ธันวาคม 2558

 
 
1
3
4
5
7
8
10
11
12
13
14
16
17
18
19
20
22
23
24
25
26
28
29
30
31
 
 
All Blog
เกวียนทมิฬ (หวายดง) ตอนที่ 7 เหตุผลของหญิงสาว




เกวียนทมิฬ (หวายดง) โดย ทักษภณ

บทที่ 7 เหตุผลของหญิงสาว

เพลานี้เสียงสะอื้นของน้ำใสได้เบาลงแล้วเสียงหญิงสาวในบรรยากาศที่ค่อนข้างเย็นในยามค่ำคืนท่ามกลางแสงไฟจากกองไฟที่ไม่ลุกโชนนักมองดูวับแวมช่างสร้างความเย็นยะเยือกวาบหวามให้แก่หวายเสียนี่กระไร

เพลานี้ทั้งสองอยู่ไม่ไกลกันนักน้ำใสหลังจากเอ่ยคำขอร้องแล้วก็นั่งจ้องเขานิ่งสายตาที่มองมาทำให้ชายหนุ่มอย่างเขาไหวหวั่นมิใช่น้อย

ในเพลานี้ใสอยู่ในสภาวะความเป็นหญิงสาวอย่างเต็มตัวเต็มความสามารถเท่าที่เธอมีอยู่ มีกลิ่นหอมจางๆ ลอยมา กระทบโสตประสาท

“เจ้าจะให้ช่วยกระไร

น้ำเสียงของหวายเริ่มแกว่งออกอาการสั่นนิดๆ เพราะกลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายนางที่สัมผัสได้ อีกทั้งยังเดาสิ่งที่น้ำใสจะให้ช่วยเหลือมิได้เพราะขณะนี้สมองของเขาเริ่มตื้อตัน

“ก่อนที่ข้าจะให้คำตอบแก่เจ้าต้องดูก่อนว่าเจ้าให้ช่วยกระไร ลางทีช่วยได้ลางทีช่วยมิได้

ดังเช่นกับการที่จะให้เจ้าอยู่กับขบวนเกวียนต่อไปเยี่ยงนี้มิได้แน่นอน หวังว่าเจ้าคงมิมาอ้อนวอนเพื่อจะขออยู่ในขบวนเกวียนต่อไปนะ”

หวายกล่าวดักทางเอาไว้ตามที่เขาคิดไว้ พร้อมกับทอดสายตาออกไปรอบๆยังที่นอนของคนของในขบวนเกวียน ก็พบว่ายังเงียบไม่มีใครลุกขึ้นมา

เขาคาดเดาไม่ถูกเช่นกันว่าพวกในขบวนเกวียนในเพลานี้เป็นเยี่ยงไรลางทีพวกคนเหล่านั้นลางทีอาจลุกขึ้นแอบดูแอบฟัง เหตุการณ์อยู่อย่างเงียบๆ ก็ได้

“ถูกแล้วหัวหน้าข้าปรารถนาอย่างยิ่งที่จะอยู่ในขบวนเกวียนต่อไป ข้าต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งที่จะได้มากับขบวนเกวียนด้วยความยากลำบากสุดแสนสาหัส

ท่านทราบหรือไม่ว่า ข้าต้องใช้ความพยายามอ้อนวอนลุงพร้าวด้วยความยากลำบากกว่าจะได้มา ด้วยทราบดีว่าขบวนเกวียนของท่านมิปรารถนาให้ผู้คนภายนอกโดยเฉพาะสตรีเพศร่วมขบวนเท่าใดนัก”

หญิงสาวหยุดนิ่งขยับตัวเล็กน้อย เงยหน้ามองเขากล่าวสืบไปด้วยสีหน้าอ้อนวอนว่า

“ผู้ใดก็ตามที่ปรารถนาจะเดินทางไปต่างเมืองหรือเมืองหลวงในเพลานี้หรือเพลาไหน ก็ย่อมต้องพยายามที่จะเดินทางพร้อมกับขบวนเกวียนการค้า

