หวานเย็นผสมโซดา | รวิวารี | Mahal Kita | NamPhet
Group Blog
 
<<
มกราคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
16 มกราคม 2557
 
All Blogs
 
ชั่วชีวิตพลเมืองชั้นสอง (Life & Times of Michael K) : J.M. COETZEE

ชั่วชีวิตพลเมืองชั้นสอง (Life & Times of Michael K) : J.M. COETZEE


ชื่อหนังสือ : ชั่วชีวิตพลเมืองชั้นสอง
แปลจาก : Life & Times of Michael K
เขียนโดย : J.M. COETZEE
แปลโดย : กมล ญาณกวี
พิมพ์ครั้งแรก : ธันวาคม ๒๕๕๔
สำนักพิมพ์ : ฟรีฟอร์มสำนักพิมพ์
จำนวน ๒๓๒ หน้า ราคา ๒๖๐ บาท


กระซิบก่อนอ่าน

   นวนิยายรางวัล Booker Prize (๑๙๘๓) และ Prix Femina ?tranger (๑๙๘๕) ผลงาน เจ.เอ็ม.คุตเซีย นักเขียนรางวัลโนเบล ประจำปี ๒๐๐๓ สะท้อนชีวิตผู้คน สภาพบ้านเมืtองและการปกครองของแอฟริกาใต้ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงทศวรรษ ๑๙๗๐

   บอกเล่าผ่านชีวิตของไมเคิล เฅ ชาวพื้นเมืองผู้พิการปากแหว่งตั้งแต่เกิด เฅเป็นคนระดับล่างสุดของสังคมที่ดูต้อยต่ำ โง่เขลา แต่ก็มีความฝันบริสุทธิ์สวยงาม เขาประกอบรถเข็นอย่างง่าย ๆ พาแม่ซึ่งกำลังป่วยหนักลี้ภัยสงครามในเมืองใหญ่กลับไปยังเมืองเล็ก ๆ ในชนบทที่สงบเงียบ ตั้งใจจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย โชคร้ายแม่สิ้นใจกลางทาง แต่เฅยังดั้นด้นเดินทางตามลำพังด้วยสองเท้า ใช้ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ จากสายตาเจ้าหน้าที่รัฐ ซุกหัวนอนในท่อระบายน้ำ ในถ้ำบนภูเขา บางช่วงถูกจับเข้าค่ายแรงงาน แต่ก็หลบหนีออกมาได้ทุกครั้งและไม่ย่อท้อที่จะไปให้ถึงดินแดนแห่งความสุขที่เขาและแม่ปรารถนา

   ผลงานของนักเขียนผิวขาวชาวแอฟริกาใต้หนึ่งในจำนวนไม่กี่คน ที่ตั้งใจหยิบยกปัญหาของชนพื้นเมืองเจ้าของประเทศที่แท้จริงมาตีแผ่ในแง่มุมที่แปลกและแตกต่างออกไปอย่างน่าสนใจ

   "แกเป็นเหมือนก้อนหินก้อนกรวดที่วางอยู่เงียบ ๆ วุ่นอยู่กับธุระของตัวเองตั้งแต่ฟ้าสางอยู่ดี ๆ ทันใดนั้นก็ถูกหยิบขึ้นมาโยนเล่นจากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่งเรื่อยเปื่อย หินแข็งก้อนเล็ก ๆ ซึ่งแทบไม่ตระหนักรู้ถึงสภาพแวดล้อม หุ้มห่อตนอยู่ในตัวเองและชีวิตภายใน แกผ่านชีวิตในสถาบัน ในค่าย และในโรงพยาบาล และพระเจ้าทรงทราบว่ามีอย่างอื่นอีกที่เหมือนหินก้อนหนึ่ง ผ่านลำไส้ของสงคราม เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้ปฏิสนธิและเกิดออกมา ผมไม่คิดว่าแกเป็นมนุษย์คนหนึ่งเลยจริง ๆ"


