Group Blog
 
 
ธันวาคม 2550
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
7 ธันวาคม 2550
 
All Blogs
 

CIO

โดย kapook
CIO ก็คือ Chief Information Officer ก็คือผู้บริหารตัวเล็กๆที่ต้องจัดการกับปัญหาการใช้ข้อมูลซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินตัว ในองค์กรขนาดใหญ่ของฝรั่งนั้นเขามักจะเรียกผู้บริหารระดับสูงว่า CEO หรือ Chief Executive Officer ผู้ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบทุกด้านของการบริหารองค์กรผู้บริหารใหญ่ถัดมาก็มักจะเป็น CFO หรือ Chief Finance Officer ท่านผู้นี้มีรับผิดชอบทางด้านการเงินทุกประการ 2 ตำแหน่งประเภทกิจการที่เน้นการขาย CMO หรือ Chief marketing Officer
CIO เป็นการยกระดับคนที่ดูแลด้านระบบข้อมูลขึ้นมานี้กลายเป็นตำแหน่งระดับบริหารชั้นสูง ซึ่งต้องศึกษาข้อมูลขององ๕กรและต้องเสนอแผนการสร้างระบบข้อมูลให้ได้ครบถ้วนในเวลารวดเร็วเป็นไปได้ยากแผนนี้จะแบ่งเป็น 3-4 เฟส เฟสละ 1-5 ปี แต่ละเฟสจะบอกได้ชัดเจนว่าพัฒนาระบบอะไรบ้างจะใช้เทคโนโลยีชนิดใด ( เน็ตเวิร์ก เมนเฟรม อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต ) จะต้องลงทุนเท่าไรและฝ่ายงานไหนต้องมาประสานงานกันอย่างไร หลังจากนั้น ก็ต้องติดตาม ควบคุม ให้เป็นไปตามนั้น การตั้งงบประมาณจะต้องพัฒนาระบบงานต้องดำเนินการจัดหาอุปกรณ์และเทคโนโลยีต้องอบรมทั้งฝ่ายคอมพิวเตอร์และฝ่ายเจ้าของงานต่างๆให้มาอยู่ในมือ
งานด้านงบประมาณนั้นแท้จริงแล้วมันก็ต้องอยู่ในฝ่ายบัญชีหรือฝ่ายงบประมาณ
วิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์มีหน้าที่ 5 อย่าง คือ
อินฟอร์เมชั่น คือ ทำให้ข้อมูลหรือสารสนเทศเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างงาน และประสานงานกับหน่วยอื่นๆในเรื่องข้อมูล
เทคโนโลยี คือ มีหน้าที่ในการเลือกสรรเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับงานและควรลงทุนด้านไอทีอย่างไรเพื่อได้ประโยชน์สูงสุด
แผนงานและโครงการ คือ จัดทำแผนแม่บทไอทีขององค์กร ตลอดจนต้องมีแผนปฏิบัติการ หรือโครงการที่สอดคล้องกับแผนแม่บท และแผนชาติ
กำกับดูแล คือกำกับดูแลงานด้านไอทีขององค์กรและประเมินผล ร่วมมือ คือ ร่วมมือและประสานงานกับกระทรวงกับกรมอื่นๆในโครงการด้านไอทีระหว่างหน่วยงาน

ซีไอโอ…จะเข้าถึงข้อมูลได้อย่างไร
ปัญหาของซีไอโอ ที่สำคัญคือการเข้าถึงข้อมูลเพราะหากเข้าไม่ถึงข้อมูลก็จะไม่มีทางรู้ว่าข้อมูลตัวเลขต่างๆระบบเอ็มไอเอสที่เสนอข้อมูลมาบนจอภาพในห้องทำงานของท่านนั้นมีอยู่ไม่กี่เรื่อง ข้อมูลที่อยู่ในเครื่องไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ ความไม่ร่วมมือของฝ่ายคอมพิวเตอร์
ในปัจจุบันเราแบ่งระบบงานได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ แบบรวมศูนย์ (CENTRALIZE ) กระจายศูนย์ ( DISTRIBUTED ) การจัดแบบนี้สามารถแบ่งได้อีก 2 ประเภท คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่างคนต่างทำงาน กับระบบคอมพิวเตอร์ที่มีการเชื่อมโยง