ด้วยเบาใจได้ว่ามีความสะดวกสบายและปลอดภัย จากโจรที่มีมากกว่ายุงในขณะนี้ มากกว่าการที่จะเดินทางไปคนเดียว หรือแม้กับกลุ่มคนอื่นอื่นๆ

แต่การที่ร่วมเดินทางกับขบวนเกวียน ที่มีความเข้มงวดเกี่ยวกับผู้ที่จะมาร่วมขบวนเกวียนนั้นมิใช่เรื่องง่าย”

น้ำใสกล่าวถึงเหตุผลที่ต้องการร่วมเดินทางกับขบวนกองเกวียนซึ่งความจริงก็เป็นไปตามนั้น เดินทางกับคาราวานเกวียน เสบียงอาหารอุดมสมบูรณ์ ความปลอดภัยอยู่ในขั้นสูงสุด

เพราะมีการจ้างผู้คุ้มกันที่มีฝีมือในระดับสูงเท่าที่จะหาได้ เพื่อมาเสี่ยงชีวิตต่อกร กับมิจฉาชีพ

ผู้มีอาชีพไปกับขบวนเกวียนสินค้ามักจะได้รายได้ที่สมเหตุสมผลกับการเสี่ยงชีวิตเพราะมิมีใครรู้ว่าการเดินทางแต่ละครั้งจะรอดชีวิตกลับมาหรือไม่ถ้ารอดชีวิตกลับมาก็หมายถึงรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำอย่างแน่นอน

“เจ้าก็ทราบดีว่ามิใช่เรื่องง่ายแต่ว่าเจ้าทำเยี่ยงไร น้าพร้าวถึงยอมช่วยเหลือเจ้า บอกตามความจริงแล้วน้าพร้าวเป็นผู้ที่รู้กันว่าซื่อตรงต่อหน้าที่เป็นยิ่งนัก

จนเป็นที่ไว้วางใจของเศรษฐีอ่ำเป็นอย่างมากข้าไม่อยากจะเชื่อเลย เจ้านี่ไม่ธรรมดาจริงๆ สามารถทำให้แกยอมช่วยเหลือได้”

หวายกล่าวจบแล้วมองไปที่น้ำใสที่เพลานี้นั่งนิ่งเหมือนพยายามใช้ความคิด เขามองเห็นหน้านวลใส แสงจากกองไฟสาดส่องมายังใบหน้าที่เปล่งปลั่งสาวแรกรุ่นที่เจริญตายิ่งนัก

เหตุใดหนอสาวงามแรกรุ่นหมดจดคนนี้ ถึงพยายามเอาชีวิตมาเสี่ยงแขวนไว้กับขบวนเกวียนการค้าที่เต็มไปด้วยการเสี่ยงชีวิตแทบทุกเพลา

ถึงแม้นว่ามากับขบวนจะค่อนข้างปลอดภัย และสะดวกสบายอยู่บ้างเพราะมีคนคุ้มกันที่มีความเชี่ยวชาญการต่อสู้ ดูแลอยู่ก็ตาม

แต่ก็ยังถือว่าไม่ปลอดภัยอยู่ดี เพราะสินค้าที่อยู่ในขบวนเกวียนเป็นที่หมายปองของเหล่ามิจฉาชีพอีกทั้งความลำบากในเส้นทางก็มีไม่น้อย และยังต้องตรากตรำกับความร้อน หนาวหิวกระหาย ภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา

ยังมีอีกหลายๆ สิ่งที่ทำให้เกิดความค้างคาใจแก่หวายยิ่งนักหวายมองที่ร่างที่ยังคงนั่งนิ่ง ในยามค่ำคืนเช่นนี้ทำให้ใจเขาอดคิดไม่ได้ว่ามีนางไม้แสนงามมานั่งอยู่ตรงหน้าเขาเอ่ยสืบไปว่า