ขอบคุณรายละเอียดและภาพปกจาก... ฟรีฟอร์มสำนักพิมพ์ ... นะคะ




แวะเคาะประตูร้านหนังสือ







เขียนความรู้สึก...บันทึกหลังอ่าน

   ชั่วชีวิตพลเมืองชั้นสอง ของ J.M. COETZEE นำเสนอภาพความไร้ระเบียบแห่งความขัดแย้งของประเทศแอฟริกาใต้ ผ่านชีวิตน่าเวทนาของ ไมเคิล เฅ ชายอัปลักษณ์ สมองช้า พิการปากแหว่งตั้งแต่กำเนิด เขาเป็นหนึ่งในคนพื้นเมืองที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ถูกกดขี่ย่ำยีจนกลายเป็นคนไร้บ้าน ไร้ที่ทำกิน ไมเคิล พยายามดิ้นรนไขว่คว้าหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่า เขาประกอบรถเข็นขึ้นง่าย ๆ พาแม่หนีสมครามใน เมืองเคปทาวน์ กลับไปสู่ชนบทใน พริ้นซ์อัลเบิร์ต บ้านเกิดของแม่ แต่แม่เสียชีวิตระหว่างทาง กระนั้น ไมเคิล ก็ยังมุ่งมั่นไปให้ถึงจุดหมายด้วยการเดินเท้า ใช้ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ จากสายตา เจ้าหน้าที่รัฐ โดยอาศัยหลับนอนในท่อระบายน้ำ ถ้ำและโพรงบนภูเขา บางช่วงถูกจับเข้าค่ายแรงงาน แต่ก็หลบหนีออกมาได้ทุกครั้งและไม่ย่อท้อที่จะไปให้ถึงดินแดนแห่งความสุข ตามที่แม่และเขาปรารถนา

   หวานเย็นขออนุญาตหยิบนิยายสะท้อนชีวิต สังคม และเศรษฐกิจ มาฝากกันอีกเรื่องหนึ่งนะคะ

   ชั่วชีวิตพลเมืองชั้นสอง แสดงภาพชีวิตของผู้คน สภาพบ้านเมือง เศรษฐกิจ และการปกครองของประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งในปัจจุบันคือสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ โดยนำเสนอ ผ่านบทบาทและมุมมองของชายผู้มีนามว่า ไมเคิล เฅ ซึ่งเป็นคนพื้นเมืองผิวดำ -- ชาติพันธุ์ที่เป็นเจ้าของประเทศขนานแท้และดั้งเดิมที่ถูกพวกฝรั่งผิวขาว (ดัตช์และอังกฤษ) เข้ายึดครองและปกครองมาตั้งแต่สมัยอาณานิคม กลายเป็นพลเมืองชั้นสองชั้นสามในประเทศของตัวเอง...

   เป็นวรรณกรรมแปลที่สะท้อนภาพชีวิตที่ต้องต่อสู้ ดิ้นรน อย่างน่าเวทนาของ ไมเคิล เฅ ชายชาวพื้นเมือง อัปลักษณ์ สมองช้า พิการปากแหว่งตั้งแต่กำเนิด ทว่า ไมเคิล เฅ ไม่เคยย่อท้อ ไม่เคยหมดหวังต่อการเดินทางเพื่อไปให้ถึง พริ้นซ์อัลเบิร์ต บ้านเกิดของแม่ ซึ่งเขาเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่าคือดินแดนแห่งความสุขที่เขาและแม่ปรารถนา...

