lliliil Work it harder, Make it better, Do it faster, Make us Stronger liilill
space
space
space
<<
กรกฏาคม 2568
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
space
space
15 กรกฏาคม 2568
space
space
space

ถนนสายนี้มีตะพาบ กม.ที่ 380 "เดิมพัน"

ถนนสายนี้มีตะพาบ หลักกิโลเมตรที่ 380




"เ
ดิพัน"


โจทย์โดย คุณ toor36














ถึงชีวิตผมจะดูโลดโผน ปวดเศียรเวียนเกล้า
แต่ผมไม่ใช่คนกล้าได้กล้าเสีย และชอบความแน่นอนมากกว่า



เอาจริงๆ ถ้าเป็นสมัยหนุ่มๆ 5555 .... 30 นี่ก็ยังไม่ได้แก่นะครับ
แต่สมัยเรียนจบใหม่ ๆ ไม่มีภาระอะไรในชีวิต 
สมัยนั้นผมยังกล้าได้กล้าเสียมากกว่าตอนนี้มาก



การเดิมพันครั้งแรก ที่รู้สึกว่า ถึงเวลาที่เราต้องเสี่ยง

เกิดตอนที่ทำงานที่แรกได้ยังไม่ทันครบเดือน
ตอนนั้นผมเรียนจบมาใหม่ๆ เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ 
และที่สำคัญ....
ร้อนวิชา
ตอนนั้นผมไปสัมภาษณ์ซัก 3-4 ที่ครับ และทุกที่ ผมสมัครเป็น Factory Engineer หรือไม่ก็ Safety Engineer
โดยที่ไม่รู้เลยครับว่า ไอ่ Factory Engineer ที่ว่าเนี้ยเค้าใช้ชีวิตกันยังไง
สมัครไปทั้งธุรกิจพลังงาน, Construction Material, Drinking ประมาณนี้











และที่ที่ผมได้งานคือ Construction Material ครับ
เป็นบริษัทใหญ่และมั่นคง เงินถือว่ามาตรฐาน เปิดให้ที่ 20K


แต่ทำงานได้แค่ อาทิตย์เดี๋ยว
ผมนี่ร้องเชี่ยทุกวัน 555555
เชี่ย!!!! กูมาทำอะไรที่นี่วะ!!!
คืองานมันไม่ได้ตรงกับภาพในหัวผมซักนิดเลยครับ 
เลวร้ายกว่านั้น ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า
การทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์มันจะแย่เบอร์นี้
งานที่ว่าแย่แล้ว ทำงาน 6 วันนี่แย่กว่าโคตรเยอะ
เพราะชีวิตเหมือนหายไปเลยครับ 
ทำงานเหนื่อยเกือบตายก็ไม่ถึงวันหยุดซักที 
หยุดวันอาทิตย์ยังไม่ทันได้หายใจ แค่ซักผ้าก็หมดวัน




พ่อผมก็บอกว่า ทน ๆ ให้ได้ซักปี 
ซึ่งทำให้ตอนนั้นผมไขว้เขวมาก และตัวมารตัวดีตีกันในหัวทุกวัน
ว่ากูจะเอายังไงดี จะออกเลยดีไหม หรือจะพยายามทน
คิดแง่นึง ผมเสียดายเงิน เสียดายบริษัท ที่น่าจะเป็นโปรไฟล์ได้ ถ้าทนได้
เพราะถ้าออก เท่ากับว่าผมต้องไปเริ่มต้นจาก 0 ใหม่

เอาวะ....รับเงินเดินซักเดือนมาใช้ป่ะละ
เพราะตอนนั้น อย่างน้อยๆ สิ่งที่ดีมากๆ ในตอนนั้นคือ หัวหน้า และเพื่อนร่วมงาน
ซึ่งหัวหน้าคงเห็นทรงละว่า ผมไม่น่าเหมาะกับงานนี้
พี่เค้าก็พยายามหาเวลาว่างมาคุยกับผมเกือบทุกวัน
คุยสัพเพเหระ ความเป็นอยู่ ความชอบ หรือทัศนคติ
ทำให้เวลาประมาณ เกือบ 2 เดือน พี่เค้ารอเหมือนเริ่มรู้นิสัยผมมากขึ้น
และอยู่ๆ ก็เดินมา offer ตำแหน่งหน้าที่ใหม่ให้

ให้ย้ายไปเป็น System Engineer ในบริษัทเดิม จากความถนัด



ผมฟังแล้วก็แค่ขำๆ ไม่ได้รับปาก หรือปฎิเสธอะไรในครั้งแรก
แต่การเดิมพันครั้งแรกของผมก็ได้เกิดขึ้นในตอนนั้น
ผมเริ่มมีความคิดว่า เอายังไงดีวะ กูจะย้านแผนกตามที่พี่เค้าชวนดีไหม
ไปแล้วถ้าแม่งยังไม่ใช่ละ กูไม่หมาหรอ




