"The single best way to grow a better brain is through challenging problem solving." - Eric Jensen (1998), Teaching with the Brain in Mind
Group Blog
 
<<
กันยายน 2549
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
22 กันยายน 2549
 
All Blogs
 
วุฒิภาวะและความเอาใจใส่ต่อผู้อื่นในสังคม

21 ก.ย. 2549



เมื่อเย็นที่ผ่านมา ผมขับรถจากสถาบัน เอ ไอ ที (อยู่ข้างๆ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต) เข้าไปทำธุระที่โลตัส สาขารังสิต ซึ่งต้องใช้ถนนพหลโยธินขาเข้า ปกติแล้วจะใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 15 นาทีโดยประมาณ แต่วันนี้ต้องใช้เวลาถึง 1 ชั่วโมงเพราะรถติดเหลือเกิน

ผมเดาว่าคงจะมีทหารตั้งด่านเพื่อตรวจตรารถที่จะเข้ากรุงเทพฯ อย่างละเอียด ซึ่งก็เป็นจริงอย่างนั้น เพราะเมื่อมาถึงช่วงก่อนที่จะถึงทางขึ้นดอนเมืองโทลล์เวย์ ก็เห็นเจ้าหน้าที่ทหารหลายนายและรถถัง 3 คันจอดอยู่ริมถนน เพียงแต่ทหารไม่ได้ออกมาตรวจรถบนถนนอย่างละเอียดเหมือนที่เราเคยเห็นตำรวจเขาตั้งด่านกัน คงยืนประจำตำแหน่งอยู่ที่ข้างทางเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้รถติดแต่อย่างใด

ปรากฏว่า รถติดเพราะผู้ที่ขับรถชลอดูทหารกับรถถังกันครับ!

เพราะว่าพอผ่านจุดนั้นมาได้ ถนนก็โล่ง ไม่มีวี่แววของการจราจรติดขัดเลย

นอกจากเรื่องรถติดแล้ว สังเกตเห็นว่าใกล้ๆ ตัวของทหารแต่ละนาย จะมีถุงพลาสติกใส่ข้าวของวางอยู่มากมายหลายถุง เข้าใจว่าผู้ที่ผ่านไปมาแวะเอาน้ำ เอาขนมมาฝาก

ที่รถถังคันหนึ่ง ผมเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง คงอยู่ราวประถมสองหรือประถมสามเห็นจะได้ กำลังยืนถ่ายรูปคู่กับรถถัง ก็ไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นมีบ้านอยู่ในละแวกนั้น หรือมากับรถคันใดคันหนึ่งที่คงอยากจะถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก็เลยจอดรถแล้วลงมาถ่ายรูปกัน



ภาพที่มีประชาชนนำดอกไม้ น้ำ ขนม หรืออาหารการกิน ไปมอบให้กับเหล่าทหารหรือตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ผมว่าเป็นภาพที่น่ารักดี แสดงให้เห็นถึงความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจไมตรี ที่คนไทยเรามักจะอ้างอยู่เสมอว่าเป็นนิสัยใจคอที่เป็นเอกลักษณ์ของเรา (เสียดายแต่ว่าเรากลับได้เห็นสิ่งเหล่านี้ในลักษณะของกระแสสังคมเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แทนที่จะได้เห็นทั่วไปในชีวิตประจำวัน)

ในมุมหนึ่งก็อาจจะเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนแนวคิดในการทำรัฐประหารที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งก็จะไม่ขอออกความเห็นใดๆ ในแง่มุมนี้

แต่มีภาพบางภาพที่ผมเห็นแล้วให้รู้สึกขัดตาขัดใจอยู่พอสมควร ตัวอย่างเช่น

ภาพที่วัยรุ่นสาวๆ แต่งชุดนอนและถือกล้องถ่ายรูปออกไปถ่ายภาพรถถังและทหารที่มีอาวุธพร้อมใช้งานในคืนวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา นัยว่าอยากเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก หรือไม่ก็คงเอาไว้ไปคุยไปอวดกับเพื่อนฝูงในวันรุ่งขึ้น

ภาพที่พ่อแม่พาลูกเล็กเด็กแดงไปดูรถถัง ดูปืน ดูทหาร แล้วก็ถ่ายรูปกันไว้เป็นที่ระลึก คล้ายกับว่าเป็นงานวันเด็กหนที่สองของปีนี้

หรือจะเป็นภาพของบรรดาสาธารณะชนผู้มีสิทธิเสรีภาพทั้งหลาย แห่กันไปถ่ายรูปคู่กับรถถังและทหารที่มีอาวุธครบมือ ราวกับว่ากองทัพกำลังนำเอาอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังพลมาออกร้านในงานกาชาด

ในความรู้สึกของผม ผมว่ามันไม่ได้แสดงถึงความน่ารัก หรือไม่ได้แสดงให้ชาวโลกเห็นว่าสถานการณ์บ้านเราไม่ได้ตึงเครียดเลวร้ายอะไร แต่ผมว่ามันแสดงถึง ความไม่มีวุฒิภาวะ และการขาดความเอาใจใส่ต่อผู้อื่นในสังคม ของคนไทยต่างหาก

ถึงจะเป็นการทำรัฐประหารที่ดูจะสงบเรียบร้อยที่สุดในโลก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ลองสมมติว่า ถ้ามีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังคงสนับสนุนอดีตรัฐบาลอยู่ หรือไม่ก็กลุ่มที่ต้องการสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายในบ้านเมือง แฝงเข้ามากับกลุ่มประชาชน แล้วก็เข้าทำร้ายบรรดาเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ มันจะชุลมุนแค่ไหน ทหารเองก็ต้องรักษาชีวิตตัวเอง รวมทั้งต้องดูแลสถานที่และบุคคลที่ได้รับมอบหมายเอาไว้ แล้วนี่ยังจะต้องระวังไม่ให้เกิดอันตรายแก่บรรดา ไทยมุง หรือ ผู้ที่คิดว่าตัวเองกำลังมาเที่ยวงานกาชาด อีก

