Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2551
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
4 ธันวาคม 2551
 
All Blogs
 

ร้อยรวงใจ อวสาน ๒




“อ้าว นายเจตน์มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วทำไมไม่โทรมาบอกฉันล่ะจะได้รีบมา แล้วนี่ลมอะไรหอบนายมาถึงบ้านฉันนี่ เอารถเข้าบ้านก่อนสิ” เจนจิราถามเจ้าของร่างที่เอนตัวนอนอยู่เบาะรถที่จอดรอเธออยู่หน้าบ้านได้สักพักแล้ว
“ฉันเหนื่อย ๆ ไม่รู้จะไปไหน อีกอย่าง ฉันอยากได้ยาแก้ปวดหน่อย วันนี้รู้สึกปวดหัว”
เขาบอกเมื่อขับรถเข้าไปจอดไว้ในบริเวณบ้านแล้ว
“เหรอ นั่งรอก่อนเดี๋ยวจะไปหยิบยามาให้ แล้วกินอะไรมาหรือยัง”
เจ้าของบ้านถามขณะเดินตรงไปยังตู้ยา พร้อมกับเตรียมน้ำให้เขา เจตน์ค่อย ๆ เอนตัวลงนอนที่ชุดรับแขกเพราะรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งร่างก่อนจะปิดเปลือกตาลงอย่างช้า ๆ

“นายเจตน์กินยาก่อนแล้วค่อยนอนสิ ตัวร้อนจี๋เลยสงสัยจะเป็นไข้ ไปหาหมอมั้ยฉันจะพาไป”
เจนจิราเดินมาทรุดตัวลงนั่งใกล้ ๆ เห็นเขาหลับจึงเอามือไปแต่ที่หน้าผากก็พบว่าตัวเขาร้อน
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันแค่ปวดหัว ขอกินยาแล้วนอนพักอีกหน่อยก็คงจะหาย”
เจตน์ลืมตาขึ้นมาบอกแล้วก็รับแก้วน้ำและยาจากมือเธอไป หลังจากนั้นก็ทรุดตัวลงนอนอีกครั้งด้วยความอ่อนแรงก่อนจะเผลอหลับไป
“ยายข้าวแต่งงานมาตั้งสามเดือนแล้วยังไม่เลิกเฮิร์ดอีก เฮ้อ นายเจตน์นะนายเจตน์”
เจนจิราที่เดินมาดูเขาก่อนจะเข้านอน เพราะทิ้งให้เขาหลับมาได้สักพักแล้วจึงไม่อยากจะปลุกให้เขาตื่น เพราะเห็นว่าดึกมากแล้ว ผ้าห่มผ่านหนาถูกห่มไปที่ร่างที่นอนทอดไปกับชุดรับแขกก่อนที่เจ้าของบ้านจะเดินหายไป

ดวงตาที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างช้า ๆ เขารู้สึกว่าตัวเบากว่าเมื่อวานไปมากจึงพยุงร่างให้ลุกนั่ง เขาก้มลงไปมองผ้าห่มที่คลุมร่างเขาเอาไว้ แล้วก็ยิ้มบาง ๆ ออกมาเมื่อเดาได้ว่าเจ้าของบ้านคงจะนำมาห่มให้ สายตาของเขาค่อย ๆ กวาดไปมองรอบ ๆ บ้านประหนึ่งว่าเขาไม่เคยเห็นสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ก็ไม่ปาน ทั้ง ๆ ที่เขาเองก็มาที่นี่นับครั้งไม่ถ้วน
ช่อดอกไม้ที่เขาพอจะจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเจ้าของบ้านแย่งมาได้จากงานแต่งงานของอริเขา รอยยิ้มเผยออกมาอีกครั้ง เมื่อรู้สึกขำที่เจ้าของบ้านยังอุตส่าห์เก็บมันเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่ดอกไม้นั้นแห้งจนจะกรอบอยู่แล้ว แต่รอยยิ้มก็ค่อย ๆ เลือนหายไป เมื่อเขาเพิ่งจะคิดได้ว่า เจ้าช่อดอกไม้ที่แห้งเหี่ยวมันก็ไม่ต่างจากเขาในเวลานี้นักหรอก
เสียงกระทบกันของถ้วยชามดังมาจากครัว เรียกให้เขาต้องลุกและเดินไปตามเสียงอย่างช้า ๆ ร่างระหง ที่อยู่ในชุดเสื้อกล้ามสีขาวกับขางเกงขาสั้นสีชมพูที่กำลังวุ่นอยู่หน้าเตา ทำให้เขาได้แต่ยืนกอดอกพิงขอบประตูดูอยู่อย่างนั้น โดยไม่คิดที่จะทักทายเจ้าของบ้านแต่อย่างใด