หรือ....กูจะยอมตกงาน
คือออกแบบไม่มีงานรองรับ แล้วไปเดินหางานใหม่ดี











อีก 3 วันต่อมา พี่หัวหน้าก็กลับมาคุยกับผมอีกครั้ง
ว่าถ้าผมโอเค เค้าจะให้ผมไปคุยกับฝั่ง System เลย
แต่วันนั้นสิ่งที่ผมเตรียมไปคุยกับพี่เค้า กลับไม่ใช่เรื่องนั้นครับ

แต่ผมยื่นใบลา...ใบลาที่ไม่ใช่ลาออก 55555 ลาไม่รับเงินเดือนน่ะนะ

"ผมจะไปต่างประเทศครับ"
ไอ่ผมก็ลาแบบไม่แคร์การไม่ผ่านโปรฯ
เหมือนเป็นการแสดงจุดยืนกลายๆ ว่า
ผมคงไม่อยู่ต่อแน่ๆ 
ไม่ว่าจะตรงนี้ หรือ ตรงไหนก็ตาม



"งั้นวันนี้ปริ๊นซ์ลองไปคุยดูไหม ถ้าย้ายก็ไปเริ่มเดือนหน้าเลย"
"ไม่เป็นไรครับพี่ ผมโอเค อยู่ตรงนี้ผมก็โอเคแล้วครับ"
"ไม่ๆ ผมรู้ว่าปริ๊นซ์ไม่เหมาะกับงานตรงนี้ ตรงนั้นมันตรงกับสิ่งที่ปริ๊นซ์ถนัดมากกว่า"
"ไม่เป็นไรจริงๆ ครับพี่ บางทีผมก็ไม่อยากทิ้งพี่อู๋เหมือนกัน"
ผมตอบพร้อมกับเสียงพี่อู๋ดังในวิทยุ ถามหาผม ให้ไปช่วยคำนวนเรื่องหน้างาน
พี่หัวหน้า แค่ยิ้มๆ แล้วพยักหน้าให้ผมลุกออกไป พร้อมเซ็นต์ใบลา 6 วันรวดให้





วันนั้นผมเลือกแล้วว่าจะทิ้งโอกาสนั้น ที่ได้รับ Offer 
และเลือกจะทิ้งบริษัทที่มีชื่อเสียงที่เคยคิดว่าจะเอาไว้ทำโปรไฟล์











หลังจากกลับมาจากต่างประเทศ
ผมก็เอาของฝากจากเยอรมันมาฝากพี่หัวหน้า 5555
พร้อมกับพี่อู๋ พี่วิศวะคนเก่าที่มาอยู่ก่อนหน้าผมได้ซัก 6 เดือนที่แทบกระโดดกอด

"นึกว่าจะไม่กลับมาแล้ว" พี่อู๋พูดเหมือนรู้ทัน
"ผมไม่อยู่ พี่ก็อยู่ได้นี่" ผมก็ยิ้มให้
"เกือบตายอ่ะปริ๊นซ์"
ผมละไม่กล้าบอกพี่แกเลยว่า ผมจะหนีพี่แล้วนะ



หลังจากที่ผมกลับมาเยอรมันได้วันสองวัน
พี่หัวหน้าก็ยกจานข้าวมานั่งข้างหน้าผมตอนกินข้าวเที่ยง

"เยอรมันนี่ไปทัวร์หรอ แพงไหม"
"ไปเองครับ"
"พูดเยอรมันได้หรอแบบนี้"
"ไม่จัดว่าได้ครับ อังกฤษล้วนเลย"
"แบบนี้แล้ว......"
แล้วพี่เค้าก็พูดถึงการข้อวีซ่า นั่นนี่คือชวนคุยละครับ
ไอ่ผมก็สนิทใจกับเค้า เพราะเค้าดีกับผมมาก ก็เล่างานที่ไปรับให้ฟังผิวๆ เผินๆ 




"ปริ๊นซ์ พี่ขอคุยกับปริ๊นซ์อีกซักครั้งได้ไหม"
"ครับพี่"
แต่ครั้งนี้ พี่เค้าขยับตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิม ก่อนจะพูดด้วยเสียงที่เบากว่าเดิมมาก
"พี่อยากแนะนำปริ๊นซ์ให้กับรุ่นพี่ของผมคนนึง เป็นหัวหน้าเก่าด้วย"
"ครับ?"