หรือไม่ก็ลองสมมติว่า ขณะที่สาวนางหนึ่งกำลังบรรจงเอาแถบผ้าสีเหลืองไปผูกไว้ที่ปลายกระบอกปืนของทหาร บังเอิญว่าโชคร้ายที่ทหารนายนั้นกำลังเป็นไข้และมึนหัวจากพิษไข้อันเนื่องมาจากการอดหลับอดนอน ทำให้ลืมขึ้นเซฟตี้ของปืนเอาไว้ ประกอบกับนายทหารท่านนั้นแพ้กลิ่นน้ำหอมของสาวเจ้า ทำให้จามออกมาในขณะที่สาวเจ้ากำลังผูกปมสุดท้ายอยู่พอดี ปืนก็เลยลั่นใส่สาวนางนั้นจนบาดเจ็บสาหัส เป็นตายเท่ากัน

ผมเป็นห่วงเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจครับ เพราะหากเกิดเหตุร้ายต่างๆ ขึ้น พวกเขาคงจะต้องมีส่วนรับผิดชอบอยู่ด้วย ส่วนบรรดาผู้ที่มาเที่ยวงานกาชาดนั้น ช่างเขาเถอะครับ ก็ในเมื่อเขายังไม่คิดถึงความปลอดภัยของตัวเองเลย เราจะไปห่วงแทนเขาทำไมล่ะครับ

อย่างนี้แหละครับ ที่ผมรู้สึกว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีวุฒิภาวะเท่าไร สถานการณ์ที่ล่อแหลมต่อการเกิดอันตรายได้ทุกขณะแบบนี้ ยังเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุกสนานกันอยู่ได้

อย่างนี้แหละครับ ที่ผมบอกว่าคนไทยไม่ค่อยเอาใจใส่ต่อผู้อื่น ในที่นี้หมายถึงไม่เอาใจใส่ต่อเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ลำพังสถานที่และบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลก็ทำให้เครียดมากพออยู่แล้ว นี่ยังจะต้องมาห่วงบรรดาประชาชนผู้รื่นเริงไม่รู้กาลเทศะเหล่านี้อีก



เมื่อวานนี้คือวันที่ 20 กันยายน ซึ่งเป็นวันรุ่งขึ้นของคืนที่มีการทำรัฐประหาร ตลอดทั้งวันผมอยู่ที่สถาบัน เอ ไอ ที เพื่อทำงานเกี่ยวกับเรื่องเรียนของผมตามปกติ เนื่องจากในห้องทำงานนั้นไม่มีโทรทัศน์ดู ก็เลยต้องอาศัยติดตามฟังความคืบหน้าของเหตุการณ์ทางวิทยุเอา สถานีที่ฟังอยู่ก็คือ จส.100 เพราะวิทยุเล็กๆ แบบพกพาที่ใช้อยู่มีกำลังรับได้ไม่กี่ช่องเท่านั้น มีช่องนี้ที่พอจะพึ่งพาเรื่องข่าวสารได้ ส่วนช่องอื่นที่รับได้นั้น มีแต่ช่องเพลงกับวิทยุชุมชนซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรในสถานการณ์แบบนี้

ฟัง จส.100 แล้วก็ได้ทราบว่า เมื่อวานนี้เป็นวันแรกที่เปิดใช้ สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่ที่เชื่อมระหว่างฝั่งพระประแดงกับฝั่งปากน้ำ

โฆษกของสถานีได้ทำการประชาสัมพันธ์เป็นระยะว่า ขอให้ประชาชนอย่าจอดรถบนสะพานเพื่อลงมาชมทิวทัศน์และบันทึกภาพกัน เพราะทำให้การจราจรติดขัด ช่วงบ่ายๆ ถึงกับต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาแจ้งผ่านทาง จส.100 ว่าจะดำเนินการจับกุมผู้ที่จอดรถบนสะพาน แต่เท่าที่ได้ติดตามฟังต่อมา ก็ได้ยินว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แต่ตักเตือนแล้วก็ให้รีบขับรถไป ไม่ได้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดแต่อย่างใด เข้าใจว่าคงจะเห็นอกเห็นใจกับอาการเห่อของใหม่ของประชาชนคนไทยผู้รักความสนุก และไม่เคยจริงจังกับปัญหาอะไรในชีวิตสักอย่าง

ผมพอจะนึกภาพเหล่านี้ออก เพราะเมื่อนานมาแล้ว สมัยที่ สะพานพระรามเก้า เพิ่งเปิดใช้วันแรกๆ ครอบครัวผมก็ลองไปใช้บริการสะพานพระรามเก้ากับเขาเหมือนกัน เพราะตื่นเต้นที่บ้านเรามีสะพานแขวนยาวติดอันดับโลกเป็นของตัวเองเป็นสะพานแรก

ช่องทางซ้ายสุดนั้นไม่ต้องพูดถึง กลายเป็นที่จอดรถไปเรียบร้อย ช่องทางกลางก็จะมีรถจอดซ้อนคันอยู่ประปราย แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เหลือช่องทางขวาสุดอยู่เพียงช่องทางเดียวที่ใช้การได้ ซึ่งรถก็เคลื่อนตัวไปได้อย่างเอื่อยๆ เพราะทุกคนก็ต้องการชมทัศนียภาพอันงดงามแปลกตาของกรุงเทพฯ จากมุมสูงด้วยกันทั้งนั้น

เหตุที่จอดรถบนสะพานกันก็คือ เพื่อลงไปดูวิว กับลงไปถ่ายรูป ซึ่งเหตุการณ์บนสะพานวงแหวนอุตสาหกรรมก็คงจะไม่ต่างกันเท่าไรนัก และคงจะเป็นอย่างนี้ไปอีกอย่างน้อยสักสองสามวัน

