ความสุขความรื่นรมณ์ในสังสารวัฎและธรรมะที่เอาชนะใด้(ตอน2)
 
4.ความมีศรัทธา-ปณิธาน : การใช้ปัญญาของตนศึกษาพิจารณา จนเกิดศรัทธาที่จะน้อมรับโพธิจิต ตั้งมั่นในโพธิสัตต์มรรค ไม่คิดหวนคืนกลับ จุดนี้เองคือความสำคัญยิ่งของการตั้งมั้นที่ใด้ตัดสินใจที่จะมุ่งสู่การตรัสรู้เพื่อยังประโยชน์แก่สรรพสัตว์
5.ความมีสติ : ในสามโลกนี้ไม่มีสิ่งใดน่ากลัวไปกว่าจิตของเราเอง ด้วยจิตของเรานี้เองที่สามารถบันดาลได้ทั้งนรกและสวรรค์  หากเปรียบไปแล้ว จิตของเราเป็นได้ดังช้างตกมัน นำมาซึ่งอันตรายได้รอบด้าน เว้นเสียแต่ช้างตกมันในจิตใจของเรานั้นถูกล่ามด้วยเชือกแห่งความมีสติรอบด้าน นั้นคือเราสามารถฝึกจิตของเราให้กำหราบ ช้างตกมันในใจเราได้  ความทุกข์เร่าร้อนในขุมนรก และเปรตอสุรกายทั้งหลาย จริงๆแล้วเกิดที่ใด..ในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครเป็นผู้สร้างเลย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการกระทำของอกุศลจิต ความทุกข์ในนรกนั้นมิใช่สิ่งใดเลยนอกจากความทุกข์ในจิตของเราเอง และการรู้แจ้งที่ไม่ได้อยู่แห่งหนใดเลย นอกจากอยู่ภายในจิตเราเอง การมีสตินั้นควรมีอยู่ทุกขณะจิตของการกระทำในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา หรือ ใจ เพราะหากไร้ซึ่งสติแล้วย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ทนรุ่มร้อนต่อตัวเราเองและผู้อื่นโดยง่าย
6.ความอดทน : ความดีงามอันประเสริฐ- ความโอบออ้มอารีทีได้สั่งสมมา สิ่งเหล่านั้นจะถูกทำลายในชั่วขณะแห่งความโกรธ และไม่มีกำแพงใดดีเท่าความอดทน จึงควรเพียรพยายามสร้างสมบารมีโดยวิธีต่างๆเพื่อมีสมาธิอยู่กับความอดทนที่จะละวางความทุกข์ทั้งปวงได้
7.ความเพียร : ความเพียรนี้เป็นกำลังสำคัญ เพราะหากปราศซึ่งความเพียรแล้ว ก็คงเป็นการยากที่เราจะเดินทางไปถึงเส้นทางแห่งธรรม เปรียบได้กับเรือใบที่ไม่อาจแล่นหากไร้ซึ่งลม ความเพียรคือความเบิกบานในสิ่งที่ถูกต้อง มีความเบิกบานบนเส้นทางธรรมของตน ความเพียรย่อมบังเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องบีบบังคับตนเองแต่ประการใด
 
8. สมาธิ : จิตที่เป็นสมาธิ จะพัฒนาตัวเราให้เป็นผู้มีปัญญาได้ ถ้าเราไร้ซึ่งจิตอันเป็นสมาธิเสียแล้ว ก็ย่อมเป็นการง่ายต่อการที่จะถูกโจมตีด้วยมโนภาพแห่งความหลงผิดทั้งปวง โลภ โกรธ หลง จะครอบงำได้ง่าย สมาธิจะเกิดความรู้ในธรรมชาติที่แท้จริง ไม่หลุ่มหลงไปกับมายาภาพที่ฉาบเคลื่อบเอาไว้และที่สำคัญที่สุดการปฏิบัติสมาธินั้นควรเป็นไปเพื่อการตัดสายโซ่แห่งบ่วงแห่ง อวิชชา เข้าถึงธรรมชาติอันแท้จริงของสรรพสิ่ง
9. ปัญญา : ธรรมชาติแห่งปัญญา ก็คือการได้หยั่งรู้และได้เข้าถึงความจริง 2 ระดับ คือ ระดับ สมมมติสัจ และ ปรมัตถสัจ  โดย สมมติสัจ เป็นความจริงที่ตั้งขึ้นจากจุดยืนของจิตที่หลอกลวงปิดบังความจริงแท้ ในขณะที่ปรมัตถสัจ เป็นความจริงอันยั่งถึงโดยปัญญาของพระผู้เป็นเลิศ ซึ่งไม่มีสมมติสัจปรากฎ
ที่มา : รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ในโพธิสัตตวจรรยาวตาร โดย ศานติเทวะ
ในภวสูตร พระอานนท์เข้าไปทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ... ภพมีได้เพราะเหตุใด? พระผู้มีพระภาคตรัสถามย้อนว่า ถ้ากรรมที่เกี่ยวกับกามจักไม่มีแล้ว กามภพจักมีได้หรือไม่? ถ้ากรรมที่เกี่ยวกับรูปธาตุ (รูปฌาน) หรือที่เกี่ยวกับอรูปธาตุ (อรูปฌาน) จักไม่มีแล้ว รูปภพ อรูปภพ จักมีหรือไม่? พระอานนท์ทูลตอบว่า มีไม่ได้เลย

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เพราะเหตุนี้แหละอานนท์ (ในการเกิดใหม่นั้น) กรรมจึงเป็นเสมือนเนื้อนา วิญญาณเสมือนพืช ตัณหาเป็นเสมือนยางเหนียวในพืช (กมฺมํ เขตฺตํ วิญฺญานํ พีชํ ตณฺหา สิเนโห) ดูก่อนอานนท์ ความตั้งใจ ความจงใจ (เจตนา) ความปรารถนาของสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องห่อหุ้ม มีตัณหาเป็นเครื่องรึงรัดได้ตั้งลงแล้วในธาตุอันเลว (กามธาตุ) ธาตุปานกลาง (รูปธาตุ) และธาตุประณีต (อรูปธาตุ) เมื่อเป็นดังนี้ การเกิดในภพใหม่ก็มีขึ้นได้อีก.....(อังคุตรนิกาย ติกนิบาตร)

การเวียนว่ายตายเกิดจะสิ้นสุดลง ก็ต่อเมื่อบุคคลผู้นั้นได้พัฒนาจิตจนถึงที่สุด ละกิเลสตัณหาได้สิ้นเชิง สิ้นกรรมอันเป็นเหตุให้เกิดอีก เรื่องกิเลส กรรม และการเวียนว่ายตายเกิด จึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและอย่างจำเป็น คือแยกกันไม่ได้ หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดหรือสังสารวัฏ
อ่านเพิ่มเติม ที่มา//www.dhammajak.net/




Create Date : 26 กันยายน 2555
Last Update : 26 กันยายน 2555 9:45:25 น.
Counter : 585 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



surya21
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 50 คน [?]



New Comments
กันยายน 2555

 
 
 
 
 
 
7
14
15
22
24
29
30
 
 
All Blog