้อเหมือนกัน
แล้วก็มาช่วยดูแลเด็กๆ จนกระทั่งตายในบ้านฯ ก็มี

แล้วเราทำยังงัยต่อครับ?

เราก็เอาไปฝัง เพราะวัดที่นี่ เขาไม่ให้เราเผาที่เมรุของเขา ก็เลยต้องเอาไปฝังที่โบสถ์คริสต์
ก่อนหน้านี้ก็มีเด็กตายคนหนึ่ง พี่และพวก จนท. ก็พากันเอาผ้าห่อศพ และก็หาไม้มาต่อโลงกันเอง
ทำโลงกันเองเลย...
เด็กๆ เขาก็มายืนดูพี่เขาเสียชีวิต เขาจะร้องไห้..
เราก็ต้องปลอบเขาว่า...พี่เขาไปสบายแล้วลูก ดูสิพี่เขาไม่เจ็บ ไม่ปวดแล้ว ไม่นอนร้องไห้อย่างเหมือนก่อนแล้วเห็นมั้ย..พี่บอกเด็กๆ อย่าร้องไห้..แต่ตัวพี่เองก็เกือบร้องไห้เหมือนกัน...
พอตอนที่เรากำลังจะยกศพใส่โลง พี่ออกแรงมากแล้วรู้สึกปวดท้อง...
ก็เลยเผลอปล่อยผ้าที่ห่อศพหลุดมือ..ศพก็เลยร่วงออกมาจากห่อผ้า..เด็กๆ เขาก็เลยร้องไห้กันใหญ่เลย... (ถึงตอนนี้พี่ติ๋วแกเล่าแบบขำๆ)


แล้วหลังจากเอาศพใส่โลงเสร็จ... เราก็ขับรถไปโบสถ์เพื่อจะเอาศพไปฝัง
ปรากฏว่าโลงที่ พี่และ จนท. ช่วยกันตอก ช่วยกันทำขึ้นเอง.. มันแตกขึ้นมาตอนไหนไม่รู้....
น้องเขาก็นอนยิ้มหราอยู่หลังกระบะรถมาตลอดทาง...
พี่ก็สงสัย เอะ! ทำไมรถที่ตามหลังมามันขับๆ เข้ามาใกล้ๆ แล้วทำไมอยู่ดีๆ ก็เบรคทิ้งระยะห่างจากรถเราไกลจัง
พอมีคันใหม่แซงคันหลังขึ้นมา ก็เบรคอีกแล้วทิ้งระยะห่างรถของเราอีก พี่ก็งงๆ..
พอจอดรถลงไปดู.. อ้าว! โลงแตกนี่หว่า..... 555”
..................................................................................
ภาพห้องพยาบาลภายในบ้านโฮมฮัก ซึ่งดูแล้วมียาเยอะมาก แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่เพียงพอสำหรับเด็กๆ ที่ติดเชื้อ


บ้านโฮมฮัก แม้จะมีห้องพยาบาลและเตียงพยาบาลอย่างดี แต่ก็ไม่เคยได้รับการดูแลจาก สาธารณะสุขหรือโรงพยาบาลของรัฐในตัวจังหวัดเลย.. (ไม่ได้หมายถึงจังหวัดที่ติดแม่น้ำโขง นะครับ)

"ก็มีมาเหมือนกันนะ.. มาแจกจดหมายเชิญประชุม แต่ไม่เคยมาดูแลหรือมาเยี่ยมเยียนที่นี่เลย ขนาดเด็กๆ ป่วย...
เราพาไปโรงพยาบาลหมอยังไม่ค่อยอยากจะดูอาการเด็กเลย..
จะจับเนื้อจับตัวว่าตัวร้อนหรือป่าว ไม่เคยเลย..
อย่างกรณีเด็กเป็นฝีในปาก ก็ไม่เคยจะแตะเนื้อต้องตัว จับปากของเด็กเลย..
นั่งอยู่เฉยแล้วสั่งให้เด็กอ้าปาก แล้วสั่งยา....จบ

....อย่างบางรายเด็กเขาถูกส่งมาจากต่างจังหวัดก็มี ส่งมากับรถทัวร์โดยสารฯ
เราก็ไม่รู้หรอกว่าพ่อ-แม่ เขาเป็นใคร เด็กเกิดที่ไหน
รู้แต่ว่าตอนนี้เขาป่วย...พอพาเด็กไปรักษาที่โรงพยาบาล..เขาบอกว่าไม่ใช่เด็กที่เกิดในจังหวัดยโสธร ไม่รักษาให้...คุณไปรับมาจากไหน?...ใครเป็นคนส่งมา?