ฟังแล้วก็ให้นึกถึง ความด้อยวุฒิภาวะ และความไม่เอาใจใส่ต่อผู้อื่นในสังคม ของคนไทยขึ้นมาอีก

อดทนต่อความอยากของตัวเองไม่ไหวจนถึงขนาดจะต้องจอดรถกลางถนน แล้วลงไปชื่นชมกับความงามของทัศนียภาพ โดยไม่สนใจว่าจะก่อความเดือดร้อนสักแค่ไหนให้แก่ผู้ที่สามารถควบคุมความอยากของตัวเองได้ที่ต้องการสัญจรผ่านไป

ลองเอ่ยปากตำหนิคนเหล่านี้สิครับ เขาจะต่อว่าเรากลับมาเสียอีก ทำนองว่าในชีวิตนี้จะมีโอกาสแบบนี้อีกเมื่อไรก็ไม่รู้ อดทนหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร

ผมนึกต่อไปถึงว่า เวลาที่คนขับรถแท็กซี่ขับเลื้อยไปเลื้อยมา เกิดโชคร้ายไปชนรถใครเข้า คนขับแท็กซี่ก็อาจจะพูดขอความเห็นใจว่าเขาต้องขับรถทำมาหากิน ต้องรีบ ต้องทำเวลา อย่าเอาเรื่องเขาเลย

ผมนึกไปถึงเรื่องเล่าในกระทู้บนพันทิปกระทู้หนึ่ง ผู้เล่าเล่าว่าเขาเคยเอ่ยปากเตือนคุณป้าคนหนึ่งที่กำลังส่งเสียงกรี๊ดและตะโกนถวายพระพรแด่ในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ที่เข้าเยี่ยมในหลวงเมื่อทรงเข้ารับการผ่าตัดครั้งที่ผ่านมา โดยบอกว่าน่าจะลดเสียงลงหน่อยเพราะเป็นเขตโรงพยาบาล (ส่วนในใจก็นึกแต่ไม่ได้พูดออกไปว่า การส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดก็เป็นการไม่บังควรด้วย เพราะผู้ที่เข้าเยี่ยมนั้นเป็นเจ้านาย ไม่ใช่ดารา) ปรากฏว่า คุณป้าท่านนั้นหันมาคำรามใส่ว่า ก็ฉันรักในหลวงของฉันนี่ยะ มันผิดด้วยหรือไง



ผมอาจจะเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อย หรือเป็นคนขวางโลกอยู่บ้าง แต่ก็พยายามที่จะปรับความคิดให้มองโลกในแง่ดีมากขึ้น แต่จะให้ปล่อยวางเสียเลยทีเดียวก็คงจะทำไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะผมคิดว่าด้วยอาชีพของผม มันปล่อยวางไม่ได้ ถ้าคนที่เป็นครูบาอาจารย์ปล่อยวางเรื่องพวกนี้เสียแล้ว คนที่เป็นลูกศิษย์ที่เป็นสมาชิกของสังคมจะเป็นอย่างไร สังคมจะไม่ยิ่งแย่ลงไปกว่านี้อีกหรือ

คนที่จะช่วยสร้างวุฒิภาวะและความเอาใจใส่ต่อผู้อื่นในสังคมให้เกิดขึ้น ก็คงจะต้องเป็นทุกคนในสังคมเองนั่นแหละ แต่คนที่มีบทบาทมากที่สุดน่าจะเป็น พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูบาอาจารย์ทั้งหลาย

ความแตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรงในสังคมไทย จนนำมาสู่สถานการณ์ในปัจจุบันที่อาจทำให้ประชาคมโลกต้องหันมามองด้วยความเป็นห่วงอยู่บ้าง ส่วนหนึ่งก็เกิดมาจากวุฒิภาวะที่มีอยู่น้อย กับความเห็นแก่ตัวและไม่ใส่ใจต่อผู้อื่นของคนไทยไม่ใช่หรือ

เพราะถ้าหากคนไทยเรา โต พอที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นได้ รู้จัก ใส่ใจ ต่อความคิดความรู้สึกของผู้อื่น การทะเลาะเบาะแว้งกันจนถึงขั้นต้องใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกันก็คงจะไม่เกิดขึ้น

(ส่วนเรื่องการฉ้อฉลโกงกินอันเป็นที่มาของความคิดเห็นที่แตกต่างนั้นเป็นความผิดแน่นอนอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ใช่ประเด็นที่อยากจะคุยในวันนี้ จึงไม่ขอพูดถึง)



ไม่รู้ว่าจะต้องบ่นแบบนี้ต่อไปอีกนานเท่าไร แต่การที่ได้บ่นออกมาบ้างเป็นครั้งเป็นคราว ก็ช่วยบรรเทาความอึดอัดใจและลดความหงุดหงิดลงไปได้บ้าง



Create Date : 22 กันยายน 2549
Last Update : 22 กันยายน 2549 13:07:52 น. 35 comments
Counter : 520 Pageviews.

 
โห.... เขียนเรื่องนี้ ราวกับนั่งอยู่ในใจอยู่จุอีกแล้ว ทำไมเราถึงได้คิดอะไรเหมือนกันได้หลายๆ เรื่องนะ

เรื่องประชาชนเข้าไปถ่ายภาพกับทหารนี่...แม้มันเป้นภาพที่น่ารัก แต่ก็ อันตรายอยู่ในที เพราะเขากำลังปฏิบัติหน้าที่..