"แต่เค้าไม่ได้อยู่ที่นี่นะ"
ตรงนี้ผมมองหน้าพี่เค้าเล็กน้อย ว่าเอาจริงหรอพี่ นี่มันชวนผมลาออกนะ
ก่อนที่พี่หัวหน้าจะยื่นนามบัตรใบนึงให้ผมดู 



"ตรงนั้นเป็นงานที่เหมาะกับปริ๊นซ์มาก ต้องการคนเก่ง คล่องตัว อัธยาศัยดี
ได้เจอคนเยอะ งานไม่จำเจ และต้องการคนได้ภาษา
ผมอยากให้ปริ๊นซ์ลองไปคุยดู จริงๆ ผมว่าปริ๊นซ์จะมีความสุขที่นั่น"

"แล้วผมจะเจอคุณคนนี้ได้ยังไงครับ" ผมสนใจ
"ผมจะโทรไปคุย แนะนำปริ๊นซ์กับคุณยุทธเอง รอรับโทรศัพท์แล้วกัน ทางนั้นจะโทรมาเรียก"


ไอ่ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเลยยกมือไหว้พี่เค้าเบาๆ 
"ขอบคุณครับ"
"ผมชอบเรานะ ผมเสียดายทุกอย่างที่เป็นปริ๊นซ์ 
ผมอยากให้ปริ๊นซ์ไปโตในที่ที่เหมาะกับตัวเอง ไม่ต้องกลัว เชื่อผม
คุณยุทธเป็นคนดีมากๆ เค้าจะดูแลปริ๊นซ์อย่างดี"

"มีอะไรแนะนำผมไหมครับ"

"แค่เป็นตัวเอง เหมือนที่คุยอยู่กับผมก็พอแล้ว"
พี่หัวหน้ายิ้ม ผมก็พยักหน้ารับ 












การเดิมพันของผมเกิดขึ้นอีกครั้ง ด้วยการตัดสินใจไปคุยกับที่ใหม่
งานที่ผมเคยบอกว่า ผมไม่ชอบและจะไม่ทำมันเลย
แต่พี่หัวหน้าก็ไม่ใช่คนแรกที่บอกว่าผมเหมาะกับมัน
พี่ HR ก็พูดแบบนั้น ตอนที่สัมภาษณ์ผม
ว่าผมไม่น่าเหมาะกับ Factory Engineer แต่เหมาะกับ Sales 
ซึ่งที่นั้นตอนนั้นเค้าชวนผมไปประจำภาคเหนือ 555555
ผมก็ไม่เอาสิครับ แถมไม่ชอบงานขายของด้วย




และผมก็ไปโผล่นั่งสัมภาษณ์กับ HR บริษัทใหม่ในอีกไม่กี่วันต่อมา
"เดี๋ยวน้องปริ๊นซ์รอคุยกับคุณผู้จัดการเลยนะคะ
คุณยุทธจะเป็น Director ด้วย ตัดสินใจได้ทุกเรื่อง"

"ครับ ขอบคุณมากครับ"
"มีคนเคยบอกไหมว่า น้องปริ๊นซ์เหมาะกับการเป็น Account Technician
หรือพวก Sales Engineer"

"มีครับ พี่เป็นคนที่ 3 แล้วครับ"

พีHR ดูยิ้มอย่างพอใจ แล้วเก็บเอกสารบนโต๊ะ
"เด็กคุณยุทธผ่านมือพี่สัมภาษณ์มาทุกคน
ด้วยบุคลิก น้ำเสียง หน้าตา ความมั่นใจ แนวนี้ คุณยุทธต้องชอบน้องปริ๊นซ์แน่ๆ




   ผมยิ้ม พี่ HR ก็ยิ้ม แล้วลุกออกไป ให้ผมนั่งรอ
"คุณยุทธ" 



จบการสัมภาษณ์ไม่กี่วัน พี่ HR คนเดิมก็โทรมาบอกว่าผมได้งาน
ซึ่งแน่นอนว่า ผมต้องเดินกลับมาหาพี่หัวหน้าก่อนเป็นคนแรก

"ผมได้งานนะครับพี่"
แต่พี่เค้าก็ไม่ได้มีท่าทีตกใจ เสียใจ เสียดายอะไรเลยครับ
แค่บอกว่า บอกแล้วเห็นไหมว่าต้องได้ และบอกให้ผมไปเขียนใบลาออกได้เลย

"ผมไม่ได้ไล่ปริ๊นซ์นะ แต่ผมยินดีด้วยที่ได้ไปอยู่กับคุณยุทธ"




