มิถุนายน 2557

1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
นั่งรถไฟไปหลังคาโลก 7 พ.ค. 2557
7 พ.ค. 2557 เที่ยวทะเลสาปยัมดรกกันดีกว่า (Yamdrok Tso Lake)

เช้านี้ก็ตามสูตรเดิมๆ ตื่นเช้าเก็บกระเป๋าลงไปหาอะไรใส่ท้องไม่ให้หวิวๆแล้วก็ลากกระเป๋าเตรียมตัวออกเดินทางเพื่อนั่งรถออกนอกเมืองลาซาไปเรื่อยๆโดยจุดหมายของเราวันนี้อยู่ที่ทะเลสาปยัมดรก เราจะไปเยี่ยมหมาทิเบตกันระหว่างทางก่อนจะไปถึงทะเลสาป หลายๆคนก็เริ่มมีอาการปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำเราก็เลยให้ทางไกด์เค้าจอดให้เราเข้าห้องน้ำสาธารณะข้างทาง ซึ่งจะมีบริการอยู่บ้างสนนราคาค่าใช้บริการก็แค่คนละ 1 หยวน ราคาย่อมเยาว์ แถมส่งผลให้คุณภาพของห้องน้ำย่อมเยาว์ตามไปด้วยกิตติศัพท์ของห้องน้ำในจีนหลายๆคนก็คงเคยได้ยินหรือเคยสัมผัสกันมาแล้วลองจินตนาการถึงห้องน้ำที่ไม่มีประตูและเป็นซอกๆมีแค่ช่องให้เราหย่อนและเล็งเป้าให้ดีดี โชคดีได้ห้องสุดท้ายเพื่อนก็ไม่ค่อยเห็นแต่ถ้าโชคดีมากกว่าก็โชว์ก้นขาวๆกันไปก่อน เรื่องน้ำล้างไม่ต้องพูดถึงขอให้จำไว้เสมอว่ากระดาษทิชชู่เปียกช่วยท่านได้มากในสถานการณ์เหล่านี้แต่ยังดีที่พอออกมาจากห้องน้ำเค้าก็ยังมาคอยบริการราดน้ำให้เราได้ล้างมือกันนะเนี่ย

ว่าแล้วเราก็หยุดเรื่องส้วมกันสักพักแล้วมาต่อเรื่องทะเลสาปของเรากันดีกว่าขอแอบท้าวความถึงทะเลสาปสักหน่อยเพื่อจะได้ไม่สงสัยว่า เอ๊ะทำไมเราต้องแวะไปเยี่ยมเจ้าทะเลสาปนี่ด้วย ความสำคัญของทะเลสาปยัมดรกก็คือ เป็น 1ใน 3 ทะเลสาปศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบตซึ่งรอบๆทะเลสาปอีกฟากจะมีภูเขาซึ่งปกคลุมด้วยหิมะส่วนน้ำในทะเลสาปเป็นสีเทอควอยซ์สวยงาม (เกินบรรยาย) ต้องมาสัมผัสเองถึงจะรู้(แอบอ่อยเหยื่อให้ไปลองของ อิอิ) ทะเลสาปยัมดรกตั้งอยู่บนความสูงเหนือ 4800เมตรเหนือระดับน้ำทะเล โดยบรรยากาศโดยรอบก็จะมีธงมนตราชาวบ้านที่มาคอยให้บริการถ่ายรูปกับจามรี ถ่ายรูปกับหมาทิเบตตัวใหญ่ๆ(ที่เค้าว่ากันว่าเมืองไทยขายกันอยู่ที่หลักล้านเลยทีเดียว)ใครอยากถ่ายก็ง่ายมากแค่ควักตังค์ออกมา 10 หยวน ท่านก็จะมีรูปของตัวท่านกับหมาหรือ จามรี ในทันที แถมถ้าเป็นจามรีเค้าให้ท่านขึ้นคร่อมแล้วแอ๊กสวยๆถ่ายได้ด้วยนะงานนี้ขอแค่หมาทิเบตตัวใหญ่ที่เป็นหนึ่งในความตั้งใจว่าชั้นจะมาถ่ายรูปมันให้ได้ที่นี่หล่ะ ฮึ่มๆๆ แล้วสิ่งที่หวังก็เป็นจริงแถมได้เอาเดนม่าร์คุกกี้หย่อนใส่ปากมันด้วย (ปากมันใหญ่จริงๆ แอบกลัวง่ะ)อ้อ....ใครจะเข้าห้องน้ำบนนี้เค้าคิด 2 หยวนนะคะ อ๊ะๆๆ อย่าคิดว่าราคาห้องน้ำแพงขึ้น จะได้ห้องน้ำที่ดีขึ้นกว่าที่บรรยายมาแล้วด้านบนนะไม่ได้ต่างกันเล๊ยย แถมกลิ่นเหมือนจะแรงดีไม่มีตกกว่ากันด้วยซ้ำไป

เสร็จจากทะเลสาปยัมดรก เราก็ไต่ระดับให้มันสูงขึ้นไปอีก(เอาให้แหลกกันไปข้างนึงเลยแล้วกัน) เพื่อไปชมธารน้ำแข็งกราเซีย ที่ระดับความสูง5200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แอบโชคร้ายนิดๆตรงที่อากาศเหมือนจะแอบครึมๆและแล้ว...หิมะก็ตกลงมาให้พอเอาไปโม้ได้ว่า ได้จับหิมะกะเค้าด้วยแน๊ทริปนี้แต่อากาศที่นี่เปลี่ยนแปลงเร็วมากจริงๆ หิมะตกแว๊บบบเดียว แดดออกมาเบียดเลยทันที ณจุดนี้บอกได้เลยว่าตอนลงจากรถรับรู้ได้ว่าหัวใจเต้นเร็วมากผิดปกติและเหมือนจะเริ่มเหนื่อยๆ (อย่านะ เจ้า AltitudeSickness อย่าเพิ่งมาเยี่ยมชั้นน) วิธีแก้ในเวลานี้คือพยายามหายใจเข้าลึกๆช้าๆ และค่อยๆผ่อนลมหายใจออกช้าๆเช่นกัน

เสร็จจากชื่นชมธารน้ำแข็งกราเซีย(ซึ่งไม่ค่อยได้ชมเท่าไหร่เพราะเหมือนจะเริ่มมึนๆ) ก็เดินทางต่อไปยังเมืองเจนเซ่ (Gyantse)เพื่อแวะชมสถูปคูมบูม (วัดไป่จู) ซึ่งในภาษาทิเบตมีความหมายว่า แสนรูปเพราะภายในจะมีพระพุทธรูปอยู่ในนี้เป็นแสนๆองค์ ปล. ตอนนี้เราลงมาอยู่ที่ระดับความสูงต่ำลงกว่าหน่อยคือประมาณสามพันปลายๆเมตรเหนือน้ำทะเล

จากนั้นเราก็นั่งรถกันต่อไปยังเมืองซิกัตเซ่ (Shigatse)ซึ่งจะเป็นที่พักของเราในค่ำคืนนี้ อยากจะบอกว่า ตอนนี้เชื่อแล้วจริงๆว่าทิเบตตรวจใบอนุญาตกันเกือบตลอดทางจริงๆ แทบจะทุกเมืองที่ไกด์ของพวกเราจะต้องแวะลงไปเพื่อรายงานว่าพาต่างด้าวย้ำ! ต่างด้าว เดินทางมากี่คนและจะไปไหน และที่ยิ่งกว่าที่เคยเจอมาคือการจำกัดความเร็ว โอ้โห อะไรจะเข้มงวดปานนี้ ระยะทางจากเมือง เจียนเซ่ ไปเมืองซิกัตเซ่ แค่ 90 กม. แต่ทหารให้เราใช้เวลาในการวิ่ง 2 ชม. บร๊ะเจ้า แถมมีกล้องกะด่านตรวจอีก2 จุดที่ต้องแวะรายงานตัว (มันจะช้าไปไหนวะเนี่ย)ซึ่งถ้าเราไปถึงเร็วกว่าเวลาที่ทางเจ้าหน้าที่กำหนดเอาไว้ เราจะโดนปรับนาทีละ 100หยวน แต่พี่ทิเบตและพี่จีนไม่สนอยู่แล้ว วิธีแก้ของพี่จีนและพี่ทิเบตแถวนี้ก็คือขับไปก่อน ถ้าใกล้ถึงด่านตรวจแล้วเห็นว่าเวลาเหลืออีกเยอะก็จอดเดินเล่นกันไปก่อนเพื่อให้ใกล้ๆกับเวลาที่ต้องรายงานตัวแล้วค่อยเคลื่อนพลต่อ(กรูหล่ะเพลียกะพี่แกจริงๆ)

และแล้วเราก็มาถึงเมืองซิกัตเซ่จนได้ โดยสิ่งที่ไกด์เราทำเป็นอันดับแรกเมื่อมาถึงเมืองนี้คือไปจัดการเรื่องเอกสารการเข้า Everest Base Camp เพื่อที่พรุ่งนี้เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลารอให้ราชการเปิดทำการแล้วถึงจะไปทำ(บอกแล้วว่าทุกอย่างต้องขออนุญาต ไม่มีใบ ก็ไม่มีสิทธิ์) เมืองนี้ถือเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของทิเบตและเป็นเมืองท่าในการค้าขายของกับประเทศอินเดียอีกแล้ว โดยอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 3900 เมตร เลยทำให้เมืองนี้ดูแล้วเจริญกว่าที่คิดแถมมีห้างให้เดินช๊อปปิ้งด้วยนา แต่พวกเราไม่ได้เข้าไปหรอกเพราะเราอยากเดินสำรวจเผื่อมีของกินน่าสนใจกว่า พริกหยวกผัดไก่เส้นมะเขือเทศผัดไข่ ผักนานาชนิด และซุปจืดๆ สุดท้ายเราก็ไปจบลงที่ไก่ทอด ญาติ ลุงเคน(ตั๊กกี้)เนื่องจากจีนและทิเบตไม่ค่อยอนุญาตให้แบรนด์เมืองนอกเข้ามาทำมาค้าขายหรือมาทำสปอยคนของเค้า(อันนี้ว่าไปเองนะ) ก็เลยต้องมีคนหัวใสเลียนแบบ โดยร้านที่เราเข้าไปคือร้าน Dico'sถ้านึกไม่ออกก็นึกถึงKFC เอาไว้ คล้ายๆกันเลยหล่ะ ถ้าถามถึงรสชาดก็อร่อยใช้ได้เลยนะแถมขอซอสพริก ได้พริกป่น (คล้ายๆบ้านเราแต่ไม่เผ็ดเท่า) มาแทน กร๊ากกกก็กินซอสมะเขือแจ่วไปก่อนแล้วกัน อร่อยดีไปอีกแบบ แค่อย่าจู๊ดๆกันเป็นใช้ได้คืนนี้โรงแรมยังโอเคอยู่ พรุ่งนี้เราค่อยมาลุ้นกันใหม่ นอนดีกว่าเน้อ

อีกหนึ่ง ปล. วัยรุ่นที่นี่แต่งตัวใช่ย่อยเหมือนกันนะเนี่ยหุหุหุ



Create Date : 03 มิถุนายน 2557
Last Update : 3 มิถุนายน 2557 23:49:35 น.
Counter : 158 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tabokrabi
Location :
กระบี่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ชีวิตคือการเดินทางตลอดเวลา