ทุกคนมีหน้าที่ น่าจะเคารพหน้าที่ของกันแระกัน


ถ่ายรูปไม่ผิดหรอก แต่ถึงขนาด ไปใกล้ชิดแบบนั้น ค่อนข้างอันตราย กับทหารนะ ถ้ามือที่ 3 แฝงมาพร้อมกันหลายๆ จุด อะไรจะเกิดขึ้น ทหารพวกนั้นแหละ ที่จะต้องรับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้น

พูดยังงี้ ก็จะหาว่า... คนไทยไม่ทำอะไรอย่างนั้นหรอก เพราะคนไทย ใจดี จะกีดกันจะห้ามปราม ก็จะมองว่า ทหารเผด็จการ ส่วนหนึ่งก็จะถูกค่อนขอดเอาได้ว่า ประชาชนชื่นชมเขาถึงแสดงออกอย่างนั้น หาว่าเราคิดมากไปอีก


ทุกอย่างมันก็มี 2 ด้านทั้งนั้น แต่ทุกอย่างก็เอาแต่พอเหมาะ พอควรเถิด


แวะมาบ่นมั่ง จุเขียนเองมันไม่ได้ดีอย่างนี้นี่


โดย: กระจ้อน วันที่: 22 กันยายน 2549 เวลา:13:53:18 น.  

 
ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งค่ะสำหรับการมองอีกด้านในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง... ยอมรับว่าเราเองก็ไม่ได้คิดถึงมุมที่คุณพูดถึง แต่ก็ยอมเปิดใจค่ะว่าก็น่าเป็นห่วงเล็กน้อยว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบที่ไม่สามารถควบคุมได้ก็น่ากลัวอยู่เหมือนกัน ...


ก็ได้แต่หวังค่ะว่า เรื่องผิดพลาดที่คิดถึงอยู่จะไม่เกิด เพี้ยงงง


โดย: JewNid วันที่: 22 กันยายน 2549 เวลา:14:22:33 น.  

 
อ่านที่อาจารย์เขียนแล้ว มองเห็นภาพชัดเจนเหมือนมีภาพถ่ายอยู่ตรงหน้าเลยค่ะ
อาจารย์ช่างคิด ช่างสังเกต

ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตัวเอง แต่มองผ่านสื่อต่าง ๆ
คิดว่าทั้งหมดนี้อยู่ที่การอบรมสั่งสอนตั้งแต่เด็ก
ให้คนรู้จักกาลเทศะ รู้ว่าเวลาใดควรทำอะไร
อย่ามองอะไรเป็นเล่นไปหมด เหมือนประมาทต่อชีวิต
ความหายนะอาจตามมาได้

เราครูอาจารย์ต้องช่วยกันอบรมเด็กของเราให้ดีนะคะ
เดี๋ยวพรุ่งนี้จะแอบไปดูร่องรอยในเมืองหลวงมั่ง
ไม่รู้ว่ายังอยู่หรือเปล่านะคะ



โดย: ซออู้ วันที่: 22 กันยายน 2549 เวลา:14:27:24 น.  

 
สวัสดีค่ะฝนแวะมานั่งอ่าน (จนจนเลย) ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่เมืองไทย ก็เลยไม่ค่อยได้รู้ถึงความเคลื่อนไหวอะไรมาก แต่ถ้าเป็นข่าวครึกโครมอย่างเช่น เรื่องการปฏิวัติฝนก็พอรู้เรื่องบ้างน่ะค่ะ ฝนก็เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณเล่ามานะคะ และก็โชคดีมากที่ว่าทุกอย่างออกมาในแบบที่ไม่มีคนบาดเจ็บ แต่ถ้าหากว่ามันตรงกันข้าม ทุกคนก็คงจะรู้สึกแย่น่าดู ตอนที่ฝนรู้เรื่องแรกๆ ก็หวั่นๆ ค่ะว่าจะมีการฆ่ากัน ยิงกัน คนบริสุทธิ์จะต้องมาเป็นแพะรับบาปหรือเปล่า แต่สุดท้ายลงเอยแบบนี้ก็โล่งอกค่ะ


ฝนเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมาก ฝนไม่เคยคิดในแง่ลบกับใคร ไม่เคยระแรงใคร ไม่เคยคิดร้ายกับใจ จริงจัง จริงใจ และเปิดเผย ตอนนี้ฝนก็เลยกำลังโดนรังแกค่ะ สองสามวันมานี้ฝนก็มีเซๆ ไปบ้างก็เลยออกมาพูดถึงความในใจ พูดแล้วก็สบายใจขึ้น แต่บางคนเค้าก็ยังไม่หยุดตอแยค่ะ ฝนก็เลยขอเลี่ยงมาซะดีกว่า นานาจิตตัง น่ะค่ะ


ดีใจนะคะที่แวะไปทักทายฝนที่บล๊อก


โดย: Malee30 วันที่: 22 กันยายน 2549 เวลา:15:56:41 น.  

 
เฮ้อ ชีวิตอยู่ในความประมาท
ต้องเกิดเรื่องซะก่อน ถึงจะรู้สึกกันไงคะ


โดย: mungkood วันที่: 22 กันยายน 2549 เวลา:19:31:41 น.  

 
รถในกรุงเทพช้ากว่าปรกติเรายืนยัน


โดย: somnumberone วันที่: 22 กันยายน 2549 เวลา:20:09:19 น.  

 



โดย: stawahna (stawahna ) วันที่: 22 กันยายน 2549 เวลา:22:13:49 น.  

 
ผมว่าจริงทีเดียว
เรื่องการไปถ่ายรูปกับรถถังอย่างงั้นอย่างงี้ นี้เป็นสิ่งที่กระทบต่อจิตวิทยามวลชนได้อีกทางนึงเหมือนกัน


โดย: ShadowServant วันที่: 23 กันยายน 2549 เวลา:4:07:23 น.  

 
สงสัยอยู่บ้าง ว่าอะไรทำให้คนไทยไม่กลัวทหารเหมือนเคย


โดย: rebel วันที่: 23 กันยายน 2549 เวลา:9:03:49 น.  