“อ้าว ตื่นแล้วเหรอ ค่อยยังชั่วหรือยัง” เจนจิราหันมาพบว่าเขายืนอยู่หน้าประตูแล้ว
“อืม” เขาตอบแค่นั้น
“ไปอาบน้ำสิ ฉันเตรียมเสื้อผ้าเอาไว้ให้ที่ห้องน้ำแล้ว เร็ว ๆ จะได้มากินข้าว นายไม่ได้กินข้าวเย็นเลยนะ”
เจนจิราบอกก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับเตาอีกครั้ง ส่วนเจตน์ก็รีบผละออกมาจากครัว เพราะรู้สึกว่าเหนียวตัวไม่น้อยที่เมื่อวานซักแห้งไปแล้ว และที่สำคัญที่สุดตอนนี้เขารู้สึกหิวเป็นที่สุด

“หิวจังเลย โอ้โห เธอทำเองหมดเลยเหรอ”
เจตน์ที่กลับออกมาพร้อมเสื้อผ้าชุดใหม่ร้องอุทานขึ้นเมื่อเห็นอาหารจัดเรียงอยู่ที่โต๊ะ
“นี่ฉันไม่ทำแล้วแมวที่ไหนจะมาทำ นั่งเร็ว ๆ เข้าฉันหิว ไม่ได้กินข้าวเย็นเหมือนกัน เอ้านี่ข้าวต้มนาย”
เจนจิราส่งชามข้าวต้มขาวให้เขา ก่อนจะจัดการกับอาหารด้วยความหิว ส่วนเจตน์ก็มีอาการไม่ต่างกับเธอสักเท่าไหร่ แต่จะว่าไม่ต่างก็คงจะไม่จริงสักเท่าไหร่นักหรอก เพราะว่าในใจนั้นเขารู้สึกว่า อาหารที่เจ้าของบ้านทำเลี้ยงวันนี้ดูจะอร่อยกว่าหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมานัก
เจนจิราที่ตั้งแต่เด็ก ๆ ชอบเข้าครัวทำกับข้าวทำขนมเมื่อตอนเด็ก ๆ ยังไง ตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง ในความคิดของเขาในเวลานี้ แต่แปลกจัง ทำไมเมื่อก่อนเขาไม่ยักจะจดจำอะไร ๆ เกี่ยวกับผู้หญิงที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ เขาเลยแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่ทั้งเขาและเธอก็เรียกได้ว่าจะรู้จักกันมาไม่ต่ำกว่าสิบปีเหมือนกัน

“มองอะไร มีอะไรผิดปกติที่หน้าฉันเหรอ” เจนจิราถามเมื่อเห็นเขามองมายังตัวเอง
“เปล๊า เอ่อ แล้ววันนี้เธอไม่ไปดูร้านเหรอ” เขาอดสงสัยไม่ได้
“วันนี้ฉันหยุด แล้วนายหล่ะไม่ไปหรือไง” เจนจิราถามกลับ
“ฉันก็หยุดเหมือนกัน เอ่อ เจน วันนี้ไปดูหนังกับฉันมั้ย ฉันเลี้ยงเอง” เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงอยากจะชวนเธอ

“อะไรนะ นายนี่นะจะเลี้ยงหนังฉัน เกิดอะไรขึ้นเหรอ หรือว่าเป็นไข้จนเพี้ยนไปแล้ว”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่จะตอบแทนที่เธอทำอาหารให้ฉันกินไง ตกลงไปหรือไม่ไป”
“ชวนยายเชอร์รี่ไปด้วยได้หรือเปล่า”
“แล้วแต่เธอ”
เขารับแล้วก็รีบก้มลงสนใจกับอาหาร ประหนึ่งว่าไม่อยากให้อีกฝ่ายซักถามอะไรได้มากกว่านี้ ทำให้เจนจิราแอบยิ้มออกมาด้วยความขำ ที่จู่ ๆ คนอย่างนายเจตน์ก็ใจดีกับเธอได้ถึงขนาดนี้