ดูเอาเถอะ.. แล้วจะให้ทำยังงัย ก็ในเมื่อเด็กมันถูกส่งมาแล้วจะให้ส่งกลับไปอย่างนั้นหรือ..
ถ้าจะไม่ยอมให้ใช้สิทธิ 30 บาท หรือสิทธิอะไรก็น่าจะบอกเรา เรายอมจ่ายค่ารักษาพยาบาลเต็มจำนวนเงินอยู่แล้ว ขอให้เด็กไม่เป็นไรเถอะ...

...ทุกวันนี้ถ้าเด็กๆ ป่วย พี่จะพาเด็กไป รพ.เอกชน ในจังหวัดอุบลฯ เลยนะ ยอมขับรถไปไกลถึงโน่น ไปบ่อยมากจนเขาจำเราได้.. แล้วเขาก็ดีกับเรามาก ไม่มีเงินพี่ขอวางทองเอาไว้ก่อน เขาก็รับ...
บางทีไม่มีเงินจริงๆ ทองก็ไม่มีวาง เขาก็ให้พี่ติดไว้ก่อน มีเงินค่อยมาชำระ
ก็ต้องขอบคุณทาง รพ. ที่โน่นเหมือนกัน ถ้าไม่ได้เขาเด็กๆ ที่นี่คงไป (ตาย) กันหลายคน"


"ช่วงนี้มีไข้เลือดออกระบาด.. เราก็แจ้งไปยังสาธารณสุขจังหวัด ให้ช่วยมาพ่นยาฆ่ายุงให้ที่บ้านฯ หน่อยเถอะ..
เพราะเด็กๆ ที่นี่เยอะ แถมสุขภาพก็ไม่ค่อยจะแข็งแรงเหมือนเด็กๆ ปกติเขา...
แต่ก็หาย... ไม่มีมาดูดำดูดี อะไรเลย..จนเจ้าจันทร์ (น้องคนหนึ่งในบ้านโฮมฮัก) เป็นไข้แล้ว ไม่รู้ว่าจะเป็นไข้เลือดออกหรือป่าว..เฮ้อ!"
พี่ติ๋วถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมส่ายหน้า

....น้องจันทร์ คือน้องคนที่มีผ้าโปะหัวนั่นแหละครับ พี่ติ๋วแกจะคอยเอาผ้าไปชุบน้ำพอหมาดๆ..แล้วมาโปะไว้บนน้องเขา..

...พี่ติ๋วก็จะคอยถามว่า "จันทร์..ผ้าแห้งหรือยังลูก ถ้าแห้งแล้วหนูเอาไปชุบน้ำ แล้วเอามาให้แม่ติ๋วนะ เดี๋ยวแม่ติ๋วจะเอามาปิดหัวให้"

....ดูแล้วรู้สึกได้เลยว่า พี่ติ๋วแกรักลูกๆ ของแกมาก..และแกรักด้วยใจจริงๆ ไม่ใช่การสร้างภาพ เพื่อดูน่าชื่นชม เหมือนพวกนางงามจักรยาน บางคน..