 




สวัสดีตอนเช้าของ เนเธอร์แลนด์ นะจ้า



หากว่าเธอมอง Blog เธอในตอนนี้
จะเห็นว่ามีดอกทิวลิปสวยๆมอบให้
และหากว่าเธออ่านข้อความข้างล่าง
ก็จะเห็นว่า มีความคิดถึง ห่วงใยมาให้เธอ



** ขอให้มีความสุขในวันหยุดพักผ่อนนะจ้า **


ถ้าเป็นนัทน๊า นัทก็จะเอาดอกไม้ไปมอบให้เหมือนกันอะ..แต่ไปมะได้ได้แต่ส่งใจไปให้เป้น
กำลังใจแด่ผู้ปฏิบัติ หน้าที่ทั้งหลายอะจ้า

ปล. เค้าใส่ร้องเท้าไม้นั่นเฉพาะใช้ในสวนอะจ้า แต่นัทคิดว่ามันก็เจ็บบนะ ไม้ทั้งแท่งอะ..


โดย: จอมแก่นแสนซน วันที่: 23 กันยายน 2549 เวลา:13:23:13 น.  

 
อาจารย์ขา ตอนที่อิชั้นเห็นภาพนั้น ความคิดแรกคือ น่ารักดี ความคิดต่อมาคือ เอ..แต่มันอันตรายนะ ก็ได้แต่นึกในใจว่า ขออย่าให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นเลย เพราะอย่างน้อยภาพพวกนี้ มันก็ทำให้สถานะการณ์ผ่อนคลายได้เยอะเหมือนกัน

มันก็ขัดแย้งกันอยู่ในใจค่ะ แต่ก็ไ่ม่ได้คิดอะไรมาก เพราะบอกแล้วว่า อิชั้นอ่ะมันเป็นพวกเฮฮาไร้สาระค่ะ คิดไรมากๆไม่ได้ ปวดหัวววววว


โดย: P.Ta วันที่: 23 กันยายน 2549 เวลา:20:17:03 น.  

 
จุแวะมาพูดคุยด้วย ในฐานะที่มีมุมองที่คล้ายคลึงกัน

ตั้งแต่บล็อกแรกๆ ที่เราคุยกัน


อาจจะเป็นเพราะว่า เรารุ่นเดียวกัน ทัศนคติ จึงไม่ต่างกันนัก บางที อึดอัดใจ ก็อยาก จะไปจับเข่า นั่งซดเหล้ากันนั่นเทียว


อยากบอกว่า ทุกคอมเมนท์ที่แวะไปเยี่ยมเยียนจุนั้น จุดีใจมาก และ บางคอมเมนท์ จุ ถึงกับนั่งอึ้ง และร่ำน้ำตา
แต่อย่ารู้เลยว่า คอมมเนท์ไหน


คุณมีมุมมองแปลก แต่เป็นความแปลกที่อยู่ภายในเหตุผลสนับสนุนที่พร้อมจะเชื่อตามเสมอ

ดีใจที่ได้พูดคุยกับคุณค่ะ


โดย: กระจ้อน วันที่: 24 กันยายน 2549 เวลา:3:35:55 น.  

 
เป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าคิดทีเดียว
อาจจะเป็นความโลงใจในระดับแรกมั้งคะ เลยเกิดอาการตื่นเต้น
แต่ เฮ้ออออออ เห็นที กระทรวงศึกษา คงจะต้องทบทวนบทเรียนที่ว่า ด้วยจริยธรรม ในโรงเรียนเสียใหม่แล้วละค่ะ


โดย: นางกอแบกเป้ วันที่: 24 กันยายน 2549 เวลา:9:51:21 น.  

 
เกี่ยวกับปรากฎการณ์นี้ตัวผมเองค่อนข้างมองในแง่ดีนะ ชอบที่จะให้เป็นอย่างงี้ ถึงแม้มันอาจจะเป็นการไม่ใส่ใจผู้อื่นไปบ้างก็ตาม ปกติเพื่อน(ชาวต่างชาติ) ส่วนใหญ่ของผมก็บอกว่าชอบคนไทยที่เป็นแบบนี้นะ แปลกดี แต่บางเราก็ทำอะไรก็ดูเหมือนจะเอาแต่ใจ อยากให้คิดอะไรให้เยอะๆและรอบคอบหน่อย ยังไงก็ขอให้ไม่มีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นอีกก็แล้วกันนะ...


โดย: A_Mong วันที่: 25 กันยายน 2549 เวลา:9:33:40 น.  

 
อาจารย์คะ ได้ไปเห็นเมืองหลวงด้วยตาตนเองแล้ว
เห็นรถถังแถวสะพานพระปิ่นเกล้า เพราะรถ 80 ผ่านทางนั้น
ยังเห็นคนเอาดอกไม้ไปปักอยู่ในแจกันบนรถถังเลยค่ะ
แล้วบางคนก็เอาขนม เอาผลไม้ไปให้ บางคนก็ถ่ายรูป
ทุกอย่างเป็นจริงอย่างที่อาจารย์เขียนไว้

แต่มองอีกแง่มุมหนึ่ง นี่คือน้ำใจของคนไทย
จะเห็นใจคนที่ทำเพื่อประเทศชาติ ก็เลยมีน้ำใจนำสิ่งของไปช่วยเหลือ
แต่ที่แปลกอย่างหนึ่งคือ ที่ป้อมตำรวจ ไม่มีตำรวจอยู่ มีแต่ทหาร
ตำรวจไปไหนหมดคะนี่?


โดย: ซออู้ วันที่: 25 กันยายน 2549 เวลา:15:14:56 น.  

 
เห็นด้วยที่ว่ารื่นเริงโดยไม่รู้กาลเทศะ เหมือนไม่มีวุฒิภาวะ


โดย: H2O ME'4 IP: 203.155.64.3 วันที่: 25 กันยายน 2549 เวลา:18:21:05 น.  

