มิถุนายน 2557

1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
นั่งรถไฟไปหลังคาโลก 6 พ.ค. 2557
6 พ.ค. 2557 เที่ยวไปในลาซา

เช้านี้เป็นเช้าที่ไม่ต้องเร่งรีบอะไรมากมายไม่ต้องเตรียมเก็บสัมภาระเพื่อย้ายถิ่นที่อยู่เพราะว่าคืนนี้เราจะยังคงนอนที่โรงแรมเดิมโปรแกรมวันนี้ก็คือเที่ยวสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของตัวเมืองลาซา โดยเริ่มจากการไปแสวงบุญที่วัดโจคัง(Jokhang) ซึ่งเป็นวัดที่ชาวทิเบตนับถือและยกให้เป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด(อันนี้ลอกมาจากบริษัททัวร์ทั้งดุ้น) มีอายุมากกว่า 1400 ปีมาแล้วซึ่งก่อนหน้านี้เราก็เคยได้ยินชื่อเสียงของวัดนี้มาก่อนเหมือนกัน สิ่งที่ได้ยินคือชาวทิเบตมีความเชื่อว่าในชีวิตครั้งหนึ่งจะต้องมีโอกาสได้มากราบสักการะให้ได้แม้จะต้องเดินทางมาไกลแค่ไหนก็ตามซึ่งก็คงเหมือนกับทางศาสนาอิสลามที่ครั้งหนึ่งในชีวิตขอให้มีโอกาสไปทำฮัจจ์ที่เมืองเมกะ

อยากบอกว่าวันที่เรามาเช้านี้ในสายตาเรามองว่า ทำไมคนเยอะจัง แต่เทนกลับบอกพวกเราว่าพวกเราโชคดีที่วันนี้คนไม่เยอะ (เอ๊ะ จริงเหรอ??) ขนาดเดินยังต้องเกือบจะเบียดๆกันเพราะว่ามีคนมาทำบุญเอาเนยของจามรีมาหยอดใส่เชิงเทียนกันเยอะแยะทุกคนจะถือกระติกน้ำคล้ายๆกระติกน้ำร้อนสมัยรุ่นคุนทวดบ้านเราคอยหยอดเนยลงไปที่เทียนกันทุกจุดที่มีพระพุทธรูปตั้งอยู่ (และเยอะมาก)ส่วนถ้าอยากรู้ว่าหน้าตาวัดโจคังเป็นอย่างไร ก็คงต้องขอว่าอย่าให้เล่าเลยเนอะอยากรู้ต้องศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเองนะค๊า แต่ที่แน่ๆในวัดก็ต้องมี"พระ" ถูกต้องนะค๊า

ออกจากวัดก็ต้องรีบมาโซ๊ยข้าวเที่ยงกันเพราะว่าพวกเราต้องไปรอคิวเยี่ยมชมพระราชวังโปตาลา(Potala Palace) ที่นี่เราจะต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าไม่ใช่นึกจะไปซื้อตั๋วหน้าวังแล้วเดินเข้าไปเลยเพราะว่าเค้าจะมีเวลาให้เข้าไปทีละกรุ๊ป โดยของทีมเราได้ตอนบ่ายโมง แต่พวกเราไปถึงกันตอนเที่ยงนิดๆก็เดินถ่ายรูปด้านนอกเก็บวิว เก็บบรรยากาศกันไปเรื่อยๆการตรวจค้นเพื่อความปลอดภัยของโปตาลานี้ค่อนข้างเข้มมากและไม่อนุญาตให้นำของเหลวเข้าไปภายในวัง(รายละเอียดคล้ายกับอารมณ์ประมาณก่อนขึ้นเครื่อง)จนถึงวินาทีที่เราจะได้เสียเหงื่อโดยไม่มีเหงื่อ เมื่อถึงรอบของทีมเราเราก็ได้มีครั้งแรกของพวกเรากันซะที อ๊ะๆๆ ไม่ต้องเดาลึก ครั้งแรกของพวกเราก็คือการถ่ายรูปหมู่ หลังจากรู้จักและเมาท์แตกเมาท์แตนกันมาสามสี่วันไม่มีใครแชะรูปหมู่กันเลยจนก่อนที่เราจะเข้าสู่การสงบจิตขั้นสูงโดยการขึ้นบันไดวังโปตาลา จำนวนสองร้อยกว่าขั้นพวกเราก็ได้ถ่ายรูปหมู่ร่วมกันเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นก็ตัวใครตัวมันเดินกันเข้าไป ลองนึกสภาพว่าอยู่บนที่สูงประมาณเกือบๆสี่พันเมตรแถมยังต้องตะเกียกตะกายขึ้นบันไดเพื่อไปชมวังขอบอกว่างานนี้ต้องทำสมาธิไปเกือบตลอดทุกย่างก้าวเลยทีเดียว ไม่งั้นคงท้อและถอดใจซะก่อน

ภายในวังจะแบ่งสีออกเป็น 2 สีหลักๆคือสีแดงกับสีขาวซึ่งสีขาวจะไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเนื่องจากเป็นสถานที่ราชการและโรงเรียนสอนศาสนาในขณะที่สีแดงซึ่งเป็นส่วนที่ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมก็ยังคงมีเปิดให้ชมกันอยู่บ้างในบางจุดภายในนั้นคงต้องบอกว่าก็ยังอลังการอยู่ดีงานนี้ต้องไปดูด้วยตาตัวเองถึงจะเห็นว่ามันอลังการยังไงพวกเราใช้เวลาที่วังโปตาลาประมาณสองชั่วโมงกว่าๆพอเสร็จแล้วก็ต้องรีบทำเวลาเพราะว่าจะต้องไปวัดเซราเพื่อไปดูพระโต้วาทีกัน

อยากบอกว่านี่ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่เราอยากจะเข้าไปเห็นของจริงๆที่ว่านี่คือ พระโต้วาที ซึ่งเรื่องที่โต้กัน (ก็ฟังไม่ออกหรอกนะ)กลับมาถามเทนเลยได้ความว่า เค้าจะคุยกันเรื่องของหลักต่างๆในพระพุทธศาสนาแต่ลักษณะท่าทางที่แสดงออกมาของทั้งสองฝ่าย เหมือนกับกำลังทะเลาะกันอยู่ถ้าไม่เกรงใจก็คงมีท้าต่อยกันไปแล้ว (อันนี้ล้อเล่น)หลังจากหมดเวลาสนทนาธรรมเค้าก็จักลับเข้าห้องเรียนเพื่อค้นหาตามตำราว่าสิ่งที่เถียงกันจะเป็นจะตายเมื่อกี๊มันถูกหรือผิด

ออกจากวัดเซราก็ได้เวลาไปกินสุกี้เห็ดกันดีกว่าโดยทางเทนก็พาพวกเราไปร้านอาหารที่พอเดินเข้าไปในร้านก็เจอบรรยากาศประมาณจีนคอมมิวนิสต์กันขึ้นมาทันทีเลยเพราะรูปภาพในร้านส่วนใหญ่เป็นรูปของท่าน เหมา เจ๋อ ตุงอีกทั้งพนักงานในร้านมีชุดทหารเป็นชุดเครื่องแบบ (เอิ่มมมจะไม่กล้ากระดุกกระดิกหรือทำผิดเลยค๊าบบ) สุกี้ก็รสชาดดีใช้ได้เลยทีเดียวเสียที่เราไม่ได้เอาน้ำจิ้มสุกี้บ้านเราไปด้วย ไม่งั้น อร่อยเหาะแน่ๆเพราะน้ำจิ้มเค้าไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่

เสร็จจากกินสุกี้ก็เตรียมตัวไปดูแสดงโชว์พื้นเมืองตามโปรแกรมที่ทางทัวร์จัดให้แต่มีบางคนไม่อยากดูโชว์ก็เลยขอแยกตัวและจะกลับโรงแรมกันเองส่วนเราก็ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ไปดูโชว์ตามที่เค้าจัดโปรแกรมไว้ก็ได้ เพราะว่าอากาศเริ่มหนาวและเราเริ่มรู้สึกว่าจะมีอาการเหมือนเป็นไข้อากาศที่นี่กลางวันจะอุ่นๆถึงขั้นร้อนเพราะว่าแดดแรงดีไม่มีถอยเลยจริงๆในขณะที่พอเริ่มตกเย็นอากาศก็หนาวจนฟันบนล่างกระทบกับหงึกหงักด้วยความหนาวพวกเรามาถึงก่อนเวลาแสดงโชว์พอสมควร แต่เป็นความโชคดีที่จุดที่ให้รอเข้าชมการแสดงมีไวไฟให้เล่นแก้เหงาทุกคนก็จัดการก้มหน้าสู่โลกส่วนตัวกันใหญ่เลย ปล.วันนี้เป็นวันเดียวกับที่มีแผ่นดินไหวที่เชียงราย จะเช็คข่าวเนตก็ช้าเป็นเต่าเลยตัดสินใจหลับรอเวลาเข้าชมการแสดงดีกว่า เท่านั้นไม่พอเข้าไปชมการแสดงก็ยังหลับได้อีก การแสดงที่ว่าจะพูดถึงเอิ่มก็ไม่เชิงว่าการแสดงมันน่าเบื่อหรอกนะ แต่ว่ามันประจวบกันหลายๆอย่างทั้งเหนื่อยและเริ่มมีไข้ (แก้ตัวดีนะเรา)

จบจากดูโชว์ก็เกือบๆจะสามทุ่มครึ่งแล้วพวกเราขอให้คนขับรถพาพวกเราไปหน้าวังโปตาลาอีกครั้งเพื่อไปถ่ายรูปวังตอนค่ำเพราะจะมีการเปิดไฟจนถึงสี่ทุ่มถือว่าพวกเราโชคดีมากเพราะว่าตอนไปถึงก็อีกสิบหน้านาทีเราก็เลยยังได้เก็บรูปโปตาลาเมื่อเวลาค่ำคืนไว้เป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีของเราเสร็จแล้วพวกเราก็กลับโรงแรม โดยทีคืนนี้ไม่มีการเดินทางไปไหนเพราะว่าเหนื่อยจัดจริงๆ แถมตอนนี้จมูกก็เริ่มมีเลือดออกมาแล้วคงเป็นเพราะอากาศและการปรับตัวบนที่สูง เพราะงั้นไปนอนพักผ่อนเอาแรงดีกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ต้องย้ายสำมโนห้องไปอยู่เมืองอื่นๆต่อไป คืนนี้โด๊บยาแก้แพ้แล้วไปนอนซะ

ปล.เพื่อนที่ไปด้วยกันเริ่มซึ้งในรสพระธรรมจนถึงขนาดอยากจัดทัวร์ของตัวเองโดยใช้ชื่อว่า ทัวร์ล้างบาป ประมาณว่าบินมาตอนเช้าลงเมืองลาซาจัดการภารกิจล้างบาปเสร็จแล้วก็บินกลับเลย รับเฉพาะหนุ่มโฉดเท่านั้นสำหรับทริปนี้คริ คริ



Create Date : 03 มิถุนายน 2557
Last Update : 3 มิถุนายน 2557 23:48:21 น.
Counter : 96 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tabokrabi
Location :
กระบี่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ชีวิตคือการเดินทางตลอดเวลา