“โดยทั่วไปแล้วคนที่มากับขบวนเกวียนย่อมจะมาเพราะหวังค่าจ้างซึ่งก็มากเพียงพอกับการต้องเสี่ยงชีวิต สำหรับคนที่ยากจนขัดสนหรือบางคนอาจจะมาเพราะต้องการท่องเที่ยว หรือผจญภัยเสี่ยงโชค

แต่สำหรับเจ้าแล้ว ข้าดูออกว่าเจ้าน่าจะไม่ใช่คนยากจนขัดสนเพราะหน้าตาผิวพรรณของเจ้าบ่งบอก หากแต่น่าจะเป็นธิดาของผู้ที่เพียบพร้อมบริบูรณ์ด้วยทุกสิ่งที่ปรารถนา

แต่เหตุใดเจ้าจึงคิดหาความยุ่งยากลำบากไปใยเจ้าควรจะอยู่บ้านเป็นคุณหนู ที่เรียบร้อยอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน”

“ข้าพเจ้าไม่บอกได้หรือไม่ ทุกผู้คนย่อมมีเหตุผลส่วนตัว”

“ผิว่าบอกว่ามีเหตุผลส่วนตัวเจ้าคงต้องเก็บไว้บ้านและตัวเจ้าเองก็คงต้องกลับไปอยู่บ้าน สำหรับในขบวนเกวียนนี้แล้วทุกคนมิควรมีความลับกับข้า”

หวายกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดอีกครั้งและแล้วเขาก็เผลอหลุดปากไปว่า

“หากแม้นว่าหากเจ้ามีเหตุผลดีเพียงพอ ข้าอาจจะให้เจ้าอยู่ในขบวนเกวียนต่อไปก็เป็นได้”

หวายกล่าวไปเช่นนั้นเพราะความอยากรู้มันค้างคาใจเขาเหลือเกิน ถึงขั้นหลุดปากให้ความหวังแก่ผู้ที่อยู่เบื้องหน้า หวายได้สติอีกครั้งก็รู้ว่าหลุดปากไปแล้วคิดอีกทีอยากจะตบปากตนเองหลายๆ ครั้ง

“จริงหรือนายท่านที่ว่าจะให้ข้าอยู่ต่อไปได้ข้าจะบอกท่านบัดเดี๋ยวนี้”

น้ำเสียงของใสบ่งบอกถึงความดีใจเป็นที่สุดจากการแสดงออกทั้งน้ำเสียงและใบหน้า อีกทั้งทำท่าเหมือนกับว่าจะกระโดดโผเข้าหาเขา

ทำให้หวายคาดไม่ถึงกับสิ่งที่เขาหลุดปากออกไปได้แต่คิดในใจว่า เพลานี้ต้องระวังตัวเอาไว้ อย่าให้พลั้งพลาดไปมากกว่านี้เลยเขากลายเป็นผู้ต้องให้ความเกรงกลัวต่อผู้ที่เบื้องหน้าแล้วหรือนี่

ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเพลานี้ควรที่เขาจะเกรงกลัวหรือไม่ใช่ เขากลัวเสียการปกครองผู้ที่อยู่ในขบวนเกวียนต่างหากเขามิต้องการให้ใดมาว่าเขาว่ารังแกผู้ที่อยู่ในขบวนเกวียน นี่คือความจริง

“ควรจะเป็นเช่นนั้น ลางทีถ้าข้าเห็นว่าเจ้ามีเหตุผลคู่ควรกับการที่จะอยู่และไปกับขบวนเกวียน”

หวายกล่าวไปแล้วแต่ในใจก็คิดว่าหลุดปากไปได้เยี่ยงไรอารมณ์พาไปเชียว นึกแล้วอยากจะเอาเท้าเคาะกะบาลตนเองสักร้อยครั้ง พันครั้ง

จากนั้นนั่งนิ่งฟังเหตุผลของหญิงสาวที่เริ่มยกเรื่องมากล่อมเขาซึ่งจะได้ผลหรือไม่ มิมีใครรู้ได้

