ฝนเดือนพฤศจิกา November rain



..๏ ฝนเดือนพฤศจิกา


๑.
..๏ ครั้นคราใดได้มองสองตาเจ้า
เห็นรักเราโดนผูกถูกกักขัง
ติดโซ่ตรวนพันธนาการอันรุงรัง
แล้วถูกฝังในจิตติดวังวน

๒.
โอ้คนงาม…ยามข้า ฯ มาอยู่ใกล้
ครั้งคราใดครุ่นคิดจิตสับสน
เจ้าตระหนักหรือไม่ในใจตน
ข้า ฯ คือคนที่รู้สึกนึกเช่นกัน ?

๓.
เพราะไม่มีสิ่งใดในโลกหล้า
พ้นอาญาไตรลักษณ์มักแปรผัน
มิดำรงคงสภาพตราบนิรันดร์
ต่างรู้กันว่าใจไม่ต่างนี้

๔.
ย่อมพลิกแพลงแสร้งสร้างบ้างบุบสลาย
โศกสุขคล้ายย่ำขย่มพลางข่มขี่
ล้วนเปลี่ยนแปลงแห่งนิยามความชั่วดี
ล่วงคืนวันผ่านเดือนปีมีโรยรา

๕.
ดั่งคอยป้องประคองแสงแห่งเทียนน้อย
ลมพัดคอยปกปักษ์เฝ้ารักษา
ในท่ามกลางฝนกระหน่ำ “ ยามพฤศจิกา”
ยากยิ่งพาหนาวเหน็บเจ็บปวดใจ

๖.
เพียงต้องการสมานแผลดูแลจิต
ดึงศรพิษแห่งรักที่ปักใส่
ลบล้างความเจ็บปวดรวดร้าวไป
แต่เข้าใจในสมการด้านสัจจ์จริง

๗.
ว่าคู่ครองต้องประจักษ์รักเหือดแห้ง
อาจเปลี่ยนแปลงแหนงหน่ายทั้งชายหญิง
มีครองคู่คลาดแคล้วแล้วทอดทิ้ง
นี้คือสิ่งสิงสู่คู่ใจคน

๘.
แลไม่มีผู้ใดใครกำหนด
ค้นหาบทสรุปความตามเหตุผล
ว่าใครกันพลันแพ้แลอับจน
ใครคือคนตีจากพรากคนรัก

๙.
หากแม้นเราเข้าใจในเรื่องนี้
หาวิธีคลี่คลายในอุปสรรค
ลดอัตตานุทิฏฐิที่พร้อมพรัก
ข้า ฯ คงจักเบาใจในทันที

๑๐.
เพราะหากรู้อยู่ว่าขวัญตาเจ้า
เป็นของเราตลอดไปไม่หน่ายหนี
ฉะนั้นหากอยากรักข้า ฯ อย่ารอรี
โอ้คนดีอย่าเก็บงำความรักเลย

๑๑.
ด้วยตัวข้า ฯ ขณะนี้มีทุกข์แท้
อาจยอมแพ้เพราะเจ้า ฯ เฝ้านิ่งเฉย
จำพลัดพรากจากผู้คู่ชิดเชย
แล้วลงเอยเสมือนว่าผู้ปราชัย

๑๒.
ฝนกระหน่ำย้ำเตือน “ เดือนพฤศจิกา ”
จนเหน็บหนาวร้าวอุรากว่าครั้งไหน
ฤๅตัวเจ้าเฝ้าปรารถนาทุกคราไป
ว่าหัวใจอยากอ้างว้างอย่างลำพัง ?

๑๓.
บางครั้งเจ้าเฝ้าปรารถนาทุกคราหรือ
อวสานคือความรักถูกกักขัง ?
แท้ที่สุดมนุษยชนคนเรายัง-
ต่างมุ่งหวังประสบสุขทุกผู้คน

๑๔.
ย่อมมีบ้างต่างประสงค์จำนงหมาย
อยู่เปล่าเปลี่ยวเดียวดายคลายสับสน
ในบางคราปรารถนาเป็นเช่นอิสรชน
ใคร่หลุดพ้นพันธนาการด้านสังคม

๑๕.
ข้า ฯ รู้แน่แก่ใจไม่ผิดนัก
อันอุปสรรคกักกุมจิตดังติดหล่ม
แสนยากเย็นจำต้องนั่งหมองตรม
ทั้งขื่นขมเกินกว่าเข้าหากัน

๑๖.
ในเมื่อมวลมิตรสหายคล้ายเสียสัตย์
มีเคืองขัดขุ่นใจใคร่ห้ำหั่น
อยากเอ่ยเอื้อนเตือนใจใคร่ครวญพลัน
ว่าจอมขวัญเหตุไฉนไม่ไยดี ?

๑๗.
คืนวันผ่านกาลพ้นฝนร้อนหนาว
ลืมปวดร้าวทุกข์ใจหรือไม่นี่ ?
ไยต้องตรมระทมทุกข์สุขไม่มี
ชั่วชีวีฤๅประสงค์คงอัตตา ?

๑๘.
ในบางคราข้า ฯ ประสงค์ดำรงกิจ
ทำพูดคิดล้วนตามความปรารถนา
นั่นอาจเป็นชั่วครั้งบางเพลา
อยากเก่งกล้าสู้เสี่ยงเพียงลำพัง

๑๙.
เพียงชั่วครั้งบางคราวก็เท่านั้น
ที่ดื้อรั้นดันทุรังดังคาดหวัง
ทุกผู้คนย่อมติดบ่วงในห้วงภวังค์
บางคราวยังปรารถนาพึ่งซึ่งตนเอง

๒๐.
แล้วตัวเจ้าเข้าใจในสิ่งนี้
หรือยังมีบาดทะจิตคิดข่มเหง ?
เฝ้ากักขังใจตัวให้กลัวเกรง
จนวังเวงว้าเหว่โลเลแล้ว

๒๑.
จงขจัดสลัดทิ้งสิ่งลวงหลอน
ที่ซุกซ่อนสิงสู่อยู่แน่แน่ว
ให้หวาดหวั่นอันตรธานไปไร้วี่แวว
ความเพริศแพร้วจักปรากฏปลดความกลัว

๒๒.
ครั้นไร้ผู้ครหามากล่าวโทษ
ขอจงโปรดลดกลัดกลุ้มที่สุมหัว
จักแจ้งใจในปริศนาครามืดมัว
มองให้ทั่วแล้วพิจารณาหาทางพลัน

๒๓.
เพราะไม่มีสิ่งใดในโลกหล้า
พ้นอาญาไตรลักษณ์มักแปรผัน
มิดำรงคงสภาพตราบนิรันดร์
ทุกสิ่งสรรพ์เป็นประเภทเหตุปัจจัย

๒๔.
แม้สายฝนบนมหรรณพ์อันเหน็บหนาว
แค่ชั่วคราวที่กระหน่ำคำรามใส่
แล้วคืนวันฤดูเวียนจักเปลี่ยนไป
บ่เว้นวสันต์อันหนาวใจใน “ เดือนพฤศจิกา ” ๚ะ๛




Create Date : 25 กันยายน 2549
Last Update : 25 กันยายน 2549 12:48:10 น.
Counter : 424 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

จังงัง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



กันยายน 2549

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
26
29
30
 
All Blog