 
เรื่องแรก ตอนเห็นครั้งแรกก็รู้สึกแหม่งๆ นะ แต่พอเห็นว่ามันมีผลต่อความรู้สึกของ "คนอื่น" ทำให้รู้ว่าคนไทยไม่ได้รู้สึกเลวร้ายกับปฏิวัติครั้งนี้ ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศก็โอเค หยวนๆ แต่พอมาอ่านบล็อกนี้ก็ทำให้ระแวงขึ้นมาว่า เออ..มันก็เป็นไปได้เนาะ


ส่วนเรื่องสะพาน เห็นด้วยร้อยเปอร์เซนต์ค่ะ

จขบ.จะอ่านมั้ยหละคะ? สำหรับกรณีฆาตกรรมฯ น่ะค่ะ เดี๋ยวเราจะได้ขึ้นคิวยืมไว้ให้ค่ะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 25 กันยายน 2549 เวลา:19:57:48 น.  

 


โดย: อย่ามาทำหน้าเขียวใส่นะยะ วันที่: 26 กันยายน 2549 เวลา:10:32:27 น.  

 
เห็นข่าวหน้าหนึ่งของ นสพ.เดลินิวส์ วันนี้ ปรากฏว่า งานมหกรรมโชว์รถถังก้าวไปอีกขั้นหนึ่งแล้วครับ คราวนี้มีหางเครื่องมาเต้นด้วย...

แดนเซอร์สาวโผล่เต้นหน้ารถถัง! อ้าง 'ททบ.5' ส่งมาถ่ายมิวสิกฯ





ก็ว่ากันไป...



โดย: คนทับแก้ว วันที่: 26 กันยายน 2549 เวลา:13:52:38 น.  

 
ไม่ขอวิจารณ์แล้วกันครับ
เรื่องนี้

รู้แต่ว่า พอมีข่าว "ยึดอำนาจ"
ผมติดตามข่าวทางทีวี ทางอินเตอร์เนต
ก็ยัง พอรู้สึกรับได้

แต่วันที่ 21 ออกมาทำงานตามปกติ
เห็น ทหารตัวเป็นๆ ยืนอยู่ตามพื้นที่ต่างๆของ ก.ท.ม.
ความรู้สึกบอกตัวเองทันทีเลยว่า... ไม่ชอบว่ะ

เหตุการณ์ครั้งนี้ ก็คงเข้าทำนอง ได้อย่างเสียอย่าง ครับ
ก็ภาวนาว่า "กงล้อประวัติศาสตร์" คงไม่ย้อนรอย เหมือนเหตุการณ์ตอน รสช.ยึดอำนาจ รัฐบาล น้าชาติเมื่อปี 33 นะครับ

ที่ตอนแรกๆ ชาวบ้านก็ออกมาสนับสนุนให้กำลังใจ คณะผู้ก่อการ
โดยที่ไม่มีใครคิดมาก่อนว่า หลังจากนั้นมันจะเกิดเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ตามมา

ย้ำอีกทีว่า โดยส่วนตัวผมแล้ว ไม่เคยชอบ "การยึดอำนาจ" แบบนี้เลยครับ

แค่ พ่อแม่ พาลุกๆ ออกมาถ่ายรูปกับทหารกับรถถัง
เหมือนเทศกาลวันเด็ก ประจำปีรอบที่สอง ก็เกินพอแล้ว

แต่พอมาเห็น รูปสาวๆมาเต้นให้กำลังใจ ทหาร
บนหน้า 1 นสพ.ฉบับ นึง(ใน คห.19) แล้ว
บอกไม่ถูกเหมือนกันว่า.. อะไรกันนี่

เฮ้ออ สงสัยผมจะคิดมากไปแล้วแน่ๆ

ป.ล.
สาวเวียด บริโภคผักกันเก่งๆจริงๆครับ
เคยเจอสาวเวียดคนนึง มาเรียน โท ที่ เมกา
ร่วมวงกินมื้อเย็นกัน
เธอเห็นใคร ไม่ค่อยกินผัก เธอจะแสดงความจำนงว่า
ผักในจานคุณขอฉันนะ
แล้วก็เอาตะเกียบ โดยไปจากจานเค้าหน้าตาเฉยเลย เหอ เหอ


โดย: กุมภีน วันที่: 26 กันยายน 2549 เวลา:16:58:57 น.  

 
ก็คลิกไปที่บล็อก Lend it forward ของเราค่ะ (ก็กรุ๊ปบล็อกที่อยู่หน้าปัจจุบันนี่แหละค่ะ เพียงแต่เป็นบล็อกก่อนหน้านี้อะค่ะ) แล้วแจ้งไว้

เดี๋ยวเราจะขึ้นคิวไว้ให้ คนที่อ่านก่อนคุณคนทับแก้วพออ่านจบก็จะส่งไปให้ค่ะ

เสียแค่ค่าใช้จ่ายในการส่งคืนเจ้าของ หรือ ส่งไปให้คิวต่อไปแค่นั้นค่ะ แต่ต้องรักษาสภาพหนังสือนิดหนึ่งนะคะ (จริงๆ ถ้านิดๆ หน่อยๆ เราก็ไม่ได้ซีเรียสหรอกค่ะ อย่าให้มันเยินมากๆ แล้วกันค่ะ)


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 26 กันยายน 2549 เวลา:18:50:19 น.  

 
ตอนนี้เกาะช้างก็ไม่น่าจะเลวร้ายมากน่ะค่ะ
เพียงแต่ รีสอร์ทมันขึ้นมาเยอะเป็นดอกเห็ด อิอิ


โดย: mungkood วันที่: 26 กันยายน 2549 เวลา:19:07:28 น.  

 
ทดสอบ


โดย: ju IP: 125.24.144.164 วันที่: 27 กันยายน 2549 เวลา:4:57:38 น.  

 
ขี้เกียจล็อคอินนะคะ เลยทดสอบไปก่อน

เมื่อวานได้เข้าไปคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็น "ครู"ของจุ
ดร.จิราภรณ์ สถาปนวรรธนะ

เราคุยกันหลายเรื่อง และ ได้พูดคุยกันถึงเรื่องนี้

จุถามทัศนคติ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และรู้สึกผะอืดผะอม กับ แดนซ์เซอร์พวกนั้น บอกตรงๆ ว่ารับไม่ได้ เขาใช้อะไรคิด หรือว่า สมอง มันไปอยู่ช่วงล่างหมด

ลำพัง มาให้ดอกไม้ ถ่ายรูปนี่ ก็...น่าจะเพียงพอแล้ว


มาเล่าถึง สิ่งที่อาจารย์คุยกับจุดีกว่า


เอาแบบสรุปๆ เลยละกันนะคะ เพราะคงถ่ายทอดออกมาไม่หมด ความจำจุสั้น

อาจารย์จิ มองว่า นี่คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น อันเนื่องมาจากความรู้สึกของ ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ ของกรุงเทพฯ ต้องการ "พื้นที่ทางสังคม" อะไรก็ได้ที่ได้แสดงออก พวกเขาก็จะขับเคลื่อนไป มองไปลึกๆ แล้ว ชนชั้นกลาง หรือคนในกรุงเทพฯ แสวงหา พื้นที่สำหรับพวกเขา ในการแสดงออก ในการปลดปล่อย พักผ่อน เพราะพื้นที่ในกรุงเทพฯ ไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ หรืออะไรก็ตามแต่ ประกอบเข้ากับ คนไทย ไม่นิยม การผูกพันอะไร ไม่ชอบเป็นสมาชิก ไม่ชอบสมัคร ไม่อยากทำเป็นสมาคม คือ อะไรก็ได้ ที่ทำแล้วจบๆ ไป นั่นละคนไทย เช่นทำบุญ แล้วจบๆ ไป ไม่ผูกพัน ต้องเป็นทุน เป็นอะไรที่ต่อเนื่อง

เพราะงั้น การที่รถถังเคลื่อนมา ก็มีอาการเหมือนอย่างที่เห็น

แน่นอนว่า ชนชั้นกลางใน กรุงเทพฯ ไม่ชอบทักษิณ แต่ลึกๆ เขาก็แสวงหาพื้นที่ว่าง อุ้ม ลูก จูงหลาน มาเที่ยว มาแสดงออก เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ที่ไม่ต้องเสียเงิน มาเดินชม มาแสดงทัศนคติ อะไรมันก็เหมาะไปหมด กับพื้นที่ว่างของสังคมตรงนี้


อาจารย์เขามองถึง แรงผลักดันภายในที่มี มองลึกลงไป ถึง การนัดชุมนุม การเข้าฟังการจัดเวทีของสนธิ นั่นเพราะ พวกเขาต้องการพื้นที่ทางสังคม ที่เหมาะกับพวกเขา แต่เดี๋ยวก็เลิก และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะกลุ่มคนกลุ่มนี้ ไม่ชอบอะไรที่จำเจ และหยุดนิ่ง หรือครอบงำ

สรุปอีกทีว่า

การถ่ายรูปกับทหาร การเที่ยวดูรถถัง ถ่ายรูป มันก็คือปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของสังคม ที่เป็นผลมาจากการความรู้สึกส่วนลึกในแสวงหาพื้นที่ทางสังคมของชนชั้นกลาง


งงมั้ยคะ.. คือ มันก็มีรายละเอียดมากกว่านี้นะคะ เพียงแต่ จุถ่ายทอดออกมาได้แค่นี้


วกมาที่ แดนซ์เซอร์อีกที... สิ่งนี้ คือ สิ่งที่จุกลัวตั้งแต่ต้น เพราะอะไรที่มันมากเกินไปนี่...มันสุดทนนะ


โดย: ju IP: 125.24.144.164 วันที่: 27 กันยายน 2549 เวลา:5:15:59 น.  

 




สวัสดีตอนเช้าของ เนเธอร์แลนด์ นะจ้า


รู้สึกไหมว่าลมที่พัดผ่าน
นั่นคือความรู้สึกในใจฉัน
เฝ้าคอยห่วงใยเธอทุกวัน
แถมยังคิดถึงเธอทุกค่ำคืน



** ขอให้มีความสุขกับการทำงานนะจ้า **



โดย: จอมแก่นแสนซน วันที่: 27 กันยายน 2549 เวลา:14:00:19 น.  

 
คุณจุ... ผมอ่านเข้าใจครับ เป็นมุมมองที่น่าคิดเหมือนกัน เรื่องการดิ้นรนหาพื้นที่ที่จะแสดงออกของคนไทย

เว็บบอร์ดหรือการเขียนบล็อกก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการหาพื้นที่แสดงออกเหมือนกันนะ แต่เป็นการแสดงออกทางความคิดเป็นหลัก

เห็นด้วยที่ว่า เอาแต่พอเหมาะพอควรเถอะ พระเดชพระคุณ

นี่เมื่อเช้าเห็นรายการเล่าข่าวรายหนึ่ง เอารูปหน้าหนึ่งของ นสพ. (ฉบับไหนก็จำไม่ได้แล้ว) มาให้ดู ตอนนี้พัฒนาไปถึงขั้นถ่ายรูปแต่งงานคู่กับรถถังแล้ว! โรแมนติคน่าดู!

รอดูต่อไปซิว่าจะพัฒนากันไปถึงขั้นไหน


โดย: คนทับแก้ว วันที่: 27 กันยายน 2549 เวลา:17:15:29 น.  