“บิดาและคนอันเป็นที่รักคนอื่นๆข้าพเจ้าหายสาบสูญพลัดพรากกันในระหว่างหลบหนีสงครามคราวกรุงเก่า ทุกผู้คนต่างก็พยามยามหลบหนีเอาตัวรอดข้ากับมารดาได้หลบหนีมาทางแขวงเมืองโคราช

ส่วนบิดาและผู้อื่นข้าไม่รู้ว่าไปทางใด แม่ข้าพยายามสืบหาข่าวคราว ข่าวที่ได้มาเป็นไปหลายนัยบ้างก็ว่าบิดาของข้าพเจ้าเพลานี้อยู่ที่เมืองธนบุรี หรือบางกอก บ้างก็บอกว่าหาชีวิตมิได้

สำหรับข้าพเจ้าไม่สามารถทนเห็นความเสียใจของมารดาได้อีกทั้งบัดนี้มารดาของข้าพเจ้าตรอมใจซูบผอมลงไปมาก ด้วยปรารถนาจะทราบว่าบิดาหรือญาติสายโลหิตผู้อื่นในครอบครัวยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

แม้นว่ามีชีวิตอยู่เหตุใดบิดาจึงไม่คิดค้นหาพวกเราข้าพเจ้า จึงพยายามที่จะหาทางติดตามหาข่าวคราวของบิดาที่กรุงธนบุรี

การที่จะไปเมืองหลวงในเพลานี้ มิมีหนทางใดดีไปกว่าไปกับขบวนเกวียนการค้าที่มีการคุ้มกันที่เข้มแข็งและเสบียงอาหารก็อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะข้อสุดท้ายไปกับท่านหัวหน้าหวาย ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรสุดยอดแห่งหัวหน้าขบวนเกวียน ในเพลานี้ ย่อมเป็นสิ่งที่ดีอย่างหาที่สุดมิได้”

สุดท้าย หญิงสาวมีการหยอดคำพูด ที่บางคนฟังแล้วอาจจะอยากอ้วก เพราะคิดว่าไม่น่าจะเป็นความจริง แต่สำหรับหวายฟังคำพูดของหญิงสาวแล้วรู้สึกเคลิบเคลิ้ม รู้สึกเห็นใจนางยิ่งนัก ด้วยเข้าใจในความพลัดพรากจากผู้ที่เป็นที่รักเป็นอย่างดี นับว่าเป็นเหตุผลที่เพียงพอที่จะทำให้คนที่มากน้ำใจเยี่ยงพร้าวยอมช่วยเหลือ

“เจ้านับว่าเป็นบุตรีที่น่ายกย่องแต่เจ้ามิควรลืมว่าหนทางที่เจ้ากำลังมุ่งไปมีอันตรายรอบด้านคนเยี่ยงข้าไม่ปรารถนาจะสร้างความยุ่งยาก เพิ่มภาระ เพิ่มค่าใช้จ่าย ให้กับตัวข้าเองและผู้อื่นในขบวนเกวียนโดยมิจำเป็น และขบวนเกวียน ก็มิมีหน้าที่คุ้มครองบุคคลภายนอกโดยมิเป็นประโยชน์เป็นรายได้ต่อขบวนเกวียน”

หวายกล่าวถึงสาเหตุที่มิต้องการให้หญิงสาวไปกับขบวนเกวียน

“แต่ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าผิว่านายท่านให้ข้าเดินทางไปกับขบวนเกวียนน่าจะเป็นประโยชน์ต่อขบวนเกวียนของนายท่านมากกว่า”

น้ำใสกล่าวด้วยสีหน้าน้ำเสียงบ่งบอกถึงความมั่นใจในความเป็นประโยชน์ และสามารถของตนเอง

“เป็นประโยชน์เป็นเยี่ยงไร เจ้าจงกล่าวมาดู”

หวายกล่าวด้วยน้ำเสียงหัวเราะนิดๆแสดงความสนใจ อย่างอารมณ์ดี ด้วยใคร่จะฟังเสียงหญิงสาวเจรจาต่อไปหวายเอ๋ยเจ้าเป็นอะไรไปแล้ว โดนมนต์สะกดของหญิงสาวแล้วละสิ

