Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2549
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
27 พฤษภาคม 2549
 
All Blogs
 

ตามรอยรัก (๑๖)




เจนีวา, สวิสเซอร์แลนด์

ลุงวิรัช และพ่อกับแม่ที่รัก

วันสุดท้ายสำหรับการท่องเที่ยวหาประสบการณ์แล้วค่ะ จากบ้านมาไกลแบบนี้นาน ๆ คิดถึงพ่อ แม่ ลุงวิรัช และเจ้าดุกดิก คิดถึงบ้าน คิดถึงไร่ไม้หนาวที่สุดเล้ย

แล้วก็ถึงคราวต้องแยกจากรินนภาและนาวินแล้วค่ะ คิดแล้วอดใจหายไม่ได้ ได้พบกันเพียงชั่วครู่ชั่วยามกลับต้องจากกันอีกแล้ว น้องรินต้องกลับอังกฤษไปเตรียมตัวสำหรับเทอมการศึกษาใหม่ ฝ่ายพี่วินจะเดินทางไปอังกฤษพร้อมรินนภาเพื่อแวะเยี่ยมน้องสาวก่อนแล้วค่อยกลับมาทำงานที่ออสเตรียตามเดิม เป็นอันว่าคณะเราเสร็จสิ้นการลุยท่องเที่ยวแต่เพียงแค่นี้

‘สักวาดาวจระเข้ก็เหหก
ศีรษะตกหันหางขึ้นกลางหาว
เป็นวันแรมแจ่มแจ้งด้วยแสงดาว
น้ำค้างพราวปรายโปรยโรยละออง

ลมเรื่อยเรื่อยเฉื่อยฉิวต้องผิวเนื้อ
ช่างหนาวเหลือทานทนกมลหมอง
สกุณากาดุเหว่าก็เร่าร้อง
ดูแสงทองจับฟ้าขอลาเอย*’

ฝนรีบลุกขึ้นมาช่วยน้องรินเก็บสัมภาระตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง อากาศยามเช้าเย็นชื้นและหนาวจับใจจนยายรินแทบไม่อยากลุกจากเตียง ขนาดจัดของลงกระเป๋า เด็กคนนี้ยังนั่งหลับตายัดลงไปได้ พอกันกับลูกสาวแม่เลยค่ะ หลังจากนั้นพวกเราพากันขึ้นรถไฟซึ่งมีทุก ๑๕ นาทีไปส่งพี่วินและรินนภาที่สนามบิน ใช้เวลาเดินทางประมาณหกนาทีเท่านั้นเอง สะดวกมากค่ะ

“ว้า...ต้องกลับไปเรียนอีกแล้ว รู้สึกเหมือนกับเพิ่งเจอพี่ฝนกับพี่เขยเมื่อวานนี้เอง ทำไมเวลาแห่งความสนุกสนานนี่มันบินจากเราเร็วเหลือเกิน แต่รินดีใจมากเลย ที่ได้มาเจอและเที่ยวกับพี่คราวนี้”

เพิ่งเห็นน้องรินเศร้าก็คราวนี้ละค่ะ เพราะปกติหน้าเป็นตลอดเวลา เสียงออด ๆ ฟังแล้วชวนให้นึกเห็นใจที่ต้องจากบ้านมาเรียนไกลและนานขนาดนี้ ได้แต่คว้าตัวมากอดไว้ แทบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ทั้งพี่ทั้งน้อง

“ตั้งใจเรียนนะจ๊ะ อีกแป๊บเดียวก็จะได้กลับบ้านเราแล้ว อดทนอีกหน่อยนะ เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก พี่คอยเป็นกำลังใจให้เสมอ”

“แล้วรินจะหมั่นส่งข่าวไปหาค่ะ” รินนภาฝืนทำหน้าทะเล้น พลางหันไปลาคนข้างตัวฝน “พี่เขยดูพี่ฝนดี ๆ นะคะ ยิ่งทำอะไรไม่ค่อยระวังอยู่ด้วย แล้วยังไงรีบมีหลานให้รินอุ้มไวไวนะ”

“รับรองว่าพี่จะดูแลน้ำฝนอย่างดีที่สุด แต่เรื่องหลาน รินคงต้องขอกับพี่สาวเราเอาเองแล้วละ” ลูกชายลุงวิรัชเล่นโยนกันซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้น่าทุบให้เนื้อเขียวจริงเชียว แถมยังมีหน้ามาส่งสายตาเป็นประกายพราวระยับล้อเลียนกันอีก

“ขอบคุณพี่ ๆ มากนะคะ รินรักพี่ฝนจัง”

“พี่ก็รักรินจ้ะ ดูแลตัวเองดี ๆ นะ”

กว่าจะร่ำลากันเสร็จ ฝนกับยายรินพลอยตาแดงไปตาม ๆ กัน แต่ทั้งเอกศักดิ์และนาวินกลับพากันยืนยิ้มขำเราสองคนที่ยืนกอดกันแน่น ผู้ชายเขาลากันง่าย ๆ เองนะคะ แค่จับมือและตบบ่ากันเป็นอันเรียบร้อย ไม่เรื่องมากเหมือนสาว ๆ เลย