มินิคันงามค่อย ๆ แล่นเข้าไปจอดไว้ใต้ต้นจามจุรี ก่อนที่คนขับจะหันไปยิ้มให้กับผู้ที่นั่งมาด้วย สายลมยามบ่ายคล้อยพัดมาต้องกายคนทั้งสองที่ประสานมือกันและกันเดินตรงไปยังสะพานด้วยความเคยชิน ต้นข้าวที่เริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลืองอร่ามต่างพากันโอนเอนลำต้นและรวงไปตามแรงลมที่พัดผ่านไปมาเป็นระลอก ประหนึ่งต้องการจะต้อนรับสองร่างที่มาเยือนก็ไม่ปาน
“เดินดี ๆ นะข้าว” เขมินท์หันไปบอกภรรยาด้วยความห่วงใย ทั้ง ๆ ที่มือของเขายังคงกุมมือเรียวเอาไว้แน่น
“ค่ะ” เธอรับคำแค่นั้น ขณะเดินเคียงกายเขาไปตามคันนาแคบ ๆ ด้วยความสุขใจยิ่ง ที่มีเขาคอยปกป้องและดูแลไม่ห่างหายนับตั้งแต่เธอเปลี่ยนสถานจากคู่กัดมาเป็นภรรยาแล้ว
“คุณข้าวทางนี้ค่ะ” เสียงแต๋นตะโกนเรียกมาจากกลางทุ่ง
“อ้ายน้ำ ๆ มาเบิงเข่าเฮาง๊ามงามอ้าย” ไข่ที่ยืนเคียงข้างแต๋นไม่วายตะโกนเรียกเจ้านายด้วยเช่นกัน (พี่น้ำทางนี้ มาดูข้าวเราสิส๊วยสวย)
“ฉันเห็นแล้ว ตามสบายเหอะ” เขมินท์ร้องตอบ พร้อมโบกมือให้คนทั้งสองเป็นการปฏิเสธ ไข่จึงเดินแบกจอบเลาะไปตามคันนาโดยมีแต๋นเดินตามไม่ห่าง
“ดูท่าสองคนนี้จะมีความสุขจังเลยนะคะ” ภรัณยาหันมาพูดกับสามีแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความสดใส เมื่อเห็นลูกน้องทั้งสองคนดูจะมีความสุขไม่แพ้กับเธอในตอนนี้
“แหม...ก็คงจะไม่ต่างจากเราตอนที่นั่งนับวันรอให้ถึงวันแต่งงานเร็ว ๆ หรอก”
เขาแซวเธอนิด ๆ เพราะหลังจากที่รับเธอมาจากกระท่อมป้าบัวแล้ว พ่อก็รีบจัดการหากฤษ์แต่งงานให้โดยเร็ว แต่ถึงจะเร็วแค่ไหน สำหรับเขามันช่างเป็นเวลาที่เชื่องช้าเหลือเกิน และเขาก็รู้ด้วยว่าเธอเองก็รู้สึกเช่นเดียวกับเขา

“พี่น้ำใจร้าย ทำไมไม่รีบให้เขาแต่งงานกันแล้วค่อยเกี่ยวข้าวคะ”
เธอบ่นเขานิด ๆ เพราะสงสารแต๋นกับไข่ ที่ต้องนับวันรอวันแต่งงาน ซึ่งจะมีขึ้นหลังจากเกี่ยวข้าวนาปรังเสร็จแล้ว โดยเขมินท์รับเป็นเจ้าภาพจัดงานให้ว่าที่บ่าว-สาว เพื่อเป็นการตบรางวัลที่ไข่ทำให้เขาได้พบกับเธอเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ไข่กับแต๋นถึงกับปลื้มไม่หยุดที่เจ้านายใจปั้มขนาดนี้ ถึงจะนานหน่อยแต่พวกเขาก็รอได้ แล้วหลังจากที่งานแต่งงานผ่านไปไข่กับแต๋นก็จะเข้าไปอยู่บ้านของภรัณยา เพื่อคอยดูแลบ้านให้เธอ ซึ่งเธอและเขมินท์จะไปนอนที่บ้านนั้นอาทิตย์ละสาม สี่วัน ส่วนที่เหลือก็ต้องไปนอนบ้านเขมินท์ เพราะเขมกับมณฑาขอเอาไว้

“น่า จะนานยังไงสองคนนั้นก็รอได้...พี่มีความสุขจังเลย พรุ่งนี้ไปทำบุญให้น้าฑลกับน้านาดีกันมั้ยข้าว”
เขาบอกพร้อมละจากมือเรียวไปดึงเอาเอวคอดแทน
“ดีค่ะ ข้าวคิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่เหมือนกัน เอ่อ...พี่น้ำคะ เรือนสาม น้ำสี่คืออะไรคะ”
เธอถามเมื่อนึกขึ้นได้เกี่ยวกับฝันครั้งก่อน จนทำให้เขมินท์หันมามองเธอด้วยความแปลกใจ
“ข้าวถามทำไม แล้วรู้มาจากไหน”
“คุณพ่อกับคุณแม่มาเข้าฝันข้าวนานแล้วค่ะ แต่ข้าวลืมถามพี่น้ำ”
“อืม เรือนสาม น้ำสี่ ก็คือหลักในการครองเรือน สำหรับผู้หญิงสมัยก่อนที่จะต้องถือปฏิบัติให้ได้ เพื่อให้ชีวิตการแต่งงานยืนยาวไง” “แล้วมันเป็นยังไงล่ะคะ ข้าวไม่เข้าใจ”