แล้วพี่หัวหน้าก็เล่าให้ฟังว่า ตอนเค้าเริ่มทำงานช่วงแรกๆ 
เค้าลองผิดลองถูกเรื่อยๆ ว่างงานจนท้อ เลยมาสมัครงาน
วิศวกรซ่อมบำรุง
ตอนนั้นคุณยุทธเป็นหัวหน้าส่วนงานขาย มาชวนให้ย้ายแผนกไปอยู่ด้วยกัน
เพราะเห็นเป็นรุ่นน้องมหาลัยเดียวกัน และความรู้แน่น

พี่หัวหน้าเลยโอนย้ายไปเป็นทีมของคุณยุทธ
ทำงานด้วยกันอยู่หลายปี จนคุณยุทธจะลาออกไปขยับขยายโอกาสใหม่ๆ
ไม่นานพี่เค้าก็ลาออกตาม แต่ไม่ได้กลับไปทำงานขายอีกเลย เพราะแต่งงานมีลูก
ไม่อยากทำงานที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่งอีก เลยมาจบที่ factory engineer

ส่วนคุณยุทธก็ก้าวจากผู้จัดการขาย เป็น Marketing Director
จนกลายเป็น Vice President

ในบริษัท....ที่ผมทำงานอยู่จนถึงปัจจุบัน












เดินพันที่ตัดสินใจไม่รับโอกาส Rotate ในที่เดิมของผมในวันนั้น
แล้วตัดสินใจว่าจะเลือกลาออก เพื่อหางานใหม่

ทำให้อยู่ๆ ผมก็ได้รับโอกาสครั้งใหม่ จากพี่หัวหน้า
ที่บอกตรงๆ ว่า เป็นการกระทำที่ใจกว้างมากครับ
การแนะนำลูกน้องให้ไปได้งานที่อื่น ที่เหมาะสมกับตัวเองเนี้ย



ทุกวันนี้นอกจากผมจะต้องขอบคุณคุณ VP ที่ดูแลและให้โอกาสในการทำงานอย่างดี
พี่หัวหน้าคนเก่าคือคนที่ผมไม่เคยลืมที่จะขอบคุณเค้าเสมอ




"รู้ไหม...ว่าเราน่ะ ชื่อเหมือนลูกชายผม"
พี่หัวหน้าพูดกับผมในวันท้ายๆ ของการทำงาน
ขณะที่เรานั่งกินข้าวกลางวันด้วยกัน

"ลูกชายผมก็ชื่อปริ๊นซ์ ... 5 ขวบแล้ว"



และในวันสุดท้ายของการทำงาน 
ผมก็ซื้อจิ๊กซอร์แผ่นใหญ่แผ่นนึงไปให้พี่หัวหน้าเป็นของขวัญอำลา


"ขอบคุณนะครับพี่ อันนี้ผมให้น้องปริ๊นซ์นะครับ บอกทีว่าจากพี่ปริ๊นซ์"













----- Side Story -----


หลังจากที่ผมไปสัมภาษณ์ที่ใหม่มาเรียบร้อยได้แค่วันเดียว
อยู่ๆ พี่อู๋กับโฟว์แมนคู่ใจก็เดินเข้ามานั่งข้างๆ ผมที่กำลังนั่งเล่นกุญแจอยู่

"หัวหน้าได้ยินเรื่อง Supervisor ใหม่ยัง" พี่เจษ โฟว์แมนพูด
"ยัง ทำไมอ่ะครับ จะมีคนใหม่มาหรอ" ผมถามแบบไม่ได้อย่างรู้ 5555
แค่ไม่อยากให้กร่อย แต่มีคนใหม่มาเป็นซุปก็ดีจะได้ไม่รู้สึกผิดมากที่จะออก


"คุณผู้จัดการเค้าจะให้หัวหน้านั่นแหละเป็นซุปคนใหม่ เค้าไม่ได้บอกหรอ"
"ไม่ได้บอกนะ" ผมส่ายหน้าแบบงงสุด 
เพราะพี่ผู้จัดการก็รู้อยู่ว่าผมมีสัมฯที่ใหม่ แล้วแต่ Assign ผมทำไม

"เฮ้ยดีๆ ถ้าปริ๊นซ์เป็นซุป พี่จะช่วยงานอย่างดี ไว้ใจได้เลย" พี่อู๋พูดด้วยท่าทางดีใจ
"ใช่หรอ"
"ใช่ หัวหน้าไปถามคุณผู้จัดการสิ  ใบคำสั่งมาแล้วในห้อง หัวหน้าไม่ได้สนใจอ่าน"
ซึ่งผมก็ได้แต่นั่งทำหน้าแปลก งงในงงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่