“คงต้องไปแล้วละครับ ขอให้พ่อเลี้ยงกับน้ำฝนโชคดีนะฮะ”

“ขอบคุณมากครับ ไว้กลับเมืองไทยเมื่อไหร่ อย่าลืมแวะไปไร่ไม้หนาวบ้าง ยินดีต้อนรับเสมอครับ”

“ขอบคุณพี่วินมากนะคะ มาเที่ยวด้วยกันคราวนี้สนุกมากเลย ไว้พี่วินกลับเมืองไทยเมื่อไหร่ฝนจะอาสาเป็นไกด์พาพี่เที่ยวบ้าง”

“แน่ใจหรือนั่น...รินหูฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย... ขนาดพี่ฝนเดินเองยังหลงเล้ย”

ยายรินล้อฝนอีกแล้ว แถมหัวเราซะดังลั่นทุ่ง แต่จริงนั่นแหละค่ะ เพราะเวลาไปไหนมาไหน ฝนจะไม่มี sense of direction คือจำทางไม่ได้ ถึงมีแผนที่ในมือก็เถอะ ยังดูไม่ค่อยรู้เรื่อง ส่วนมากเอกศักดิ์จะเป็นฝ่ายพาเดิน ทีนี้เลยยิ่งไม่จำทางเข้าไปใหญ่ ถ้าให้ขึ้นรถใต้ดินอาจพอทำเนา เดินทางเองได้ แต่ถ้าให้เดินเที่ยวเมืองคนเดียวนี่คิดหนัก เพราะพอออกจากสถานีรถไฟก็ไม่รู้ว่าทิศไหนเป็นทิศไหนแล้ว จะงงก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจากนั้นค่อยงม ๆ ไปเรื่อย แต่เชื่อขนมกินได้เลยว่าต้องหลงแน่นอนจ้ะ

“ฝากช่วยดูยายรินด้วยนะคะ”
โชคดีที่มีเพื่อนเดินทางกลับ ไม่งั้นคงอดสงสารกลัวว่าน้องรินจะเหงาไม่ได้ ฝนรู้ว่าอีกสาเหตุที่แกไม่ค่อยอยากกลับไปเยี่ยมบ้านบ่อย ๆ ก็คือไม่ชอบความรู้สึกเวลาต้องกลับมาเรียนต่ออีกครั้ง เพราะตอนนั้นจะยิ่งเหงาและคิดถึงบ้านมากกว่าเดิม กว่าจะปรับตัวได้ต้องใช้เวลาอีกสักพัก

“สบายมากครับ อย่างรินนภานี่มีแต่ต้องคอยห้าม กลัวว่าจะไปพาลทะเลาตีรันฟันแทงกับชาวบ้านเขาเสียก่อน”

“พี่ฝนไปฝากแก้วไว้กับลิง...เอ้ย...ฝากรินกับพี่วินทำมั้ย...นี่...ต้องให้รินช่วยดูพี่วินต่างหาก ต้องคอยสับรางไม่ให้รถไฟชนกันละมากกว่า”

“พอเลยเรา...หยุดเผาพี่ได้แล้ว ไปขึ้นเครื่องไป๊” นาวินหันไปไล่ยายรินที่แลบลิ้นหลอกอย่างไม่กลัว ก่อนจะหันมาลาเราอีกครั้ง
“คราวนี้ไปกันจริง ๆ แล้วฮะ ไว้เจอกันที่เมืองไทยครับ”

เราได้แต่ยืนส่งทั้งคู่จนลับตา แต่มิตรภาพอันงดงามนี้คงไม่มีวันลับไปจากใจแน่ค่ะ หวังว่าพวกเราคงจะได้พบกันอีกในไม่ช้า

หลังจากนั้นเอกศักดิ์พาฝนเข้ามาชมเมืองยามเช้าต่อ เพราะยังมีเวลาเหลืออีกมากก่อนที่เราจะต้องกลับไปขึ้นเครื่องในตอนเย็น พากันเดินเล่นเลียบทะเลสาบไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ฟ้าไม่ทันสางดีจนข้ามสะพานไปอีกฟากหนึ่งของเมือง เพื่อไปดูบริเวณที่เขาทำนาฬิกาดอกไม้ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่จัดในช่วงหน้าหนาว เพราะดอกไม้มันคงทนหนาวขนาดนี้ไม่ไหวเหมือนกัน แต่ไหน ๆ มาถึงนี่แล้ว เลยพากันย่ำต่อไปอีกหน่อยเพื่อไปชมบริเวณน้ำพุ ได้เห็นแค่ฐานน้ำพุเท่านั้น เพราะเขาไม่เปิดในช่วงนี้ เลยต้องจินตนาการเอาเองตามรูปที่เห็นจ้ะ จากนั้นค่อยเลียบทะเลสาบย้อนเข้าไปในเมืองเพื่อชมตึกรามบ้านช่อง ในเมืองมีทั้งรถราง รถเมล์ และบ้านเมืองคล้ายกับฝรั่งเศสมากเลย