“ก้อ เรือนสาม ก็จะประกอบไปด้วย
เรือนที่หนึ่ง คือ บ้านเรือน ผู้หญิงจะต้องทำความสะอาดเช็ดกวาดถูบ้านเรือนให้สะอาดตลอดเวลา
เรือนที่สอง คือ เรือนผม ผู้หญิงจะต้องมีเรือนผมที่สะอาด ดูดีเรียบร้อย ทั้งก่อนเข้านอนและหลังจากตื่นนอนแล้ว
เรือนที่สาม คือ เรือนกาย เรื่องนี้สำคัญ เพราะผู้หญิงที่เนื้อตัวดูสกปรกมอมแมม ย่อมไม่น่ามองนัก

ส่วนน้ำสี่นั้น น้ำที่หนึ่ง คือ น้ำใจ ผู้หญิงจะต้องรู้จักการมีน้ำใจต่อสามี ลูก ๆ รวมไปถึงพ่อแม่ของสามีและญาติพี่น้อง
น้ำที่สอง คือ น้ำคำ ผู้หญิงต้องพูดเพราะเสนาะหู อ่อนหวาน ไม่ว่าจะพูดคุยกับสามี ญาติพี่น้องหรือบุคคลอื่น
น้ำที่สาม คือ น้ำมือ ผู้หญิงต้องมีฝีมือในการทำอาหารการกิน
น้ำที่สี่ คือ น้ำเต้าในปูน สมัยก่อนทุกบ้านเรือนจะมีเต้าปูนแดงที่ใช้กินกับหมาก เจ้าปูนแดงนี้จะต้องมีน้ำหล่ออยู่เสมอ จะได้ไม่แห้งแข็ง เวลาใช้ไม้พายป้ายปูนใส่ใบพลูจะได้ปาดได้เรียบ ถ้าเต้าปูนบ้านใครเมื่อยกมารับแขกแล้วน้ำในเต้าปูนแห้ง ถือว่าลูกสาวบ้านนี้ขี้เกียจ หรือแม่บ้านบกพร่อง” เขาหันไปมองหน้าภรรยาที่ได้แต่ทำหน้าเหลอตั้งแต่ที่เขาเริ่มเล่าแล้ว

“ทำไมข้าวทำหน้าอย่างนี้ล่ะ”
“หือ ทำไมมันเยอะจังคะ แบบนี้ข้าวก็คงจะหมดโอกาสเป็นแม่บ้านที่ดีสิคะ”
เธอพูดเสียงอ่อย ๆ เขาเดินอ้อมไปด้านหลังรั้งเอวเธอเข้าไปกับอก และหอมแก้มเธอด้วยความแผ่วเบา
“ใครว่าล่ะ ข้าวมีเกือบครบเลยนะ ยกเว้นไม่ได้ทำความสะอาดบ้านเอง กับทำกับข้าวเองแค่นั้นล่ะ ต่อให้ข้าวขาดไปอีกสักข้อมันก็ไม่ได้ทำให้พี่รักข้าวน้อยลงไปหรอกนะ แต่ถ้าขาดมากกว่านั้นก็ไม่แน่”
“บ้า จะเลิกกับข้าวรึไงคะ ไหนบอกว่าจะรักตลอดไปไง” เธอค้อนเขาขมับ

“เปล่า พี่ก็แค่จะสอนให้ข้าวมีจนครบทุกข้อไง คนเราไม่มีใครสมบูรณ์แบบทุกคนหรอก มีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น พี่เองก็มีเยอะ แต่ว่าเราก็ฝึกฝนกันได้ เหมือนที่ตอนแรกข้าวทำนาไม่เป็นไง แต่อยู่ ๆ ไปข้าวก็ทำได้ ดูสิข้าวที่เราช่วยกันปลูกสิเหลืองเต็มทุ่งเลย” “ขอบคุณค่ะที่ปลอบใจข้าว ข้าวขอให้สัญญาว่าข้าวจะพยายามเป็นแม่บ้านที่ได้ให้พี่น้ำค่ะ”