แต่ผมสัมภาษณ์ผมก็ผ่านครับ
แล้วถึงเวลาที่ต้องบอกพี่อู๋ที่หลงดีใจอยู่ไม่กี่วัน




"พี่อู๋....ที่เคยบ่นให้ผมฟัง ตอนนี้เป็นยังไง"
"ก็ตั้งแต่ปริ๊นซ์มา ก็ดีขึ้นเยอะเลย ไม่โดนด่าเช้าด่าเย็นเหมือนเดิมแล้ว"
พี่อู๋หัวเราะ

"ผม....อยู่แค่เสาร์นี้นะพี่"
เท่านั้นแหละ พี่อู๋ก็หุบยิ้มทันที แล้วหน้าเสียถามผมซ้ำว่าจริงหรอเปล่า
"จริงพี่"
"เฮ่ย....แล้วจะทิ้งลูกน้องหรอ พวกนั้นชอบปริ๊นซ์กันมากนะ
เค้าดีใจกันที่ปริ๊นซ์จะเป็นซุปฯ"

"ผมได้งานใหม่แล้วพี่ จะไปลองเป็นพวกให้คำแนะนำ แก้ไขปัญหางี้
ผมน่าจะชอบ น่าจะเหมาะกับผมมากกว่านะ ตรงนี้...ผมไม่ได้ชอบ"

ไอ่ผมก็ตอบแบบตรงๆ ไม่ได้เยื่อไม่ได้ใยมากนัก เพราะอยู่กันแค่ 2-3 เดือน
แล้วใจผมก็ไม่ได้อยู่ตั้งแต่แรก 




พี่อู๋มองผมนิ่งๆ ก่อนพูดออกมาช้าๆ
"พี่....พี่อยู่ไม่ได้นะเว่ย ถ้าปริ๊นซ์ไม่อยู่"
"อย่าพูดอย่างงั้นดิ ก่อนหน้านี้พี่ก็อยู่มาได้ตั้งนาน อีกแป๊บก็ครบปีแล้ว
อยู่ในครบปีเอาโปรไฟล์แล้วออกก็ไม่สาย"
ผมให้กำลังใจ
แต่พี่อู๋ยืนเงียบๆ หน้าตาผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด

"พี่ต้องอยู่ต่อให้ได้นะเว่ย ไม่งั้นผมคงเสียใจ"











จนวันสุดท้ายของการทำงาน 
ผมเลยบอกพี่เจษอีกคนว่าวันนี้จะอยู่เป็นวันสุดท้าย
แต่พี่เจษ โฟว์แมนวัย 30 ไม่ได้มีท่าทางเสียอกเสียใจเหมือนพี่อู๋ที่แก่กว่าผม 1 ปี


"ดีใจด้วยหัวหน้า ลองไปค้นหาตัวเองดู เพิ่ง 22 ยังมีเวลาอีกเยอะ
หัวหน้าเป็นคนเก่งนะ ผมขอให้หัวหน้าเจอสิ่งที่ดี
แต่ถ้ามันไม่ดี....ไม่ต้องกลับมาที่นี่ ให้ไปต่อข้างหน้า
ไม่แย่จริงๆ อย่ากลับมาที่เดิม ไปก็ไปให้ดีให้ได้"



ในคำอวยพรของพี่เจษ ผมเห็นความจริงใจจากพี่คนนึงถึงน้องคนนึง
เหมือนพี่คนนึงที่อยากให้น้องที่เค้าสอนมากับมือเจอสิ่งที่ดี
ครับ....นอกจากพี่ผู้จัดการ ก็ได้พี่เจษนี่แหละสอนเรื่องหน้างานให้ผม
สอนแม้แต่ทริคเล็ก ๆ น้อยๆ ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

สอนแม้แต่.......การสะเดาะกุญแจ 55555555




ใช่ครับ บางทีแม่งก็จำเป็นจริงๆ 
แล้วรู้ไหม ถึงตอนนี้ กุญแจเก่าๆ ราคาถูกๆ ผมยังสะเดาะได้อยู่เลย 555555





หลังจากผมออกได้ประมาณ 2 เดือน
พี่อู๋ก็โทรมาบอกว่าอยากนัดกินข้าวเย็นด้วย
สิ่งที่พี่อู๋บอกผมในเย็นวันนั้นคือ พี่อู่ตัดสินใจลาออก หลังจากอยู่มาได้ร่วม 11 เดือน

"ไม่ใช่เพราะปริ๊นซ์หรอกนะ ยังไงพี่ก็ต้องออกอยู่แล้ว อยู่ไม่ไหวหรอก"