   หลังจากที่แม้เสียชีวิตระหว่างการเดินทางไปยัง พริ้นซ์อัลเบิร์ต แม้จะเหลือลำพังแค่เขาเพียงคนเดียว แต่ ไมเคิล ยังมุ่งมั่นที่จะเดินทางต่อไป บางครั้ง...บางช่วงถูกจับเข้าค่ายแรงงาน ไมเคิล ไม่เข้าใจนักว่าทำไมใคร ๆ จึงยังคงใช้ชีวิตอยุ่ในค่าย ทั้ง ๆ ที่ชีวิตแบบนั้นช่างไร้ซึ่งอิสรภาพ
   "ที่นี่ไม่ใช่คุก" ตำรวจตอบ "นี่คือค่าย นายต้องทำงานแลกอาหารเหมือนคนอื่น ๆ ในค่าย"
   "ผมจะทำงานได้ยังไงครับถ้าถูกขังอยู่อย่างนี้ งานที่ผมต้องทำอยู่ที่ไหนครับ"
   "ไอ้ห่าเอ๊ย" ตำรวจผู้นั้นสบถ "ไปถามพวกเพื่อน ๆ ของมึงสิวะ มึงคิดว่ามึงเป็นใครที่กูจะต้องให้อยู่ฟรี"

   ...

   "เมื่อตอนบ่ายฉันเดินไปแถวแนวรั้วด้านหลัง" ไมเคิลพูด "ใคร ๆ ก็ปีนข้ามได้ เด็กปีนแป๊บเดียวเอง ทำไมใคร ๆ ยังอยู่ที่นี่อีก"
   "ที่นี่ไม่ใช่คุก" ชายผู้นั้นบอก "นายไม่ได้ยินที่ตำรวจบอกหรือว่าที่นี่ไม่ใช่คุก ที่นี่คือแจ็กกัลส์ดริฟ ที่นี่เป็นค่าย นายไม่รู้จักหรือว่าค่ายคืออะไร ค่ายสำหรับคนที่ไม่มีงานทำไงล่ะ มันเป็นค่ายสำหรับคนทั้งหลายที่ตระเวนจากฟาร์มหนึ่งไปอีกฟาร์มหนึ่ง ร้องของานทำเพราะพวกเขาไม่มีอาหารจะกิน ไม่มีหลังคาคุ้มหัว พวกเขาจึงรวบรวมคนพวกนั้นมาอยู่ในค่ายด้วยกันเพื่อไม่ต้องตระเวนของานทำอีก นายถามว่าทำไมฉันถึงไม่หนีไป ก็แล้วทำไมคนที่ไม่มีที่ไปจะต้องหนีไปจากชีวิตที่ดีที่เราได้รับที่นี่ล่ะ หนีจากที่นอนอ่อนนุ่มอย่างนี้และฟืนฟรี ๆ แถมมีคนถือปืนเฝ้าประตูคอยสกัดพวกโจรไม่ให้เข้ามาลักขโมยเงินของเราในตอนกลางคืนอย่างนั้นหรือ นายมาจากไหนถึงไม่รู้เรื่องเหล่านี้"
   ไมเคิลนิ่งเงียบ เขาไม่เข้าใจว่าใครกำลังถูกตำหนิ
   "เมื่อนายปีนข้ามรั้ว" ชายคนนั้นพูดต่อ "ก็หมายความว่านายได้ทิ้งที่อยู่อาศัยของตัวเองไป เวลานี้แจ็กกัลส์ดริฟคือที่พักพิงของนาย ยินดีต้อนรับ ถ้านายทิ้งที่อาศัยไป พวกเขาก็จะเก็บนายมาเพราะนายเป็นคนจรจัด ไม่มีที่อยู่ ครั้งแรกมาที่แจ็กกัลส์ดริฟนี้ ครั้งที่สองก็ไปยังแบรนด์เฟล นายอยากไปอยู่แบรนด์เฟลในสภาพถูกกักกันและทำงานหนักในลานปั้นอิฐ มีผู้คุมถือแส้หรือ ถ้านายปีนข้ามรั้วออกไป พวกเขาก็จะเก็บนายมา เป็นความผิดครั้งที่สอง นายต้องไปอยู่ที่แบรนด์เฟล จำไว้ให้ดี มันเป็นทางเลือกของนาย..."