“ข้าวจ๋า ข้าวรู้มั้ยว่าพี่มีความสุขที่สุดเลย ที่ได้ข้าวมาอยู่ใกล้ ๆ แบบนี้ เราจะมาช่วยกันพัฒนาบ้านน้ำงาม พัฒนาการทำนาให้มีคุณภาพมากยิ่ง ๆ ขึ้นนะ จะได้เป็นตัวอย่างให้กับคนที่หันหลังให้ทุ่งข้าว หันมามองเห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่มีความสุขในบ้านนา จนพวกเขากลับมาทำไร่ทำนา ใช้ชีวิตแบบพอเพียง และมีความสุขเหมือนเราไง”
เขาละวงแขนออกและหมุนร่างบางให้มาเผชิญหน้ากับเขา พร้อมกับส่งแววตาที่หวานซึ้งไปให้เธอ
“ค่ะ ข้าวจะเป็นใครบางคนของพี่น้ำ คอยยืนอยู่ข้าง ๆ เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วย มีสุขข้าวก็จะร่วมสุข มีทุกข์ข้าวก็ร่วมทุกข์ จะไม่ทอดทิ้งพี่น้ำไปไหนตราบชั่วชีวิตนี้ค่ะ” เธอบอกและยิ้ม

“ขอบคุณครับ พี่ก็ขอให้สัญญาด้วยชีวิตของพี่เหมือนกัน ว่าพี่จะเป็นที่พึ่งพิงให้ข้าว คอยบกป้องอันตรายให้ข้าว ไม่ทอดทิ้งข้าวไปไหน จะรักและเทิดทูนข้าวไว้ในฐานะภรรยาคนเดียวของพี่ตราบชั่วชีวิตนี้....พี่รักข้าวที่สุดในโลกเลยรู้มั้ย” เขาบอกก่อนจะรั้งร่างบางเข้าไปกอดแนบอกแข็งแรงไว้ ในใจก็สัญญากับตัวเอง ว่าเขาจะทำตามที่เขาลั่นวาจาให้ไว้กับเธออย่างเคร่งคัด

“ข้าวก็รักพี่น้ำที่สุดในโลกเหมือนกันค่ะ”

หญิงสาวสวมกอดเขากลับด้วยความรักและอบอุ่นที่สุดที่ได้มอบกาย และใจให้เขาครอบครอง เธออยากจะขอบคุณทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่าง ที่นำพาให้เธอต้องมาอยู่ที่นี่ นำพาเขามาให้เธอ นำพาความรักมาสู่เธอและเขา เธอได้ประจักษุ์แล้วว่า ทำไมพ่อกับแม่ถึงรักและหวงแหนผืนนาแห่งนี้ และอยากจะให้เธอมาอยู่ มาสัมผัสชีวิตของชาวนาเหลือเกิน มันมีความสุขแบบนี้นี่เอง

เธอสัญญาว่า เธอจะนำความรู้สึกที่สุขใจเช่นนี้ ไปบอกให้คนเมืองได้รู้ว่า ความสุขของการดำรงค์ชีวิต ใช่ว่าจะเกิดได้จาก ความเจริญรุ่งเรืองของวัตถุที่ล้ำสมัยเพียงเท่านั้น แต่มันหากหาได้ตามชนบทที่ห่างไกล หาได้จากอาชีพที่หลาย ๆ คนหันหลังให้ หาได้จากน้ำใจของผู้คนรอบข้างที่มีให้กันผ่านอาหารจานต่าง ๆ ถึงแม้จะน้อยนิด แต่มันก็มีค่ามหาศาลเหลือเกิน

สายลมพัมบางเบารายรอบสองร่างที่ประสานเป็นร่างเดียว นำพาให้ท้องทุ่งที่เหลืองอร่ามต่างร่ายรำไปมาตามทิศทางลม ประหนึ่งว่าทุ่งรวงทองแห่งนี้ ร่วมรับรู้ถึงความสุขที่บังเกิดขึ้นในใจของสองหนุ่มสาวที่ได้ลั่นวาจาเอาไว้ ว่าจะรักและฝากชีวิตไว้กับผืนนาแห่งนี้ตราบชั่วนิรันด์

 จบบริบูรณ์ 








 

Create Date : 04 ธันวาคม 2551
0 comments
Last Update : 4 ธันวาคม 2551 7:55:18 น.
Counter : 695 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ธัญญะ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ขอสงวนสิทธิ์งานเขียนทุกชิ้นในบล็อคแห่งนี้ ตามพ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง แก้ไขโดยไม่ได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืน จะดำเนินตามกฎหมายสูงสุด!!
Friends' blogs
[Add ธัญญะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.