หลังจากที่พี่อู๋ลาออก พี่แกก็ออกจากวงการวิศวกรไปเลยครับ
กลับไปบีบตูดปลาอะไรซักอย่าง เพาะพันธุ์ที่จังหวัดบ้านเกิด
จนตอนนี้  พี่แกก็เที่ยวฉ่ำ ชีวิตมีตังใช้ ค่าครองชีพไม่สูง มีเวลา ไม่เครียด
ฝนจะตก แดดจะออก แกก็มีความสุขกับการอวดลูกปลาเกิดใหม่เต็มบ่อ
หรือการพาลูกน้องลงบ่อไปจับปลากลางสายฝน












ถ้าการลาออกวันนั้นของพี่อู๋คือการเดิมพันหมดหน้าตัก
ก็คงเป็น
High risk, High  return ของจริง
แต่ Return ที่ว่าของพี่อู๋ คือ ความสุข





ส่วนการลาออกครั้งนั้นของผม เป็นการเดิมพัน
High risk, High expected return
แต่ Return ของผม อาจจะเงินไม่หนา เวลาไม่มี แต่กินฟรีไปทั่ว กทม 555555







 



Create Date : 15 กรกฎาคม 2568
Last Update : 15 กรกฎาคม 2568 14:42:53 น. 15 comments
Counter : 698 Pageviews.
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณmultiple, คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณกะว่าก๋า, คุณหอมกร, คุณสองแผ่นดิน, คุณมาช้ายังดีกว่าไม่มา, คุณtoor36, คุณhaiku, คุณดอยสะเก็ด, คุณโฮมสเตย์ริมน้ำ, คุณnonnoiGiwGiw, คุณ**mp5**


 
เรื่องเปลี่ยนงานนี่ เป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากมากเลยนะครับ
ยิ่งตอนที่เรา อายุยังน้อย ประสบการณ์ยังไม่มาก
แถมออกไป บริษัทใหม่ก็ไม่รู้จะดีกว่าเก่าจริงมั้ย
มันก็ต้องใช้ความกล้าตัดสินใจ ต้องเดิมพันชีวิตกันบ้างละนะครับ

ของน้องปริ๊นซ์โชคดีมาก ที่มีคนเมตตา แนะนำบริษัทดีๆ
ได้งานตรงกับแนวถนัด
การทำงานที่เราไม่ถนัด ไม่ชอบ นี่ฝืนใจทำไปวันๆ มันก้ไม่มีความสุขจริงๆนะครับ

อย่างน้องปริ๊นซ์ เปลี่ยนงานตอนอายุ 22 ถ้าผิดพลาดก็ยังเริ่มต้นใหม่ได้ ของอาจารย์เต๊ะ นี่ เปลี่ยนงานตอน 40 แต่โชคดีที่ก่อนหน้านี้
ก็ทำงานหาประสบการณ์มานาน วิทยายุทธก็แก่กล้าพอตัว
ยิ่งเรียนสายวิชาชีพมานี่ คิดว่ายังไงก็คงไม่อดตายแน่ๆ
แต่เอาจริงๆ กว่าจะมาเป็น อาจารย์ได้ ก็ผอมไปหลายโลอยู่เลยเชียวครับ555

แต่ก็คิดว่าเลือกไม่ผิดเพราะ งานสบายกว่าเดิม ความเครียดน้อยมาก
สอนเด็กเฮฮาไปเรื่อย อ้อก่อนจะมาเป็นอาจารย์ อ.เต๊ะก้เป็นวิทยากรสอนตามบริษัทมาก่อน เพราะค้นพบว่าตัวเองนี่ ขี้โม้มากก ชอบสอน ชอบพูดชอบคุย เจ๊าะแจ๊ะไปเรื่อย นี่ทางเราเลยนะครับ555

การทำงานที่มีความสุข แถมได้เงินด้วยนี่ อาจารย์เต๊ะ ว่าดีมากแล้วละครับ ไม่เชื่อไปถาม พี่อู๋ ดูก้ได้ครับ 555



โดย: multiple วันที่: 15 กรกฎาคม 2568 เวลา:19:23:06 น.  

 
มีภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประดับฉากแทบทุกรูปเลย
ภาพก็สวยดี แต่คือสวยซ่อนพิษ แบบนี้ "กินฟรีไปทั่ว" ก็ไม่ไหวน้าาา

ได้เจอคนดี ๆ งานดี ๆ ชีวิตมีชัยไปกว่าครึ่งแล้วจ้า
แต่จะดียิ่งขึ้นถ้าได้งานดีและสุขภาพดีด้วยนะคะ



โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 15 กรกฎาคม 2568 เวลา:19:29:23 น.  