 
รบกวนเช็คหลังไมค์ด้วยค่ะ


โดย: Malee30 วันที่: 27 กันยายน 2549 เวลา:19:24:58 น.  

 
ลงชื่อที่ตรงนั้นถูกต้องแล้วค่า

เดี๋ยวจะอัพขึ้นคิวต่อไว้ให้นะคะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 27 กันยายน 2549 เวลา:21:38:13 น.  

 
แดนเซอร์ไม่ใช่ททบ.5ส่งมาครับ แต่เป็นวิทยุชุมชนในเครือข่ายของบางคน

เรื่องการเอามือมาถ่ายด้วยผมว่าไม่สมควรจริงๆ ผมถามน้องทหารที่ไปเฝ้าบอกว่าปืนมีลูกนะครับ โป้งป้างมาอันตราย เรื่องเห่อ เฮ้อ ยอมรับครับว่าผมก็เห่อ มาอ่านที่อาจารย์เขียนแล้ว เออเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาจริงๆ


โดย: นายเบียร์ วันที่: 28 กันยายน 2549 เวลา:4:30:23 น.  

 
บอกตรงๆนะ ตอนเจ๊เห็นแดนเซอร์มาเต้น แล้ว ตกใจเลย อารายกันเนี่ย คนอะไร มันจะไร้หัวคิดได้ขนาดนี้
จำได้จากข่าวว่า เป็นของ ศูนย์วิทยุชุมชน ราชภักดิ์ หรือ อะไรเนี่ยแหละ
เฮ้อออออออออ เจ๊ว่าเจ๊สมองตื้นแล้ว น่าจะดีใจที่เจอคนตื้นกว่า แต่กลับตรงกันข้ามนะ


โดย: นางกอแบกเป้ วันที่: 28 กันยายน 2549 เวลา:20:16:23 น.  

 
เห็นภาพจาก คห.19 แล้วรับไม่ได้เหมือนกันค่ะ


โดย: Petit Patty วันที่: 28 กันยายน 2549 เวลา:22:48:48 น.  

 
โอ้ยยยย เห็นด้วยครับ ผมเองรุ้สึกว่ามันมากไปมั้ยที่คนไปทำอะไรแบบนั้นน่ะ ทำไมไม่รู้จักคิดและทำอะรให้มันพอดีๆกันบ้างนะ เห็นแล้วมันไม่น่ารักอะ ผมว่าไม่น่าดูมากกว่า แถมช่วงหลังๆ มีคดยตี้ไปเต้นให้กำลังใจทหารด้วย บ้ารึเปล่าเนี่ย เกิดอะไรขึ้นกับคนไทยเนี่ย


อย่างเรื่องป้าที่กรี๊ดๆตะโกนถวายพระพร คือ นะ เข้าใจว่าแกรักในหลวงนะ แต่ทำไมแกไม่มองกาละเทศะบ้าง ว่าอยู่ในสถานที่อะไร และเวลาอะไร ในสถานการณ์ไหน แก่จนป่านนี้แล้วคงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะคงไม่มีใครสั่งสอนเเกมามั้งครับ เนี่ยคงไม่ต้องนึกถึงลูกหลานเเกเลยว่าจะเป็นยังไง คงไม่ต่างกันหรอก ยีนส์ด้อย ยังไงมันก็เป็นยีนส์ด้อยครับ


น่าเบื่อจริงๆครับ ผมจึงเลือกที่จะไม่ออกไปไหน ขอนั่งทำงานที่บ้านอย่างสบายใจตามประสาผมดีกว่า แม้จะเครียดเรื่องงาน ก็เป็นความเครียดของตัวเองที่เมื่อสะสางและแก้ได้(ซึ่งก็เเก้ได้เสมอ)ความเครียดนี้ก็จะหายไป


แต่เมื่อออกไปข้างนอก ต้องเจอพวกมนุษย์ที่ไร้สำนึกทั้งหลาย ที่ทั้งจอดรถซ้อนเลน คิดจะปาดก็ปาด คิดจะจอดรถคุยกันก็จอด จะเลี้ยวก็เลี้ยว แล้วก็มานั่งพูดว่า ชั้นจะทำแล้วทำไม ไม่มีใครเดือดร้อน ไม่มีใครเดือดร้อนอีกหรือนี่ เฮ้อ แย่ๆๆ แบบนี้เครียดกว่าครับ เพราะเครียดที่ว่า มันแก้ไมได้


นิสัยแบบนี้ติดตัวคนไทยหลายๆคนจริงๆ นิสัยที่แทบจะเป็นสันดาน ความง่ายๆจนเป็นความมักง่าย จนกลายเป้นความเห็นแก่ตัว น่าเป็นห่วงครับ ประเทศเราจะเป็นยังไง ในเมื่อคนส่วนใหญ่เป็นซะแบบนี้


โดย: พ่อน้องโจ วันที่: 28 กันยายน 2549 เวลา:22:56:25 น.  

 



Happy Friday นะจ๊ะ



โดย: อย่ามาทำหน้าเขียวใส่นะยะ วันที่: 29 กันยายน 2549 เวลา:10:44:27 น.  

 
กรุงศรีอยุธยา ไม่สิ้นคนดี

แต่

กรุงรัตนโกสินทร์ หาคนดี ได้ยังหว่า?


โดย: กระจ้อน วันที่: 30 กันยายน 2549 เวลา:11:03:47 น.  

 

สวัสดีตอนเช้าของ เนเธอร์แลนด์ นะจ้า






** ขอให้มีความสุขกับวันหยุดพักผ่อนนะจ้า **



โดย: จอมแก่นแสนซน วันที่: 1 ตุลาคม 2549 เวลา:13:08:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

คนทับแก้ว
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






ศิลปิน: เฉลียง
เพลง: หวาน
ชุด: ปรากฏการณ์ฝน
ปี: 2525



Friends' blogs
[Add คนทับแก้ว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.