“ประการแรกท่านคงจะไม่ทราบว่า ทำให้ข้าพเจ้าพอมีวิชาเกี่ยวกับหยูกยา ติดตัวมาบ้าง

เพราะที่บ้านเคยเป็นโรงยามาก่อน น่าจะเป็นประโยชน์ต่อขบวนเกวียนสาเหตุหนึ่งที่ลุงพร้าวให้การช่วยเหลือข้าพเจ้า ก็เพราะเคยให้การช่วยเหลือรักษาพยาบาลลุงพร้าว

เมื่อคราวเจ็บหนักคราวหนึ่งมาก่อนข้าน้อยมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี หมายความว่าหลังจากที่ลุงพร้าวยอมให้ข้ามากับขบวนเกวียนแล้วก็ได้อธิบายถึงความยากลำบากในการเดินทาง รวมถึงแนวทางในการแก้ไข

เมื่อข้าได้ทราบว่าระหว่างทางที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไกลกับผู้คนที่เราไม่คุ้นเคยภัยอันตรายในระหว่างทางก็มาก จึงได้ฝึกฝนวิชาการป้องกันตัวต่างๆ พอสมควร

รวมถึงเสบียงในการเดินทางด้วยมิให้ต้องเป็นภาระ สร้างความยากลำบาก แก่หัวหน้าหรอกเจ้าค่ะจะให้แสดงให้ดูในเพลานี้ก็ได้”

น้ำใสกล่าวจบก็ทำท่าเหมือนลุกมาแสดงความสามารถต่างๆหรือสิ่งอื่นๆ ที่กล่าวมา ที่มีอยู่ให้ดู

“ไม่ต้องหรอกมั้งข้าเกรงว่าคนจะแตกตื่นเจ้าก็เคยแสดงมาแล้ว ไอ้วิชาคลุกฝุ่น จะแสดงอีกละรึ ไม่ต้องมั้ง อีกทั้งยังเป็นการรบกวนการหลับนอนของผู้อื่นด้วย”

หวายห้ามไว้ ด้วยเกรงว่าหรือมิอาจคาดเดาว่าหญิงสาวจะประการใดที่อยู่เหนือการคาดเดาหรือไม่หรือไม่ก็จะเป็นการรบกวนผู้อื่นให้รำคาญแตกตื่นในยามหลับนอนอีกทั้งเขาก็พอได้เห็นฝีมือที่ไม่ค่อยจะเข้าท่าสักเท่าไร มาบ้างแล้วจึงกล่าวต่อไปว่า

“เรื่องเป็นเช่นนี้เองข้าก็คิดว่าเจ้าน่าจะช่วยเหลือตนเองได้ แต่ยังไร้ประสบการณ์ในการเดินทาง

ต่อไปเจ้าควรจะปรับปรุงตัวเสียใหม่อันที่จริงข้าก็รู้สึกว่าเจ้าเป็นผู้ที่มีไหวพริบใช้ได้ แต่เหตุใดเมื่อตอนหัวค่ำ ข้าไปทักทายเจ้าดีๆ เหตุใดจึงแสดงกิริยาเยี่ยงนั้น”

หวายถามเหมือนใคร่รู้ว่าหญิงสาวจะแก้ตัวเช่นไรระรื่นหูหรือไม่ เพลานี้เขาอยู่ในภวังค์ต้องการฟังคำระรื่นหูจากหญิงสาวไปเรื่อยๆอย่างเพลิดเพลิน

“เรื่องนั้นข้าผู้น้อยต้องกราบขออภัยเป็นอย่างยิ่งด้วยเนื่องจากเผลอสติ หน้ามืดตามัวไป นายท่านจะลงโทษเช่นไร ผู้น้อยยอมทั้งสิ้น ต่อแต่นี้ไปข้าให้สัญญาว่าจะไม่เป็นเช่นนั้นอีก”

