ธันวาคม 2558

 
 
1
3
4
5
7
8
10
11
12
13
14
16
17
18
19
20
22
23
24
25
26
28
29
30
31
 
 
All Blog
เกวียนทมิฬ (หวายดง) ตอนที่ 6 ความพยายามของหญิงสาว




เกวียนทมิฬ (หวายดง) โดย ทักษภณ

บทที่ 6 ความพยายามของหญิงสาว

คนเจ็บร้องเสียงหลง คล้ายกับตกใจกล่าวจบ หวายจึ่งเห็นคนที่แสดงอาการเจ็บเมื่อครู่ค่อยๆ รีบลุกขึ้นมาอย่างช้าๆแต่ก็ยังทำเสียงครวญครางให้เห็นว่าเจ็บจริง

ตำแหน่งการยืนในเพลานี้เคลื่อนกายขยับออกไปออกห่างจากหวายไปอยู่ใกล้พร้าว อาการยืนดูเหมือนอยู่ด้านหลังเสียด้วยซ้ำประโยคแรกที่หวายกล่าวก็คือ

“ข้าอยากให้เจ้าเดินทางกลับไป หรือไม่ก็ออกไปจากขบวนเกวียนนี้”

หวายเริ่มประโยคที่ทำให้ผู้ฟังสะดุ้งตกใจอีกครั้งจนคิดจะกลับไปเป็นคนเจ็บอีกแต่ก็มิกล้าทำ

“กลับไปที่ใดกันเล่า เพลานี้ก็ยังบาดเจ็บปางตายจากการถูกลอบทำร้าย เห็นๆ อยู่”

ผู้ถูกไล่ทำเป็นไขสือถาม เสียงอู้อี้

“อุบ๊ะ มาทางไหนก็ไปทางนั้นสิ”

หวายชักจะมีอารมณ์ด้วยถ้อยคำของฝ่ายตรงข้ามที่ในเพลานี้สิ้นฤทธิ์แล้ว แต่การกล่าวถ้อยคำยังระคายหูยิ่งนัก

“เหตุใดต้องให้ข้ากลับไปเล่าเพลานี้ยังรู้สึกมิค่อยสบาย กระไรกันทำร้ายคนแล้วจะไล่ทิ้งกลบเกลื่อนความผิดงั้นหรือข้าไม่ยอม ยังไงก็ไม่ยอม”

น้ำใสมิใคร่จะเชื่อหูตัวเอง และพยายามอ้างเหตุผลเถียงข้างๆคู เมื่อสักครู่คิดว่าเหตุการณ์จะเป็นไปในทางดีแล้วเชียว

“ข้ามีความรู้สึกว่าเจ้ามิควรที่จะอยู่ในขบวนเกวียนนี้”

น้ำเสียงของหวายยังคงเกรี้ยวกราดเฉียบขาดฟังดูน่ากลัว แสดงถึงความเด็ดขาด ทำให้คนฟังถึงกับเย็นวาบเสียวสันหลังไปทั้งกาย

“เพราะเหตุอันใดเล่า”

น้ำเสียงเหมือนเว้าวอน ปนสงสัยที่ค่อนข้างเบา ในเพลานี้ใสมีความรู้สึกว่าความหวังบางอย่างเหมือนจะได้สิ้นสลายไปในอุราร้อนรุ่มยิ่งนัก เพลานี้มิรู้จะกระทำสิ่งไรจึ่งได้แต่ก้มหน้านิ่ง

“พี่พร้าวคิดว่าเป็นเพราะกระไร”

หวายมิตอบคำถามของใสแต่กลับหันไปถามพร้าวแทน ด้วยด้วยน้ำเสียงจริงจังผู้ใดก็ตามที่เห็นสีหน้าของหวายในเพลานี้แล้วอดหวาดหวั่นมิได้

“มิค่อยแน่ใจเท่าใดนักแต่คิดว่าคงเป็นเพราะ...เอ่อ....เป็นเพราะ ข้าก็มิค่อยแน่ใจ ความผิดของเจ้าเด็กน้อยก็มีอยู่บ้างหวายว่ามาดีกว่า”

พร้าวพูดตะกุกตะกักความเป็นคนเด็ดขาดหายไปเสียสิ้น ด้วยมีคาดเอาว่าน่าจะมีเหตุบางอย่างกำลังจะอุบัติขึ้น

“ตอบให้ก็ได้เพราะว่า ผู้หญิงมิควรที่จะอยู่กับขบวนเกวียนของเราด้วยเกรงว่าจะก่อปัญหา”

หวายกล่าวพร้อมชำเลืองด้วยหางตามองไปยังผู้ที่ยังนั่งนิ่งหน้าจ๋อยอยู่มิห่างนักเป็นเหตุให้คู่สนทนามิอาจเข้าใจเป็นอื่นได้นอกจากหมายถึงคู่กรณีเป็นแน่

“เจ้ารู้แล้ว รู้เมื่อเพลาใด”

พร้าวย้อนถาม ด้วยอาการหวั่นใจลึกๆ

“สงสัยแต่แรกแล้วแต่เมื่อดูหลายอย่างประกอบกัน เช่น รูปร่าง ลักษณะ การแต่งตัว ผิวพรรณ กิริยาท่าทางของอย่างนี้มันปิดคนอย่างข้า มิได้ดอก

อีกทั้งดูเหมือนเป็นคนกะล่อนเจ้าเล่ห์อารมณ์โมโหร้าย ไม่รู้จักกาละเทศะ สำออย เป็นสิ่งที่ข้ามิชอบนักแล

นอกจากนี้ยังมีความผิดที่เข้ามาอยู่ในขบวนเกวียนโดยมิมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าอีกอันที่จริงแล้วมีผู้อยู่ในขบวนเกวียนมัน

ก็มิเป็นปัญหาเท่าใดนักแต่ว่าคนที่แย่ยิ่งกว่าแย่เช่นนี้ ข้าเห็นว่ามิควรเก็บไว้ ต้องหาทางกำจัดอย่างรวดเร็วที่สุด”

เขาหยุดมองคนทั้งสองชั่วครู่แล้วกล่าวต่อไปอีกว่า

“เหตุที่รู้มิใช่เรื่องยากเย็นกระไรใครก็มองออก น้ามีความผิดแต่ข้ามิใคร่เอาเรื่องด้วยเห็นว่าคงต้องร่วมมือทำงานร่วมกันอีกมิอยากกล่าวกระไรอีกต่อไปอันที่จริงพี่พร้าวควรที่จะบอกล่วงหน้า ไม่สิ.. น้าไม่ควรจะเอาคนเช่นนี้มาด้วย”

น้ำเสียงของหวายกลับมาเกรี้ยวกราดอีกครั้งทำให้บรรยากาศเกิดความตึงเครียดขึ้นมาทันที

“ข้าเสียใจ ที่จริงตั้งใจจะบอกความเป็นจริงต้องการให้น้ำใสอยู่อย่างสงบเสงี่ยมไม่สร้างจุดสนใจ คิดว่าคงมิเป็นไร

อีกทั้งมิมีโอกาสเหมาะจะบอกกลับเป็นเรื่องซะก่อน เมื่อเหตุเป็นเช่นนี้ น้ำใสเอ็งคงอยู่ไม่ได้แล้ว”

พร้าวยอมรับผิด สุดท้ายหันไปพูดกับคนผิดเป็นการบอกให้ทราบถึงเหตุการณ์น่าจะเป็น

“แต่ข้าจะกลับได้เยี่ยงไรหนทางก็ยากลำบาก โจรผู้ร้ายก็ชุกชุม ให้กลับไป เหมือนส่งไปตาย.”

เป็นเสียงของน้ำใสกล่าวด้วยน้ำเสียงอิดออด ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ด้วยมิปรารนาจะไปจากขบวนเกวียนนี้

“อ้อ...ชื่อน้ำใส”

หวายทวนชื่อใสเป็นเชิงรับรู้และกล่าวต่อไปอีกว่า

“เยี่ยงนั้น พี่พร้าวไปส่งพรุ่งนี้เช้าก็แล้วกัน”

หวายกล่าวจบก็เดินจากไปมิได้หันกลับมามองคู่กรณี หรือพร้าวอีกจึงไม่รู้ว่าคนทั้งสองมีปฏิกิริยาเช่นไร

หลังจากกินข้าวเรียบร้อยแล้วเขาก็กำชับผู้ที่คนในขบวนเกวียนให้ระมัดระวังยามกลางคืนอาจมีกลุ่มโจร หรือคนบุกเข้ามาปล้นหรือขโมยของ ปฏิบัติหน้าที่ตามที่เคยทำมาอย่าได้บกพร่อง

ทุกคนรู้หน้าที่ของตนดี เนื่องจากกลุ่มการค้าขบวนเกวียนล้วนมีระเบียบปฏิบัติเป็นที่แน่นอนที่ทุกคนรับทราบก่อนอยู่แล้วเขาจึ่งมิต้องกล่าวกระไรมาก

ทุกคนในขบวนเกวียนทราบดีว่า การพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญเพราะทราบดีว่าวันต่อไปต้องเดินทางตลอดวันหรือในยามค่ำคืนมิมีใครทราบได้ว่า จะมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดในเพลาใด เมื่อมีโอกาสจึงรีบผักผ่อนทันที

ดังนั้นเพลานี้แม้นว่ายังเป็นช่วงหัวค่ำแต่ทั่วบริเวณที่ขบวนเกวียนที่พักค่อนข้างเงียบ จะมีก็เพียงเสียงสัตว์พาหนะที่ขยับตัวบางครั้งเท่านั้น

มีกองไฟเป็นจุดๆ พร้อมกับเวรยามประหนึ่งว่าป้อมปราการรบอันแข็งแกร่งพร้อมที่ต่อสู้กับอริศัตรูอยู่ทุกเมื่อ

คนในขบวนเกวียนมีที่นอนต่างกันไปบางคนนอนใต้ท้องเกวียน บางคนนอนใกล้กองไฟ บางคนเผลอนั่งหลับยามส่วนสถานที่นิทรารมณ์อันแสนสุขใจของหวายในเพลานี้ก็คือใต้ท้องเกวียนส่วนไอ้ลวกโดนไล่ให้ไปนอนใกล้กองไฟ ส่งเสียงกรนแข่งกับหรีดหริ่งเรไร

ในเพลาที่หวายกำลังเคลิ้มเหมือนว่าจะหลับนั้นรู้สึกว่ามี่ฝีเท้าหนึ่งเคลื่อนไหวมายังที่เขานอนอยู่ฝีเท้านั้นคล้ายเดินด้วยอาการแผ่วเบา มันเดินๆแล้วก็หยุดหลังจากมันหยุดแล้วก็เคลื่อนตัวมาเข้าเรื่อยๆ

หวายมีความรู้สึกว่าจุดมุ่งหมายของมันอยู่ที่เขาหวายในเพลานี้อยู่ในสภาพตื่นตัวเตรียมพร้อม

บริเวณที่เขานอนในเพลานี้อยู่ภายใต้ท้องเกวียนซึ่งถือว่าเป็นที่หลบภัยชั้นดีภัยจะเข้าถึงตัวเขาก็ได้เฉพาะทิศทางด้านเท้าของเขาเท่านั้นเพราะว่าแอกของเกวียนวางติดกับพื้นดิน ทำให้เป็นเครื่องกำบังสำหรับเขาเป็นอย่างดี

เขาแสดงอาการเสมือนว่าหลับสนิทโดยปล่อยเสียงกรนเบาๆ เขาพยายามฟังเสียงฝีเท้าของผู้มาเยือนว่าเป็นสิ่งใด

คนหรือสัตว์ มิตรหรือศัตรูแต่ก็ฟังได้ยากมาก จะว่าเป็นสัตว์ร้ายก็มิน่าจะใช่ เพราะว่าผิว่าเป็นสัตว์ร้ายวัวที่อยู่ในบริเวณนี้ก็คงจะแสดงอาการตื่นกลัวดังนั้นเขาจึ่งสรุปได้ว่ามฤตยูที่กำลังคืบคลานมาหาเขาในเพลานี้ ต้องเป็นคนแน่นอน

หวายลองคิดดูต่อว่าน่าจะเป็นใคร?แต่นึกมิออก คนที่อยู่ในขบวนเกวียนของเขาก็มิน่าจะมีใครคิดที่จะมาหาเขาในเวลานี้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรเร่งด่วน หรือจะเป็นผู้ที่คิดลอบทำร้าย ..หรือเป็นกลุ่มกระแตดงลอบเข้า ไม่น่า แต่ก็ไม่น่าเป็นไปได้

เสียงการเคลื่อนไหวหยุดแล้วมันหยุดมิห่างจากเขาเท่าใดนักในระยะนี้ผิว่ามีอาวุธประเภทหน้าไม้ก็สามารถสังหารเขาได้ง่ายดายหวายพยายามเงี่ยหูฟังการเคลื่อนไหวของมฤตยูผู้มาเยือนด้วยใจระทึกพร้อมกับนึกด่าในใจว่าพวกเวรยามปล่อยให้ศัตรูเข้ามาได้เยี่ยงไร

“ท่านหัวหน้าเจ้าคะ”

เป็นเสียงร้องเรียกแทบจะกระซิบ เหมือนต้องการให้เขาเท่านั้นได้ยินเสียงนี้เป็นเสียงที่เขามิคุ้นเคย เมื่อฟังในยามค่ำคืนเช่นนี้แล้วเขารู้สึกมันประหลาดชอบกลแต่เสียงนี้ก็เหมือนคุ้นๆ มันเป็นเสียงของใคร?