 
วันนี้เนื้อหาบล็อกยาวเป็นพิเศษเลย

แต่อ่านแล้วมันก็เป็นเดิมพันที่คุ้มค่ามากๆ
เพราะในที่สุดมันก็ทำให้น้องปริ๊นซ์พบจุดที่เหมาะสมกับความสามารถของตัวเองมากที่สุด

ในขณะที่รุ่นพี่อาจต้องเปลี่ยนสายงานไปเลยตลอดชีวิต

พี่ก๋าคุยกับ Chatgpt เกือบทุกวันเลยครับในช่วงก่อน
แอบให้มันเขียนงานตะพาบด้วยนะ 555
เสร็จแล้วก็เอาไปทำต่อใน notebooklm ทำเป็นคลิปได้อีก
สุดยอดมากๆครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 15 กรกฎาคม 2568 เวลา:20:48:29 น.  

 
เป็นหนุ่มน้อยที่ประสบการณ์ชีวิตไม่น้อย
ขอบคุณที่เล่าสู่กันฟังนะปริ้น
น่าจะลองเป็นนักเขียนดูอีกอาชีพนะ


โดย: หอมกร วันที่: 15 กรกฎาคม 2568 เวลา:20:48:50 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับน้องปริ๊นซ์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 16 กรกฎาคม 2568 เวลา:5:42:50 น.  

 
สวัสดียามสายค่ะ น้องปริ๊นซ์

จริงค่ะ ทำงาน6วันนี่ มันมีความรู้สึกอย่างน้องว่าเลย
หยุดวันเดียวซักผ้าก็หมดเวลาชีวิตหละ 55555
พี่ยังต้องทนทำอยู่ทุกวันนี้

หัวหน้าที่ทำงานแรกของน้องเป็นคนดีมากกกก มีแต่ความจริงใจให้
น่าจะเริ่มเอ็นดูจากชื่อเหมือนกับลูก แล้วพอดีน้องน่ารักนิสัยดีเข้าไปอีก
โชคดีมากๆค่ะ

งานที่ทำให้เราได้กินฟรีไปทั่ว ก็เหมือนได้โบนัสไป1กรุบแล้วนะค้าา 555


จากบล็อก

ที่ทำงานพี่ไม่มีโบนัสมาหลายปีแล้วค่ะ นานจนจำไม่ได้ว่ากี่ปี
ตอนนี้ขอแค่ให้กิจการเค้ามั่นคง มีงานเข้าเยอะๆก่อน 55555


โดย: โฮมสเตย์ริมน้ำ วันที่: 16 กรกฎาคม 2568 เวลา:8:23:49 น.  

 
สวัสดีครับน้องปริ๊นซ์
พี่มาอ่านเมื่อคืนแต่อ่านยังไม่จบนะครับ หลับไปเสียก่อน วันนี้มาเริ่มอ่านใหม่ การตัดสินใจย้ายหรือเปลี่ยนที่ทำงานใหม่พี่ว่าเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากมากจริง ๆ ยิ่งเรามีความผูกพันไปแล้ว แต่เพื่อความก้าวหน้าและตัวเองไม่ได้ชอบเป็นพี่ก็ไป 555 อย่างน้องปริ๊นซ์เป็นคนเก่ง มนุษยสัมพันธ์ดีพี่ว่าอยู่ที่ไหนก็รุ่งนะ พี่ว่าใครได้ที่ทำงานดี เจ้านายดี เพื่อนร่วมงานดีคือโชคดีมากเลยนะ
จากบล็อก
จูราสสิคพี่ชอบนะ อาทิตย์ว่าจะไปจัดซูเปอร์แมนละ น้องปริ๊นซ์ได้ทำบัตร Mpass ป่าวครับ มันซื้อตั๋วออนไลน์ได้ละนะ สะดวกมากเดินเข้าโรงได้เลย


โดย: The Kop Civil วันที่: 16 กรกฎาคม 2568 เวลา:10:17:58 น.  

 
พระสงฆ์ดี ๆ ก็ไม่ง่ายนะคะ ต้องรักษาศีล 227 ข้อ
แค่ศีล 5 ฆราวาสอย่างเรายังรักษาไม่ค่อยได้เลย 555
แต่ถ้าพระไม่ดีอย่างที่เป็นข่าวก็อีกเรื่องหนึ่ง

ถ้าพูดถึงสุขภาพ พระก็มีปัญหาเหมือนกันค่ะ
เพราะญาติโยมใส่บาตรมายังไง พระก็ต้องรับ เลือกไม่ได้



โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 16 กรกฎาคม 2568 เวลา:16:14:14 น.  