มองปัญหา QC กับปัญหาการประยุกต์ใช้ IT
สภาวะแรกเรียกว่า “Uncertainty” นี้คือจุดเริ่มต้นที่ผู้บริหารเริ่มสังเกตได้ว่ากิจการนั้นมีปัญหา ผู้บริหารจะบอกว่า “We don”t know why” ส่วนสภาวะที่ 2 เรียกว่า “Awakening” คือจุดที่ผู้บริหารเริ่มรู้แล้วว่า ปัญหามาจากหน่วยผลิตที่ให้ผลงานไม่ค่อยมีคุณภาพ หรือคือหน่วยปัญหา คิวซี สภาวะที่ 3 “ Enlightenment” ในขั้นนี้ผู้บริหารทุกคนลงไปจี้ให้ผู้ปฏิบัติงานคิดหาหนทางปรับปรุงคุณภาพและทุกคนในหน่วยงานจะบอกว่า “With management commitment , we are going to do it”สภาวะที่ 4 นั้นเขาเรียกว่า “Wisdom” ตรงนี้ทุกคนรู้แล้วว่าการปรับปรุงคุณภาพของงานคือหนทางแก้ปัญหาและจะพูดเป็นเสียงเดียวกัน “ Defect prevention is our routine work” สภาวะที่ 5 เรียกว่า “Certainly” ณ จุดนี้ทุกคนรู้แล้วว่า ความผิดพลาดเกิดจากตรงไหน
คอมพิวเตอร์ในยามยาก
เศรษฐกิจที่กำลังถดถอยงบประมาณส่วนหนึ่งที่จะถูกตัดไปนั้นคืองบประมาณ คอมพิวเตอร์นั้นเองซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญในการที่จะแก้ไขปัญหาด้านต่างๆและเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นคือเครื่องมือในการจัดการกับข้อมูลนั้นเอง งานที่ใช้คอมพิวเตอร์กล่าวคืองานต่างๆเช่นงานการเก็บสถิติต่างๆเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม องค์กรต่างๆและประเมินสถานการณ์ตลอดเวลาว่าปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร
พรรคการเมืองมี MIS แล้วหรือ
การนำคอมพิวเตอร์ไปเชื่อมโยงเครือข่ายภายในสำหรับพรรคการเมืองเป็นเรื่องง่ายแต่จะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดพรรคการเมืองใช้คอมพิวเตอร์เพื่ออะไรบ้างดังจะเห็นได้จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนระบบข้อมูลในฝันกับระบบข้อมูลที่เป็นจริงยุคนี้เป็นยุคที่ผู้บริหารของไทยเริ่มยอมรับถึงความจำเป็นของการมีเครื่องคอมพิวเตอร์ ทุกคนสามารถที่จะเลือกการตัดสินใจข้อมูลที่ดีทุกคนสามารถเลือกได้ดีและเหมาะสม ตัวอย่างระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ เช่น ธนาคารพาณิชย์ ส่วนใหญ่จะใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาดูแล ระบบฝากเงิน เงินกู้ และบัญชีทั่วไป ( Gerneral Ledger ) ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าคอมพิวเตอร์มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้ข้อมูลที่สำคัญๆในการทำงานแต่ปัญหาที่ตามมาอีกอย่างหนึ่งก็คือ ิ การบิดเบือนของข้อมูลในระบบงาน ระบบนี้จะต้องมีการคาดเดาล่วงหน้า ผู้ที่ทำหน้าที่นี้เรามักจะเรียกว่า Fund Manager ผู้บริหารเงินดังกล่าวนี้จะต้องติดต่อขอข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆบางหน่วยงานใช้คอมพิวเตอร์บางหน่วยงานไม่ใช้คอมพิวเตอร์หน่วยที่ใช้คอมพิวเตอร์จะพยายามหน่วงเหนี่ยวข้อมูลเอาไว้ไม่กล้าที่จะเอารายการทางด้านรับเงินมาเข้าก่อนด้านการจ่ายเงิน ทั้งนี้เพราะเกิดความผิดพลาดบกพร่องมาก็จะย้อนคืนได้ยากเงินก้อนนั้นอาจจะเอาไปปล่อยเงินกู้แล้ว