น้ำใสกล่าวจบทำท่าทางกราบหมอบหลายๆครั้งทำให้จิตใจของเขาในขณะนี้ว้าวุ่นตัดสินใจไม่ใคร่ได้นี่แหละคือข้อเสียของเขาเจอสาวๆ อ้อนไม่ได้เป็นใจอ่อนทุกครั้งซึ่งเหมือนหล่อนจะรู้ถึงจุดอ่อนของเขา

แต่เพียงแวบหนึ่งสติของเขาก็กลับมาอีกครั้งด้วยทราบดีว่าความยากลำบากในการเดินทางยังมีอีกมากนัก

หลังจากที่หวายได้สอบถามน้ำใสจนทราบเรื่องพอสมควรแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถตกลงใจได้ ในใจลึกๆของหวายแล้ว มีความรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ขาดความเด็ดขาดไปเสียตั้งแต่เมื่อใดโดยปกติแล้วเขาเป็นคนที่ตัดสินในได้อย่างเด็ดขาด รอบคอบแต่คราวนี้เขามิแน่ใจเท่าใดนัก

หวายมองฝ่าความมืดออกไปแล้วส่งเสียงเรียกคนให้ไปเรียกพร้าว สักครู่พร้าวก็มาถึง การปรึกษาหารือในเรื่องนี้จึงเริ่มต้นอีกครั้ง

“พี่พร้าวลองเล่าให้ข้าฟังถึงเรื่องน้ำใสมันมีความเป็นมาเยี่ยงไร”

หวายเริ่มต้นด้วยการสอบถามนายพร้าว เพลานี้นั่งไม่ห่างจากเขามากนักคล้ายกับว่าเป็นการนั่งล้อมเพื่อปรึกษาหารือมากกว่า ท่ามกล่างบรรยากาศรอบข้างที่ค่อนข้างมืดมีเพียงแสงไฟจากกองไฟเท่านั้นที่สาดส่องมา

อากาศในยามค่ำคืนเริ่มหนาวเย็นขึ้นมาจนรู้สึกได้หวายมองไปที่สีหน้าของพร้าวดูแล้ว ไม่แสดงอาการรู้สึกว่าประหวั่นพรั่นพรึงใดๆหลังจากพร้าวนั่งนิ่งสักหน่อยแล้วก็เริ่มต้นกล่าวว่า

“ความเป็นจริงแล้วข้าก็มีความคุ้นเคยกับครอบครัวของใสบ้าง เนื่องจากเป็นญาติห่างๆ แต่ก็มิค่อยได้ไปมาหาสู่กันเพราะว่าข้ามักจะเดินทางอยู่เสมอ เมื่อน้ำใสมาขอร้องในคราแรกก็ปฏิเสธไป

แต่ก็ทนรบเร้าไม่ไหวในที่สุดก็ใจอ่อนด้วยเห็นว่าใสมีความตั้งใจจริง มีนิสัยดีมีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ

ก็เลยคิดช่วยเหลืออย่างลับๆคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร ไม่น่าเป็นที่ผิดสังเกต ปิดบังผมกับใบหน้าสักเล็กน้อยทำตัวมิให้โดดเด่น อยู่อย่างเงียบๆ ก็น่าจะเพียงพอเพราะว่าในขบวนเกวียนมีผู้คนมากมาย

แต่ผิดคาด บางครั้งสันดานไอ้ใสมันไม่ค่อยดีก็โผล่ออกมาด้วยเคยได้รับการเอาใจ ตามใจมาแต่เล็ก ทำให้เป็นคนวู่วามเป็นบางครั้ง สันดานเสมือนประหนึ่งว่าไม่รู้จักกาลเทศะ อุตส่าห์เตือนแล้วก็ยังพลาดจนได้ อันที่จริงแล้วส่งมันกลับไปก็ดีเหมือนกัน”

พร้าวกล่าวคำอธิบาย ลงท้ายกลับกล่าวเห็นด้วยกับหวาย อาจจะเป็นด้วยรู้สึกผิดหวังในตัวของน้ำใสก็เป็นได้หรือเป็นการพูดเพื่อลดแรงกดดัน ปัดความผิดในเรื่องนี้ หรือไม่ก็เป็นการพูดเพื่อเอาตัวรอดไม่มีใครทราบได้

“อ้าว...ลุง เหตุอันใดจึงเป็นเช่นนั้นละอย่างนี้ข้าก็แย่นะสิ ลุงจะทิ้งกันแล้วรึ”

หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงตกใจในคำพูดของพร้าว ที่เหมือนฟ้าผ่ากลางศรีษะอย่างปัจจุบันทันด่วน จึงรีบกล่าวแก้สถานการณ์อย่างเร่งรีบละล่ำละลักว่า

“ต่อไปกาลเพลาข้างหน้าข้าพเจ้าขอให้สัญญาว่าจะทำตัวเป็นคนดีเชื่อฟังนายท่าน และลุงอย่างเคร่งครัด อีกอย่างหนึ่งนายท่านเก็บข้าไว้ในขบวนเกวียนมีแต่ได้กับได้”

“ได้เรื่อง ได้ปัญหา ได้ความรำคาญนะสิ เอาไงดีน้า”

หวายกล่าวสวนทันที ส่ายหน้า พร้อมกับเกิดอาการสยองขนตัวลุกชูชันขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วนหลังจากนึกถึงพฤติกรรมเดิมๆ ที่ผ่านมา ทำให้ไม่เห็นด้วยกับน้ำใส และหันมาถามหาความเห็นข้อสรุปกับพร้าว

“แล้วแต่หัวหน้าหวายก็แล้วกันข้ายังไงก็ได้”

พร้าวในเพลานี้เหมือนอยู่ในอาการตัดขาดน้ำใสเสียแล้วในใจน้ำใสคิดว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะไปกับขบวนเกวียนให้ได้ ต้องยื้อกันสุดชีวิตหวายนิ่งคิดทบทวนชั่วครู่กล่าวสืบไปว่า

“อืม...ผิว่าให้น้ำใสไปด้วยไม่วุ่นวายพิลึกรึข้าว่ามันจะวุ่นวายอยู่นา เมื่อก่อนมิมีใครรู้มิเป็นไรแต่ บัดนี้ผู้คนรู้กันไปทั้งขบวนเกวียนแล้วว่าเป็นผู้หญิงสาวสวย

ข้ารับรองได้เลยว่าน้ำใสต้องอยู่ในสายตาคนในขบวนเกวียนที่มีแต่บุรุษทั้งสิ้นทุกฝีก้าว ทุกลมหายใจ อาจจะสร้างความวุ่นวายเกินคาดเดา

ข้ามิใคร่จะคิดเลยว่ามันจะวุ่นวายสักเพียงใดตอนนี้เราเจอปัญหากระแตดงบ้าๆ บอๆ ก็วุ่นวายอยู่แล้ว ข้ามิปรารถนาจะเพิ่มยุ่งยากใส่ตัวอีก “

หวายบ่นด้วยไม่รู้จะตัดสินใจกระไรดี

“ข้าน้อยขอเสนอวิธีที่สามารถแก้ปัญหาได้ชะงัด”

น้ำใสเสนอต่อหวายด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องด้วยว่าความคิดของตนมันต้องดีและมีคนเห็นด้วยแน่

“มีวิธีว่ากระไรลองว่ามาซิผิว่ามันได้ความข้าจะรับฟัง”

สีหน้าของหวายแสดงความสนใจในคำพูดของน้ำใสเป็นอย่างยิ่ง

“นายท่านก็ให้ข้ามาอยู่รับใช้แทนไอ้ลวกสิ”

“เฮ้ย”

เสียงหวายร้องตกใจในข้อเสนอที่เขาคาดไม่ถึง แต่มีเสียงบางคนตกใจยิ่งกว่าร้องเสียงหลง

“ไม่ได้นะหัวหน้า อย่านะ อย่าเชียว ตายๆ แน่ๆ”




Create Date : 06 ธันวาคม 2558
Last Update : 12 พฤษภาคม 2560 23:40:01 น.
Counter : 622 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

thampitak 33
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments