|
|
| | 1 | 2 |
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | |
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
womanifesto!!
   บล็อกนี้เป็นบล็อกที่เราใช้ความพยายามอย่างสาหัสมาก นั่งพิมพ์นานมาก.. เกริ่นก่อนว่าถ้าขี้เกียจอ่านก็ไม่เป็นไรนะจ๊ะ แต่อยากให้อ่านกัน ชอบ
เราซื้อนิตยสารมาเล่มนึง.. ซื้อมาซักพักแล้ว แต่เพิ่งได้อ่านอาทิตย์ที่แล้วตอนที่นั่งอบรมจ.ป. อ่านแล้วโดนใจมาก แล้วก็เลยอยากให้คนอื่นๆ ได้อ่านกัน แต่เพิ่งมามีเวลาเอาให้คนอื่นๆ อ่านวันนี้
หนังสือเล่มนี้ชื่อ "about" Vol.2 No.9 ราคา 40 บาท ไม่เคยรู้จักมาก่อนหรอก แต่เราเป็นคนบ้านิตยสาร มีอะไรออกมาใหม่ๆ น่าดึงดูดใจก็จะลองซื้อมาดู อ่านบ้างไม่อ่านบ้างภาษาคนโรคจิต (บางเล่มซื้อมาสองอันเหมือนกัน เพราะลืมว่าเคยซื้อแล้ว) และความที่ธีมของเล่มนี้คือ "womanifesto" เราเลยยิ่งอยากอ่าน เพราะเฮาเป็นคนแอบเฟมินิสท์นิดนิดหน่อยหน่อยเหมือนกันนะ
อ่ะ.. เข้าเรื่องเลยดีกว่า เป็นเรื่องที่นักเขียนคนนี้ "Verita" เขียนถึงนักเขียนที่เขาชื่นชม ชื่อหัวข้อ "Virginia Woolf: ความรัก และ ความโดดเดี่ยว" เราอ่านแล้วถูกใจมาก ซึ่งจริงๆ เค้าพูดถึงหนังสือถึงสามเล่มของเวอร์จิเนีย แต่เราพิมพ์ไม่ไหวแล้ว เอาไปตอนเดียวละกัน เกี่ยวกับหนังสือเรื่อง Mrs. Dalloway หรือที่เค้าเอามาทำเป็นหนังเรื่อง The Hours น่ะ พอเราอ่านแล้วเราอยากกลับไปดูหนังอีกรอบ หลังจากที่ตอนนั้นดูแล้วงงๆ แต่อินๆ แล้วก็อยากลองอ่านหนังสือดูด้วย
Act 1 Streams of Consciousness I should say a good deal about the Hours (preliminary title for Mrs. Dalloway) and my discovery; how I dig out beautiful caves behind my characters: I think that gives exactly what I want; humanity, humor, depth. The idea is that the caves shall connect and each caves to daylight at the present moment (A Writers Diary, 60)
เม็ดฝนเย็นยะเยือกเล็ดรอดร่มคันเล็กเข้ามาบาดต้นขาของฉันระหว่างเดินกลับหอพัก ลมแรงกระแทกต้นไม้ใบหญ้าจนเอียงลู่ เสียงใบไม้สีกันเกิดเป็นเสียงครวญของธรรมชาติที่กำลังถูกพลังอันเร้นลับราวี และรังสรรค์ในเวลาเดียวกัน
ฉันได้ยินเสียงน้ำ รู้สึกได้ถึงความรู้สึกอัน ฉ่ำ และ แฉะ ของอากาศ ฉันเหลือบไปเห็นมือข้างหนึ่งหยิบก้อนหินข้างทางมายัดใส่กระเป๋าเสื้อโค้ตจนหนักอึ้ง ฉันเห็นปลายเล็บที่เขรอะไปด้วยดิน ค่อยๆ แหวกพงหญ้า เห็นหญิงวัยกลางคน แววตาเศร้า ค่อยๆ นุ่มตัวลงไปในลำธารอันหนาวเย็น
ขณะที่มองพายุ ฝนที่โหมกระหน่ำ ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า พลังอันใดหนอที่ผลักดันให้ผู้หญิงคนหนึ่งเลือกที่จะ จม ไปในวังวนของสายน้ำ ละทิ้งชีวิตตนเอง ปล่อยกายให้ล่องลอยในสภาพปล่อยวาง ไร้น้ำหนัก ปล่อยจิตให้หลุดพ้นจากกาลเวลาของโลกที่จำกัด
ความบ้า หรือ ความเข้าใจอันลึกซึ้ง กันแน่นะ ที่เป็นแรงส่งให้เธอตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง?
เวอร์จิเนีย วูลฟ์ เคยกล่าวไว้ว่า ด้วยความที่เธอรักที่จะมีชีวิต ด้วยความที่เธอโดดเดี่ยว เธอต้องเผชิญกับความหวาดหวั่น หวาดกลัวที่จะสูญเสีย ตัวตน ของเธออยู่ตลอดเวลา บางคนฟังแล้วอาจจะไม่เข้าใจ เห็นว่าผู้หญิงคนนี้พูดอะไรไร้สาระ เพราะในเมื่อรักชีวิต แล้วทำไมต้องฆ่าตัวตาย (วะ) คือทฤษฎีของเธอเป็นอย่างนี้ เวอร์จิเนียเชื่อใน ความรู้สึกสำนึก ของจิต (Consciousness) ซึ่งปัจเจกบุคคลทุกคนมี จะเห็นว่าใน A Room of Ones Own ผลงานอันว่าด้วย พื้นที่เล็กๆ ที่นักเขียนหญิงอาชีพต้องทนอึดอัดในสังคม ชายเป็นใหญ่ แลการเขียนแบบ Modernism ที่บรรดานักเขียนชาย เช่น Ezra Pound กวี Imagist หัวเรือใหญ่ของกวีนิพนธ์สมัยใหม่ ได้นิยามไว้เพื่อกำหนดขอบเขตงานวรรณกรรม ไม่ให้เรื่องสั้น นิยาย บทละคร และบทกวี มีความเป็น Romanticism หรือ ความเป็นผู้หญิง (Effeminate) มากจนเกินไป (เราจะมาสำรวจประเด็นเรื่องเพศที่สะท้อนในผลงานเธอในหัวข้อต่อไป) เวอร์จิเนียบอกกับผู้อ่านว่าเราจะต้องระวังไม่ให้ความคิด หรือ ความรู้สึกสำนึก ของเราถูกกลืนกิน หรือถูกขีดเส้นจำกัดโดยอิทธิพลภายนอก เธอย้ำว่าเราจะต้องมี พื้นที่เล็กๆ ส่วนตัวในหัวสมองของเรา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตัวตนของเรา เรียกได้ว่านี่คือสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เรารู้สึกจริงๆ
ความตาย สำหรับเธอ- คือการทำลายความบ้าที่มาคอยราวี ความรู้สึกสำนึก ของเธอนั่นเอง
จากทฤษฎีดังกล่าว เราจึงไม่แปลกใจเมื่อเห็นกลวิธีการเขียนของเธอ เพราะในเมื่อเวอร์จิเนีย วูลฟ์เป็นนักเขียนที่เน้นเรื่อง ความคิด มากกว่าการกระทำภายนอกของปัจเจกบุคคล เธอก็ย่อมต้องเน้น และใช้ กระแสสำนึก (Streams of Consciousness) ของปัจเจกบุคคลดำเนินเรื่อง
ก่อนอื่นต้องให้ภาพรวมก่อนว่ากลวิธีการเขียนแบบ กระแสสำนึก นี้เป็นอย่างไร
เนื่องจากความคิดของคนเรานั้น ตัดไปตัดมาเป็นภาพ เป็นช็อต (เราคิดเป็นภาพ ไม่ใช่คำพูดอยู่แล้ว) อย่างสับสนอลหม่านในหัวสมอง จะมีใครไหมที่คิดอย่างเป็นลำดับเวลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต อดีต ปัจจุบัน อนาคต เรียงกันไป? ไม่มีอยู่แล้ว อย่างที่กวีหญิงชาวอเมริกัน Marianne Moore ว่าไว้ในกลอน The Mind is An Enchanting Thing ความคิดของเราซับซ้อนจะตายไป บางคนเมื่ออ่านถึงบรรทัดนี้ แม้ตาของคุณกำลังกวาดไปตามตัวหนังสือ จิตก็อาจจะคิดนึกถึงใครบางคน
บางคน (ที่หิวหน่อย) ก็อาจจะนึกถึงอาหาร เอ จะกินอะไรดีเย็นนี้ ฯลฯ ความคิด หรือ จิตสำนึกของเรา ในความเห็นของเวอร์จิเนีย ไหลไปไหลมาเหมือนกระแสน้ำ เปลี่ยนแปลงเป็นนิจ ไม่มีทางอยู่หยุดอยู่นิ่งตายตัว บางทีการกระทำภายนอก ก็อาจจะ ขุด เอาภาพความจำของเราออกมาในหัว เช่น หูเราฟังอาจารย์เลกเชอร์ คิดตามไปด้วย และในขณะเดียวกันก็เกิดภาพในหัวของเราเมื่อมีประโยคใดที่ โดน เป็นต้น ในทางกลับกัน บางทีความคิดในหัว ก็อาจจะกระตุ้นให้เราทำกิจกรรมภายนอกได้เช่นกัน ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะสมเหตุสมผล หรือไร้เหตุผลก็ตาม เช่น การที่เราเห็นคนบางคนพูดกับตัวเอง ยิ้ม และหัวเราะคนเดียว เป็นต้น (นี่คือสิ่งที่คนจิตปกติ กับ คนบ้า ทำเหมือนกันนะ จะบอกให้) ดังนั้น การะแสสำนึกดังกล่าวจึงไม่เรียงลำดับเวลา บางคนที่เรียนการละคร หรือ คนที่ดูละครแล้วช่างสังเกตหน่อย ก็จะพบทฤษฎีของบทละครที่ว่าเรื่องจะต้องมี plot มีการเรียงลำดับเวลา (Chronological Order) ต้น-กลาง-จบ มีการเกริ่นนำเมื่อเริ่มเรื่อง (Exposition) มีการบอกใบ้ผู้ชมเมื่อจะเกิดเหตุการณ์สำคัญใน plot (Foreshadowing) มี Crisis หรือ ความวุ่นวาย ซึ่งก่อให้เกิด Climax หรือ จุด peak ของละครเรื่องนั้นๆ และจบลงด้วย Denouement หรือ การคลี่คลาย Climax แต่ในกลวิธีการเขียนแบบ กระแสสำนึก นี้ ทฤษฎีดังกล่าวล้มไม่เป็นท่า เพราะในเมื่อทิศทางการดำเนินเรื่อง หรือ plot นี้ตั้งอยู่บนหลัก (เลน) อันไม่แน่นอนของจิตใจคนที่หยั่งลึกหยั่งยาก (เรารู้แล้วนะว่าความคิดของเราเหมือนกระแสน้ำเปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่มีวันหยุดนิ่ง) เรื่องจึงไม่มีลำดับเวลา ไม่มีการพัฒนาเค้าโครงเรื่องแบบที่เราสามารถเดาได้ นี่คือความ บ้าบิ่น ข้อหนึ่งของเวอร์จิเนีย ที่ท้าทายขนบการเขียนแบบที่เค้าเขียนกันมานมนานด้วยการทำให้ผู้อ่าน ไหลไปมา ในวังวนความคิดแบบชนิดที่ว่าผู้อ่านใจเต้นตึกๆ ด้วยความ alert รู้สึกตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา
ใน Mrs. Dalloway (ใครที่เคยดูหนังเรื่อง The Hours ก็จะรู้) หนังสือเล่มหนาที่ว่าด้วยชีวิตประจำวันที่สุดแสนจะธรรมดาของ คลาริสสา ดัลโลเวย์ เจ้าภาพหญิงผู้หวังจะจัดการปาร์ตี้กินเลี้ยงที่ เพอร์เฟค ไร้ที่ติ เพื่อที่จะได้เข้ากับมาตรฐานสังคม อันเป็นมาตรวัดประเมินค่าความเป็นหญิง ในสมัยนั้น ลักษณะพิเศษของนิยายเล่มนี้ คือเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเพียง 24 ชั่วโมง หรือ 1 วันเท่านั้น หากเรามองนิยายเล่มนี้ และอ่านมันเหมือนอ่านนิยายทั่วๆ ไป เราก็อาจจะพูดได้ว่านักเขียนคนนี้บ้าแท้ๆ กิจกรรมภายนอกของตัวละครเอก เช่น ไปซื้อดอกไม้ เดินไปมาตามถนน จัดงานเลี้ยง ฯลฯ นั้น เป็นกิจวัตรประจำวันที่สุดแสนจะธรรมดา เอามาเขียนเป็นนิยายได้ไงไม่รู้ บ้าแท้ๆ แต่.. หากเราลองอ่านดูอีกสักครั้ง ค้นหาความหมายระหว่างบรรทัดดูดีๆ เราจะพบว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มุ่งเน้น Focus ไปที่ตัวละครเอกเพียงอย่างเดียว เวอร์จิเนียมิได้เขียนเพียงให้เราเห็นกระแสสำนึกของคลาริสสาแค่นั้นจบ เธอไปไกลกว่านั้น เธอใช้กระแสสำนึกของคลาริสสาเชื่อมโยงไปสู่กระแสสำนึกของตัวละครคนอื่นๆ ที่ทั้งบังเอิญ หรือ ไม่บังเอิญ เดินผ่าน เข้ามาในชีวิตของคลาริสสาเอง อีกทอดหนึ่ง เหมือนเป็นการ ขุดอุโมงค์ เชื่อมความคิดระหว่างปัจเจก
เพราะอะไรเธอถึงต้องลงแรงเขียนอะไรยากๆ เช่นนี้? เราจะมาดู Message ของเธอกัน
Theme ที่น่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ หรือ สิ่งที่เวอร์จิเนียกำลังบอกผู้อ่าน ง่ายมาก basic มาก จนน่าตกใจ คือ ความรักทำให้เราโดดเดี่ยว ข้อความนี้ฟังแล้วดูเหมือนขัดแย้งกันเอง เพราะเมื่อเรารักใคร อยู่กับใคร แล้วเราจะโดดเดี่ยวได้อย่างไรเล่า
เมื่อ เซปติมัส วอร์เรน สมิธ ตัวละครตัวหนึ่งในเรื่อง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนตัวผู้เขียนเอง กลับมาจากสงคราม สติสตางค์ฟั่นเฟือนจากการที่ได้ไปเห็นภาพอันนองเลือด เรเซีย ภรรยาของเขา- ได้รับคำนั่งจากหมอให้คอย กระตุ้น สามีโดยการชี้ชวนให้เขามองดูสิ่งต่างๆ รอบกาย เพื่อไม่ให้เขาหลงอยู่ใน โลก ความคิดของตนเองมากเกินไป เรเซีย ด้วยจิตใจที่บอบช้ำกับชะตากรรมขอบงสามี และด้วยความรัก ความต้องการให้สามีกลับมาเป็นคนๆ เดิมที่เธอเคยรัก และที่รักเธอในแบบที่เขาเคยทำ ก็ปฏิบัติตามคำสั่งหมออย่างว่าง่าย เราจะเห็นว่าบทบรรยายกระแสสำนึกของเซปติมัน (ที่จริงๆ เราจะรู้ว่าเขาไม่ได้บ้าอย่างที่เรเซียคิด) จะถูกภรรยาสุดที่รักขัดจังหวะตลอดด้วยคำว่า Look! ให้ดูนั่นดูนี่ จนในที่สุด เขาก็ทนไม่ได้ ฆ่าตัวตายโดยการกระโจนลงมาจากหน้าต่างห้องตึกที่พัก
นี่คือรางวัลที่ความรักมอบให้จิตใจของคนสองคนที่พยายามเข้าใจกัน
กลับมาที่ทฤษฎีใน A Room of Ones Own ใหม่ (จำได้มั๊ย) ใน Mrs. Dalloway เวอร์จิเนียต้องการจะชี้ให้เห็นว่า ความสำนึกหยั่งรู้ ของปัจเจกบุคคลนั้น ไม่มีวันที่จะ link กันได้จริงๆ คนในโลกสมัยใหม่ต่างโดดเดี่ยวด้วนกันทั้งสิ้น
ฟังแล้วอาจคิดว่าทำไมมองโลกในแง่ร้ายจัง เชิญอ่านต่อไป แล้วเราจะเห็นด้าน Optimistic
เมื่อคลาริสสาได้ยินข่าวเรื่องเซปติมันฆ่าตัวตายจากคนในงานเลี้ยง (สองคนนี้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน) เธอก็เรียนรู้ที่จะยอมรับตัวเอง ยอมรับผู้คนรอบกาย ซึ่งตอนแรกเธอไม่เข้าใจเลยจริงๆ ความไม่เข้าใจกันยังมีอยู่ แต่จุดสำคัญคือ เธอยอมรับการมีชีวิตที่โดดเดี่ยวได้ เราจะเห็นขั้วตรงกันข้ามสองขั้ว ตัวละครตัวหนึ่งเลือกที่จะหันหลังให้กับชีวิตตัวเอง หนีความโดดเดี่ยวอันเนื่องมาจากความไม่เข้าใจกันของปัจเจกบุคคล ในขณะที่ตัวละครอีกตัวหนึ่งเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ เพื่อสู้ต่อไป
แต่เหตุไฉนผู้เขียน ซึ่งดูเหมือนต้องการให้นิยายเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเราควรจะ appreciate ชีวิต กลับเป็นเซปติมันเสียเอง?
Double standard หรือเปล่า? อันนี้ลองใช้ กระแสสำนึก ของคุณคิดดูเล่นๆ นะ
อย่าลืมว่าการที่มีคนตายในนิยายเป็นตัวย้ำเตือนให้คนที่เหลือเห็นคุณค่าของชีวิต หรือ รัก ที่จะมีชีวิต แม้ว่าความรักนั้นจะนำมาซึ่งความโดดเดี่ยวก็ตาม เวอร์จิเนียกำลังทำหน้าที่นั้นหรือเปล่านะ
หรือว่าเธอแค่กลายเป็นคนบ้า (เหมือนเซปติมัส)
เรื่องที่สองที่อยากให้อ่านกัน ก็เรื่องพรรค์นั้นแหละ ไม่พ้น.. มันเป็นเรื่องผู้หญิงที่มาจากดาวศุกร์ ซึ่งก็เอามาจากหนังสือสุดฮอทของจอห์นเกรย์ แต่ทำไมหนังสือเล่มนี้เคยอ่านไป มันก็ลืมจนได้ อารมณ์ก็มาเหนือความเข้าใจในฝ่ายตรงข้ามเสมอ เราก็เลยดึงท่อนนึงมาเพื่อตอกย้ำให้จำกันได้ ว่าเรานั้นมาจากคนละดาวกันนะจ๊ะ อันนี้เขียนโดยคุณ lunlagirl (คล้ายลัลลาบาร์รึป่าว?)
เหตุที่หญิงและชายมาจากดาวคนละดวงนั่นก็เป็นเพราะว่าสิ่งมีชีวิตสองเพศนี้ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ถึงแม้ว่าจะเกิดมาบนโลกใบเดียวกันก็เหอะ ทั้งๆ ที่ทั้งสองต่างต้องการความรักและการเอาใจใส่เช่นเดียวกัน แต่ต่างก็แสดงออกแตกต่างกันอย่างลิบลับ เรามักคิดผิดไปว่าถ้าอีกฝ่ายรักเราเขาย่อมแสดงออกเหมือนกับเรา แต่ในความเป็นจริงเรานั้นแตกต่างกัน ผู้หญิงชอบใช้สัญลักษณ์และการใช้นัยยะ เธอช่างเปรียบเปรยและพร่ำพรรณนา ในขณะที่ผู้ชายชอบพูดจาตรงๆ มากกว่า บางครั้งสิ่งที่แฝงอยู่ในคำพูดของทั้งสองก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เช่น ฟังฉันหน่อย นั่นหมายความว่ารับฟังสิ่งที่ฉันพูดก็พอ เพราะผู้หญิงต้องการให้มีคนรับฟัง การที่เธอระบายออกมาทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น ผู้ชายก็เพียงแค่ฟังเธอก็เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาอะไรให้เธอเลย เพราะเธอไม่ได้ต้องการคนแก้ปัญหา ในขณะที่ผู้ชายจะสรรหาวิธีการแก้ปัญหาร้อยแปดพันประการมาเสนอแนะ ในขณะที่เธอต้องการคนที่นั่งฟังเธออย่างสนใจแล้วก็ปลอบใจเธอเท่านั้น แต่ผู้ชายกลับไม่เคยรู้เลย อารมณ์ของผู้หญิงเป็นเหมือนคลื่น เธอมักขึ้นๆ ลงๆ จนคุณปวดหัว ตอนนี้อ่อนหวานน่ารัก แต่ภายในไม่กี่วินาทีก็กราดเกรี้ยวจนผู้ชายรับมือไม่ทัน นั่นเป็นเพราะเวลาเธอมีความรัก โลกจะกลายเป็นสีชมพู เป็นจุดที่อารมณ์ดีมีความสุขมองโลกสวยงาม และเหมือนคลื่นที่ม้วนตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า เธอจะมีพลังทำอะไรได้มากมาย แต่ในขณะที่เธอรู้สึกโดดเดี่ยว ถูกทอดทิ้ง เธอก็จะกลายเป็นคลื่นที่ม้วนตัวต่ำลงและเหมือนกับจมอยู่ก้นบ่อน้ำที่มืดมิด เธอต้องการให้คนที่เธอรักอยู่ข้างๆ และกอดเธอไว้ แค่รู้สึกว่ายังเป็นที่ต้องการของใครอยู่เธอก็จะรู้สึกดีขึ้นและกลับมาสู่สภาวะปกติ ก็ทำไมล่ะ ในคณะที่นิสัยผู้ชายเหมือนหนังสติ๊ก นิสัยผู้หญิงก็เหมือนคลื่นนั่นแหละ ผู้หญิงมีความต้องการทางอารมณ์ที่แตกต่างจากผู้ชาย เธอไม่ต้องการการยอมรับ ความเชื่อใจ ความชื่นชม การยกย่อง หรือความเห็นชอบเหมือนผู้ชาย แต่เธอกลับต้องการแค่ความเอาใจใส่ ความเข้าใจ ความนับถือการอุทิศตัว เหตุผล และความมั่นใจ ผู้หญิงชอบให้ผูชายเสนอตัวทำสิ่งต่างๆ ให้โดยที่ไม่ต้องร้องขอ คติประจำตัวของพวกเธอคือ ความรักเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องขอร้อง ในขณะที่ผู้ชายคิดว่า ถ้าเธอไม่ร้องขอ เธอก็สามารถจัดการมันเองได้
สุดท้ายแล้วจ้า....... จริงๆ เรื่องนี้ยาวมาก แต่เรายกมานิดเดียว เค้าพูดถึง "ผู้หญิงกับความเหงา" ไม่ได้ลงชื่อคนเขียนเอาไว้ อ่านๆ แล้วมันก็จริ๊งจริง แล้วก็สมเพชผู้หญิงทุกหมู่เหล่าที่ทำไมต้องทำซะขนาดนี้.. อ่านกันเลยจ้ะ
ความเหงาทำให้ผู้หญิงต้องการใครสักคนมาอยู่เคียงข้าง มาช่วยปลดพันธนาการความเหงาออกไป ดังนั้นผู้หญิงจึงเป็นเพศที่มีความกล้าบ้าบิ่นในเรื่องการกระทำในสิ่งที่ผู้ชายคิดไม่ถึง หรือไม่เคยคิด เขาเคยรู้บ้างไหมว่าตลอดทั้งวันอาทิตย์ เธอต้องไปใช้เวลาที่ร้านทำเล็บกว่าครึ่งวันเพื่อเวลาที่เขาจับมือ เขาจะได้รู้สึกว่ามือเธอนิ่มน่าสัมผัส ในขณะที่เขาคิดว่าการสัมผัสมือจะนำไปสู่การสัมผัสส่วนอื่น เขาเคยรู้บ้างไหมว่าเธออดอาหารเย็นตลอดอาทิตย์ เพื่อให้ใส่ชุดสวยออกเดทกับเขาในค่ำวันเสาร์ ในขณะที่เขาเลือกใส่ชุดอะไรก็ได้เอาให้แค่ดูดีกว่าวันไปทำงานเท่านั้น ผู้หญิงต้องเสียความเป็นตัวตนมากมาย ยอมพยายามเป็นในสิ่งที่มันยากที่จะเป็น ยังมีสิ่งต่างๆ อีกมากที่ผู้ชายยังไม่รู้หรอกว่ามันทรมาณขนาดไหน ความซับซ้อนในตัวเองที่สูงจะส่งผลไปถึงอารมณ์
จบและ ฟังเพลงๆ สุดท้ายนี้ ผู้หญิงเหมือนจะอ่อนแอ แต่จริงๆ แล้วเข้มแข็งนะ มีมนตราในการควบคุมความเข้มแข็งของผู้ชาย เค้าว่ากันว่า ผู้ชายน่ะ ถึงจะเป็น "Head" แต่ผู้หญิงน่ะ เป็น "Nake" นะจ๊ะ 
| | |
| |