Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
27 กรกฏาคม 2551
 
All Blogs
 
ประเทศไทยไม่ได้เสียดินแดนเพียงครั้งเดียวในปี 2505 จากคำพิพากษาของศาลโลกตามที่คนไทยโดยทั่วไปเข้าใจ

กรณีปราสาทพระวิหาร ประเทศไทยไม่ได้เสียดินแดนเพียงครั้งเดียวในปี 2505 จากคำพิพากษาของศาลโลกตามที่คนไทยโดยทั่วไปเข้าใจ

ในรอบ 46 ปีมานี้ – ประเทศไทยไทยเสียดินแดนมารวมทั้งหมด 4 ครั้ง !

และถ้าคนไทยยังนิ่งนอนใจ ไม่ตระหนักในมหันตภัยของ “ลัทธิล่าอาณานิคมยุคใหม่ – ล่าสุด” ที่ใช้ “วัฒนธรรม” เป็นข้ออ้าง – ประเทศไทยจะเสียดินแดนเป็นครั้งที่ 5 ภายใน 2 ปีนับจากนี้

อันจะนำไปสู่การเสียดินแดนชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งบนบกและในทะเลต่อเนื่องไปอีกหลายครั้งในอนาคต !

ในกรณีการเสียดินแดนครั้งที่ 5 นี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เขียนบทความเผยแพร่ชี้ให้เห็นเลศนัยในมติคณะกรรมการมรดกโลกที่ให้ขึ้นทะ เบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งมติข้อ 14

ขอสรุปด้วยภาษาชาวบ้านว่าเราเสียดินแดนมาแล้ว 4 ครั้งอย่างไร....

การเสียดินแดนครั้งที่ 1 – คำพิพากษาของศาลโลกปี 2505 แม้จะไม่ได้ระบุเรื่องเขตแดน และไม่ได้ยอมรับแผนที่ฝรั่งเศสฉบับปี ค.ศ. 1908 แต่ประเทศไทยก็ไม่ทำตัวเป็นคนเกเรในสายตาชาวโลก ส่งมอบปราสาทพระวิหารให้กัมพูชา โดยกั้นรั้วลวดหนามที่บริเวณบันไดนาคขั้นที่ 156 ห่างจากตัวปราสาท 20 เมตร

การเสียดินแดนครั้งที่ 2 – ประมาณปี 2511 เราเลื่อนลงมากั้นรั้วลวดหนามที่บริเวณบันไดขั้นที่ 1 (ขั้นล่างสุด) อาจจะด้วยเหตุผลเพื่อให้คนไทยเดินขึ้นไป

การเสียดินแดนครั้งที่ 3 – ประมาณปี 2536 – 2541 มีการกั้นรั้วเลยลงมาข้างล่างอีก ที่บริเวณติดคูน้ำ (ตรงที่ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษเจรจากับกัมพูชาให้ปล่อยตัวคนไทย 3 คนที่ข้ามไป) ตรงนี้มีประตูรั้วด้วย

การเสียดินแดนครั้งที่ 4 – ล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้หลังจากเกิดความตึงเครียด มีการกั้นรั้วลวดหนามเลยเข้ามาในดินแดนไทยบริเวณพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร (เป็นจุดที่คนไทย 3 คนปีนข้าม)

ควรเข้าใจร่วมกันเป็นปฐมเสียก่อนว่า ปราสาทพระวิหารแต่เดิมนั้นเป็นของประ เทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายแน่นอน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1904 (หรือ ร.ศ. 122 หลังปราสาทพระวิหารถูกค้นพบโดยพล.ต.พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิ ประสงค์เพียง 4 ปี) และ ค.ศ. 1907 ตามสนธิสัญญาสยาม – ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 ที่ยึดถือสันปันน้ำเป็นเกณฑ์

ประเทศกัมพูชาจึงต้องยึดถือสนธิสัญญาฉบับนี้

ฝรั่งเศสมาเขียนแผนที่ขึ้นฝ่ายเดียวเมื่อ ค.ศ. 1908 หลังคณะกรรมการผสมสยาม-ฝรั่งเศสสลายตัวไปแล้ว 1 ปี เป็นแผนที่ที่จงใจลากเส้นมาเอาเขาพระวิหารไปไว้ในดินแดนตนเอง ทั้งตัวปราสาทและพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร

กัมพูชาได้ใช้แผนที่ฉบับนี้ต่อสู้ในศาลโลกเมื่อปี 2502 และพยายามให้ศาลโลกมีคำพิพากษาว่าแผนที่ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา สยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904

แม้ศาลโลกจะพิพากษาให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่ก็ไม่ได้ระบุเรื่องเขตแดนไว้ และไม่ได้รับรองแผนที่ฉบับนั้นแต่ประการใด

จึง ต้องถือว่า เขตแดนไทย-กัมพูชายังคงอยู่ที่สันปันน้ำเหมือนเดิมเมื่อปี ค.ศ. 1904 มีเพียงตัวปราสาทฯเท่านั้นที่เรายกให้กัมพูชาตามคำพิพากษาศาลโลก

คือเราจะเสียพื้นที่เท่ากับที่ “เสียดินแดนครั้งที่ 1” เท่านั้น !

ซึ่งก็ต้องยึดถือตาม “เขตปฏิบัติการ” ที่เราส่งมอบพื้นที่ปราสาทพระวิหารให้กัมพูชา ตามมติครม. 2505 และหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ 11467/2505 เรื่อง การปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหาร ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2505 ในข้อเสนอทางเลือกที่ 2 ที่เสนอว่า....

“...กำหนดพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าครอบปราสาทพระวิหาร มีแนวเขตจากปีกขวาของตัวปราสาทพระวิหารตั้งแต่ช่องบันได้หัก ลากเส้นตรงผ่านชิดบันไดนาค ตรงไปจนถึงปราสาทพระวิหาร แล้วลาก เส้นตรงขนานกับตัวปราสาทพระวิหารไปสุดที่หน้าผาชันด้านหลังปราสาทพระวิหาร จะเป็นเนื้อที่ปราสาทพระวิหารประมาณ ¼ ตารางกิโลกเมตร”

คำว่า “ผ่านชิดบันไดนาค” คนที่ไม่มีความรู้อาจจะบอกว่าอยู่ตรงบันไดด้านล่างขั้นที่ 1 แต่คนที่ความรู้ทางประวัติศาสตร์ และเคยไปที่นั่น จะเข้าใจดีว่าไม่ใช่

เพราะบันไดขั้นล่าง ขั้นที่ 1 ไม่มี “นาค” มีแต่ “สิงห์” !

เมื่อใช้คำว่า “ผ่านชิดบันไดนาค” จึงต้องเป็นบันไดขั้นบน ๆ ใกล้จะถึงตัวปราสาทฯ ซึ่งการกั้นรั้วเมื่อปี 2505 ก็กั้นที่ขั้นที่ 156 ห่างจากตัวปราสาท 20 เมตร

มีพื้นที่อยู่เท่านั้นเองที่เราคืนให้กัมพูชา

และไม่ได้ถือเป็นเขตแดน เพราะคำพิพากษาศาลโลกไม่ได้กำหนดเขตแดนขึ้นใหม่แต่ประการใด

การกำหนดเขตแดนเสร็จสิ้นมาแล้วตั้งแต่ค.ศ. 1904 และค.ศ. 1907 เป็นการยึดถือสันปันน้ำ

ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ แห่งสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อสังเกตสำคัญไว้ประการหนึ่งว่า เราต้องแยกระหว่าง “การสำรวจและปักปันเขตแดน (Delimitation)” กับ “การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน (Demarcation)”

ชายแดนไทย-กัมพูชาเจรจาเสร็จสิ้นมาแล้วตั้งแต่ปี 1904 เป็นเรื่องของ Delimitation การเจรจาในชั้นหลัง หรือปัจจุบัน ก็แค่ Demarcation เท่านั้น

มี “สันปันน้ำ” อยู่ชัดเจน – ก็ต้องยึดถือตามนั้น

เพราะฉะนั้น จึงไม่มีคำว่า “พื้นที่ทับซ้อน” มีแต่ “พื้นที่ของไทย” เราต้องลบคำ “พื้นที่ทับซ้อน” ออกไปจากพจนานุกรมไทยในกรณีที่คิดถึงเรื่องนี้

ในขณะที่กัมพูชาอ้างในทุกทาง รวมทั้งส่งคนเข้ามาอยู่ สร้างวัด คนของเขาไม่ว่าพรรคใดพูดตรงกัน แต่ของไทย หากยังพูดว่า “พื้นที่ทับซ้อน” มันก็แพ้กันตั้งแต่ในมุ้งแล้ว

เหมือนเป็นของเราเต็ม 100 พอเราพูดผิด ก็เหลือเป็นของเราแค่ 50

และถ้าจะถูกมัดมือชกให้ต้องยอมรับการจัดการร่วมของ 7 ชาติ ก็เท่ากับยอมรับว่าในความเป็นเจ้าของที่เหลือ 50 นั้น เราเหลือแค่ 1/7 เท่านั้น

ถ้าไม่เรียกว่าเสียดินแดนแล้วจะเรียกว่าอะไร

และถ้าต้องเสียดินแดนครั้งที่ 5 ณ จุดพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรนี้ ก็จะเป็นบรรทัดฐานให้เราเสียดินแดนทางบกและทางทะเลที่กัมพูชาอ้างสิทธิอีก

วันนี้ คนไทยจึงต้องปรับความคิดให้ถูกต้องและตั้งหลักให้มั่น !


Create Date : 27 กรกฎาคม 2551
Last Update : 27 กรกฎาคม 2551 12:50:45 น. 3 comments
Counter : 246 Pageviews.

 
กำลังติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิด
มันเป็นเพราะอะไร.....เราก้ได้แค่ฟัง
ส่วนมาแล้วฟังจาก ASTV ก็รู้ๆกันอยู่นะคะ


โดย: nathanon วันที่: 27 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:15:02 น.  

 
ทีวีช่องนี้ดูแล้วได้ข้อมูลที่เป็นจริงมากกว่าช่องอื่นๆที่บิดเบือนความจริง


โดย: รักเธอประเทศไทย IP: 221.126.156.230 วันที่: 27 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:34:22 น.  

 
คนไทยถูกสอนให้ดูถูกตัวเอง ไม่เคยคิดมองรอบด้าน เราถูกสอนให้เชื่อมากกว่าคิด ทั้งที่พุธสอนให้คิดมากกว่าเชื่อ


โดย: ติ๊ก IP: 61.90.174.226 วันที่: 28 กรกฎาคม 2551 เวลา:11:44:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

The Ocean & Hill
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add The Ocean & Hill's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.