พี่ติ๋วป้อนข้าวต้มน้องจันทร์ หลังจากน้องจันทร์กลับมาจากตรวจเลือดที่ รพ.
"หยิน..คืนนี้ช่วยปูที่นอนให้พี่กับเจ้าจันทร์ข้างล่างด้วยนะ" เสียงพี่ติ๋วบอกพี่หยิน (จนท.มูลนิธิฯ)

พี่ติ๋วจะคอยดูแลลูกๆ ที่ป่วยด้วยตัวเองตลอด...
โดยตอนกลางคืนพี่ติ๋วจะเป็นคนนอนเฝ้าไข้และดูแลด้วยตัวเอง...
พี่ติ๋วคงลืมไปกระมังว่า โรคร้ายของพี่ติ๋วน่าเป็นห่วงกว่าของน้องจันทร์ซะอีก


น้องคนนี้..ถูกจำกัดบริเวณให้อยู่ได้เฉพาะ อาคารนอนเด็กชายเท่านั้นเพราะแกติดโรคร้าย ครับ...
ติดเชื้อ HIV ยังอยู่ร่วมกันได้ แต่น้องคนนี้เขาติดเชื้ออะไรหว่าจึงต้องถูกแยกออกมาจากพี่ๆ...

คำตอบก็คือ.. โรคหิดครับ...

แม่หยินของเด็กๆ เล่าให้ฟังว่า เด็กที่นี่ ถ้าติดโรคหิดแล้วจะรักษายากมาก เพราะมันจะคันแล้วเขาก็มักจะเผลอเกาเนื่องจากห้ามใจไม่อยู่ตามประสาเด็ก
แล้วเขาก็จะเดินเอามือไปป้ายตามโต๊ะ ตามเก้าอี้ โดยที่เขาไม่รู้เรื่อง...
แล้วมันก็จะลามไปติดเด็กคนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว... และถ้าเป็นกันเยอะๆ จะรักษาให้หายยากมาก
อืม!.. น่ากลัวจริงๆ "โรคหิด" โรคที่น่ากลัวกว่า HIV


เด็กที่มาอยู่บ้านโฮมฮักตั้งแต่ยังเล็กๆ จะถูกตั้งชื่อเล่นให้มีอักษร ก.

ยกตัวอย่างสมาชิกบ้านโฮมฮักคนใหม่ล่าสุด และเป็นน้องเล็กสุดของบ้านด้วย "น้องข้าวกล้อง"
... น้องข้าวกล้องถูกทิ้งไว้ที่ รพ.หลังจากคลอดได้เพียง 4 วัน ทาง รพ. จึงมอบให้มูลนิธิฯ ดูแลต่อ
....ขณะนี้ อายุได้ 2 เดือนกับอีก 4 วันแล้ว.. มาอยู่ครบ 2 เดือนพอดีเลยโน๊ะ
...ยังไม่ทราบว่า น้องเขาติดเชื้อ HIV ด้วยหรือไม่ต้องรอผลการตรวจเลือดอีกทีหนี่ง


น้องเล็กคนต่อมา.. น้องเกื้อ-น้องกูล..
เป็นฝาแฝดกัน ดูเหมือนจะเป็นลูกครึ่งด้วยนะ..
......น้องเกื้อกับน้องกูล ถูกส่งมากับรถ บขส. จากรุงเทพฯ โดยมีโทรศัพท์ลึกลับโทรมาหามูลนิธิฯ
บอกว่าจะส่งเด็กมากับรถโดยสารจาก กทม. เที่ยวนี้ ถึงยโสธรเวลานี้ ให้ จนท. ของมูลนิธิฯ ไปรับตัวด้วย
...ทีแรก จนท. ของมุลนิธิฯ ก็นึกว่าพูดเล่น แต่พอลองไปที่ท่ารถฯ ดู ก็พบ น้องเกื้อกับน้องกูล ถูกส่งมากับรถจริงๆ....
น้องคนที่ขี่หลังชื่อ "น้องกูล" ครับ กำลังป่วยอยู่ ส่วนน้องเกื้อซนมาก ไม่อยู่เฉยเลย เก็บภาพไม่ทัน


น้องคนนี้ถูกพบตอนที่ พี่ติ๋วพาเด็กๆ ที่บ้านฯ ออกไปเยี่ยมคนเฒ่า-คนแก่ในวันเสาร์-อาทิตย์

