โปรดช่วยอุปการะเด็กยากไร้ ccfthai.or.th เพียง 500 บาทต่อเดือน
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
1 มีนาคม 2553
 
All Blogs
 
ธุรกิจกับหุ้น

การทำธุรกิจคือการที่เราลงเงินไปซื้ออุปกรณ์ต่างๆสำหรับทำธุรกิจและบริหารเพื่อให้ได้กำไร จริงๆแล้วการทำธุรกิจกับการเล่นหุ้นก็ไม่ได้ต่างกัน ต่างกันที่หุ้นมีการประเมินมูลค่าธุรกิจทุกวินาทีเมื่อตลาดเปิด แต่การทำธุรกิจส่วนตัวไม่มีการประเมินมูลค่าธุรกิจ

ผมเชื่อว่าทุกคนที่ทำธุรกิจส่วนตัวคงไม่มีเวลามานั่งประเมินค่าธุรกิจของตัวเองแน่ ถึงจะทำก็คงไม่ทำทุกวินาที ผมเชื่อว่าหากคนที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจส่วนตัวหากมาประเมินค่าของธุรกิจตัวเอง ณ เวลาที่เริ่มธุรกิจ ก็คงช็อคไม่แ้พ้เวลาหุ้นร่วงแน่ เพราะโดยมากธุรกิจต่างๆที่พึ่งเริ่มนั้นยากที่จะทำกำไรได้ ของอุปกรณ์ต่างๆที่ซื้อมาส่วนใหญ่ก็มูลค่าลดลงไปกว่าครึ่ง

นักธุรกิจมักจะสนใจแต่กำไรที่ธุรกิจตัวเองทำได้ โดยไม่สนใจมูลค่าของธุรกิจตัวเอง เหมือนกับนักเล่นหุ้นชาววีไอโดยมากไม่สนใจราคาหุ้นมากกว่ากำไรที่หุ้นทำได้ ไม่ใช่เพราะเค้านั่งทน หรือเป็นพวกหัวเราะร่าน้ำตาริน หรือเป็นพวกดองหุ้นติดดอยอย่างไม่มีเหตุผล แต่วีไอที่แท้จริงนั้นมองหุ้นเป็นการซื้อธุรกิจซึ่งไม่ควรประเมินมูลค่าหุ้นด้วยราคาตามตลาด แต่วีไอจะมองหุ้นที่ตัวเองซื้อเหมือนธุรกิจที่ตัวเองทำ คือดูผลกำไรกับแนวโน้มธุรกิจของธุรกิจที่ตัวเองซื้อ

สำหรับผม ผมมองหุ้นเป็นการฝากเงินที่ให้ผลตอบแทนคงที่ทุกปี แน่นอนมันไม่คงที่ แต่เราสามารถกะความคาดเคลื่อนที่จะเกิดขึ้นได้ เช่น เราซื้อหุ้นที่ปันผล 10% แต่เราโชคร้ายปีนี้หุ้นกำไรไม่ดี ปันผลน้อย เหลือแค่ 5% หากคุณคิดว่านอกจากหุ้น คุณยังไม่เห็นการลงทุนไหนให้ผลตอบแทนมากกว่า 5% ผมถือว่าประสบความสำเร็จในการลงทุน ผมถือว่ามันมากกว่าฝากประจำซะอีก จริงๆหากท่านใดมีธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า 10% ช่วยแนะนำด้วยครับ ผมจะได้ไปลงทุนอันนั้นแทนหุ้น

บางคนอาจจะบอกว่าไม่จริง เพราะราคาหุ้นก็จะร่วงไปด้วย ทำให้ขาดทุน จริงครับ แต่นั่นไม่ใช่มุมมองของเจ้าของกิจการ ผมบอกแล้วว่าการประเมินราคาในตลาดนั้นไม่ใช่มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น มันไม่แปลกที่ราคาหุ้นจะร่วงหรือขึ้นตามอารมณ์ตลาด แต่คุณต้องอย่าลืมว่า ธุรกิจนั้นไม่ได้ผันผวนไปตามอารมณ์ตลาด หากธุรกิจนั่นยังสามารถทำกำไรได้ สุดท้ายราคาหุ้นจะต้องสะท้อนธุรกิจของหุ้น นอกจากนั้นจากบทที่แล้ว ผมยังแนะนำด้วยว่าให้กันเงินอีกส่วนนึงไว้ช้อนหุ้นที่ร่วงลง ยิ่งลงก็ยิ่งดี เพราะแสดงว่าเราได้ของดีในราคาที่ถูกลง