คอมพิวเตอร์สำหรับการพยากรณ์อนาคตที่มีความแปรปรวนสูง
ในยามที่หน่วยเศรษฐกิจกำลังวุ่นวาย หน่วยงานต่างๆ จึงไม่ควรตัดงบประมาณด้านไอที แต่ก็ควรปรับเปลี่ยนเสียใหม่โดยเอาเงินและแรงงานเท่าที่มีอยู่มาทุ่มกับ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ การสอนให้ผู้บริหารรูจักใช้ข้อมูล ส่วนเรื่องที่ 2 การสร้างฐานข้อมูลเอาไว้เพื่อใช้งานในเรื่องการสอนให้ผู้บริหารรู้จักใช้ข้อมูลนั้นสามารถแยกได้เป็น 3 ขั้นตอน 1.ขั้นแรกเป็นการเก็บตัวเลขและสถิติต่างๆมาวิเคราะห์เพื่อรูสถานการณ์ ขั้นที่ 2 การพยากรณ์ไปข้างหน้า และขั้นสุดท้าย การทำโปรแกรมเพื่อช่วยในการตัดสินใจโดยอัตโนมัติ การพยากรณ์ไปข้างหน้าก่อนที่เราจะมามองกันว่าการพยากรณีไปข้างหน้านั้นเป็นอย่างไรเราต้องทราบว่า ก่อนที่จะพยากรณ์นั้นเราต้องรู้ถึง คำว่า “ระบบ” ( SYSTEM) คือส่วนประกอบไปด้วยชิ้นส่วนย่อยภายในหลายๆชิ้น และชิ้นส่วนที่ทำงานต่อเนื่องกันหรือสามารถผลักดันซึ่งกันและกันผลของการผลักดันซึ่งกันและกันนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสามารถตรวจวัดได้ระบบโดยทั่วๆ ไปจะอยู่ในสภาวะหยุดนิ่งมันจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีแรงภายนอกมากระทบ ผลกระทบ คือ 1. ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว 2. ทำให้เกิดการแตกสลาย คำว่าระบบ จึงหมายถึง กฎเกณฑ์ ระเบียบปฏิบัติและสิ่งอื่นๆที่มองไม่เห็นหรือจับต้องไม่ได้ เช่น คน ไฟฟ้า เครื่องจักร กฎ ระเบียบ ความคิดเห็น ความเชื่อ เครื่องมือเครื่องจักร บริษัทหรือหน่วยงานนั้นจะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันมีการผลักดันมีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเช่นเมื่อนายสั่งงาน ลูกน้องก็ปฏิบัติตาม หรือคำสั่งของนายจ้างจะเป็นเรื่องของการมอบหมายให้ลูกน้องโดยทั่วๆ ไปแล้วเราสนใจแต่ระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนไหวในขอบเขตจำกัดอันหนึ่งเราเรียกระบบประเภทนี้ว่า
( STABLE SYSTRM ) มันเป็นระบบที่ก่อให้เกิดประโยชน์และนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง เช่น เมื่อเราสร้างระบบขนส่งด้วยรถไฟขึ้นมาเราก็หวังที่จะใช้ประโยชน์ในการขนส่งมนุษย์และสินค้าได้ และให้เราควบคุมมันได้
สถานะของระบบนั้นเราอาจบอกได้โดยการวัดค่าของสิ่งของต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบนั้น เช่น นาฬิกา อาจมีสถานะเป็น เดิน หยุด ทั้งนี้โดยดูที่การแกว่งไปมาระหว่างของตุ้มแกว่ง ถ้าเราบอกว่าตุ้มแกว่งหยุดเราก็บอกว่ามันหยุดไปแล้ว การบอกสถานะเพียงเท่านี้อาจมีประโยชน์สำหรับผู้ใช้ ในบางโอกาสเราอาจต้องแยกสถานะให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่นผู้ใช้นั้นต้องรู้ว่าอยู่ในสถานะใด เดินถูกต้อง ชัดเจน ใกล้เคียงกับเวลาจริงของโลก