...ผมลืมบอกไปว่า ในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่เด็กๆ หยุดเรียนและฝนก็ไม่ตก พี่ติ๋วจะพาเด็กๆ ออกไปเยี่ยมคนแก่ตามหมู่บ้าน ที่เขาไม่รังเกียจและยอมให้เข้าบ้านได้
...คนแก่พวกนี้จะเป็นพวกที่ลูกหลาน ไปทำงานต่างจังหวัดกันหมด แล้วทิ้งให้แกอยู่เฝ้าบ้านคนเดียว
...พี่ติ๋วจะพาเด็กๆ ไปบีบไปนวดให้คนแก่เหล่านั้น ถือเป็นกิจกรรมที่แสดงให้คนทั่วไปเห็นว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างเป็นปกติ และยังช่วยสอนเด็กๆ ให้รู้จักการทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่นอีกด้วย

....ลืมเรื่องราวของน้องเจ้าของภาพไปเลย น้องเขาถูกพบขณะพี่ติ๋วและเด็กๆ ที่บ้านฯ กำลังตะเวณเยี่ยมคนแก่และผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอดส์ตามหมู่บ้านฯ

..ขณะที่พี่ติ๋วกำลังเยี่ยมคนแก่อยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง.. ก็ได้ยินเสียงอู้อี้ ดังมาจากตระกร้าเสื้อผ้า พอไปดูก็พบว่า น้องเขานอนร้องไห้จ้าอยู่ในตระกร้าพร้อมกับมีกองผ้าทับอยู่... น้องเขาร้องไห้จนคอแหบพร่าไม่มีเสียงจะออกแล้ว

...พอถามเจ้าของบ้านดูก็พบว่า น้องเขาติดเชื้อ HIV จากพ่อ-แม่ และที่เอาน้องเขาใส่ไว้ในตะกร้าแล้วเอาผ้าทับเพราะต้องการให้ตาย.. เนื่องจากเกรงว่าถ้าน้องเขาโตไปจะกลายเป็นปมด้อยแก่เด็ก สู้ให้เด็กตายเสียแต่ยังเล็กๆ น่าจะดีกว่า...

....พี่ติ๋วจึงรับน้องเขามาเลี้ยงที่บ้านโฮมฮัก ปัจจุบันน้องเขายังคงมีเสียงแหบๆ พูดอะไรไม่ชัดอยู่เลย

...คาดหน้าหน่อยนะน้อง เพื่อความเท่ห์



ตอนมาอยู่ใหม่ๆ น้องเขาไม่ยอมพูดอะไรเลย.. พูดเป็นอยู่แค่ประโยคเดียวว่า

"พ่อหนูตายแล้ว แม่หนูตายแล้ว พ่อหนูเป็นโรคเอดส์ตาย แม่หนูเป็นโรคเอดส์ตาย เหลืออยู่แต่หนูคนเดียว"

พูดอยู่แต่ประโยคนี้ ซ้ำไปซ้ำมา ไม่ว่าจะมีใครเข้ามาบริจาคของหรือ เลี้ยงอาหารกลางวัน เธอก็จะพูดอยู่แต่ประโยคนี้ประโยคเดียว..

..ตอนนี้น้องเขาดีขึ้นแล้วครับ พูดได้เป็นปกติเหมือนเด็กๆ ทั่วไป.. แต่ก็จะมีนิสัยแปลกๆ อยู่อย่างหนึ่งคือ ชอบเล่นกีฬามาก ใครจะดูหนัง ดู CD ข้าไม่สน เล่นมันแต่ลูกบอลอย่างเดียว...

พี่ติ๋วว่าอยากจะส่งไปเรียนยิมนาสติก...


น้องมาย.. เดินทางมาที่บ้านโฮมฮักพร้อมกับแม่...
แม่น้องมายมีฐานะยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูน้องมายได้
จึงฝากน้องมายไว้กับพี่ติ๋ว.. ส่วนตัวเองกลับไปทำงานที่บ้านเกิดจังหวัดเชียงใหม่
พี่ติ๋วเห็นว่าน้องมายเป็นเด็กสาวที่กำลังโต ถ้าไม่รับเอาไว้แม่น้องมายอาจจะเอาไปฝากไว้กับคนอื่น..
แล้วอาจจะเสี่ยงกับการโดนล่วงละเมิดทางเพศได้.. (เหมือนที่ลงข่าวหนังสือพิมพ์อยู่ทุกวัน)
พี่ติ๋วจึงรับน้องมายไว้......
แล้วแม่น้องมายก็หายไป... จนกระทั่งวันแม่ปีที่แล้ว..
น้องมายร้องไห้ เพราะความคิดถึงแม่มาก
พี่ติ๋วจึงพาน้องมายออกรายการวิทยุเพื่อประกาศตามหาแม่...