Create Date : 01 มีนาคม 2553
Last Update : 1 มีนาคม 2553 21:06:51 น. 3 comments
Counter : 324 Pageviews.

 
เปรียบเทียบได้ดีครับ ในเรื่องของหุ้นกับธุรกิจ(ที่เราลงทุน)
พี่(ขอเรียกว่าพี่)

พี่พูดมา ทำให้ผมได้คิด
หากเราเป็นเจ้าของกิจการใดๆ เราคงไม่มาบ้านั่งประเมินกำไร-ขาดทุน ในทุกๆวัน
เรื่องจริงเขาไม่ทำกัน แต่กับเรื่องหุ้นนั้น ... หลายๆคนทำ

ในส่วนของผลตอบแทนในรูปของปันผลนั้น
หากเป็นธุรกิจที่ดีและจ่ายปันผลในอัตราที่สม่ำเสมอและสอดคล้องกับนโยบายการจ่ายปันผล
ผมถือว่าดี ... น่าลงทุน

แม้ว่าต้องรอนานถึงหนึ่งปี แต่มันก็คงต้องเป็นอย่างนั้น
เพราะเราถือว่าเราเลือกที่จะลงทุนในหุ้น
เราไม่ได้หวังในเรื่องของ "ส่วนต่างราคาหุ้น" เป็นหลัก


สิ่งสำคัญคือต้องอดทนครับ
ผมอดทนมา 6 เดือนแล้ว และจะพยายามอดทนต่อไปครับ

เงินสดผมเหลือไว้ส่วนหนึ่ง
เหลือไว้เพื่อปฏิบัติตามที่พี่บอก
หากเกิดคราวใดที่ราคาหุ้นลดลง ... ผมก็จะเข้าซื้อในอัตราส่วนที่เหมาะสมครับ


โอกาสขาดทุนยากไหม ?
ผมคงตอบ ณ ตอนนี้ไม่ได้
ต้องรอดูกันไปนานๆครับ
การลงทุนไม่ได้วัดผลกันเพียงชั่วข้ามคืน หรือเพียงครึ่งปี

พี่ว่าจริงไหมครับ ?


โดย: คนจนที่อยากรวย วันที่: 1 มีนาคม 2553 เวลา:21:13:46 น.  

 
ผมชอบอ่านความเห็นของพี่จัง
ขอเดาว่าประสบการณ์การลงทุนของพี่น่าจะมีมาก
เขียนบ่อยๆนะครับ ผมจะติดตามอ่านและจะแสดงความคิดเห็นเรื่อยๆ

พี่สามารถแสดงความเห็นต่าง ในความเห็นของผมได้เลยนะครับ
จะได้รู้ว่าผมต้องปรับปรุงตรงส่วนใดบ้าง


โดย: คนจนที่อยากรวย วันที่: 1 มีนาคม 2553 เวลา:21:21:06 น.  

 
ไม่มีวิธีสำเร็จหรอกครับ จริงๆแล้วมันสำคัญที่จิตใจมากกว่า บัฟเฟตเคยบอกว่าหากทนเห็นหุ้นตัวเองราคาร่วงลงไป 50% ไม่ได้ก็ไม่ใช่วีไอ หิหิ แต่พี่ก็เชื่อว่าตอนบัฟเฟตเห็นหุ้นตัวเองราคาร่วงไป 50% เค้าต้องมีเงินอีกก้อนไว้ช้อนแน่ๆ


โดย: ษุภณัฏฐ์ วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:21:32:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ษุภณัฏฐ์
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




Friends' blogs
[Add ษุภณัฏฐ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.