เขายังมิตอบในทันทีแต่ก็พยายามนึกหาว่าเจ้าของเสียงเป็นใครทราบได้เยี่ยงไรว่าเขานอนอยู่ที่นี้ ปกติแล้วเขานอนมิเป็นที่สักเท่าใดบางครั้งเขาไปนอนปะปนกับคนในขบวนเกวียน

บางครั้งเขาก็นอนในที่มิดชิดใต้ท้องเกวียนเช่นในครั้งนี้มีเพียงคนมิกี่คนเท่านั้นที่ทราบว่าเขานอนที่ใด และจะเป็นคนใกล้ชิดเท่านั้นที่ทราบเรื่องนี้หลังจากนึกตรึกตรองดูก็พบว่า ผู้ที่มาจะเป็นคนที่เขารู้จักหรือมิก็เป็นที่คุ้นเคยกับเขา

เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาจึงขยับตัวแผ่วเบามองไปยังต้นเสียง แสงไฟจากกองไฟฉายแสงให้ร่างที่ยืนอยู่มิห่างจากเขานักเป็นเงาดำร่างเล็กเห็นตะคุ่มในเงามืด

“เป็นผู้ใดมาในยามพักผ่อนเช่นนี้ มิรู้หรือว่าเพลานี้เป็นเพลาพักผ่อน ผิว่ามิมีสิ่งใดสำคัญขอให้เก็บไว้คุยกันในยามเช้าก็แล้วกัน”

หวายตอบไปด้วยน้ำเสียงไม่ดังนักอาการอยู่ในสภาพเตรียมพร้อม ที่นอนของเขาตอนนี้หันหัวไปทางเอกของเกวียนปลายเท้าจึงโล่งสูง สองข้างขนาบด้วยวงล้อของเกวียน จึงมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าได้กว้างชัดเจนการป้องกันตัวจึงไม่ยาก

“เป็นข้าพเจ้าเองผู้น้อยมีเรื่องจำเป็นสำคัญนัก มีความจำเป็นต้องกราบเรียนท่านในยามนี้หากพ้นจากยามนี้แล้วเกรงว่าจะมิทันการ”

เสียงที่กล่าวโต้ตอบมาพยายามที่จะใช้เสียงและคำพูดที่แสดงถึงความอ่อนน้อมที่สุดเท่าที่จะสรรหามาได้ เสียงนี้ดูเหมือนจะมีมนต์ขลังที่ดึงดูดให้เขามีใจให้อ่อนลง

บัดนี้ เเขามีความรู้สึกว่าเจ้าของเสียงอ่อนหวานน่าสงสารเสียยิ่งกระไร ความรู้สึกของหวายในเพลานี้เป็นเช่นนี้

ในเพลานี้หวายพอจะรู้ลางๆแล้วว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร แต่ยังเดาจุดประสงค์เจ้าของเสียงได้มิแน่ชัดแต่ก็พอคาดการณ์น่าจะเป็นได้ แต่สิ่งที่เขาคาดเดาอาจจะผิดพลาด ก็ได้มิมีใครรู้สำหรับเขาคิดว่าถ้าผู้อื่นดีกับเรา ก็ควรดีตอบไม่ควรหักหาญน้ำใจจนเกินไป

เขาคิดลองคุยดูอาจจะมีกระไรน่าสนใจ ด้วยคำว่ามิทันการเหมือนมีสิ่งสำคัญนัก หวายหันกลับมายังที่นอนกวาดสายตามองว่าสิ่งของอยู่ในที่ควรจะอยู่หรืออยู่ในสภาพเตรียมพร้อมหรือมิ หลังจากนั้นก็หันไปทางเจ้าของเสียงอีกครั้ง

เขาลุกขึ้นนั่งแล้วแต่ยังนิ่งอยู่กับที่เตรียมกายใจให้อยู่ในสภาพเตรียมพร้อม ที่จะรับฟัง

“มีเรื่องสำคัญมากนักไหนลองว่ามา”

หวายตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบจากเงาภายใต้เกวียนอันเป็นที่นอนอันแสนสุขของเขาในเพลานี้

“ขอเข้าไปใกล้ได้อีกสักนิดหรือไม่”

เสียงนั้นกล่าวอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยปนสั่นเครือนิด ๆ ฟังดูน่าสงสาร แสดงถึงอาการสงบเสงี่ยมเจียมตัว เกรงกลัวต่อผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเสียงชนิดนี้ทำให้บุรุษชาติอาชาไนยเฉกเช่นหวายใจอ่อนเปียกได้

“อืม...ตามใจ อยากเข้ามาก็เข้ามา ตามใจ”

