ธัมมะ ธัมโม โน ธัมมะชะโย
Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2553
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28 
 
16 กุมภาพันธ์ 2553
 
All Blogs
 

พ ร ะ พ า กุ ล ะ (ผู้ไร้โรคา)



ในบรรดาพระอรหันต์ผู้ประกอบด้วยบุญญาภินิหารแล้ว พ ร ะ พ า กุ ล ะ นับได้ว่าเป็นพระอรหันต์อีกองค์หนึ่ง ซึ่งมีประวัติชีวิตความเป็นมาค่อนข้างพิสดาร ผิดแผกแตกต่างไปจากพระอรหันต์องค์อื่น ๆ มากทีเดียว


ได้ลูกในท้องปลา

ในพระนครโกสัมพี ยังมีตระกุลเศรษฐีตระกูลหนึ่ง ได้ให้กำเนิดทางรกน้อยคนหนึ่ง

หลังจากที่ทารกถือกำเนิดมาได้ ๕ วัน มารดาบิดาพร้อมทั้งประยูรญาติจัดแจงทำการมงคลโกนผมไฟและขนานนาม พี่เลี้ยงและนางนมได้พาทารกไปอาบน้ำชำระเกล้าที่แม่น้ำคงคา

ในขณะนั้นเองได้มีปลาใหญ่ตัวหนึ่งแหวกว่ายมาตามกระแสน้ำ เมื่อปลาได้เห็นทารกนั้น ก็เกิดสำคัญผิดคิดไปว่าเป็นอาหาร จึงได้ฮุบทารกนั้นกลืนเข้าไปในท้อง

ท่านได้กล่าวไว้ว่า อาศํยที่ทารกนั้นเป็นผู้มีบุญญานุภาพมาก เมื่ออยู่ในท้องปลาว จึงไม่ได้รับอันตรายแต่ประการใด แม้ความลำบากเพียงเล็กน้อยก็ไม่มี

และอาศัยด้วยบุญญานุภาพของทารก จึงบังเอิญให้ปลากนั้นเดือดร้อน กระวนกระวายเที่ยวกระเสือกกระสนแหวกว่ายไปตามกระแสน้ำ และในที่สุดก็ได้ไปติดข่ายของชาวประมงชาวพระนครพาราณสี

เมื่อชาวประมงนั้นปลดปลาออกจากข่าย ปลานั้นก็ถึงแก่ความตาย เขาจึงเอาปลานั้นไปเที่ยวเร่ร่อนขายตีราคาถึงพันกหาปณะ

ด้วยบุญญาภินิหารแห่งทารกจึงได้ดลใจให้เศรษฐีเมืองพาราณสีรับซื้อปลานั้นไว้ และเมื่อได้แล่ปลานั้นออก จึงได้เห็นทารกนอนอยู่ในท้องปลา

ครั้นเห็นทารกนั้นแล้ว ก็ให้เกิดความรักใคร่ราวกับว่าเป็นบุตรของตน ต่างอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า


“เราได้ลูกในท้องปลา”


เศรษฐีและภรรยาได้เลี้ยงทารกน้อยไว้เป็นอย่างดี


กาลต่อมาเศรษฐีผู้เป็นบิดาและมารดาเก่าทราบเรื่องนั้นเข้าจึงได้ไปสำนักพาราณสีเศรษฐี

พอเห็นทารกนั้นเข้า ก็จำได้ว่าเป็นบุตรของตน จึงขอทารกนั้นคืน แต่เศรษฐีเมืองพาราณสีไม่ยอม

เศรษฐีผู้เป็นบิดา เมื่อเห็นว่าไม่สามารถตกลงกันได้ จึงได้ทุลเกล้าถวายฎีกาต่อพระเจ้าพาราณสีเพื่อให้พระองค์ทรงวินิจฉัยชี้ขาด

พระองค์ได้ทรงวินิจฉัยให้ตระกูลทั้งสองช่วยกันอภิบาลรักษาชุบเลี้ยงทารก โดยให้ผลัดเปลี่ยนกันรับทารกนั้นไปบำรุงเลี้ยงดูในตระกูลของตน ๆ มีกำหนดเวลาคนละ ๖ เดือน