แล้ว.... สวรรค์ก็มีตา
ชาวเชียงใหม่ ช่วยกันกระจายข่าวจนหาแม่น้องมายเจอ..
พี่ติ๋วจึงขับรถพาน้องมายขึ้นจังหวัดเชียงใหม่เพื่อไปพบแม่...

แต่..ฟ้าก็ไร้ใจ
เมื่อพี่ติ๋วและน้องมายไปถึงที่อยู่ของแม่น้องมาย ก็พบว่า แม่ของน้องมายเสียชีวิตไปก่อนหน้านั้น 3 วันแล้ว

วันที่ผมกลับ...น้องมายยังติดรถของมูลนิธิฯ ออกมาที่ตลาดในเมืองเพื่อหาซื้อของมาทำบุญไปให้แม่ของเธออยู่เลยครับ..

น้องมายบอกว่า จะซื้อไข่เอามาต้มทำบุญให้แม่ เพราะแม่ของเธอชอบกินไข่ต้ม...

ผมถามน้องมายว่าจะซื้อเท่าไหร่ ผมจะซื้อให้.. แต่น้องมายไม่ตอบ

น้องมายคงอยากใช้เงินที่สะสมไว้ซื้อของทำบุญให้แม่ของเธอเองมากกว่า



น้องนุช เธอเป็นเด็กที่ติดเชื้อ HIV เมื่อเดือนที่แล้ว.. (พฤษภาคม)
ใครๆ ก็นึกว่าเธอจะไม่รอด... เธอป่วยเป็นฝีที่บริเวณลำคอขนาดใหญ่ประมาณลูกมะกรูด (พี่หยินเล่าให้ฟัง) นอนรักษาตัวที่ รพ. อยู่หลายวันไม่หายสักที อาการก็หนักจนใครๆ นึกว่าจะไม่รอดแล้ว รวมทั้งหมอด้วย..

พี่ติ๋วก็เลยพากลับมาบ้าน เพราะเห็นว่า.. “ถ้าจะตายก็ให้มาตายที่บ้านดีกว่า ให้พี่ -น้องช่วยกันดูแล กันเองจะได้มีกำลังใจ ถึงจะตายน่าจะตายอย่างมีความสุข พี่คิดอย่างนั้นนะ...ซึ่งพี่เองถ้าถึงวาระสุดท้ายของชีวิตจริงๆ ก็ขอตายที่นี่ แค่นี้พี่ก็ตายอย่างมีความสุขแล้ว”

...พี่ติ๋ว เคยไปเรียนการใช้ธรรมชาติบำบัดมา พี่ติ๋วเลยนำมาใช้กับน้องนุชโดยการใช้พืชสมุนไพรเอามาทำยาประคบฝีที่คอของน้องนุช..

“...ตอนกลางคืนพี่ก็นอนเฝ้าไอ้เจ้านุช แล้วก็มีไอ้ตัวเล็กที่เพิ่งมาใหม่ (น้องข้าวกล้อง) นอนข้างๆ เหมือนกัน...
ท้องพี่ก็ปวดมาก.. ไอ้ตัวเล็กนอนอยู่ทางขวาก็ร้องหิวนม... ไอ้ตัวโตทางซ้ายก็ร้องครวญครางเพราะปวดฝีที่คอ
คนนึงร้องเพื่อจะอยู่...ส่วนอีกคนร้องเพราะใกล้จะตาย
พี่ก็ต้องลุกขึ้นมาป้อนนมให้ไอ้ตัวเล็ก...พอไอ้ตัวเล็กเงียบ..
ก็ต้องเอาผ้ามาประคบฝีที่คอให้ไอ้ตัวใหญ่...พอไอ้ตัวใหญ่เงียบ
ไอ้ตัวเล็กร้องอีกแล้ว... สลับกันไปมาอยู่อย่างนี้ทั้งคืนผุดลุกผุดนั่ง
จนกระทั่ง... มารู้สึกตัวเองอีกทีก็นึกขึ้นได้ว่า..
เอ๊ะ!... นี่เราไม่เป็นอะไรแล้วหรือ เราไม่เจ็บ ไม่ปวดท้องแล้วหรือ...
กลายเป็นว่าความรู้สึกเจ็บปวดในตอนนั้นหายเป็นปลิดทิ้งไปเลย เพราะมัวแต่ไปพะวงเจ้าสองตัวนั้น......หึหึหึ”

.....ปัจจุบัน น้องนุชหายดีแล้ว เพิ่งไปโรงเรียนและเรียนหนังสือได้อย่างปกติเมื่อสัก 3-4 วันก่อนหน้าที่ผมไปนี่เอง.....

"แม่ติ๋วๆ.. ตอนนั้นนุชร้องอย่างกับควายถูกเชือดแน่ะเน๊อะ" เสียงเด็กน้อยคนหนึ่งกล่าวเสริม ผมนึกขำๆ กับท่าทางของเธอซะเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเคยเห็นหรือได้ยินจริงๆ รึป่าวกับอาการของควายถูกเชือดน่ะ

....ผมเชื่อแล้วครับว่าพี่ติ๋วใช้ “ความรัก” เป็นยารักษาให้กับเด็กๆ และเด็กๆ ก็ให้ความรักแก่พี่ติ๋ว ในการเป็นกำลังให้พี่ติ๋วอดทนต่อสู้กับโรคร้ายเหมือนกัน



“วันแม่ ๑๒ สิงหาคม” วันแม่แห่งชาติ น่าจะเป็นวันสำคัญของ เด็กๆ บ้านโฮมฮัก อย่างมาก พี่ติ๋วเล่าเรื่องราวที่สุดซาบซึ้งให้ฟังว่า...

“ในวันแม่ ๑๒ สิงหาคม ทางโรงเรียนเขาก็จะจัดกิจกรรมให้เด็กๆ พาผู้ปกครองไปไหว้แสดงความรักต่อแม่กันใช่มั้ย..
พี่ก็จะเป็นแม่ที่มีลูกๆ มากที่สุดเลย ใครๆ เขาคงสงสัยกันว่า...ทำไมยัยนี่มีลูกเยอะจัง แถมหน้าตาก็ไม่เหมือนกันซักคน... หึหึหึ”
พี่ติ๋วเล่าเรื่องราววันแม่ของเด็กๆ บ้านโฮมฮัก ให้ผมฟังด้วยสีหน้าแจ่มใส ดูพี่ติ๋วมีความสุขมากกับเรื่องนี้ที่เธอเล่าให้ฟัง

..พี่ติ๋วคงไม่รู้ตัวกระมังว่า สิ่งนั้น วันนั้นมันงดงามในความทรงจำแค่ไหนสำหรับเด็กๆ

...ผมยังคงจดจำภาพกิจกรรมวันแม่ที่ จัดขึ้นสมัยผมยังเรียนชั้นประถมได้ดี
......แม่ของเพื่อนๆ ขึ้นไปนั่งเรียงแถวบนเวที แล้วเพื่อนๆ ต่างพากันถือดอกไม้ขึ้นไปกราบแม่ของตน บางคนแม่ไม่มา ก็เข็นพ่อขึ้นไปนั่งกราบแทนก็เอา

....ส่วนใครที่แม่ไม่ว่างมาหรือกำพร้าแม่ก็จะพากันนั่งร้องไห้ระงมอยู่หน้าเวที ซึ่งก็มีผมเป็นหนึ่งในนั้นด้วย เพราะแม่ไม่มา

....แล้วถ้าวันนั้นพี่ติ๋วไม่ไปร่วมกิจกรรมที่ทางโรงเรียนของเด็กๆ จัดขึ้น เด็กๆ เหล่านั้นคงจะร้องไห้หาแม่กันเป็นแถว และนั่นอาจจะเป็นกิจกรรมวันแม่ที่โศกเศร้าที่สุดเท่าที่ทางโรงเรียนเคยจัดมาเลยก็ได้



...ทุกวันนี้พี่ติ๋วไม่ได้รับยา หรือทานยาจาก โรงพยาบาลใดๆ เพราะพี่ติ๋วเธอหมดเงินไปกับค่ายา และค่ารักษาพยาบาลไปเยอะเหมือนกันจนไม่มีเงินเหลือแล้ว มีบ้างที่เสนอ โควต้ายารักษามะเร็งฟรีมาให้ แต่พี่ติ๋วกลัวว่าถ้าวันหนึ่งข้างหน้า โควต้ายาที่รับหมดจะต้องใช้เงินซื้อ พี่ติ๋วคงไม่มีเงินที่จะซื้อยาแน่ๆ ก็เลยเลือกไม่รับจะดีกว่า...

...พี่ติ๋วจึงหันมาใช้วิธีธรรมชาติบำบัด ที่เธอเคยได้ศึกษาเล่าเรียนมา พี่ติ๋วจะทานแต่น้ำมะพร้าวกับกล้วยเท่านั้น..
"ก่อนนี้ผลไม้อย่างอื่นก็กินได้บ้างนะ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ไหวแล้ว ร่างกายมันไม่รับ" พี่ติ๋วเล่าสภาพร่างกายของเธอให้ผมฝัง

พี่ติ๋วครับ.. ถ้าพี่ติ๋วเกิดเสียชีวิตเพราะโรคที่พี่เป็นอยู่ แล้วมูลนิธิฯ กับเด็กๆ จะเป็นอย่างไรต่อไปครับ?

"....ตอนนี้พี่สบายใจแล้ว พี่ไม่ห่วงอะไรแล้ว... พี่ทำเรื่องยกที่ดินของมูลนิธิฯ ทั้งหมดที่ตอนนี้เป็นชื่อของพี่ ยกให้เป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์หมดแล้ว....ทำให้แน่ใจได้ว่า ถึงพี่ตายไปเด็กๆ พวกนี้ก็จะยังคงมีบ้านให้พวกเขาอยู่ แล้วก็จะมีแม่ชีคนหนึ่งมาดำเนินงานต่อจากพี่"

ภาพ: ชาวบ้านใจดี เอากล้วยและน้ำมะพร้าว มาฝากพี่ติ๋วเป็นประจำ เพราะทราบว่า พี่ติ๋วทานได้แค่กล้วยและน้ำมะพร้าวเท่านั้น



บ้านที่เห็นซ้ายมือ เป็นที่พักสมัยแรกๆ ก่อนที่จะได้งบสร้างอาคารจากญี่ปุ่น..
พี่ติ๋วและลูกๆ ช่วยกันสร้างด้วยตัวเองโดยอาศัยความรู้และประสบการณ์จากการออกค่ายอาสาฯ เมื่อครั้งสมัยที่พี่ติ๋วยังเรียนอยู่..
"หลังหนึ่งนอนกันสิบกว่าคนได้มั้ง ไม่รู้นอนกันได้งัย" พี่ติ๋วย้อนเหตุการณ์ในอดีตให้ฟัง




................................ click ตามมาชมตอนที่ 2 กันต่อนะจ๊ะ.......................

//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tigerlhumlim&month=11-2007&date=23&group=4&gblog=2




Create Date : 23 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2550 14:10:33 น. 8 comments
Counter : 1589 Pageviews.

 
ในที่สุดก็ตามหาเจอแล้ว

เคยอ่านหลายเดือนแล้ว ในพันทิป

ตอนนี้ไปหาอ่านอีก อยากจะเก็บไว้ แต่ไม่เจอ ขอบคุณมากนะคะคุณเสือ

ประทับใจพี่ติ๋ว มากๆ รวมทั้งคุณ ที่นำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง

ไม่งั้นก็คงไม่รู้จักบ้านโฮมฮักอย่างนี้

ขอบคุณจริงๆค่ะ


โดย: พื้นที่สีเขียว วันที่: 24 พฤศจิกายน 2550 เวลา:18:06:48 น.  

 
ซาบซึ้งคะ เด็กๆ น่ารักมาก มีโอกาสอยากไปคะ


โดย: แอน IP: 58.64.55.80 วันที่: 24 มิถุนายน 2551 เวลา:13:14:40 น.  

 
เชิญครับคุณแอน พาเพื่อนๆไปด้วยและหากิจกรรมไปทำร่วมกับเด็กๆ ด้วยก็ดีนะคับ ^ ^


โดย: เสือหลุมหลิม วันที่: 27 มิถุนายน 2551 เวลา:11:35:22 น.  

 
เน€เธžเธดเนˆเธ‡เธกเธฒเธžเธšเธšเธฅเน‡เธญเธเธ™เธตเน‰เน‚เธ”เธขเธเธฒเธฃเธ„เน‰เธ™เธซเธฒเนƒเธ™เธเธนเน€เธเธดเน‰เธฅเน‚เธ”เธขเธšเธฑเธ‡เน€เธญเธดเธ เธ„เธทเธญเธˆเธฐเธซเธฒเธ เธฒเธžเธงเธฒเธ”เธเธตเธกเธทเธญเน€เธ”เน‡เธ เน„เธ›เนƒเธซเน‰เธซเธฅเธฒเธ™เธญเธฒเธขเธธ เน•-เน‘เน เธ‚เธงเธš เธกเธฒเธญเนˆเธฒเธ™เนเธฅเน‰เธงเน€เธเธดเธ”เธ„เธงเธฒเธกเธฃเธนเน‰เธชเธถเธเน€เธจเธฃเน‰เธฒ เนเธฅเธฐเธญเธขเธฒเธเธฃเธงเธขเน€เธซเธกเธทเธญเธ™เธ™เธฑเธเธเธฒเธฃเน€เธกเธทเธญเธ‡เธšเธฒเธ‡เธ„เธ™ เธˆเธฐเน„เธ”เน‰เธกเธตเน€เธ‡เธดเธ™เธšเธฃเธดเธˆเธฒเธ„เธŠเนˆเธงเธขเน€เธซเธฅเธทเธญเน€เธ”เน‡เธเน†

เธ‚เธญเธšเธ„เธธเธ“เธ—เนˆเธฒเธ™เธ—เธตเนˆเธกเธฒเน€เธ‚เธตเธขเธ™เน„เธงเน‰เนƒเธซเน‰เธญเนˆเธฒเธ™เธ”เน‰เธงเธขเธ™เธฐเธ„เธฃเธฑเธš

เธœเธกเธกเธฒเธˆเธฒเธเธšเธฅเน‡เธญเธเธฅเธธเธ‡เธšเธนเธฅเธขเนŒเธ„เธฃเธฑเธš


โดย: เธฅเธธเธ‡เธšเธนเธฅเธขเนŒ IP: 118.173.119.209 วันที่: 29 มิถุนายน 2551 เวลา:17:04:55 น.  

 
^
^
^
ไม่ยักกะรู้ว่ามีมนุษย์ต่างดาวเข้ามาชมด้วยนะเนี่ย ขอบคุณคับ


โดย: เสือหลุมหลิม วันที่: 4 กรกฎาคม 2551 เวลา:11:08:16 น.  

 
พี่ ๆ ค่ะคือต้องการทราบว่า ถ้าเราจะไปบ้านโฮมฮักไปเป็นพี่ ๆ อาสาคอยดูแลน้องๆ เราจะพักที่ไหน

แล้วไปที่โน้นแล้วเราจะได้ช่วยอะไรบ้าง

ช่วยตอบส่งคำตอบมาที่thitiworada_oom@hotmail.com


โดย: aom aom! IP: 58.8.126.78 วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:19:39:17 น.  

 
เราเป็นคนจังหวัดยโสธร


โดย: tawan IP: 192.168.1.254, 124.121.184.184 วันที่: 18 กรกฎาคม 2552 เวลา:2:08:00 น.  

 
แล้วบ้านโฮมฮักอยู่ตรงไหนครับ บางที่มีโอกาสอยากไปเยี่ยม น้อง ๆ บ้าง ผมก็คนยโสธรเหมือนกัน pitakmmb@gmail.com


โดย: พิทักษ์ IP: 115.67.245.236 วันที่: 26 กันยายน 2553 เวลา:16:33:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เสือหลุมหลิม
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add เสือหลุมหลิม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.