หวายตอบไปด้วยด้วยน้ำเสียงค่อนข้างนุ่มนวลและใคร่รู้เช่นกันว่าเจ้าของเสียงที่พยายามขอเข้าพบเขาในยามค่ำคืนคิดจะทำประการใดหรือมีลูกเล่นกระไรหรือไม่ แน่จริงหรือเปล่า

หลังจากเขากล่าวสิ้นคำพูด ร่างนั้นก็เคลื่อนมาที่เขาพอได้ระยะห่างจากหวายประมาณ 1 วา เขามองเห็นร่างนั้นทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างช้าๆ นุ่มนวล ก้มหน้าชั่วครู่ มีเสียงคล้ายกับสะอื้น แล้วเงาร่างนั้นก็เงยหน้าขึ้นตรง

เจ้าของร่างนั่งพับเพียบแสดงอาการ กิริยาประดุจกุลสตรีที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดีแสงไฟจากกองไฟที่ส่องแสงมาเห็นเงาหน้านั้นคล้ายกับมีคราบน้ำตาที่แววตายังรื่นด้วยน้ำตา โอ.. นางเริ่มบีบน้ำตาแล้วจิตใจของหวายจะทนทานกับน้ำตาของนางที่อยู่เบื้องหน้าได้หรือไม่

บัดนี้ร่างงามได้นั่งหน้าเขาแล้วซึ่งก็คือน้ำใส นั่นเอง ในเพลานี้มิมีสิ่งใดมาปิดบังเส้นผมดังเช่นเมื่อตอนหัวค่ำเขามองเห็นผมหยักลอนเล็กน้อย ยาวระคอที่งามระหงขับให้ใบหน้าเมื่อแสงไฟจากกองไฟสาดส่องดูแล้วงามน่าพิศวงผสมกับเสียงที่มิได้แกล้งดัดเหมือนเมื่อก่อนนี้ทำให้เขารู้สึกว่าผู้ที่อยู่ต่อหน้าเขาในเพลานี้ มีเสน่ห์ดึงดูดให้เขายิ่งนัก

หญิงสาวยกมืออันเรียวงาม ประนมมือขึ้นแล้วเปลี่ยนกิริยาเป็นหมอบกราบกับพื้นแล้ว ปรากฏเสียงสะอื้นดังฮักๆแล้วก็ปล่อยเสียงร้องโฮออกมาค่อนข้างดัง เสียงนี้ดังพอสมควร

ในเพลานี้บริเวณที่พักของขบวนเกวียนบรรยากาศค่อนข้างเงียบมีเพียงเสียงประสานของหรีดหริ่งเรไรเท่านั้น เมื่อมีเสียงใดๆ ดังขึ้นก็ตามที่มีความแตกต่างเกิดขึ้นที่มิใช่มีอยู่ตามธรรมชาติย่อมจะมีความรู้สึกว่ามันดังสะดุดหูมากกว่าธรรมดาโดยเฉพาะสำหรับหวายแล้ว ดังเหมือนประดุจโลกจะพังทลายเลยทีเดียว

เสียงของใสที่ร้องออกมาเสียงค่อนดังทำให้หวายตื่นจากภวังค์ที่มีอยู่เมื่อสักครู่นี้

“เฮ้ย เจ้าจะร้องไปใยรบกวนหูคนอื่นเขากำลังหลับ กำลังนอน เบาเสียงลงหน่อย ถ้าเจ้าไม่เบาเสียงลงถ้ามีใครตื่นขึ้นมาข้าจะให้มันลากเจ้ากลับไปที่พัก”

หวายร้องเสียงหลง แต่ก็พยายามสะกดเสียงของตนเองมิให้ดังจนเกินไปด้วยเกรงว่าจะสร้างความแตกตื่นให้กับ คนของเขา โดยเฉพาะ ไอ้ลวกกับไอ้เขียวซึ่งนอนมิได้ห่างออกไปจากบริเวณนี้นัก จึงจำเป็นต้องมีการขู่นิดหน่อยซึ่งก็ได้ผล นางเงียบเสียงไปอีกครั้ง

หวายมองไปที่น้ำใส ในเพลานี้เขามีความรู้ว่าหญิงสาวพยายามใช้ความสามารถที่มีอยู่หมดในการเรียกร้องความสนใจ และความสงสารเขารู้สึกเยี่ยงนั้นจริง ๆ

“นายท่านต้องช่วยนะเจ้าค่ะ”




Create Date : 02 ธันวาคม 2558
Last Update : 12 พฤษภาคม 2560 23:40:55 น.
Counter : 360 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

thampitak 33
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments