กรกฏาคม 2550

1
2
4
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
26
28
29
30
 
 
All Blog
ถ้าคิดจะซิ่ว เพราะสังคมมหาลัย
เรื่องมันมาจาก กระทู้หนึ่ง ในห้อง ญ.หญิง
//www.pantip.com/cafe/woman/topic/Q5572817/Q5572817.html

มีน้องคนหนึ่ง ที่คิดจะซิ่วเพราะเบื่อเพื่อน

หวานตอบไปแล้วในคห. ที่ 24

หวานใส่ใจกับเรื่องนี้มากนะ เพราะผ่านช่วงเวลาแบบนั้นมาก่อน หวานก็มีเพื่อนหลายคนที่ซิ่วเพราะสังคมมหาลัย

ตอนนั้นนะ มันแย่มาก .. เครียดสุดๆ แต่พี่(ต๊องๆ ) คนนี้ ก็ผ่านมาได้ .. ด้วยความอดทน แล้วความหน้าด้านส่วนตัว

จะเล่าให้ฟังว่าผ่านอะไรมาบ้าง ..

หวานเรียนอยู่มหาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ม.ที่คนอยากเข้าที่สุดแน่ๆ เพราะเป็นคนเรียนไม่เก่ง เรียนได้เรื่อยๆ ตอนแรก ไม่เคยคิดจะเข้าเลย ไอ้คณะบริหารธุรกิจ เนี้ย แต่ตลอดเวลาที่เรียนม. ปลาย แม่ ก็ยัดเอาแต่คณะบริหารมาให้

โดยเฉพาะ เอกบัญชี ไม่คิดไม่ฝันจะเข้า นู้น ไปมองนิติศาสตร์นู้น พวกอักษร วรรณคดี เอกภาษาทั้งหลาย จริงๆ อยากเข้าบรรณารักษ์ศาสตร์ด้วยซ้ำไป

แต่พอเวลาจริงๆ แม่เขาไม่พอใจ และแน่นอน ร้องไห้.. แม่เขาอยากให้เข้าจริงๆ หวานก็รำคานอ่ะ เลยเลือกๆ ไป แม่หวานเจ๋งโคตร เลือกเอาม.ที่คะแนนต่ำๆ แบบยื่นก็ได้เลย

แล้วงี้ผลมันจะไม่ได้ ได้อย่างไง แต่ปีนั้นนะ คะแนนพุ่งสุดๆ จากเดิม 20-50 คะแนน ได้ เอาเข้าจริงๆ ก็เกือบเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน

พอเข้ามาแล้ว ก็เจอสังคมเฮงซวย ตามประสานักบัญชี คนส่วนใหญ่ที่เรียนบัญชีจะเป็นผู้หญิง เรียบร้อย ปากจัดนิดหนึ่ง (แต่ด่าทีแสบทรวงใน) แต่งตัวเก่ง นินทาก็เก่งด้วย

ส่วนใหญ่เลยนะ จะเป็นพวกมาจากสังคมญ.ล้วนๆ ส่วนมากจะเป็นคนงก ..งกทั้งเงิน ทั้งเวลา ถ้าไม่มีผลประโยชน์ต่อกัน ฝันไปเถอะ ว่ามันจะหันกลับมาช่วย ถ้าช่วยสมน้ำหน้าล่ะไม่แน่

คนอื่น เขาปรับตัวได้กัน แต่หวานนะ ไม่ใช่เลย ... ปรับตัวไม่ได้ อย่างแรก หวานไม่แต่งตัว ไม่แต่งหน้า ผมก็ฟูฟ่อง แล้วไอ้นิสัยแบบ ผู้ชาย พูดคำหยาบคำ เวลาเขาถามอะไรก็ตรงซ่ะขนาด

หวานจำได้เลย เพื่อนคนหนึ่งถามถึงกระเป๋าใบใหม่ หวานก็ตอบตามจริงว่าไม่สวย เพื่อนหวานเลยถามว่า
"รู้จักตอบตามมารยาทบ้างม่ะ... หัดตอบตามมารยาทบ้างสิ"
หวานก็อืม.. "ก็กูตอบตามจริงอ่ะ"
เพื่อนก็เลยมองกันแบบเอือมระอามากๆ

หวานจะเป็นคนโลกส่วนตัวสูงมาก... ตอนนั้น .. ใครไม่คบ เรื่องของมัน ..กูอยู่ของกูมาได้ตั้งนาน ... จนบางทีลืมเพื่อนไปเลย กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ไม่มีใครคบ นอกจากเพื่อนไม่คบแล้ว หวานยังได้คู่อริมาคนหนึ่ง และนั่นแหละ ก็ต้นเหตุ โดนแบน แบนทั้งคณะ

และนั่น นำไปสู่ ..การพึ่งบุหรี่ .. ติดเหล้า

หวานเคยติดบุหรี่อยู่ช่วงหนึ่ง เพราะตอนนั้น จะไปกินเหล้าก็ไม่มีเพื่อนไป (ก็คณะหญิงล้วนอ่ะ) เพื่อนม.ปลายก็แยกๆ กันไปหมดแล้ว

หวานไปติดมาจากตอนไปกินเหล้ากะเพื่อนสมัยม.ปลาย (เห็นภาพเลยดิ ว่าทำไมถึงเข้าผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้ เพราะเคยชินแต่วิถีแบบนี้) ตอนนู้น เพื่อนก็ยืนมา ..หวานก็สูบได้ เออ สูบได้คล่องด้วย แต่ไม่ติด ไม่ติดเลยนะ คือไม่สนจนมาเครียดจัดเรื่องสังคมมหาลัย นี่แหละ

พอมาอยู่นี้ เห็นผู้ชายคณะอื่นเขาสูบ แล้วกลิ่นมันติดมา ก็เลยไปหามานั่งสูบแก้เครียด แรกก็เริ่มสูบจาก ม้วนละ 2 บาท หาชื้อทั่วไป.. ตามร้าน ส่วนใหญ่เขาจะไม่ถามนะ

แรกก็เริ่มวันละมวน (จริงๆ เขาเรียกเป็นตัว) หลังๆ รู้สึกขาดๆ ก็ชื้อทีละสิบ แรกๆ สูบกรองทิพ .. แต่มันไม่หวานอ่ะ เลยมาสูบสายฝน .. อืม..

ขอบคุณพระเจ้ามากๆ ที่ตอนนั้นเวลาเรียน มันกองอยู่ช่วงเช้า ส่วนมากจะเลิกเที่ยง เลยไม่มีเวลาไปนั่งกระแดะที่ผับแถวมหาลัย(กว่าผับจะเปิด รอคอหักพอดี) ม.หวานก็ใกล้บ้าน ไม่รู้จะอ้างอะไรดี ถ้าหนีแม่ไปเที่ยวผับ เพื่อนก็ไม่คบ มหาลัยก็เลิกเร็ว สุดท้ายก็กลับมานั่งหง่าวที่บ้าน

แต่มันจะมีสองวันที่มีต่อคาบบ่าย เวลาช่วงนั้นนั่นแหละ ที่จะไปนั่งสูบ ไม่ก็สูบก่อนกลับบ้าน สถานที่สูบ ห้องน้ำหญิง บนตึก .. จะเลือกชั้นสูงๆ คนจะได้ไม่วุ่นวาย จะไม่สูบที่บ้าน เพราะแม่จมูกดีมาก ..

แรกก็อย่างที่บอก นั่งดูดทีละนิด หลังๆ ต้องดูดทั้งซอง .. มันเป็นความรู้สึกที่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกเป็นตัวของตัวเอง เพราะเวลาเรียนในคณะ รู้สึกเหมือนกำลังโดนกดดัน เพื่อนยอมไม่คุยกะเรา คู่อริเจอหน้าก็เชิดหางตาใส่

ตอนนั้นคิดแต่ว่าไม่ไหวแล้ว อยากซิ่ว อยากทำไงก็ได้ถึงจะหลุดไปจากตรงนี้ ทำไงก็ได้ นั่งอ่านข่าวสอบเข้า มันก็ไม่มีใครรับ เพราะเราเป็นรุ่นสุดท้าย ก่อนเปลี่ยนระบบ

เคยนะ นั่งสูบเป็นซอง สูบจนหลับคาห้องน้ำไปเลย ตื่นมาก็บ่ายสาม บ่ายสี่ กลับบ้านมาอาบน้ำ ซักผ้าน้ำเปล่าที ผึงให้แห้ง แล้วไปกองแมะตรงผ้ายังไม่ได้ซัก ให้แม่ซักแฟ๊บซ้ำ

ทำลายหลักฐานเกลี้ยง~~

อาการติดเหล้า มันตามมาทีหลัง หลังจากสอบกลางภาคเสร็จ .. คะแนนออกมาห่วยมาก สอบไป6 ตก 4 .. ไม่อ่านหนังสือสอบเลย เอาแต่เครียดเรื่องเพื่อน สลัดความคิดไม่ออก อ่านหนังสือไม่ได้เลย

อ.วิชาเอก เขาก็เรียกไปพบ เขาแนะอยู่สองอย่าง ให้ดรอป กับ เปลี่ยนสาขา ซึ่งสองทางมีแค่หนึ่ง ทางเลือกเดียวคือ เสียเวลาไป1ปี เพราะถ้าดรอป ก็ดรอปไม่ได้ เพราะเป็นวิชาต่อเนื่อง ดรอปก็เสียเวลาไปปีหนึ่ง

เราไปปรึกษาแม่ .. แม่เขาก็บอกให้สู้ต่อไป หวานก็อือ เริ่มตั้งใจเรียน แต่หัวมันไม่ไปจริงๆ แม่เขาเลยจ้างครูมาสอน เป็นนักบัญชีของแม่เขา หวานก็เรียนไป จะหลับไป

หนทางเดียวที่หวานจะสอบผ่านได้คือ ต้องได้ 27 คะแนนจาก 35 ซึ่งมันไม่มีทาง .. พูดจริงๆ ว่าไม่มีทาง บางวันที่หวานอ่านหนังสือหนักๆ จนนอนไม่หลับ เรื่องเพื่อน ตีในหัว ก็จะไปรินเหล้าไม่ก็เบียร์ ของพ่อมากิน บางทีชื้อมากินเอง

กินแล้ว มันก็นอนไม่หลับ ทุกอย่างตีอยู่ในหัว ... คิดแต่.. มันอยากจะหนี หนีไปที่ไหนก็ได้ อยากจะกินให้มันหลับ ให้มันตายไปตรงนั้น ไม่ต้องตื่นไปเรียน ไม่อยากรับรู้อะไรอีกเลย

การสอบปลายภาคมาถึง หวานก็ไปสอบ ทำให้ดีที่สุด สอบเอนท์ หวานยังไม่หวังขนาดนี้เลย สอบทุกวัน ก็ซดทุกวัน หวานติดเหล้าจนวันสุดท้ายของการมาเรียน

วันนั้น เป็นงานพรีเซ็นต์การตลาด มันก็มีของให้มาทดลอง ส่วนมาก ก็จะเป็นเครื่องดื่ม มีอยู่เอกหนึ่ง นำเสนอเบียร์ช้าง

มันไม่ได้มาเป็นแก้ว แต่มาเป็นขวดเลย 55+ หวานกินไปสองขวด เมาปลิ้นตรงนั้นเลย แต่สติยังมีอยู่ ก็เลยพยุงตัวเอง กลับบ้าน

เผอิญ วันนั้น เพื่อนสนิทโคตรๆ ม.ปลาย มันเรียกไปเซ็นลาด (บ้านหวานก็ติดกับเซ็นลาด ทางผ่านพอดี)

หวานก้ไปรอมัน .. ตอนแรก ไปเข้าห้องน้ำ หลับปุ๋ย.. ไปงีบหนึ่ง จนคนเคาะประตูเรียก เลยหาที่รอใหม่ รอตรงไหนไม่รอ รอตรงที่เขาชื้อไหมพรม ที่ถักนิตติ้งอ่ะ

ไปถึงก็หลับครอก zzZZZ สักพัก พี่คนที่เขาถักนิตติ้งอยู่ เขาก็สะกิน ป้อนพาราให้กิน พอกินไปเท่านั้นล่ะ อ้วกแตก 555+ (ถ้าเมาห้ามกินพารา กินทีไหร่ มันพุ่งทุกที) กลิ่นงี้หึ่งมาก พี่เขาเลยเรียกรปภ.แถวนั้น ให้ไปส่ง ที่ห้องพยาบาล

หวานอ้วกเสร็จก็หลับปุ๋ย.... ตื่นมา เพื่อนก็ อือ.หวานเป็นไร จับหน้าผาก นึกว่าป่วยจริง เพื่อนยังไม่รู้ว่าหวานติดเหล้า รู้นะ ว่ามีปัญหาแต่ว่า เพื่อนเองก็มีปัญหาบางอย่างที่แก้ไม่ตกเหมือนกัน

วันนั้นเป็นที่สุดของที่สุดจริงๆ กลับบ้านมากลิ่นโชย แม่เขาคงเริ่มรู้ว่าลูกไปทำอะไรมา แต่เขาก็นิ่งๆ ตามประสาเขา

หลังจากนั้น .... กักขังตัวเองอยู่แต่ในบ้าน จำได้ว่าตอนนั้นมีความสุขมากๆ ... ที่ไม่ต้องออกไปเจอหน้าคนที่คณะ

แล้วอาการติดเหล้า บุหรี่ ก็หายวับ .. ไปในพริบตา (ก็ไม่พริบตาหรอก ก็ยังคงเล็มๆ อยู่บางที) ไม่เคยมีสุขภาพจิตสบายใจปลอดโปร่งขนาดนี้มาก่อน

ปิดเทอมสักพัก..เกรดออก ปวดหัวอีกแระ ห่วยมากๆ แต่เกินโปร แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดีใจที่ สอบผ่านทุกวิชา

พอตอนนี้จับจุดได้ ก็เริ่มไม่ไปเรียน เขาจะมี 10 คาบ ใช้ป่ะคะ ให้หยุดได้3 หวานหยุดไป 6 อาศัยตามงานเอา พอเราหยุดเยอะๆ ต่อให้ไม่มีเพื่อนก็ต้องโทรหาใครก็ได้ หวานตามงานส่งจนหมด ตามสอบจนหมด

ที่เซ็งจนจำได้ทุกวันนี้ คือ มีอยู่ครั้งหนึ่ง จำเวลาสอบผิด ตามไปสอบทีหลัง เราก็เขียนจดหมายขอสอบ ตอนแรกก้ลุ้นๆ ว่าแกจะไม่ให้ แต่ก็ให้มาสอบในห้องพักแก ตอนบ่าย

เราช่ะล้าใจไปหน่อย ไปสอบคนเดียว แล้วอ.ผู้ชายอยู่กะเราสองคนในห้องปิดอ่ะ หวานก็สอบของหวานไป อยู่ดีๆ แกก็เดินมาคุย มาขยับใกล้ๆ ถามไรหวานก็ตอบแบบนั่นแหละ

สักพักแกมาจับมือหวานเว๊ย....... หวานก็เหลือบๆ มองหน้า แกก็ยิ้มเจื่อนๆ หวานก็เลยทำหน้าโหดใส่ สะมือทิ้งเลย .. แล้วก็ทำข้อสอบต่อ ประมาณ 2-3วิ ถึงจะจะเริ่มกลัวแก

แกก็เหมือนเสียเซลฟ์ เลยเดินไปนั่งโต๊ะทำงานของแกเหมือนเดิม ตอนนั้นหวานก็กลัวนะ .. แต่สมองคิดแต่ว่าต้องทำให้เสร็จๆๆ ห่วงแต่สอบ ไม่เงยหน้ามองแกเลย สักพักแกก็คงตัดใจได้ บอกหวานเฝ้าห้องด้วยนะ หวานก็ค่ะ แล้วก็ทำจนเสร็จส่งไป

พอมาคิด ถึงจะมานึกได้ .. ตายห่าแระ กูไปทำกะเขางั้น ถ้าเขาให้กูตก กูจะทำไงอ่า .. แต่แกก็ไม่ให้ตกนะ สงสัยจะกลัวหวานจะกระทืบแกมั้ง (ไม่ก็ ทุบรถแก .. ถ้าแกให้ตกจริง.. )

หลังจากนั้น หวานเริ่มเข็ด.. ไม่กล้าตามสอบอีกเลย ก็พยายามเข้าเรียน .. ปีหนึ่งก็ผ่านพ้นมาได้ แต่ยังไม่ละความพยายามจะสอบใหม่เข้าที่ใหม่

แล้วโคตรจะเฮงเลยคือ ไอ้เว็ปการศึกษาที่ว่าจะหาข้อมูล เนี้ย มันเปิดรับสมัคร พี่เลี้ยงแนะแนวอ่ะดิ หวานเลยสมัครไปเล่นๆ แต่ได้จริง

เป็นอะไรที่เซ็งมาก เพราะหวานจะเจอเด็ก 99.99% มองว่าหวานเป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง 555+ เด็กมันจะมองแต่สองม.ดังๆ ในประเทศ (บอกชื่อ เดียวกูโดนไล่แตะอีก แหม่.. ใครๆ ก็รู้) แรกๆ ก็พอทำใจได้นะ แต่หลัง มันเริ่มจะ ไมว่ะ กูเรียนที่นี้แล้วทำไมเหรอ? อารมณ์รักสถาบันบังเกิด พร้อมรบ ประดุจช่างกลมิปาน

พอจบงาน ก็มาเรียนปีสอง ...

คราวซวยเริ่มโผล่มาอีก กลุ่มหนึ่งมันทะเลาะกันภายใน .. แล้วแม่งเอาหวานไปเกี่ยวด้วย หวานยิ่งมีคนเกลียดเยอะ อะไรๆๆ แม่งโทษหวาน

ตอนนั้น เพื่อนคนไปแตะหน้าผากหวาน .. มันมีคดีโดนผู้ชายหลอกไปร่วม ครึ่งแสนครับทั่น~~ หวานตกใจมากๆ เลยตอนนั้น เพราะตลอดเวลาหวานสั่งห้ามมันคบกะผู้ชายคนนี้

เพื่อนหวานแสบสันต์ขนาดหนัก มันโดด.. วิชาแลป2วิชา ..ซึ่งเขาห้ามโดดเกิน 4 ครั้ง มันโดดไป 6 ก็คือ ต้องลงใหม่อย่างเดียว เทอมนั้นสอบก็ตก .. สรุปคือ ต้องลงใหม่เกือบหมด

คณาญาติมันก็เลย .. ให้ลาออกจากมหาลัยไปเลี้ยงหลานแทน (ตอนนี้ไปเรียนวิทยาลัยครู สาขาการจัดการแล้ว)

หวานจึงเริ่มตะหนักชีวิตตัวเองนิดหนึ่ง ว่าคงจะปล่อยเอ้อระเหยยแบบนี้ต่อไปไม่ได้

เริ่มมองว่า กูอยู่คนเดียวต่อไปไม่ได้แระ ต้องมีเพื่อน จะดีชั่วไง ก็ต้องหาคนคบก่อน ก็เลยไปเริ่มเกาะเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งหวานก็สนิทด้วยในระดับหนึ่งนะ ดูท่าทาง มันน่ารักดีด้วย เป็นคนอ่อนโยนดี

ครั้งนั้น คิดแล้วว่า เมื่อคราวซวยถึงกู .. จะมาอยู่เฉยๆ ให้เขาใส่ร้ายไม่ได้แระ .. กูก็ต้องทำอะไรสักอย่าง .. หวานก็เลยเลือกก้มหัว ขอโทษคู่อริ ..อ่ะแน่นอน คนไม่เคยพูดกัน พูดอะไรมันก็ลำบาก แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ (กัดฟันน่าดูเลยตอนนั้น)

ผลก็คือ เจ๋งเป็ด... คู่อริหวานกระโดดรับแทนหวานเฉยเลย หวานเลยรอดตัวแบบหายใจรดต้นคอ แล้วมาเสวยสุขกับกลุ่มใหม่ อีพวกกลุ่มนั้นก็ซวยไป

หลังจากวันนั้น มาวันนี้ หวานก็อยู่กับกลุ่มนี้ .. โคตรมีความสุข .. สุขภาพจิตดีขึ้นแต่เกรดยังห่วยเหมือนเดิม 555+ เกรดก็ดีขึ้นนิดหนึ่งนะ

เกรดห่วยนี่ก็ไม่ได้แย่มากหรอกนะ เพราะตอนปีสองเทอมแรก เกรดร่วงกันหมด คนที่ได้เกรดสูงๆ เกรดเฉลี่ย ร่วงผล่อย... แต่หวานอยู่ในระดับคงที่ เฉียดโปรดไปนิดเดียว เพียงแค่เทอมเดียว หวานก็กลับมาได้ ลากเอมาได้สองตัว นอกนั้น แมวเหมียวกะหมาน้อย หมดเลย T-T แม้อยากจะร้องไห้ แต่ก็โอเค


ถามว่าวันนั้นกับวันนี้ .. หวานเปลี่ยนอะไรไปไหม ต้องบอกว่าเปลี่ยนไปมาก..

1. จากเมื่อก่อน แค่ทาแป้งเด็ก มองไปรอบๆ คนก็ทักกันซอยแล้ว >.< อ๊าย..อาย เดียวเมคอัพกระเบื้องเคลือบ ปากวาบวับ ส่องสว่างแม้ในที่มืด ยังมิหวั่นไหว
2. เลิกหมด ไอ้นิสัยแมน ๆ กลายเป็น ต๊าย..ตาย หล่อนทำได้ไงอ่ะ กระแดะสูบฉีดขึ้นเส้นเลือด เมื่อก่อนไม่เคยจะมองเลย ..เจอหมาตัวผู้ไล่แตะซ่ะ เดียวนี้ หนูรักเด็กค๊า แล้ว รักผู้ชายทั้งโลกเลยค๊า
3.งก แล้วก็ เฮี๊ยบมากขึ้น ..ชินกับการคิดเลขตลอดเวลา มีสมุดบัญชีด้วยนะเออ วิเคราะรายการ ว่าหมดกะอะไรไปบ้าง (ไม่ต้องเดา ก็พวกเสริมสวย)
4 กลายเป็นคนระแวดระวังมากขึ้น จากเหตุการณ์โดนจาย์ จับมือคราวนั้น ถ้าเห็นอะไรไม่ดี กูเผ่นล่ะ อย่ายุ่งกะกู ทำไร กูต่อยจริงด้วย พึ่งมาคิดได้ไม่กี่ปี ว่ากูเป็นผู้หญิงนะเนี้ย ต้องระวังตัวหน่อยล่ะ กลางค่ำกลางคืน ไม่ออกไปเดินแร่ดล่ะ กลัวๆ มีใครลากไปชั่งกิโลขายมาเล
5.ฝึกความตอแหล จนชำนิชำนาน ..เดียวใครพูดอะไร ไม่มีแล้ว ตรงๆ อะไรก็ดี ไอ้นั่นก็ อีนี้ก็งาม แต่อย่าเผลอล่ะ หมาในปากมันจะกัดเอา ..มิรู้ด้วยน้า

เรียนมาทุกวันนี้ เริ่มไม่อยากไปไหน เพราะแก่เกินไปแล้วที่จะเรียนใหม่ สู้หลับตาเรียนๆ แม่งให้จบ แล้วก็ทำอย่างอื่นดีกว่า

ตอนนั้น รู้สึกเหมือนโลกมันจะดับสูญ แต่พอเอาเข้าจริงๆ โลกมันไม่ดับ มึงหน้ามืด วิตกจริตไปเอง

หวานไม่ได้แนะว่าไม่ควรซิ่ว แต่หวานเชื่อว่า ปัญหาของทุกคน มีแสงสว่างปลายอุโมงค์เสมอ

และไม่เชื่อว่า ใครจะเป็นศัตรูถาวรของใคร หรือ กระทั่งมิตรแท้ มันก็ไม่มี คนที่คบๆ คุยกันอยู่ เชื่อใจกัน หักหลังเราได้หน้าด้านๆ ก็มี

และเชื่อว่า คนดีๆ มันมีอยู่ทุกที่ เพียงแต่คุณจะเปิดใจกับเขาหรือเปล่า

และเชื่อว่า ถ้าอะไรที่มันเปลี่ยนได้ ก็ควรจะเปลี่ยน ถ้าคุณอยู่สังคมตอแหล ก็แหลไปกับมัน การเป็นน้ำเชี่ยวขวางเรือ รั้งแต่ก่อให้เกิดความรำคาน และ ลำบากใจ สุดท้าย เราก็ขวางไม่ได้ เพียงแต่เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

เกรดเฉลี่ยสำคัญ ความอยากเรียนก็สำคัญ เพื่อนก็สำคัญ สังคมก็สำคัญ สถาบันก็สำคัญ แต่ทุกๆ อย่าง มันขึ้นอยู่กับคุณ พ่อแม่คุณไม่อยู่กะคุณไปทั้งชีวิต สักวันหนึ่งท่านก็ต้องตายจากไป แล้วก็ไม่มีแม่ที่ไหนไม่เข้าใจลูก ไม่รักลูก เพียงแต่มุมมองของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะกว่า มันต่างกับมุมมองของเด็ก อย่าคิดว่าเราโตแล้ว มันไม่ใช่

แล้วไอ้เหล้าบุหรี่อ่ะ มีก็แบ่งกันบ้าง อย่าห่วงไว้คนเดียว ก๊ากๆๆ ไม่ใช่ เสพแต่น้อย อย่าให้มันมากไป เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไร สุดท้าย มันก็เป็นแค่ฝันแล้งๆ คืนหนึ่งที่ผ่านไป ไม่ใช่ความสุขยั่งยืน

"ต้นไม้ จะสูงต่ำ ใช่ตาเห็น
คนก็เช่น มิดีชั่ว เท่าตามอง
ร้ายดี ผ่อนผัน ตามครรลอง
เพราะชีวิต คือทำนอง ร้อยกรองเอง"

อู้ย.. ผีตนไหนเข้าสิงล่ะเนี้ย .. พึ่งแต่งได้ เมื่อเช้าตอนที่นั่งรถแท๊กซี่ รถก็ติ๊ดติด เสียไปเป้นร้อย แม่ง..ยังสายไปครึ่งชั่วโมงเลย

.. เห็นต้นไทรต้นหนึ่งทอดลงไปในน้ำ

รู้ป่ะ ผ่านหวานก็ไม่เคยเห็นต้นไทรนี่เลยนะ แล้วพอมองใกล้ๆ ใช้เวลาจริงๆ ถึงได้รู้ว่าต้นไทรต้นนี้ใหญ่มาก..

ต้นใหญ่ขนาดนี้แต่ไม่เคยเห็น แสดงว่ามันคงเล็กมากในสายตา วันอื่นๆ

คนก็เช่นกัน ... คุณจะรู้ได้ไง ว่าใครดีใครชั่ว คุณจะวัดจากคุณเห็นนะเหรอ? ดีชั่ว.. มันขึ้นอยู่กับเวลาตอนนั้นต่างหาก

ที่คุณว่าไม่ดีๆๆ แล้วทำไมคนอื่นถึงว่าดีล่ะ ..จะยืนกรานกระต่างขาเดียวอยู่ทำไม ลองเก็บเอาคิดแล้วพิจารณา ดูให้ดี

คำตอบอาจจะไม่ได้วันนี้ นาทีนี้ แต่ถ้าคิดให้ต่อเนื่อ ก็ได้คำตอบเอง แล้วจากนี้จะทำอย่างไรกะชีวิต ก็สุดแล้วแต่คุณจะกำหนด ฟ้าคงให้คำตอบคุณไม่ได้ดีเท่าใจคุณเองหรอก

จะซิ่ว ก็ซิ่วไป ขอให้โชคดี แต่อย่าซิ่ว เพียงเพราะไม่รู้ใจตัวเอง ซิ่วเพราะอยากหนีปัญหา

"ปัญหามา ปัญญาเกิด"

สิบอกให้



Create Date : 05 กรกฎาคม 2550
Last Update : 5 กรกฎาคม 2550 15:37:33 น.
Counter : 3460 Pageviews.

13 comments
  
: )

โดย: A r t F u l l Y วันที่: 5 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:27:38 น.
  
ผมก็เรียนจบมาจากมหาลัยเอกชนที่ไม่ได้โด่งดังอะไรเลย โชคดีที่เพื่อนกลุ่มของผมแต่ละคน ออกแนวลูกทุ่งๆ ไม่เวอร์หรืออวดรายกัน ผมเลยใความสุขมากๆครับ
โดย: BaLL182 วันที่: 5 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:40:54 น.
  
เฮ้อ.............อ่านจนจบแล้วต้องถอนหายใจ

ยังไงคุณก็กลับมาสู่ความเป็นจริงได้แหละเนาะ

ผมเองก็เรียนมหาลัยโดยไม่รู้ว่าตัวเองควรเรียนอะไรเหมือนกัน

พอสอบเข้ารัฐไม่ได้ ก็เรียนเอกชน จนจบได้ ตรี ถาปัตย์มาใบหนึ่ง เกรดก็กลางๆ ไม่โดดเด่น

ช่วงนั้น กินเหล้า บุหรี่ตลอด ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ที่บ้านเลยไปซื้อใบสมัครเรียนโท มาให้ ก็ไปสอบทั้งๆ ที่เมาๆนั่นแหละ

แต่ก็ดันสอบติดเลยเรียนต่อเนื่องมาจนจบ โท ถาปัตย์ อีกใบ

ได้แฟนมาตอนเรียนโทอีกคน

ชีวิตก็ยังไม่รู้จะทำอะไรต่อ ไม่ได้ไม่ชอบสิ่งที่เรียนมา แต่ก็ยังไม่ใช่

จนกระทั่ง คบแฟนคนนี้มาได้ 5 ปี ตอนนั้นปี 49 อยู่ๆ เธอมาขอเลิกไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย อาทิตย์ต่อมาก็โทรมาบอกจะแต่งงานกับรุ่นพี่ที่รู้จักมา 10 ปีแล้ว โดยผมไม่เคยเห็นหมอนั่นเลย

แล้วเธอก็ไป..........

หลังจากนั้นผมจึงคิดได้ว่า อะไรทุกอย่างที่เราคิดว่ามันแน่นอน มันไม่มีจริงหรอกครับ ( ขนาดว่ารู้จักกันทั้งบ้าน และตอนที่เธอบอกเลิก ผมยังเข้าไปรับเหมาต่อเติมบ้านให้เธออยู่เลย พ่อแม่เธอก็เชียร์ข้างผม แต่สุดท้ายก็ตามใจลูกสาว ปล่อยให้ไปแต่งงานกับคนที่เจอครั้งเดียววันมาสู่ขอ ทั้งๆที่ผู้หญิงไม่ได้ท้องก่อนแต่ง.......คิดดู 5555 )

วันนี้โลกยังดีๆ พรุ่งนี้อาจเลวร้ายก็ได้

ถ้าค้นพบว่าตัวเองชอบอะไร ก็ควรทำซะไม่ให้เสียเวลา
พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาจะยังหายใจอยู่หรือเปล่า เรื่องราวจะพลิกผันไปแบบไหน ใครบอกได้

ดังนั้น ผมเลยกลับมาค้นหาเป้าหมายที่ว่า และเจอในที่สุดว่า จริงๆแล้ว ผมอยากเป็นนักออกแบบรถยนต์

แต่วิชาชีพนี้ไม่เคยมีในเมืองไทย ..............

ที่บ้านเราเป็นแค่วิชาหนึ่งในสาขาออกแบบอุตสหกรรมเท่านั้น แถมคนที่ทำงานด้านนี้ก็มีน้อยมากๆ อาจเป็นอาชีพสายออกแบบที่น้อยที่สุดในโลกก็ว่าได้


..............แล้วทำไงดีล่ะ.............

ไม่ได้เรียนมาทางนี้ คนรู้จักก็ไม่มี อายุก็เริ่มมาก

ผมเลยแก้ปัญหาโดยหยุดงานทุกอย่างอยู่ในบ้าน วันๆวาดรูปรถไปเรื่อยๆ จนได้ข่าวว่ามีประกาศงานประกวดออกแบบรถ 2 งาน เมื่อปลายปี ก็เข้าร่วมประกวด และชนะเลิศมาอัน ได้ที่ 3 อีกอัน

.....ตอนนั้นภูมิใจมากๆ ที่ผ่านมาได้..............


แต่ยังเหลือเรื่องงานจริง ทำไงให้เข้าสู่วงการ...........

อาจารย์ที่เจอกันตอนงานประกวดฝากงานให้ บริษัทเค้าก็เฉยๆ ผมก็เลยดิ้นเอง สมัครทุกที่ที่เปิดรับสมัคร

............ผ่านมาหลายเดือน จนกระทั่งมีที่นึงเรียกให้เอาผลงานมาดู ผมไม่กลัวอยู่แล้ว เราเก็บตัวมาปีกว่า จึงผ่านรอบแรกมาได้

ส่วนรอบสองเค้าก็ให้ทำชิ้นงานตามโจทย์ ผมก็ผ่านมาอีก

..........ตอนนี้ผมเลยโดนเรียกตัวไปตกลงเรื่องเงินเดือน และเพื่อนัดแนะการเริ่มทำงาน.....555 ดีใจสุดๆ.........



และเหตุการณ์ก็มาหยุดที่ตรงนี้พอดี (เมื่อ 2 วันก่อน)



ผมผ่านชีวิตมาเกือบ 30 ปี เพิ่งมาถึงประตูแห่งความฝัน
และยังมี ด่าน อีกหลายด่านที่ผมต้องฝ่ามันไปอีกเยอะ

แต่ผมไม่กลัวมันแล้ว เพราะยังไงก็เป็นสิ่งที่เรารัก เราชอบ


อ่อ ยังไงคุณอย่าต้องกังวลว่าที่เรียนสิ่งที่ยังไม่ใช่ตัวเอง

คนเราสามารถศึกษาเองได้ ถ้าคุณอยากจะทำ อบากจะเป็นจริงๆ จบอะไรมาไม่ใช่ปัญหา

ขนาดอยากเรียนหมอ ถ้าอายุไม่ถึง 30 ยังมีภาคพิเศษให้เรียนเชื่อไหม(ที่จุฬารับคนจบตรีมาเรียนต่อหมอภาคพิเศษ 5 ปี)


อ่อ แล้วอย่าเอาอย่างผมเสียเวลาตามหาว่าตัวเอง คือ อะไร ตั้งหลายปี ขอให้คุณเจอสิ่งที่เป็นตัวเองไวๆ

โชคดีครับ ขออภัยที่บ่นยาว และอาจพิมพ์ผิดเพียบ

พอดีหัวข้อของคุณมันแทงใจ
โดย: TzOzOzN วันที่: 5 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:45:25 น.
  
ต้องบอกว่าครบทุกรสจริงๆ

^ ^
โดย: หมูปิ้งไม้ละ 5 บาท วันที่: 5 กรกฎาคม 2550 เวลา:23:58:52 น.
  
ชีวิตพี่หวานมีครบทุกรสชาติดีจังเลยอะพี่ แต่พี่ก็ยังเก่งนะที่กลับมาได้
โดย: น้องผิง วันที่: 6 กรกฎาคม 2550 เวลา:20:43:22 น.
  


หลับฝันดี นะ ครับ เก็บแรงไว้ ต่อ สู้วัน พรุ่งนี้ ด้วย ล่ะ งิงิ
วันนี้ ก็ไป นั่งรถบัสเล่น มา...ว่างๆ จะเอา รูปให้ ดู เน๊าะ
nite nite

มัยมัน ยาวงี้เนี่ยย ท่าทาง จะคุย เก่งเน๊าะ

โดย: ตาทึ่มหน้าใส วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:21:42:48 น.
  
แวะมาชวนไปอ่านเรื่องราว ของลูก ๆแม่เกื้อ จ๊ะ ทั้งหมด 11 ตัว แบบว่ายาวน่ะคะ เลยชวนมาอ่านในบล๊อก

อิอิอิ ตั้งใจเขียนเลยนะคะเนี้ย ไปอ่านกันเยอะ ๆ นะคะ

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=tangmobatik

นี้เลยจ้า
โดย: ครูเกื้อแม่แตงโม วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:21:22:28 น.
  
โดย: ตาทึ่มหน้าใส วันที่: 11 กรกฎาคม 2550 เวลา:22:49:30 น.
  
เมื่อตอนสอบเข้าสอบได้สองคณะ มีวิศวะ ม.ทางอีสาน กับ นิติ ม.ดังในกรุง ตอนแรกอยากเรียนวิศวะมากตามค่านิยมของเด็กวิทย์อ่ะนะ แต่ด้วยบุพการีขอร้องให้เรียนนิติ ก็เลยตามใจ เรียนนิติก็นิติ ทั้งที่ใจตอนนั้นอยากเรียนวิศวะใจแทบขาด พอตัดสินใจปุ๊บ บรรดาครูบาอาจารย์แลเพื่อนๆ ที่โรงเรียนก็ต่างสรรเสริญว่าผมมันโคตรโง่เลย ได้วิดวะดีๆ ไม่ชอบ เจือกเลือกเรียนนิติศาสตร์ เมิงตกงานแหง๋ๆ สมัยนั้นเรียนนิติโอกาสตกงานสูงมากครับ จากคำพูดของคนอื่น ทำให้เราเก็บเอามาคิด พอไปเรียนก็ยิ่งคิดมาก กลับไปแนะแนวน้องที่โรงเรียน น้องมันไม่สนใจเลยครับ สำหรับคณะนิติ พวกครูก็จะชื่นชมคนที่ไปเรียนสายวิทย์ พวกแพทย์ วิดวะ วิดยา พรรค์นั้น สำหรับเราก็นอกสายตา ฮ่าๆๆ เรียนปี ๑ เทอมแรกฟังคนอื่นมามาก ชีวิตในมหาลัยก็ปรับตัวกับเพื่อนยังไม่ค่อยได้ ก็บังเกิดอาการอยากซิ่ว ไอ้อาการนี้มันไม่ดีเลย ทำให้เราเรียนไปด้วยอาการซังกะตาย เพราะคิดว่าเดี๋ยวกรูก็เอ็นท์ใหม่แล้ว จะตั้งใจเรียนไปทำไม ก็เลยโดดเรียนเป็นประจำ ตอนสอบไม่ว่าจะกลางภาคหรือปลายภาคเรียนที่ ๑ นี่ไม่อ่านหนังสือเลย ทำให้ผลกรรมตามมาคือเกรดเฉลี่ยวิชาพื้นฐานมันได้แค่ ๑.๗๙ เปิดคู่มือการศึกษาดูแล้วถ้าปี ๑ ทั้งสองเทอมเกรดเฉลี่ยไม่ถึง ๒.๐๐ ชีวิตจะลำบากมาก เลยต้องหันมากู้ชาติก่อน ไม่มีเวลาคิดเรื่องคำพูดคนอื่นที่มันพูดใส่หัวเราว่าเราโง่ เราจะต้องตกงาน ต้องไปเป็นทนายไส้แห้ง หันมาอ่านๆๆ หนังสืออย่างเดียว แล้วมีเพื่อนดีคนหนึ่งมันมาปลุกให้ตื่นมาอ่านตั้งแต่ตีสี่ตีห้าทุกวัน ตอนนั้นอ่านหนังสืออย่างเป็นบ้าเป็นหลัง แบบที่ไม่เคยอ่านมาก่อนในชีวิต พอลืมเรื่องที่จะซิ่ว เรื่องคนที่ว่าเรา ชีวิตมันก็เริ่มมีความสุข สอบปลายภาคเทอม ๒ ได้เกรดเฉลี่ยสามกว่า ชีวิตก็รอดวิกฤตไปได้ แล้วมีจุดผกผันในชีวิตที่ทำให้ตัดสินใจไม่ซิ่วอีกอย่างคือ ตอนที่ไม่สบายใจมากๆ ก็ไปเสี่ยงเซียมซีที่วัดๆ หนึ่ง ใบเซียมซีบอกในทำนองว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ก็จงทำต่อไป เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันมีจุดสูงสุด จุดที่ดีที่สุดของมันรออยู่ ประกอบกันคะแนนวิชาแกนในคณะคือวิชากฎหมายที่ลงตอนปี ๑ มันออกมาดี คือได้เกิน 80 ทั้งสองวิชาก็เลยเริ่มพอรู้ว่าตัวเองถนัดอะไรแล้วโจรก็กลับใจหันมาตั้งใจเรียนปี ๒ ๓ ๔ ต่อไป บทสรุปสุดท้ายเรียนไปๆ ก็มีความสุขดีครับ จบมาก็ไม่เคยดิ้นรนหางานทำเพราะสอบเข้าทำงานที่แรกก็ได้เลย ทำงานก็ โอ.เค เลยทีเดียว ที่สำคัญตอนนี้คนที่เคยวิจารณ์เราไว้ว่าโง่ ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงพอรู้ว่าเราทำงานไรก็ปิดปากเงียบสงบกันหมด
โดย: Gunnersaurus วันที่: 14 กรกฎาคม 2550 เวลา:8:40:11 น.
  
แวะมาทักทายพี่หวานเช้าอาทิตย์ใหม่จ้า
โดย: น้องผิง วันที่: 16 กรกฎาคม 2550 เวลา:7:57:14 น.
  
ดีค่ะ หัวข้อดีจริง อ่านจนจบเลย ยังไงก็สู้ๆนะค่ะ หนูก็คล้ายๆพี่เลยอ่ะ แต่ว่าตอนนี้สังคมยังดีอยู่ ขอบคุณความคิดดีแล้วก็ประสบการณ์ด้วยน้าค่ะ
โดย: whitetulip IP: 125.25.190.205 วันที่: 24 ตุลาคม 2550 เวลา:13:05:41 น.
  
ไม่รู้จะทำยังไง อยากหนีปัญหาเหมือนกัน
มืดแปดด้าน
โดย: แคท IP: 203.209.93.57 วันที่: 29 สิงหาคม 2552 เวลา:23:23:09 น.
  
ขอคำแนะนำหน่อยค่ะ
คือเรียน ออกแบบinterior มาอะคะ เรียนได้แค่เทอมเดียวแล้วเทอม2ไม่ได้ลงทะเบียนต่อ นี่ก็ผ่านมา3ปีแล้วอะคะ แต่อยากกลับไปเรียนใหม่ ควรเริ่มยังไงดค่ะ ยังมีสิทเรียนต่อไหม ใครมีประสบการณ์ คำแนะนำ ช่วยแนะนำหน่อยนะคะ อยากไปเรียน แล้วที่ไหนเค้าเปิดรับบ้างคะ
โดย: 1 IP: 183.88.249.182 วันที่: 8 มีนาคม 2557 เวลา:20:34:54 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หวานใจนายโหด
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




add me!!plz~
Add to Google

ไม่สวยก็เซ็งเป็น


MY VIP Friend