   สุดท้าย ไมเคิล ก็เลือกที่จะหลบหนี... เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ จากสายตา เจ้าหน้าที่รัฐ โดยอาศัยหลับนอนในท่อระบายน้ำ ถ้ำและโพรงบนภูเขา ก่อนจะถูกจับตัวและส่งเข้าค่ายกักกันอีกครั้ง ในฐานะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกกบฏ ถูกสอบสวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้ง ๆ ที่ได้รู้เห็นอะไรตามที่ถูกกล่าวหาเลยสักนิด
   "เราพาคุณมาที่นี่เพื่อพูดคุยกันนะ ไมเคิลส์" ผมพูด "เราให้คุณนอนบนที่นอนดี ๆ และให้กินอาหารมากมายหลายอย่าง คุณสามารถนอนอย่างสบายได้ทั้งวัน มองดูนกบินไปบนท้องฟ้า แต่เราก็คาดหวังจะได้บางอย่างตอบแทน ถึงเวลาต้องกล่าวสุนทรพจน์แล้วละ เพื่อน คุณมีเรื่องที่ต้องเล่าและเราก็ต้องการจะฟัง เริ่มตรงไหนก็ได้ เล่าเรื่องแม่ของคุณ เรื่องพ่อของคุณ ทัศนคติของคุณเกี่ยวกับชีวิต หรือถ้าคุณไม่ต้องการเล่าเรื่องแม่เรื่องพ่อและทัศนคติเกี่ยวกับชีวิต ก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจการเกษตรของคุณและพวกเพื่อน ๆ จากภูเขาที่แวะมาเยี่ยมเยือน และกินอาหารเป็นครั้งคราวก็ได้ เล่าเรื่องที่เราอยากรู้ แล้วเราจะปล่อยให้คุณอยู่ตามลำพัง"
   นั่นคือความพยายามของ โนเอล เภสัชกรที่กลายเป็นแพทย์จำเป็นประจำสถานที่บำบัดฟื้นฟูของเรือนพยาบาล

   หากถามว่า ชั่วชีวิตพลเมืองชั้นสอง นั้นน่าอ่านมากน้อยเพียงใด หวานเย็นขออนุญาตหยิบยกข้อความที่ คุณกมล ญาณกวี เขียนไว้ในย่อหน้าสุดท้ายของ จากใจผู้แปล ที่ว่า...
   หากท่านโปรดปรานการดูหนังฟังเพลงและนิยมงานศิลปะแขนงใดก็ตาม โปรดลองชายตาชำเลืองมองงานวรรณกรรมดูบ้าง เพราะวรรณกรรมก็มีสิ่งมีคุณค้าให้แก่ท่านไม่น้อยและไม่ด้อยกว่างานศิลปะอื่น ๆ เช่นกัน ...

   แต่...อ่านแล้วจะซาบซึ้งตรึงใจ ประทับใจ ชื่นชอบ หรือชื่นชมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับทัศนคติและรสนิยมส่วนบุคคล หากโปรดปรานการอ่านวรรณกรรมสะท้อนชีวิตและสังคมแบบหนักหน่วง ขาดไร้ความหวานชื่นมาลดทอนความขมให้เจือจาง ชั่วชีวิตพลเมืองชั้นสอง เป็นอีกหนึ่งเล่มที่อ่านแล้วน่าจะถูกจริต ในทางตรงกันข้าม หากโปรดปรานการอ่านวรรณกรรมสะท้อนชีวิตและสังคม ที่เจือปนกลิ่นอายของความอบอุ่น ละมุนละไมเล็ก ๆ ชั่วชีวิตพลเมืองชั้นสอง น่าจะหนักเกินไปสักหน่อยค่ะ

   ปล. ช่วงนี้หวานเย็นเน้นรีวิวหนังสือที่ดองรีวิวไว้เป็นหลักนะคะ เพราะต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบ (ทั้ง ๆ ที่กำหนดการถูกเลื่อนไปอีก ๑ เดือน) แถมต้องช่วยน้องสาวสุดที่รักทำรายงานอีกต่างหากอะค่ะ







Create Date : 16 มกราคม 2557
Last Update : 16 มกราคม 2557 9:40:21 น. 6 comments
Counter : 1545 Pageviews.

 
ผมว่านิยายสะท้อนสังคมดีๆ ของบ้านเราก็มีเยอะ เพียงแค่ไม่ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ หรือเขียนโดยใช้ภาษาอังกฤษให้แพร่หลาย อยากให้มีวรรณกรรมไทยดีๆ ให้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่มีอยู่จังฮะ

เพราะสังเกตุ ปัญหาบ้านเราก็ไม่ค่อยต่างจากพล็อตของเรื่องนี้นักเลย


โดย: Boyne Byron วันที่: 16 มกราคม 2557 เวลา:12:12:35 น.  

 
ชอบอ่านหนังสือเรื่องชีวิตจริงๆ นะ แต่ฟังจากรีวิว บางประโยคไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นะแนวนี้ ขอบคุณรีวิวสำหรับหนังสือแนวนี้นะคะ


โดย: normalization วันที่: 16 มกราคม 2557 เวลา:15:05:45 น.  

 
ขอบคุณสำหรับรีวิวค่ะ
ยอมรับว่า หนังสือแนวนี้ เราไม่ค่อยจะมีโอกาศได้อ่านสักเท่าไหร่
ก็เลยไม่รู้ว่า จะหยิบเล่มไหนมาอ่านดี พอได้ได้อ่านรีวิว
แรงบิ้วด์มันก็มานะคะ ทำให้อยากอ่านขึ้นมาจริงๆ ค่ะ


โดย: Pdจิงกุเบล วันที่: 17 มกราคม 2557 เวลา:15:15:44 น.  

 
คุณ Boyne Byron :: ถ้าชื่นชอบวรรณกรรมสะท้อนปัญหาสังคมของไทย หวานเย็นแนะนำผลงานของ 'วินทร์ เลียววาริณ' , 'ชาติ กอบจิตติ' , 'แดนอรัญ แสงทอง' หรือ ลองแวะไปดูหนังสือในเครือสำนักพิมพ์สามัญชนก็ได้ค่ะ แนว ๆ นี้จะเยอะมากเลยค่ะ

คุณ normalization :: แล้วแต่ความชอบเลยค่ะ

คุณ Pdจิงกุเบล :: ลองไปเปิด ๆ อ่านสัก ๑-๒ หน้า ดูก่อนนะคะว่าชอบหรือเปล่า ? แล้วค่อยตัดสินใจซื้อน่ะค่ะ เผื่อว่าอ่านแล้วอาจไม่ถูกใจน่ะค่ะ


โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 17 มกราคม 2557 เวลา:16:31:30 น.  

 
น่าอ่านจังค่ะ ถ้าทำเป็นภาพยนตร์คงดีนะคะ เพราะอ่านรีวิวแล้วภาพของภาพยนตร์ลอยมาเลย


โดย: Sab Zab' วันที่: 17 มกราคม 2557 เวลา:21:06:02 น.  

 
คุณ Sab Zab' :: คิดเหมือนกันเลยค่ะ ถ้าเป็นภาพยนตร์ก็น่าจะดีเหมือนกันนะคะ


โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 19 มกราคม 2557 เวลา:20:11:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

หวานเย็นผสมโซดา
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 33 คน [?]




คนขี้เหงา...เจ้าน้ำตา
ใช้ชีวิตเหว่ว้าบนโลกกว้าง
ท่ามกลางความวุ่นวาย...สบายดี
New Comments
Friends' blogs
[Add หวานเย็นผสมโซดา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.