"The single best way to grow a better brain is through challenging problem solving." - Eric Jensen (1998), Teaching with the Brain in Mind
Group Blog
 
<<
มกราคม 2549
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
13 มกราคม 2549
 
All Blogs
 
แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้จากไป โดย พิษณุ นิลกลัด

ผมเพิ่งไปอ่าน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2549 ในคอลัมน์คลุกวงใน เขียนโดยคุณพิษณุ นิลกลัด

ผมอ่านแล้วนึกถึงสองเรื่อง คือ เรื่องการคิดในทางที่ดีหรือคิดในแง่บวก และเรื่องความสมถะ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกับความพอดีหรือความพอเพียงที่เราพูดถึงกันอยู่

ผมไม่ทราบว่าท่านที่คุณพิษณุกล่าวถึงนั้นคือใคร (การที่คุณพิษณุไม่ลงชื่อ ผมเข้าใจว่าเป็นความตั้งใจที่จะทำอย่างนั้น) แต่ผมเห็นว่าเรื่องราวน่าสนใจดีจึงขอวิสาสะนำมาเผยแพร่ต่อครับ

สัปดาห์หน้าถ้ามีเวลา ผมจะมาชวนไปฟังเพลงครับ



คลุกวงใน

พิษณุ นิลกลัด

แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้จากไป

สัปดาห์สุดท้ายของปี 2548 ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขามายาวนาน 30 ปี

ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทนักรักใคร่เสมือนญาติ

ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันเขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่าสวดสามวันแล้วเผา ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้ ทุกคนต้องมีวันนี้ เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน

แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง สวดสามวันเผา

งานสวด 3 คืนมีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คนคือเมีย ลูก หลาน เขย สะใภ้ และผมซึ่งเป็นคนนอก

เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟังสวด

วันเผามีเพิ่มเป็น 17 คน สามคนที่เพิ่มเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็นคนหนึ่ง

เป็นแม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อนใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบคนหนึ่ง

และคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น

ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน

หลังฌาปนกิจพระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่าเจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวดพระอภิธรรมแล้วหรือยัง

พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก

จริงๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์ ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุที่ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย แต่ด้วยความที่รักและศรัทธา อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือนร้อน - แม้กระทั่งวันตาย



ผมสนิทกับเขาเพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบ ไม้ เมืองเดิม ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอและวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้

เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้ พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา

การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปีทำให้ได้แง่คิดดีๆ มาใช้ในการดำรงชีวิต

วันหนึ่งเขารู้ว่าขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท เขาปลอบใจผมว่า "ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์"

เขามีวิธีคิด "เท่ๆ" แบบผมคิดไม่ได้มากมาย

เป็นต้นว่าสุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร

คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข ช่วงปีสุดท้ายของชีวิตเขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาต์ และไตทำงานเพียง 5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น แถมยังสามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะไปด้วยตลอดเวลาเนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้

6 เดือนสุดท้ายของชีวิตต้องนอนโรงพยาบาลสามวันนอนบ้านสี่วันสลับกันไป เวลาลูกหลานหรือเพื่อนของลูกรวมทั้งผมด้วยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที แต่ 10 นาทีที่พูดมีแต่เรื่องสนุกสนานเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้ ทุกคนพูดตรงกันว่า "คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม"

พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่าทำไมคุยแต่เรื่องตลก

เขาตอบว่า "ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก"

เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คนไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่

บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุยไม่จบเรื่อง แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์ !



4เดือนสุดท้ายของชีวิตแพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์นจนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนกแนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อยกลับบ้าน

แต่อยู่ได้ 4 วันเขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน

หมอซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอม เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า "ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ ผมอยากฟังเสียงนกร้อง คุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร เพราะพอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน"

หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้าน แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง

1 เดือนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือกะพริบตา แต่แพทย์บอกว่าสมองของเขายังดีมาก เวลาลูกเมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า "ถ้าได้ยินพ่อกะพริบตาสองที"

เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง !

เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย

เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้ นี่กระมังที่เรียกว่าถูกขังในร่างของตนเอง



สิบวันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า "พ่อสู้นะ"

เขาไม่กะพริบตาซะแล้วทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า "สู้"

เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า "คุณลุงแกสู้จริงๆ"

ตอนที่วางดอกไม้จันทน์ ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า "โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย"



Create Date : 13 มกราคม 2549
Last Update : 13 มกราคม 2549 12:49:17 น. 37 comments
Counter : 622 Pageviews.

 
ดีจังเลยค่ะ ได้อ่านเรื่องดีๆ ก่อนนอน


โดย: jaa_aey วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:9:19:40 น.  

 
ขอบคุณค่ะ ที่นำมาให้อ่าน


โดย: ตะวันสีชมพู วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:9:21:15 น.  

 
ชอบคำที่คุณพิษณุใช้นะคะ เขียนได้ดีจัง ตอนท้ายๆเศร้าจังเลยค่ะ
ไม่รู้จักว่าชายชราผู้นี้เป็นใคร แต่ก็รู้สึกได้นะว่าเค้าเท่ห์จริงๆ ถ้าเราคิดได้แบบคุณลุงคงจะดีไม่น้อยค่ะ


โดย: เฉลียงหน้าบ้าน วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:9:35:13 น.  

 
ได้อ่านเรื่องดีๆมีสาระแต่เช้า รู้สึกดีมากเลย
ขอบคุณน่ะค่ะ


โดย: louk@tal วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:9:40:03 น.  

 
หวัดดีครับ..

อ้าวแฟน มติชนสุดสัปดาห์เหมือนกันเลย..

เรื่องนี้ผมก็อ่านนะ...อ่านแล้วนึกถึงตอนไปเฝ้าไข้คุณตาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ

ท่านป่วยด้วยมะเร็งในเม็ดเลือดขาว..เห็นการรักษาแต่ละวันแล้วทรมานใจจริงๆครับ..

แต่ละวันคุณตาจะคุยกับคุณยาย คุยกับน้าๆและแม่ของผมว่า..เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน อยากกลับบ้าน...

แล้วคุณตาก็ได้กลับบ้าน..ในช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือนหลังจากเข้ารับการรักษาด้วยอาการมะเร็งขั้นที่ 3 .. โดยที่ไม่เคยเจ็บป่วยมาก่อนแต่อย่างใด..แต่คุณตาของผมกลับบ้านโดยไร้ลมหายใจ....


โดย: กุมภีน วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:10:26:04 น.  

 
ซึ้งกับเรื่องมากจนน้ำตาไหลเลยค่ะ รักและชื่นชมท่านจริง ๆ คุณตาเป็นคนมีธรรมะในใจ สามารถหาความสุขบนความทุกข์ที่ได้รับได้ หาได้ยากยิ่งนะคะคนแบบนี้ แม้กระทั่งจะจากไปท่านก็ยังมีใจสู้ เรื่องอย่างนี้น่าที่จะเผยแพร่ให้คนรุ่นหลังได้อ่าน จะได้เกิดกำลังใจ ไม่ท้อแท้กับชีวิต นี่ตอนแก่ยังไม่รู้ว่าเราจะทำได้หรือเปล่า ขนาดยังไม่แก่ เรายังทำไม่ค่อยได้เลย
คืนนี้จะเขียนเรื่องใหม่ค่ะอาจารย์


โดย: ซออู้ วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:11:02:49 น.  

 
อ่านเรื่องนี้แล้วชอบมากเหมือนกันค่ะ

อยากจะทำได้อย่างบุคคลในเรื่องบ้างนะคะ


โดย: rebel วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:11:27:08 น.  

 
เรื่องนี้ดีมากเลยค่ะ คุณตาเป็นคนที่น่านับถือและยกย่องมีข้อคิดในชีวิตที่ดี ขอบุณ คุณทับแก้ว ที่นำข้อเขียนของคุณวิษณุ นิลกลัดมาเผยแพร่ให้อ่านค่ะ


โดย: เตย (terrynop ) วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:13:26:16 น.  

 
ทุกท่าน... ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านแล้วรู้สึกชอบนะครับ ผมชอบเวลาที่คุณพิษณุเขียนหนังสือหรืออ่านสะเก็ดข่าว ผมว่าแกเป็นคนอ่านเยอะรู้เยอะ เวลาเขียนหนังสือออกมาแล้วจะดูดีครับ ส่วนเวลาอ่านสะเก็ดข่าว แกก็จะหยอดมุขเล็กๆ น้อยๆ พองาม บางเรื่อง ถ้าเรื่องมันมีมุขในตัวของมันอยู่แล้ว แกก็จะจบไปดื้อๆ เลย

แปลกใจก็เฉพาะเวลาที่พากย์กีฬานี่ล่ะครับ แกหนักไปทางสอน ไม่เห็นพอดีเหมือนตอนอ่านสะเก็ดข่าวเลย

คุณกุมภีน... ผมไม่ใช่แฟนแบบติดหนึบของมติชนสุดสัปดาห์หรอกครับ เลือกอ่านบางเรื่องเท่านั้น ว่าแต่... ป้ายท้ายชื่อคืออะไร สงสัยจะเป็นรางวัลจากการโหวตบล็อกแกงแน่เลย ยินดีด้วยครับ

คุณ rebel... มีป้ายรางวัลท้ายชื่อเหมือนกัน ยินดีด้วย ยินดีด้วย แล้วอย่าลืมดูไก่ปีกหักเสาร์นี้ล่ะครับ

ปล. ผมต้องไปต่างจังหวัดวันเสาร์-อาทิตย์นี้ คงจะไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนกัน อย่างไรเสียก็เจอกันวันจันทร์นะครับ


โดย: คนทับแก้ว วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:13:46:35 น.  

 
วันหนึ่งเขารู้ว่า ขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท เขาปลอบใจผมว่า "ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์"

สะกิดใจกับความคิดนี้เลยครับ

คนที่คิดได้แบบนี้ ไม่ธรรมดานะครับ

นับถือเลย

ขอบคุณที่เอาเรื่องราวดีดีมาให้อ่านครับ


โดย: jukklu วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:14:01:26 น.  

 
ได้อ่านจากมติชนสุดสัปดาห์มาเหมือนกันครับ

ผมอึ้งเลยน่ะ

"ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้ ทุกคนต้องมีวันนี้ เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน"

คนที่คิดแบบนี้ได้สุดยอดครับ


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:15:07:43 น.  

 
เดี๋ยวจะเชียร์เผื่อค่ะ
อุ่นเครื่องก่อนแดงเดือด


โดย: rebel วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:15:43:49 น.  

 
เฮ้อ กว่าจะเข้ามาอ่านได้น่ะครับ ถึงตาลายจากงานก็พยายามอ่านให้จบครับ

นับถือคุณลุงจริงๆ นะครับ จริงอย่างที่ท่านว่า คนเราป่วย ถ้าคุยแต่เรื่องป่วย ก็จะทำให้ยิ่งทรุดเข้าไปใหญ่ คนรอบข้างก็ควรจะทำให้บรรยากาศรื่นเริงด้วย คนไข้จะได้มีสุขภาพจิตดี ผมว่าท่านยังโชคดีที่วาระสุดท้ายของชีวิตท่านยังมีภรรยาและลูกๆ อยู่กับท่าน

ประโยคสุดท้าย ยิ่งอ่านยิ่งขนลุก



โดย: T_Ang วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:16:50:07 น.  

 
จุเพิ่งอ่านไปเมื่อ 2-3 วันก่อน อ่านแล้วก็อึ้งๆ เหมือนกัน

เพราะเรียบง่าย

แต่ในความเรียบง่าย นั้น กินใจอย่างที่สุด


โดย: ju (กระจ้อน ) วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:19:04:46 น.  

 
โห...อึ้งค่ะ


ขอบคุณที่นำมาให้อ่านค่ะ เป็นเรื่องราวที่ดีจริงๆ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:21:07:46 น.  

 
โอเล่มาขอบคุณค่ะ

ฝันดีนะค่ะคืนนี้คุณคนทับแก้ว


โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:23:37:01 น.  

 
เป็นแรงกระตุ้นที่ดี
ผมจะขอทำอย่างท่านผู้มีใจแกร่งและมองโลกในแง่ดี เมื่อผมใกล้จะหมดกรรม[hk'

ขอบคุณคับ ถ้าคุณไม่นำมาลงBlog ผมก็คงไม่ได้อ่านงานเขียนเรื่องนี้ของคุณพิษณุ


โดย: yyswim วันที่: 14 มกราคม 2549 เวลา:0:15:20 น.  

 
มาอ่านสิ่งดีๆ และมาขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ




โดย: ป้ามด วันที่: 14 มกราคม 2549 เวลา:9:30:56 น.  

 
คุณลุงเท่จริงๆครับ อ่านแล้วก็หันกลับมามองชีวิตตัวเองในหลายๆเรื่อง

ขอบคุณมากครับที่นำบทความชิ้นนี้มาให้อ่าน ขอบคุณจริงๆครับ


โดย: นายเบียร์ วันที่: 14 มกราคม 2549 เวลา:9:32:03 น.  

 
เค้าคงไม่อยากให้ใครกังวลเรื่องการตายของเค้า

ถ้าเป็นเรา เราก็ไม่อยากให้ใครเศร้ากับการจากไปของเราเหมือนกันนะค่ะ

ใช้ชีวิตแบบมีความสุขนั้นดีที่สุดแล้วค่ะ


โดย: Star in the Sky วันที่: 14 มกราคม 2549 เวลา:16:14:19 น.  

 
Image Hosted by ImageShack.us
ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมนะค่ะ เลยเอาดอกไม้มาฝาก


โดย: erol วันที่: 15 มกราคม 2549 เวลา:17:35:22 น.  

 


อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยครับ


โดย: สตอเบอร์รี่นมเขย่า IP: 202.44.135.35 วันที่: 16 มกราคม 2549 เวลา:11:11:25 น.  

 

จุอยากถามว่า ทำไมใช้เพลงบรรเลงแซกฯ ค่ะ

จุได้ยินแล้วนึกถึง ล็อบบี้โรงแรมทุกที


โดย: กระจ้อน วันที่: 16 มกราคม 2549 เวลา:19:22:25 น.  

 
สวัสดีค่ะอาจารย์ วันนี้วันครู วันรำลึกถึงครูอาจารย์ จึงรำลึกถึงอาจารย์คนทับแก้วอีกคน ขอให้มีความสุขกับงานสอนนะคะ
มารออ่านเรื่องใหม่ด้วยค่ะ


โดย: ซออู้ วันที่: 16 มกราคม 2549 เวลา:21:10:22 น.  

 
เพิ่งมีเวลาใช้เน็ตครับ ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมกันนะครับ

คุณจุ... ที่ผมชอบเพลงบรรเลงที่ใช้แซกโซโฟนคงเป็นเพราะเป็นเพลงบรรเลงที่เคยฟังเป็นแบบแรกมั้งครับ พอฟังมากเข้าก็ไปฟังเพลงบรรเลงที่ใช้เครื่องดนตรีชนิดอื่นเป็นพระเอกบ้าง เช่น กีต้าร์ เปียโน ฯลฯ หรือวงใหญ่แบบออเคสตร้า แต่ก็ยังไม่โดนใจเท่าแซกโซโฟนอยู่ดี

พูดถึงล็อบบี้โรงแรม ผมนึกไปถึงเพลงบรรเลงประเภทฟังเรื่อยๆ เปิดคลอไว้แต่ไม่มีใครตั้งใจฟัง เพลงพวกนี้ฝรั่งเขาเรียกว่า 'elevator music' คือเพลงที่เปิดในลิฟท์ ก็ยังคงเป็นเพลงในโรงแรมอยู่ดี

คุณซออู้... ขอให้มีความสุขในวันครูด้วยเช่นกัน มีทุกวันนี้ได้ก็เพราะครูบาอาจารย์ทั้งหลายนี่แหละครับ เห็นครูบางคนสมัยนี้แล้วมักจะชอบทำตัวเป็นเพื่อนหรือเป็นพี่ของนักเรียนเสียมากกว่าที่จะเป็นครูที่เปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สองของเด็ก (แบบครูไหนที่คุณซออู้เขียนไว้) บางทีก็ดี แต่ผมค่อนข้างอนุรักษ์นิยม ชอบที่จะให้ครูเป็นครูแบบผู้ใหญ่แบบหลังมากกว่า


โดย: คนทับแก้ว วันที่: 17 มกราคม 2549 เวลา:13:43:03 น.  

 
สวัสดีค่ะ

ที่เพื่อนคุณพูดนั้นถูกต้องเลยค่ะ เราเองก็เคยคิดได้อย่างนั้น


แต่ตอนนี้สิ่งที่เคยคิดกับสิ่งที่เป็นอยู่นี่มันคนละเรื่องเลยค่ะ


ขอบคุณที่ไปแลกเปลี่ยนความเห็นกันนะคะ

ตั้งใจว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นการทำความดีอย่างหนึ่งของปีนี้ค่ะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 17 มกราคม 2549 เวลา:15:33:20 น.  

 
ขอบคุณที่แวะไปฟังเพลงบล็อกผมครับ

คงมีแบบนี้เรื่อย ๆ อย่าลืมติดตามกันนะครับ

ป.ล. บล็อกผมยินดีต้อนรับคนตอบยาว ๆ เสมอครับ


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 17 มกราคม 2549 เวลา:15:53:41 น.  

 
อ่านแล้วซึ้งมากเลยค่ะ
อะไรก็ไม่สู้การเข้าใจความจริงของโลกจริงๆ
ุถ้าหากทำได้อย่างคุณตาท่านนี้บ้างก็คงดี

ขอขอบคุณเจ้าของบล็อค ที่เอาเนื้อเรื่องดีๆมาให้อ่านนะคะ
พอได้อ่านตอนกำลังท้อแบบนี้
ก็ทำให้มีกำลังใจขึ้นมาอีกนิดค่ะ


โดย: mungkood วันที่: 17 มกราคม 2549 เวลา:15:56:14 น.  

 
รู้สึกว่าจะได้อ่านแล้ว ชอบมากๆครับ เป็นคนที่มีจิตใจดีและมองโลกด้วยทัศนคติที่ดีมากๆ


โดย: พ่อน้องโจ วันที่: 17 มกราคม 2549 เวลา:22:50:22 น.  

 
แวะมาทักทายครับ


โดย: T_Ang วันที่: 18 มกราคม 2549 เวลา:2:25:27 น.  

 
เดินเข้ามาขอ....add friend' blog นะก๊ะ

แล้วถือโอกาสขออ่านเมนต์ของคนอื่นด้วย

อู้ว์ เขาเมนต์กันดีๆ ยาวๆ คับอาจารย์


โดย: yyswim วันที่: 18 มกราคม 2549 เวลา:9:06:45 น.  

 


สวัสดีตอนเช้าค่ะ

ใช่แล้วคะ รีส เล่นกับ โทบี้ แมคไกวร์ค่ะ


โดย: rebel วันที่: 18 มกราคม 2549 เวลา:9:44:50 น.  

 
คุณ rebel... เพิ่งสังเกต... เพนกวินเล่นเวฟ


โดย: คนทับแก้ว วันที่: 18 มกราคม 2549 เวลา:14:06:28 น.  

 
ขอบคุณค่ะอาจารย์ที่ไปให้กำลังใจเรื่องล่องเรือเที่ยวป่า ยืนยันคำเดิมค่ะว่า นศ.21 ครู 1 ปลัดอำเภอ 1 เจ้าหน้าที่ 4 ผู้ติดตามมาอีก 1 อายุ นศ.เฉลี่ยประมาณ 40 ปี ค่ะ
มารออ่านเรื่องใหม่ด้วยค่ะ


โดย: ซออู้ วันที่: 18 มกราคม 2549 เวลา:15:01:24 น.  

 
จู่ๆ จุก็นึกถึงการตายของตัวเองขึ้นมา

บางทีการตายง่ายกว่าอยู่

จุกำลังจะทำเรื่องขอบริจาคร่างกายให้สภากาชาด

อย่างน้อย...ไม่มีใครยุ่งยากในการทำศพให้จุ เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย โดยใช่เหตุ ทั้งค่าพระ ค่าเผา ค่าดอกไม้ประดับศพ ( ซึ่งจริงๆ แค่เอารูปจุอย่างเดียวก็สวยพอแล้ว)

แต่พอเพื่อนๆ รู้ข่าว และความคิดดีๆ ของจุ ที่จะทำเพื่อคนอื่น มันก็มองจุว่า

1.สายตาแก ยังดีอยู่เหรอ เห็นพร่ามัวจำคนผิดอยู่บ่อยๆ
2.หู แกก็หูหาเรื่องได้ไม่น้อยเลยนะ
3.ตับไต ไส้พุง กระเพาะ และตับ มันคงเสื่อมสภาพไปกับ ความขี้เหล้าเมายาของแก
4.เลือด (ชั่วๆ ) ของแก ขนาดปกติ ไปบริจาคเขายังไม่เอาเล๊ย ( จริงๆ น้ำหนักไม่ถึง ไม่ใช่เลือดชั่วสักหน่อย)

แต่แล้วมันก็บอกว่า

มีสิ่งเดียวที่แกจะบริจาคได้ คือ "หัวใจ" ของแกว่ะ..


ไม่รู้ว่า อย่างนี้ เรียกว่า มันตบหัวแล้วลูบหลัง ใช่มั้ยคะ




โดย: ju (กระจ้อน ) วันที่: 18 มกราคม 2549 เวลา:18:34:40 น.  

 
คุณซออู้... ภายในพรุ่งนี้ได้อ่านแน่ครับ เขียนไว้แล้วแต่ยังไม่เรียบร้อยนัก ง่วงนอนแล้วด้วย เลยขอผัดไปเป็นพรุ่งนี้ดีกว่า

คุณจุ... ผมไปบริจาคมาเรียบร้อยแล้วครับ ตั้งแต่ปี 2540 ไปบริจาคกับแฟนผม ถือเป็นการทำบุญร่วมกัน พอกลับมาบ้านบอกพ่อกับแม่ โดนว่าด้วยความตกใจไปพักหนึ่ง แต่พอพ่อแม่ตั้งสติได้ก็ไม่ว่าอะไรแล้ว บอกว่าก็ดี แค่ตั้งใจว่าจะบริจาคก็ได้บุญแล้ว แต่ถ้าถึงเวลาต้องเข้าโรงพยาบาลจริงๆ ก็ไม่ต้องรีบไปบอกเขานะ เดี๋ยวยังไม่ทันตายสนิทดีก็โดนเลาะเครื่องในไปใช้เสียก่อน

เอาไว้ให้ญาติๆ เป็นคนบอกให้ หลังจากแน่ใจแล้วว่าไปแน่ๆ

ของผมคงจะมีปัญหาแถวๆ ตับกับปอดเท่านั้นล่ะครับ ที่ใช้งานหนักเมื่อสมัยก่อน


โดย: คนทับแก้ว วันที่: 18 มกราคม 2549 เวลา:23:58:55 น.  

 
ให้แง่คิดดีมากคับ เป็นแนวคิดที่ให้ประโยชน์แก่ผู่อ่าน


โดย: คนสุรินทร์ IP: 203.158.201.243 วันที่: 4 ธันวาคม 2550 เวลา:12:42:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
คนทับแก้ว
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






ศิลปิน: เฉลียง
เพลง: หวาน
ชุด: ปรากฏการณ์ฝน
ปี: 2525



Friends' blogs
[Add คนทับแก้ว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.