กำลังเดินเพลิน ๆ หิมะกลับตกลงมาให้ดีใจ สวยจัง... เป็นละอองขาวเหมือนปุยนุ่นโปรยลงมาจากฟ้า สักพักก็พากันเกาะจับตามกิ่งก้านสีดำของไม้ใหญ่และตามใบของไม้พุ่มพื้นล่างจนขาวไปหมด เกล็ดหิมะนี่สวยจริง ๆ เลยนะคะ จำได้คลับคล้ายคลับคลาตั้งแต่สมัยเรียนว่าเจ้าหิมะเนี่ยจะตกลงมาในลักษณะผลึกน้ำแข็งรูปร่างคล้ายผลึกหกเหลี่ยมสีขาว เพราะเกิดจากไอน้ำในอากาศเปลี่ยนมาเป็นน้ำแข็งโดยตรงด้วยกรรมวิธีที่เรียกว่า การระเหิด ซึ่งจะต่างจากลูกเห็บที่ตกลงมาในรูปของน้ำแข็งลักษณะเม็ดกลมหรือรูปเหลี่ยมปกติ และส่วนมากมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 0.2 - 0.5 นิ้ว พยายามสังเกตเจ้าเกล็ดละเอียดเล็ก ๆ ที่หล่นลงมาเกาะเสื้อผ้าใหญ่เลยว่ามันเป็นยังไง แต่ดูไม่ออกหรอกค่ะ รู้เพียงแต่ว่ามันสวยและเย็นเท่านั้นเอง ฝนไม่กลัวเป็นหวัดเลย เพราะมัวแต่ตื่นเต้น ขอยืน เดิน และตากหิมะเล่นให้ฉ่ำใจ มือไม้หนาวจนชาไปหมด แต่ก็ยังดื้อไม่ยอมหลบในที่ร่ม

“ขอบคุณนะคะที่พาฝนมาเที่ยว” ต้องขอชมลูกชายลุงวิรัชที่ใจดี ทำให้ฝนได้มีโอกาสมาพบมาเห็นในสิ่งที่ใฝ่ฝันมานาน

“อะไรที่ทำให้คุณยิ้มได้ ผมเต็มใจทำให้เสมอ” ดวงตาเอื้ออาทรอย่างจริงใจและอ้อมกอดแข็งแรงของคนตรงหน้า ทำให้รู้สึกอบอุ่นจนไม่แยแสต่อความหนาวเย็นของหิมะที่ตกลงมาต้องใบหน้าและลำตัว ไม่รู้จะขอบคุณยังไง นอกจากยิ้มให้เขาชื่นใจบ้างเท่านั้นเอง

“ขอบคุณค่ะ”
คำขอบคุณสำหรับความรัก ความห่วงใยเอาใจใส่ที่ลูกเขยพ่อกับแม่มีให้ฝนมาตลอด

ภาพสุดท้ายที่เห็นคือปุยเมฆนวลตัดกับฟ้าสีครามภายนอกหน้าต่างเครื่องบิน ส่วนเบื้องล่างเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนขาวไปด้วยหิมะ ฝนเลยเอาแต่เฝ้ามองจนลับตา ความทรงจำที่ได้พบเห็นเหล่านี้จะประทับไว้ในใจไม่รู้ลืม ยิ่งได้ยินเสียงแผ่วเบาของคนข้างตัวที่โอบฝนเข้าไปอิงแนบอกแล้ว ยิ่งจับใจค่ะ

‘อยากให้รู้ว่ารักสักเท่าฟ้า
หมดภาษาจะพิสูจน์พูดรักได้
เต็มอยู่ในความว่างกว้างและไกล
คือหัวใจสองดวงห่วงหากัน

หลับตาเถิดที่รักเพื่อพักผ่อน
ฟังเพลงกลอนที่กล่อมถนอมขวัญ
ใจระงับรับใจในจำนรรจ์
ต่างแพรวพรรณผูกใจห่มให้นอน

โอ้ดอกเอ๋ยดอกโศกตกจากต้น
เปียกน้ำฝนปนทรายปลายเกสร
โศกสำนึกหนาวกมลคนสัญจร
นกขมิ้นเหลืองอ่อนจะร่อนลง**’

เพียงแต่นกขมิ้นตัวนี้กลับอุ่นใจ เพราะมีคู่แสนดีคอยเฝ้าห่วงดูแลอยู่ไม่ห่างในทุกรอยรักที่โผบิน
อีกไม่กี่ชั่วโมงฝนคงได้กลับบ้านไปกอดพ่อกับแม่และลุงวิรัชแล้ว ที่ไหน ๆ ก็ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรานะคะ

รักและคิดถึงที่สุด

น้ำฝน

*************************************************************************

(หมายเหตุ * จาก ‘สักวาบทลา’ - คุณพุ่ม)
(** จาก ‘คำหยาด’ - เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)





 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2549
0 comments
Last Update : 27 พฤษภาคม 2549 21:08:00 น.
Counter : 286 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ธราธร
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หากมิเริ่มเพียงก้าว
เจ้าตรองดู
ฤาหาญสู้
อุปสรรคอีกนับพัน
Friends' blogs
[Add ธราธร's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.