การวางแผนและการแก้ปัญหา
กิจการต่างๆ นั้นเราทำขึ้นมาก็เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง กิจการโดยทั่วๆ ไปมีเป้าหมายทำกำไรสูงสุดและมีความมั่นคงอย่างเพียงพอ เราจำเป็นต้องรู้ว่าถ้าเราทำอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะเกิดผลอนาคตเป็นอย่างไรนั้นเป็นขั้นตอนของการวางแผนในขั้นตอนดังกล่าวนี้เราจะสมมติว่าแรงผลักดันจากภายนอกเป็นไปตามปกติ (พยากรณ์ไปข้างหน้า) เราจึงต้องเลือกวิธีที่ดีที่สุด นั่นคือ แผนการดำเนินงาน เมื่อนำแผนไปปฏิบัติได้สักระยะหนึ่งเราก็มักจะพบว่า ผลงานเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาเราต้องมาตรวจวัดสภาพแวดล้อม มันก็เกิดความผิดพลาดของโมเดลของระบบงาน การเปลี่ยนแปลงแรงผลักดันจากภายนอกก็ได้ แต่ทั้ง 2 ด้านมันแก้ได้แบบเดียวกัน คือหาโมเดลที่ถูกต้องแล้วก็ทดลองเลือกหนทางปฏิบัติแบบต่างๆ ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง แล้วใช้โมเดลนั้นพยากรณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตจากภาพในอนาคตเหล่านี้เราก็จะเลือกหนทางที่ดีให้ผลดีกับองค์การของเราให้มากที่สุด เจ้าตัวแปร Variable และความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร Process นั้นแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ความสัมพันธ์ชนิดแรกนั้นเรียกว่า Deterministic Process และตัวแปรที่เกี่ยวข้องจะเรียกว่า Deterministic Variable ความสัมพันธ์แบบนี้เป็นความสัมพันธ์ที่คำนวณได้แน่นอน เช่น เมื่อแกนหมุนของเข็มนาฬิกาหมุนของเข็มนาทีหมุนไปได้ 1 รอบ ตัวแปรที่บอกตำแหน่งที่ตั้ง (ทิศทาง) ของเข็มนาทีและนาทีจึงเป็นตัวแปรชนิด Deterministic สำหรับความสัมพันธ์ชนิดที่ 2 นั้นเรียกว่า Stochastic Process นี่เป็นระบบตัวแปรต่างๆนั้นว่าค่าประมาณความแปรปรวนซึ่งสามารถคำนวณออกมาเป็นสูตรที่ชัดเจน ความแปรปรวนนั้นอาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุหลายๆอย่าง อย่างแรกคือ เครื่องตัววัด ไม่สามารถทำรายละเอียดได้เพียงพอ อย่างที่ 2 มันมีแรงผลักดันเล็กๆที่เราไม่รู้มาผลักดันตัวแปรนั้นอยู่ด้วย และแรงผลักดันอันนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก (แต่อยู่ในขอบเขตจำกัดอันหนึ่ง) ซึ่งสามารถวัดค่าความแปรปรวนได้ ความแปรปรวนเลือกที่จะปฏิบัติ ความแปรปรวนเหล่านี้เห็นเด่นชัดในเรื่องราคาหุ้นตัวแปรและขบวนการในเรื่องนี้จึงเรียกว่า Stochastic Process
สถิติตัวเลขที่บอกความจริง ณ วันและเวลาต่างๆกันและห่างกันเป็นระยะเวลาเท่าๆกัน (time series) นั้นคือตัวบอกสถานะของระบบซึ่งสามารถเอามาคาดการณ์ในอนาคตได้โดยทดลองฟิตกราฟเข้าไป เช่น ผลผลิตของประเทศ การส่งออก การนำเข้า การคำนวณหาความสัมพันธ์ วิธีการ “Curve fitting” ใช้กับเรื่องนี้ด้วย การวัดค่าเพื่อเก็บเป็นสถิติต่างๆนั้นมีความคาดเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา การหาค่าเฉลี่ยนั้นเป็นตัวแปรที่มีความแปรปรวนต่ำหรือมีการกระจายแบบ Normal เท่านั้น เมื่อมาเจอกับการกระจายแบบอื่นๆ และที่มีการเปลี่ยนแปลงสูงเพื่อนำมาหาภาพของการกระจายความแปรปรวน (Probability distribution) จริงๆแล้วต้องหันมา วิธีการด้าน “การจำลองภาพเหตุการณ์” (simulation) เพื่อทำความเข้าใจและพยากรณ์ไปในอนาคต ลักษณะเป็น Stochastic Process ซึ่งเป็นการศึกษาถึงระบบงาน เช่น ธนาคารที่ใช้ในการทำบัญชี
คอมพิวเตอร์ช่วยตัดสินใจโดยอัตโนมัติ
หากมองในภาพปัจจุบันเราพบว่า “คอมพิวเตอร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน” เช่นลิฟท์เป็นการทำโดยระบบเปิดปิดและบังคับการเคลื่อนที่ด้วยสวิตซ์ สวิตซ์เหล่านี้ออกแบบให้ทำงานตามคำสั่งที่เราป้อนเข้าทางปุ่มกดต่างๆ การเช็คโดยคอมพิวเตอร์นั้นทำได้ละเอียดรอบคอบและมีการเช็คยันกันได้หลายๆทาง การคำนวณเหล่านี้ทำได้เร็วมากคอมพิวเตอร์ตัวเดียวสามารถควบคุมลิฟท์ถึง 5 ถึง 10 ตัวได้อย่างสบายนี่คือ คุณสมบัติที่ดีของระบบคอมพิวเตอร์มันทำงานได้เร็ว จนทำให้เกิดความมั่นใจ
จากลิฟท์ก็มาที่เครื่องถ่ายเอกสาร ซึ่งสามารถย่อขยายภาพเรียงหน้าได้ การถ่ายภาพกับการพิมพ์ออกมานั้นไม่ต้องรอกันทีละภาพเราสามารถเอาเอกสารเข้าอย่างต่อเนื่อง อัตราค่าบริการก็สามารถปรับเปลี่ยนเป็นตามขั้นบันได หรือคือใช้มากจะลดราคาให้ใช้
จากเครื่องถ่ายเอกสารก็จะเป็นเรื่องของโทรศัพท์ ในปัจจุบันนี้เรามีตู้ชุมสายในที่ควบคุมไมโครคอมพิวเตอร์มันคุ้มทุนตั้งแต่หน่วยงานที่มีสายโทรออก 2 สายและโทรภายใน 10 สาย ไปจนถึงหน่วยงานเล็กๆ การลดจำนวนหมายเลขภายนอกจะลดค่าใช้จ่ายและพอจะเป็นค่าซื้อตู้ชุมสายดังกล่าวภายใน 1-2 ปี
โปรแกรมเหล่านี้จะทำงานโดยอัตโนมัติ เก็บสถิติได้มากมาย ประหยัดเงิน จากตู้ชุมสายโทรศัพท์มาที่ “รถยนต์” ควบคุมการปิดเปิด ความเร็ว อัตราเร่ง อุณหภูมิของอากาศ 3 รสชาติ ของการ Re-engineering ควบคุมเครื่องบินสามารถนำมาใช้ป้องกันความผิดพลาดของคน Human Error ทดสอบอย่างละเอียดและรอบคอบ

ประธานบริษัทไอบีเอ็มคนปัจจุบันให้แนวทางแก่บริษัทโดยแบ่งเป็น 6 หัวข้อ
1. มุ่งเน้นติดตามการทำกำไร
2. จับทิศทางของผลิตภัณฑ์เพื่อให้เกิดการขยายตัว
3. ปรับปรุงประสิทธิภาพการส่งสินค้า
4. เปิดโอกาสไปสู่ตลาดทั่วโลก
5. เพิ่มขีดความสามารถของคน
6. เล็งเป้าหมายอุตสาหกรรม
ทิศทางและนโยบาย 6 ประการนี้มีผลต่อองค์กรอย่างมาก เพื่อทำให้กิจการมีกำไรมีการตัดอัตรากำลังลงอย่างแรงในขณะเดียวกันก็มีการเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานที่เหลืออยู่อย่างเร่งด่วน โดยการจัดฝึกอบรมและปรับแนวคิดในการขาย
สิ่งเหล่านี้ทำให้ไอบีเอ็มแข็งแกร่ง ค่าใช้จ่ายต่ำลง ในเรื่องของกิจการทิศทางของผลิตภัณฑ์ก็หันมาหาตลาดโลกของไคลเอนต์ เซิรฟเวอร์ (Client-Server) และโอเพ่นซิสเต็มเป็นตลาดที่มีทิศทางการขยายตัว พนักงานสามารถเข้าใจลูกค้า พูดภาษาเดียวกันเกิดความสัมพันธ์อันยาวนาน
Reengineering ตัวหลักการที่บริษัทซันโมโครซิสเต็มส์ เสนอก็คือ ให้ย้ายงานจากเครื่องเมนเฟรมเครื่องมินิคอมพิวเตอร์และพีซี และไปสู่เครื่องประเภท “Client Server” “Right Sizing”
คือการทำให้ขนาดของเครื่องมันเหมาะสมกับงาน เหตุผล 2 ประการ
1. ลดค่าใช้จ่าย
2. เปรียบเทียบในทางธุรกิจ
การรีเอ็นจิเนียริ่ง = ออกแบบกระบวนการทำงานเสียใหม่ ซึ่งอาจจะใช้คอมพิวเตอร์และไม่ใช้คอมพิวเตอร์ก็ได้การรีเอ็นจิเนียริ่งนั้นทำให้เจริญ โครงการปรับปรุงงานโดยใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วยนั้นเป็นการรีเอ็นจิเนียริ่ง การออกแบบขั้นตอนการทำงานเสียใหม่นั้นเน้นส่วนที่เป็นขั้นตอนการประมวลผล เมื่อออกแบบระบบแล้วก็เขียนโปรแกรมขึ้นมา โครงการที่ใช้คอมพิวเตอร์นั้นมี 3 รูปแบบ
1. รูปแบบแรกคือโครงการอาจเริ่มจากฝ่ายเจ้าของงานหรือฝ่ายคอมพิวเตอร์ โดยรักษาขั้นตอนและวิธีการทำงานเอาไว้เหมือนเดิม
2. รูปแบบเป็นงานที่ต้องลงทุนสูงเป็นงานสำคัญเมื่อโครงการขึ้นมาควบคุม
3 รูปแบบที่เกิดกับภาคเอกชน
จุดที่เหมาะสมคือ optimum คือต้องเน้นใช้เทคโนโลยีให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด
E-Mail จากไหนดี

การที่จะใช้งานอิเล็คทรอนิกส์เมล์นั้นมี 3 วิธี
1. เครือข่ายภายในองค์การ แบบนี้จะต้องมีการลงทุนซื้อซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ การลงทุนจะขึ้นอยู่กับพีซีจำนวนมากก็ทำให้ลดจำนวนเงินลง
2. ใช้บริการของบริษัท จะเสียค่าบริการเป็นเงินขั้นต่ำ ไม่ต้องไปจัดซื้อหาซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์
3. ทำเครือข่ายภายในและเชื่อมโยงออกไปในฐานะเป็นจุดบริการ Node Service สิ่งนี้ต้องมีหลายอย่าง ต้องเชื่อมโยงเครื่องพีซีทั้งหมด การติดต่อแบ่งออกเป็น 2 ระดับ
1. NECTEC
2. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ซึ่งต้องขอลายสื่อสารแห่งประเทศไทย เพื่อการเชื่อมโยง จัดเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูงพอสมควร ระบบอีเมล์นี้ไม่สามารถเข้ามาทดแทน โทรศัพท์และบันทึกต่างๆได้หมด มันเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในการติดต่อสื่อสารกัน

ประโยชน์
1. เป็นตัวส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาระบบข้อมูลและข้อสนเทศ
2. ทำให้เกิดความคุ้นทุนในการปฏิบัติงาน
3. การติดต่อกับคนภายนอก ซึ่งสามารถพิจารณาว่า ในกรณีที่เป็นหน่วยงานขนาดใหญ่และสามารถแยกเป็นคนที่ติดต่อภายในอย่างเดียวกับคนที่ต้องติดต่อทั้งภายในภายนอกได้ชัดเจน ดังนั้นระบบที่3 สร้างเครือข่ายภายในและเป็น Node Service ของ Internet จะเหมาะสมที่สุด เพราะสามารถควบคุมไม่ให้คนภายนอกติดต่อกับคนภายในโดยมิได้รับอนุญาต

ปัจจัยในการพิจารณา
1. ค่าใช้จ่าย cost
2. ผลประโยชน์ที่จะได้รับ Benefit
3. คุณภาพของการบริการ
4. การรักษาความปลอดภัย
คุณภาพของการบริการของระบบ Internet ในขณะนี้อยู่ในสภาพที่แย่มาก ปัญหาที่เราพบ คือ ความพยายามเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบ (log on) ไม่ค่อยจะได้ การใช้สายโทรศัพท์ธรรมดาเพื่อการติดต่อกับอินเตอร์เน็ตจะต้องกดเน้นเพื่อการต่อสายโทรศัพท์หลายๆครั้ง

การรักษาความปลอดภัย ในระบบ Internet นั้นมีผู้ใช้หลายสิบล้านคนย่อมมีคนเลวปะปนอยู่ คนเลวเหล่านี้สามารถสร้างปัญหา เช่น
1. ขโมยข้อมูลโดยคนร้ายส่งโปรแกรมเข้ามาเพื่อดักจับรหัสผ่าน (Password)
2. ปล่อยไวรัส
3. ก้อปปี้งาน คัดลอกงาน
ซึ่งเหล่านี้เป็นความหละหลวมของระบบ การส่งข้อมูลผิดๆ (Fake Information) ดังนั้นวิธีที่เหมาะสมที่สุดก็คือวิธีที่ 3 มีเครือข่ายภายในเพื่อทำอีเมล์ระหว่างคนในองค์กรเดียวกันแต่ในขณะเดียวกันก็มีฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ เพื่อการเชื่อมโยงควบคุมออกไปสู่โลกภายนอกและต้องจำกัดจำนวนคนที่จะติดต่อออกไปข้างนอกให้อยู่ในกลุ่มที่จำเป็นจริงๆ




 

Create Date : 07 ธันวาคม 2550
1 comments
Last Update : 7 ธันวาคม 2550 11:25:58 น.
Counter : 472 Pageviews.

 

ด่วน !!!
รับสมัครคนรับ-ส่ง Email (part time) รายได้ 500 บาท/วัน


คุณสมบัติผู้สมัคร
-ชาย-หญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป
-ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ไม่จำเป็นต้องมีความรู้
-ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา
-สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตและรับ-ส่งอีเมลล์ได้

เอกสารการสมัคร
1.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
2.สำเนาบัญชีธนาคารหน้าแรก ( ยกเว้นธนาคารออมสิน กับ ธกส. )
3. รูปถ่าย ขนาด 1 นิ้ว



ลักษณะของงาน
เป็นลักษณะการทำงานเกี่ยวกับการรับและส่งอีเมล์เท่านั้น ทางเราจะมีรายชื่ออีเมลล์ไว้ให้ พร้อมสอนการทำงาน รายได้ วันละ 500 บาท /วัน
นอกจากนี้รายได้อาจได้มากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณของงาน รายได้ขอรับได้ทุกสัปดาห์โดยวิธีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือมารับโดยตรงด้วยตัวเองได้
ใช้เวลาในการทำงาน ประมาณ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน สามารถเลือกเวลาทำงานได้ สามารถรับงานกลับไปทำที่บ้านได้
สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ (คุณกัญญาวีร์) โทร. 084-3254991 , 084-7719820 , 084-0733468 (09.00 น. – 21.00 น.)
สำนักงาน ตึกเมืองไทย- ภัทรคอมเพล็ก ถ.รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กทม. เปิดทำการทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา 10.00 -18.00 น. (กรุณาโทรนัดสัมภาษณ์งานล่วงหน้า1วัน)
การเดินทาง อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสุทธิสาร ถ้าไปโดยรถไฟฟ้าใต้ดินออกประตู 3 จะอยู่ห่างจากแยกสุทธิสารประมาณ 300 เมตร (สงสัยเส้นทางสอบถามได้ที่เบอร์ดังกล่าว)
กรุณาจดหมายเลข 46797 นี้เพื่อมาขอรับเอกสาร (จะได้ทราบว่ามาติดต่องานในส่วนใด)

 

โดย: กัญญาวีร์ IP: 202.149.24.129 11 มิถุนายน 2552 20:26:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


nsd
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add nsd's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.