 
ขอบคุณครับน้องปริ๊นซ์

พี่ก๋าทำงาน 5 ปีแรก
ไม่มีความสุขเลยนะครับ
กดดัน เครียด พยายามมากเกินไป 555

จนเปลี่ยนวิธีคิด
ถึงใช้ชีวิตได้มีความสุขมากขึ้น

คนรุ่นน้องปริ๊นซ์
ต้องบอกว่ามีทักษะพิเศษในตัวเยอะมาก
ทั้งภาษาต่างประเทศ ทักษะ AI
การทำตลาดหรือขายของออนไลน์
เป็นยุคของคนรุ่นใหม่เลย

AI พี่ก๋าใช้หลักๆกับการแต่งเพลงครับ
ลองทำไป 300 เพลงน่าจะได้
รองลงมาก็คือทำภาพประกอบ
ทำไปน่าจะมีเกิน 2000 ภาพ
ตอนนี้ลองทำคลิปพอดแคส ทำไป 30 กว่าคลิป
พอใช้ไปถึงจุดนึงก็เริ่มเบื่อครับ
กลับมาทำงานด้วยตัวเองเหมือนเดิม 555
ทำเพื่อให้รู้เฉยๆ ว่ามันทำงานยังไง



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 16 กรกฎาคม 2568 เวลา:20:03:20 น.  

 
ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีครับ เอาจริงๆ งาน 6 วัน มันทำไรไม่ได้จริงๆ วันหยุดซักผ้า + ซื้อของเข้าบ้านหมดวันแล้ว ยังมีคนกล้าพูดว่าให้พัฒนาตัวเอง จะให้ลงคอร์สอะไรได้ล่ะครับ ร่างกายพังได้ง่ายๆ 5 วันยังพอไว ได้พักร่างกายบ้าง ชีวิตคนเราก็มักจะมีเรื่องแบบนี้แหละครับ อะไรบางอย่างที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 16 กรกฎาคม 2568 เวลา:21:54:40 น.  

 
สวัสดีครับคุณปริ๊นซ์

"ผมไม่อยู่ พี่ก็อยู่ได้นี่"
แหม แอบร้ายนะครับ 555
พูดถึงการทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ นึกแล้วมันดูดพลังชีวิตไปมากเลยนะครับ ยิ่งถ้าที่ทำงานไกลบ้าน ยิ่งเซ็ง
แต่ ถ้าเป็นฟรีแลนซ์แล้วล่ะก็ ยิ่งเหมือนต้องทำงาน 24 ชั่งโมงเลยครับ ฮือออ
ว่าแต่
คุณปริ๊นซ์หายจากไม่สบายแล้วใช่ไหมครับ


โดย: มาช้ายังดีกว่าไม่มา วันที่: 16 กรกฎาคม 2568 เวลา:23:32:37 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับน้องปริ๊นซ์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 17 กรกฎาคม 2568 เวลา:5:13:09 น.  

 
น่าจะถือได้ว่าเป็นจึดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลย ถือได้ว่าได้หัวหน้าดีนะ

พักผ่อนให้หายดีเถอะ ไม่มีเราเขาก็อยู่ได้ ตายไปไม่คุ้มค่าหรอก


โดย: โลกคู่ขนาน (สมาชิกหมายเลข 7115969 ) วันที่: 17 กรกฎาคม 2568 เวลา:21:55:27 น.  

 
ตอนที่ตัดสินใจลาออกจากที่ทำงานเก่า(เอกชน) มาสอบงานราชการที่ทำอยู่ตอนนี้ ก็เดิมพันเหมือนกันค่ะ เพราะลาออกมาแบบ ยังไม่รู้ว่าจะสอบได้มั้ย แถมไม่ได้หางานอื่นเผื่อไว้เลยด้วย ถ้าสอบไม่ได้ก็คงเคว้งล่ะตอนนั้น แต่มันดันสอบได้นี่สิ

โชคดีจังค่ะ ที่เจอหัวหน้าใจดี ปล่อยให้ลูกน้องไปเติบโตได้ดี ไม่เหมือนหัวหน้าเราเลย...


โดย: babyL' วันที่: 19 กรกฎาคม 2568 เวลา:0:19:16 น.  

 
โอเคครับ งั้นเบื้องต้นตามเดิมนะครับ


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 19 กรกฎาคม 2568 เวลา:15:50:09 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

จันทราน็อคเทิร์น
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 21 คน [?]




* Engineer
* Guitar trainer
* Casual gamer



space
space
space
space
[Add จันทราน็อคเทิร์น's blog to your web]
space
space
space
space
space