อาศัยที่ทารกถูกชุบเลี้ยงจากตระกูลทั้งสอง ทารกนั้นจึงได้นามว่า “พากุละ” จำเดิมแต่กาลนั้นมา


๗ วันบรรลุ

พากุลกุมารได้รับการอภิบาลรักษาเลี้ยงดูจากตระกูลเศรษฐีทั้งสองอย่างดี จนเจริญวัยใหญ่โตขึ้น

เมื่อพระบรมศาสดาเที่ยวเสด็จไปประกาศพระศาสนาในพระนครพาราณสี พากุลกุมารพร้อมด้วยบริวารพากันเข้าเฝ้า

เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์แล้วเกิดความเลื่อมใส มีความปรารถนาจะบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัย จึงได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทแล้วได้ฟังพระโอวาทที่พระองค์ทรงสั่งสอนในทางวิปัสสนากรรมฐาน

ท่านไม่ประมาท อุตส่าห์พยายามทำความเพียร เจริญสมณธรรมบำเพ็ญวิปัสสนาอยู่ไม่นาน เพียงแค่ ๗ วันก็ได้บรรลุพระอรหัตผล


พระผู้ไร้โรคา

ถ้าจะพูดถึงปฏิปทาของท่านพระพากุลเถระแล้ว ก็นับว่าท่านมีปฏิปทาที่เยี่ยมยอดองค์หนึ่ง เพราะนับตั้งแต่ท่านบวชเข้ามาในพระบวรพุทธศาสนา ท่านก็เคร่งครัดอยู่ใน อรัญญิกธุดงค์ (อยู่ในป่าเป็นวัตร) และ เนสัชชิกธุดงค์ (บำเพ็ญเพียรอยู่ในอิริยาบท ๓ คือ ยืน เดิน นั่ง ยกเว้นนอน)

และถึงแม้ท่านจะประพฤติเคร่งครัดถึงเพียงนั้น แต่ก็ปรากฎว่า ตลอดชีวิตท่านไม่เคยฉันยาและไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยเลย

ตามตำนานท่านกล่าวว่าการที่ท่านเป็นผู้ไร้โรคาพยาธิน้อยนั้น ก็สืบเนื่องมาจากอำนาจบุญกุศลที่ท่าน ได้เคยสร้างเว็จกุฎีและให้ยาบำบัดโรคเป็นทาน

ด้วยเหตุนี้พระบรมศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศว่าภิกษุทั้งหลายในด้านมีโรคาพยาธิน้อย

ท่านพากุลเถระท่านได้ดำรงชนมายุสังขารโดยสมควรแก่กาล ก็ดับขันธ์เข้าสู่นิพพาน


วิสัยผู้มีบุญ

เมื่อท่านได้อ่านประวัติของพระพากุลเถระจบลงแล้ว อาจจะนึกว่า


“เป็นไปได้ยังไง ที่บอกว่าถูกปลาฮุบไป แล้วไม่ตาย”


ครับ ! นี่ก็ต้องยกให้เป็นเรื่องของ บุญญาภินิหารของท่าน ความจริง ... เรื่องเหล่านี้ฟังดูแล้วอาจจะไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าเราพิจารณาดูกันให้ดีแล้ว ก็อาจจะมีทางเป็นไปได้

เพราะพระพากุละ ท่านเป็นผู้ที่ได้สั่งสมบุญบารมีมาแล้วเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ชาติอดีต

มาชาตินี้ ก็จะเป็นชาติสุดท้ายของท่าน คือ ท่านจะได้บรรลุความเป็นพระอรหันต์ หรือจะพูดให้ฟังง่าย ๆ ก็คือ ท่านเกิดมาในชาตินี้ ท่านเกิดมาเพื่อเป็นพระอรหันต์ เพราะบารมีของท่านส่งมาทางนั้น


ฉะนั้น ตราบใดที่ท่านยังไม่ได้บรรลุธรรมวิเศษชั้นสูง จึงเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่ภัยต่าง ๆ ไม่สามารถจะทำอันตรายท่านได้


ท่านพระพากุละถึงแม้ทานจะถือกำเนิดมาในตระกูลของผู้มั่งคั่ง และได้ถูกบำรุงเลี้ยงดูอย่างดีจากตระกูลเศรษฐีถึงสองตระกูลก็ตาม

แต่เมื่อถึงจังหวะ ถึงวาระที่บารมีทางธรรมจะส่งผล ก็มีเหตุให้ท่านได้เข้าเฝ้าพระบรมครูจอมศาสดา และได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระองค์ จนในที่สุดเกิดความเลื่อมใสและขออุปสมบท

ถ้าท่านพากุละบวชเข้ามาเฉย ๆ โดยไม่ได้น้อมนำใจเข้าสู่ทางปฏิบัติแล้ว ธรรมวิเศษก็ย่อมจะไม่บังเกิดขึ้นในจิตใจของท่านแน่

แต่นี่อาศัยที่ท่านได้รับฟังโอวาทที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนในทางวิปัสสนา และน้อมนำมาปฏิบัติ ... ในชั่วระยะเวลาเพียง ๗ วัน ท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตตัดภพ ตัดชาติ ได้ขาดสิ้น



อวิชชาพาวุ่น

การที่สัตว์ทั้งหลายต้องท่องเที่ยวเวียนเกิดเวียนตาย อยู่ในภพภูมิต่าง ๆ นั้น ก็เพราะ อวิชชา ความไม่รู้ตัวเดียวเท่านั้น ที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดภพเกิดชาติ สืบเนื่องไปไม่มีวันสิ้นสุด

ถ้าจะถามว่า “ที่ว่าไม่รู้นั้น ... ไม่รู้อะไร ? ”

ท่านก็แก้ไว้ว่า ได้แก่ ...


- ไม่รู้ทุกข์
- ไม่รู้เหตุที่ทำให้ทุกข์เกิด
- ไม่รู้ความดับทุกข์
- ไม่รู้หนทางที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์นั้น



ที่ว่าไม่รู้ทุกข์นั้นก็คือ ไม่รู้ว่าการกเดมา ไม่ว่าจะเป็นโลกไหน ๆ ล้วนมีความทุกข์ทั้งสิ้น เพราะ ในเมื่อมีการเกิด ... การแก่ การเจ็บ การตาย ก็ย่อมจะติดตามมา

บางคนอาจจะค้านว่า


“โอ๊ย ! ไม่จริงหรอก แล้วอย่างเกิดเป็นเทวดาล่ะ ไม่เห็นมีทุกข์เลย”


ถ้ามีคนค้านแบบนี้ ก็เห็นที่จะต้องย้อนถามไปว่า


“แล้วเทวดาไม่มีทางจุติ (ตาย) หรือ ? ...”


การที่จะต้องจุติกลับมาเกิดอีกนั่นแหละ แสดงถึงลักษณะของความเป็นทุกข์ (ทนอยู่ไม่ได้) อยู่ในตัวแล้ว

ในเมื่อไม่เห็นทุกข์ของการเกิด ไม่รู้ว่าการเกิดเป็นทุกข์ ก็ย่อมทำให้เกิดความสำคัญผิดคิดไปว่า การเกิดเป็นนของดี จิตเลยเป็นตัณหา มีความปรารถนาที่จะกลับมาเกิด เพื่อเสวยสุขจากกามคุณต่อไปอีกเรื่อย ๆ ซึ่งหารู้ไม่ว่านั่นแหละ กำลังปรารถนาที่จะกลับมารับทุกข์โดยแท้

ความไม่รู้ในเรื่องทุกข์นี่เองที่ทำให้จิตสังขารเกิดการปรุงแต่ง สร้างภพสร้างชาติไม่รู้จักจบสิ้น

และในขณะที่ใกล้จะตาย เมื่อจิตดวงสุดท้ายในชาตินี้ได้ถูกกิเลสตัณหาปรุงแต่งไปในอารมณ์ใดก็ย่อมจะน้อมนำให้ไปเกิดตามอารมณ์นั้น ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องแล้วแต่อำนาจแห่ง บุญบาป ที่ได้อบรมมาว่า อย่างไหนจะมีกำลังแรงสามารถเข้าปรุงแต่จิตได้มากกว่า


ถ้าจิตถูกบุญเข้าปรุงแต่งจิตก็ย่อมจะผ่องแผ้ว ยึดเหนี่ยวเอาคติที่ดีไว้เป็นอารมณ์ ... เมื่อตายไปก็ย่อมจะไปปฏิสนธิตามอารมณ์ที่จิตยึดหน่วงไว้

แต่ตรงกันข้าม ถ้าจิตถูกบาปเข้าปรุงแต่ง จิตก็ย่อมเศร้าหมองและสร้างคติที่เลวทรามไว้รองรับ ... เมื่อตายไปก็ย่อมจะไปถือกำเนิดในทุคตินั้น ๆ ตามที่เห็น

นี่ก็เพราะความไม่รู้จักทุกข์ จิตสังขารจึงได้มีการปรุงแต่ง เพื่อจะเกิดใหม่อยู่เรื่อย

และตัวเหตุที่ทำให้ต้องกลับมาเกิดชาติแล้วชาติเล่า ก็มิใช่อะไรอื่นนอกจาก จิตยังมีตัณหา กล่าวคือ ความอยากในอารมณ์

ยังเห็นอารมณ์ต่าง ๆ มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นของน่ารื่นรมย์ใจ จึงได้มีการไขว่คว้าจิตปรารถนาที่จะได้ ที่จะมี ที่จะเป็นอยู่ร่ำไป

ถ้าสิ่งเหล่านี้แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปตาม คติธรรมดา ก็ไม่อยากให้มันเปลี่ยนแปลง อยากที่จะให้มันคงอยู่อย่างนั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตก็ย่อมจะเข้าไปยึดมั่นในอารมณ์ต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะปล่อยวางอารมณ์นั้นได้

เพราะจิตมักชอบส่งออกนอก ไปเที่ยวไขว่คว้าหามายึดมั่นอยู่เรื่อย จวบจนกระทั่งวาระสุดท้าย

แม้จะใกล้ตาย ... จิตอันประกอบไปด้วยตัณหา ก็ยังไขว่คว้าเพื่อจะเกิดใหม่อีก ทั้งนี้ก็เพราะมีรากเหง้าสำคัญอยู่ที่ การไม่รู้จักว่าตัณหาเป็นตัวพาให้คนต้องเกิดมารับทุกข์นี่เอง

เมื่อไม่รู้จักตัวทุกข์ ไม่รู้จักเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ก็เลยทำให้ไม่รู้จักวิธีดับทุกข์ที่แท้จริง ตลอดจนหนทางที่จะพาไปสู่ความดับทุกข์



ปฏิบัติตัดอวิชชา

ชีวิตของหมู่สัตว์ (ผู้ข้อง) ทุกรูปทุกนาม ต่างก็ตกอยู่ภายใต้เงาแห่งอวิชชาดังที่กล่าวมาทั้งสิ้น จึงเป็นเหตุทำให้ต้องท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่าง ๆ

บางคราวก็ไปเสวยสุขอยุ่บนเทวโลก บางคราวก็ไปเสวยความทุกข์อยู่ในนรก หรือบางทีก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ รับผลทั้งสุขทั้งทุกข์ระคนกันไป ...

ชีวิตของหมู่สัตว์ได้เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดระยะกาลยาวนานจวบจนกระทั่ง พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเสด็จอุบัติขึ้นมาในโลก พระองค์จึงได้ทรงชี้ทางแห่งความดับทุกข์ให้พวกเราได้รู้ และได้ประพฤติปฏิบัติตาม

โดยพระองค์ทรงสอนให้เรารู้ รู้จักกำหนดรู้ทุกข์ ให้รู้จัก หลักธรรมดาซึ่งมีอยู่ในโลก อันได้แก่ ความไม่เที่ยง ความไม่ทรงตัว มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และผลสุดท้ายก็ดับไป บังคับบัญชาให้เป็นไปอย่างใจเรานึกไม่ได้ ... เป็นอย่างนี้เหมือนกันหมด ไม่ว่าสิ่งใด ๆ

เมื่อสามารถกำหนดรู้เห็นความจริงได้อย่างนี้ ก็ย่อมจะทำให้จิตใจเกิดความเบื่อหน่าย และเป็นเหตุให้ค่อย ๆ คลายจากความอยากและความยึดมั่นในสิ่งนั้น ๆ ไปได้ในที่สุด

และถ้าเมื่อใด ตัณหาอุปาทานหมดไปจากจิตใจ ชนิดที่จะไปกำเริบขึ้นอีก เมื่อนั้นก็เป็นอันมั่นใจได้ว่าเพลิงทุกข์ได้ดับสนิทแล้วโดยสิ้นเชิง และภพใหม่ชาติใหม่ก็จะไม่มีอีกต่อไป ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย

แต่ผู้ที่จะถึงจุดนี้ได้ ก็มีแต่ผู้ที่ได้บำเพ็ญ ศีล สมาธิ ปัญญา จนแก่กล้าเต็มที่แล้วเท่านั้น

อย่างเช่น ท่านพากุละ องค์อรหันต์ในเรื่องนี้ ท่านได้รับพระโอวาทเกี่ยวกับหลักของวิปัสสนา ท่านก็ได้น้อมนำไปปฏิบัติเพียงชั่วเวลา ๗ วัน ท่านก็ได้บรรลุพระอรหัต สามารถตัดอวิชชาได้โดยสิ้นเชิง

แต่เราจะเอาอย่างท่านคงจะยาก เพราะบารมีของท่านนั้นสั่งสมมามาก แต่ถึงกระนั้น ถ้าเราไม่ท้อถอยเสียก่อน เพียรพยายามฝึกหัดปฏิบัติธรรมต่อไปเรื่อย ๆ ถึงแม้จะยังไม่ถึงในตอนนี้ แต่ในวันหนึ่งข้างหน้าก็ย่อมจะมีโอกาสได้ถึงเป็นแน่

แต่จะถึงหรือไม่ถึง ก็ยังไม่สำคัญเท่าใดนัก เพราะพวกเราส่วนใหญ่ที่ยังครองเรือนอยู่ ยังมีภาระหน้าที่ซึ่งจะต้องรับผิดชอบอยู่ ถ้าได้ปฏิบัติธรรมโดยสม่ำเสมอ อย่างน้อยก็จะช่วยทำให้การครองชีวิตเป็นไปโดยผาสุก ถึงแม้ข้างนอกจะวุ่นวาย แต่จิตใจเราก็สามารถสงบเย็นอยู่ได้ ... นี้เป็นอานิสงส์ที่เห็นกันได้ง่าย ๆ อยู่แล้ว

ฉะนั้น ผมจึงกล้าพูดได้ว่าการปฏิบัติธรรมนั้น ถึงแม้ว่าเราจะปฏิบัติไม่ถึงจุดหมายปลายทาง กล่าวคือความหลุดพ้นจากกิเลสแต่ประโยชน์ขั้นต้นที่เราจะพึงได้ก็คือ ทำให้เรามีชีวิตอยู่อย่างสงบเย็น และเป็นทุกข์น้อยกว่าเดิมอย่างแน่นอน


.




 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2553
1 comments
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2553 15:28:27 น.
Counter : 422 Pageviews.

 

ขออนุโมทนาด้วยที่ท่านได้เผยแพร่ธรรม

 

โดย: นางฟ้า IP: 202.183.235.3 29 มีนาคม 2553 12:51:50 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


hollowpig
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





CursorsFree Cursors
Friends' blogs
[Add hollowpig's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.