มึนไปตามใจฝัน
<<
พฤศจิกายน 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
23 พฤศจิกายน 2551

ทีลอซู ทีลอเล วันที่สี่ จบการเดินทาง


"เช้าในถ้ำ"

เมื่อคืนหลังจากเข้านอนแล้ว
ผมก็หลับๆ ตื่นๆ บ้าง แต่อย่างที่บอกไปว่า
มันมืดสนิทเปิดตามาก็มืดไม่เห็นอะไรทั้งนั้น
คืนนั้นเราได้ยินเสียงฝนตกหนักเกือบตลอดคืน
ในใจก็แอบสะใจ(เลวเว้ยเรา) ที่กลุ่มฝรั่งนั้นนอนริมน้ำ
แบบว่า สมน้ำหน้ามัน ได้วิวดี เลยต้องลำบากหน่อย ฮ่าๆๆ
คือหมั่นไส้อะ ได้วิวสวย อาบน้ำสบายดีนัก ;p


ประมาณ 6 โมงกว่าๆ ได้ยินเสียงไกค์เตรียมทำอาหารมื้อเช้าให้พวกเรา

06Mitsu100_102608_011


ส่วนอันนี้พื้นที่สำหรับกินข้าวครับ หน้าเตนท์ของทุกคน
06Mitsu100_102608_012





06Mitsu100_102608_009
ถ่ายรูปตัวเองเล่นๆ กดชัตเตอร์ไป 30 วิ
ยืนจนทำหน้าไม่ถูก รูปก็เลยเป็นอย่างที่เห็น


พอไกค์ทำอาหารเสร็จ ก็ถึงเวลากินข้าว
ผมไม่กล้ากินเยอะนัก
กลัวจะปวดหนักระหว่างทาง-_-'
ไม่อยากจะคิด...
ก็กินแค่พอประมาณพอ
มื้อนี้เป็นข้าวต้มครับ
พอทานเสร็จ เราก็เตรียมตัวเดินทาง
เก็บของให้เรียบร้อย
ส่วนกระเป๋ากล้องผม
ผมตัดสินใจว่าไม่เอาไปดีกว่า
เพราะเดินตั้ง 20 โล ไม่มั่นใจว่าจะแบกมันไหวหรือเปล่า
และไกค์ก็บอกว่า ทางก็ไม่ค่อยมีอะไรนะ
ก็เลยใส่ถุงหุ้มไว้อีกชั้นและให้ช้างขนกลับ


เช้านี้อากาศดูสดใส แต่ก็มีฝนพร่ำๆ
ก็เลยไม่รู้จะยังไงดี เลยต้องเตรียมรับมือสำหรับฝนที่อาจจะตก
น้าหน่อยก็เตรียมเสื้อกันฝนไว้ให้
โดยเอาถุงใหญ่มาตัดเพื่อใส่แขนกับคอ

ก่อนจะเดินทางแน่นอนว่า
เราต้องถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก :D


06Mitsu100_102608_007




"เดิน 20 โล เส้นทางอันน่าประทับใจ"

เราเริ่มเดินประมาณ 8 โมงเห็นจะได้
ซึ่งไกค์ก็บอกว่า ช่วงแรกๆ จะมีทากบ้างนะ
ก็ต้องระมัดระวังนิดหน่อย
ด้วยความที่ไม่อยากเป็นเป้านิ่ง
ผมและพี่กุ่ย พี่หนุ่ย พี่ญา และมะนาว ก็เลยเดินล่วงหน้าไปก่อนดีกว่า
ก่อนจะเดินนำไป ก็ถามไกค์ก่อนว่ามีทางแยก หรืออะไรหรือเปล่า
ไกค์ก็บอกว่าไม่มี เป็นทางบังคับหมด
เราก็เลยเดินกัน

การเดินวันนี้ไม่นักหนามาก แม้จะไม่ใช่ทางเรียบ
แต่ก็ไม่ได้เป็นทางที่ปีนป่ายอะไรมากมาย
และอากาศยามเช้าก็ดีมาก
ทำให้เดินกันแบบสบายๆ
มีที่ไม่สบายอย่างเดียวก็คงจะเป็นเท้านั่นแหละ
เพราะจะเนอะหนาะ ไปด้วยโคลน ก็ฝนตกตลอดคืนนี่นะ ;p

เดินไปสักพักนึง พักดื่มน้ำ ลืมบอกไปว่า ไกค์ให้น้ำพวกเราไว้คนละขวดนะ
อยู่ๆ มะนาวก็ทักว่า ที่เขามีอะไรดำๆ
ผมเห็นเป็นสีดำ อ้วนๆ ก็ตอบไปว่า หนอนมั้ง
แต่พอแกะออกมา มันเป็นทาก
-_-' คงจะดูดเลือดมานานแล้วละ
เพราะมันดูจนตัวมันอ้วนขนาดเหมือนหนอนตัวใหญ่เชียวละ
สยองแทน-_-'
พวกเราก็เลยต้องสำรวจตัวเองว่า เราโดนกันบ้างหรือเปล่า
เพราะทากเวลามาดูดเลือด จะไม่รู้สึกอะไรเลย
แต่ถ้าแกะมันออก เลือดก็จะไหลไม่หยุดนะ ;p


เดินไปน่าจะประมาณ 1 ชั่วโมงได้
ฝนก็ตกปรอยๆ และก็กลายเป็นตกแบบหนักเลยล่ะ
ตอนนี้สภาพแต่ละคนก็เละทีเดียว
เสื้อกันฝน ก็ช่วยได้พอสมควร แต่ผมไม่มีหมวกนี่สิ -_-'
คราวหลังคงต้องพกบ้างละ

ระหว่างที่เดิน ผมก็คิดว่า มันไม่มีอะไรจริงๆ แหละ
มีแต่ป่าเขียวๆ ไม่มีสีสันอื่นบ้างเลย
ไม่มีดอกไม้สีแปลกตา
มีเพียงสีเขียว เขียว และเขียว เบื่อสีเขียวกันไปเลย

เราเดินกันมาไกลพอสมควร
ก็มีพี่ไกค์เดินตามมาคนนึง (จาก 4 คน)
เราถามคำถามยอดฮิตในการเดินป่าว่า "อีกไกลไหม"
เขาบอกว่า ก็ไกลอยู่ นี่เพิ่งลงจากเขาลูกแรก
ก็ประมาณว่า เดินมา 1 ใน 4 ของทางแล้วละ...
แล้วพวกคนอื่นๆ เดินถึงไหนแล้ว ไกค์บอกว่า ห่างอยู่พอสมควร
พี่ไกค์คนนี้เขารับหน้าที่ขับรถด้วย จึงต้องรีบเดินล่วงหน้าไปก่อน
ตอนแรกพวกเราพยายามจะเดินให้ทันเขา
แต่พอเห็นฝีเท้าแล้ว อย่าจะดีกว่า
ประมาณว่า เราเดินไป 1 ก้าว เขาเดินไปสองเก้า
แค่ไม่ถึง 5 นาที เราก็ถูกทิ้งห่างจนไม่เห็นเขาอีก


พวกเราก็พยายามเดินกันต่อไป
จนมาเจอแม่น้ำ
สำหรับผมค่อนข้างอึ้ง เพราะ ไม่เห็นมีบอกว่าต้องเดินข้ามน้ำด้วยอะ
พี่ญาบอกว่า แต่เขาบอกนะ เขายังบอกด้วยว่า ต้องข้ามอีก เกือบ 30 ครั้งได้ (จริงๆ คือแม่น้ำสายเดียวกันแหละ)
ส่วนมะนาว นอนแช่น้ำเลย เพราะรู้สึกสบายตัวดี^^'


พี่กุ่ยกล้องคอมแพค กับขาตั้งมา
ก็เลยถ่ายรูปหมู่ไว้เป็นที่ระลึก




ในช่วงที่เราเดินต่อไปนั้น ฝนก็ตกลงมาอีกรอบ
จากที่ฝนตกอย่างหนัก ก็ทำให้เราเห็นสภาพของการเกิดน้ำป่าเหมือนกันนะ
คือน้ำจะไหลจากพื้นลงมาเรื่อยๆ และมาจบกันที่สายน้ำ
ทำให้น้ำที่เพิ่มขึ้นและไหลแรงขึ้น
ผมก็เริ่มหวั่นๆ เหมือนน้ำป่าเหมือนกัน
เพราะมาเห็นกับตาแล้วว่ามันเกิดขึ้นได้ไง
แต่พี่เขาบอกว่า ยังหรอก มันจะต้องแรงกว่านี้
วิธีดูน้ำป่า ก็ให้ดูตรงแม่น้ำแหละ
ถ้าน้ำเป็นสีแดง ก็นั่นแหละ น่ากลัว
ที่เราเห็นยังเป็นสีน้ำตาลอยู่ ก็ไม่เท่าไหร่

เราเดินมาเจอทางข้ามน้ำอีกรอบ
คราวนี้ก็เอากล้องมาถ่ายเล่นไว้อีก
(แต่หลังจากนั้นก็ไม่แล้วนะ เพราะมาคิดได้ว่าต้องเจอกันอีกเยอะ พอดีกว่า)

มีอยู่ช่วงนึงที่เราเริ่มไม่แน่ใจทางนัก
เพราะดูเหมือนจะเป็นทางแยก
แล้วเราก็ไม่มีไกค์ด้วย
ก็สังเกตจากรอยเท้าเอา เพราะยังมีร่องรอยเท้าเช้าให้เห็นบ้าง

ระหว่างที่เดินต่อ ไกค์อีกคนนึง ก็เดินตามมาเจอพวกเรา
ไกค์คนนี้เป็นคนที่เด็กที่สุดในบรรดา ไกค์ 4 คน
เขาบอกว่า เดินแยกกับกลุ่มผู้ใหญ่ เพราะมาตามพวกเรานั่นแหละ
(ไม่รู้ว่าเพิ่งนึกได้หรือเปล่า ว่ามันก็มีทางแยกอยู่บ้างเหมือนกัน)
ตอนนี้ก็เลยอุ่นใจ มีไกค์เดินนำทางละ
แน่นอนว่าเราก็ถามคำถามยอดฮิตว่า "อีกไกลไหม"
เขาก็บอกว่า ก็เลยครึ่งทางมาได้แล้วละ
ส่วนจุดทานข้าวก็ไม่ไกลนัก
แต่มีข่าวร้ายนิดหน่อยคือ
ข้าวน่ะ อยู่กับกลุ่มผู้ใหญ่
ซึ่งยังอยู่ห่างกับพวกเรามาก -_-'
ส่วนข่าวดีคือ กับข้าวอยู่กับไกค์คนนี้ (เป็นข่าวดีหรือเปล่าเนี่ย -_-')
แต่จริงๆ ในตอนนั้นก็ไม่ถือเป็นข่าวร้ายเท่าไหร่นะ
เพราะไม่รู้สึกหิวมากนัก

ช่วงเดินกับไกค์ ผมก็ถามสารพัดคำถาม
เรื่องที่เที่ยว ต่างๆ นาๆ
ก็ได้ความรู้เพิ่มเติมพอสมควร
เช่น จากน้ำตกทีลอเล จะมีหมู่บ้านของคนในพื้นที่ และไปต่ออีกก็จะมีน้ำตกที่เขาสำรวจเจอใหม่ด้วย
แต่สำหรับจุดนี้เขามองว่ายังไม่พร้อมสำหรับการพานักท่องเที่ยวเข้ามา
ไกค์บอกอีกว่า ที่นี่มีที่เที่ยวเยอะ
น้ำตกปิตุโกรเอย หรือทริปล่องแก่งต่างๆ
เรียกว่าที่นี่มีที่เที่ยวมากมายเชียวละ

ส่วนที่ที่เราพักทานข้าว ก็เป็นจุดของน้ำตกห้วยหินแดง
ผมก็อ้าวมีน้ำตกด้วยเหรอ เห็นบอกว่าไม่มีจุดอะไรพิเศษ
ผมก็คิดในใจว่า คงเป็นน้ำตกธรรมดาๆ แหละมั้ง

เดินมาอีกพอสมควรเราก็ได้ยินเสียงน้ำตก
ว้าวใกล้ถึงจุดพักทานข้าวละ(ถึงข้าวจะยังไม่มาก็ตาม ฮ่าๆ)
เราเดินมาถึงต้นตอของเสียง
สิ่งที่เราเห็น เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจกับพวกเรามากๆ







(ภาพจากพี่กุ่ยครับ)



น้ำตกห้วยหินแดง เป็นน้ำตกที่มีหลายชั้น ซึ่งสำหรับผมแล้วมันสวยงามมาก

ยิ่งกับความรู้สึกที่เราเจอ
คือจากแม่น้ำที่เราข้ามผ่านหลายครั้ง
รวมกันเป็นน้ำตก
เป็นสิ่งที่โคตรน่าประทับใจเลยล่ะ
การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้สูญเปล่าอย่างที่ผมคิดไว้
แต่เป็นการเดินทางที่น่าประทับใจมากๆ
ผมเคยคิดว่า คงจะพอกันทีแล้วละ กับทีลอเล แต่มาเจอแบบนี้
เล่นเอารู้สึกอยากจะมาเที่ยวและคราวนี้จะพกกล้องมาถ่ายรูปเองเลย :D

เราเดินลงมาจนถึงจุดพักกินข้าว
ซึ่งเป็นธารน้ำขนาดยาวของน้ำตกห้วยหินแดง
แม้ตอนนี้จะยังไม่มีข้าว เราก็พักผ่อนชมน้ำตกเล่นอย่างหิวโหย -_-'
คือมันก็มีความสุขนะ แต่หิวโคตรๆเลยล่ะ

ระหว่างนั้นมีภาพน่าประทับใจเกิดขึ้น
คือช้างที่ขนของให้กับพวกเราก็ผ่านมา


(ภาพจากพี่กุ่ยครับ)


:D
ระหว่างที่กับข้าวยังมาไม่ถึง
ผมก็มีทาโร่ที่ซื้อมาตั้งแต่ก่อนเดินทาง
ก็เพิ่งจะมีโอกาสได้กินนั่นแหละ
ซึ่งก็พอช่วยได้บ้าง

และแล้วกลุ่มของน้าหน่อยก็มาถึง
พวกเราก็แกะข้าวกินก่อนเลย ฮ่าๆ
กลุ่มน้าหน่อยเองก็หิวเหมือนกัน ตอนนี้ไม่มีใครพูดจา
กินกันอย่างเดียว เป็นอีกมื้อที่น่าประทับใจ
ส่วนกับข้าวจะเป็นผัดพริกหมู กับหมูทอดตักได้ตามใจชอบ และไข่ต้มคนละใบ
กินกันจนอิ่ม เราก็เริ่มเดินต่อ
จากจุดนี้ เดินไปยังที่รถอีกประมาณชั่วโมงได้

มีจุดที่ยากที่สุดคือ การข้ามน้ำครั้งสุดท้าย
เป็นน้ำที่เชี่ยวมากๆ เลยล่ะ


(ภาพจากพี่เจี๊ยบ)

พวกเราใช้เวลากับจุดนี้นานเหมือนกัน
กว่าจะผ่านมาได้ทุลักทุเล เปียกชุ่มกันไปหมด
จากนั้นเราก็เดินกันต่อ

เดินออกจากป่าก็มาถึงทุ่งข้าวโพด
เห็นแล้วก็ได้แต่บ่นกับตัวเอง ทำไมไม่แบกกล้องมานะ
อยากจะเก็บภาพหลายๆ ภาพไว้ด้วยเราเองจริงๆ
แต่ให้ทำจริงๆ แบกกล้องเรามาไม่ได้หรอกลุยน้ำขนาดนั้น
ทำได้คงแค่หากล้องเล็กๆ ไว้ถ่ายดีกว่า ;p

ประมาณเกือบบ่าย 3
ของต่างๆ มาอยู่ที่รถเรียบร้อย
มีไกค์เตรียมน้ำอัดลม และแซนวิสไว้ให้
แต่แน่นอนว่าสิ่งที่ผมสนใจก่อนคืออกล้องของผมนั่นเอง
กระเป๋าผมในตอนนั้นเหม็นอับสุดๆ ;p
แล้วกล้องก็ขึ้นฝ้าสีม่วงๆ ด้วย
ตอนแรกเครียดเลย นึกว่าขึ้นที่เลนส์
เช็ดแล้วก็ไม่หาย มาสังเกตดีๆ พบว่าเป็นที่ เฟนเดอร์ (ช่องมองภาพ)
ให้พี่หนุ่ยดูบอกว่า โดนแดดสักพักก็หายเองแหละ
ผมก็ไม่เสียเวลาเปล่า เก็บภาพจากลาของที่นี่




ไกค์ให้ผมปืนขึ้นไปบนรถ แล้วถ่ายรูป

07Fuji100_102608_032



07Fuji100_102608_033


ถ่ายแล้วรู้สึกไม่ค่อยสวยเท่าไหร่แฮะ
ฟ้าดูหม่นนิดๆ ท่าทางฝนจะตกลงมากันอีก




มาถ่ายกองข้าวโพด อยากให้สีมันสดๆ หน่อย แต่สีจืดน่าดูเลยแฮะ ;p

07Fuji100_102608_035





ภาพพี่หนุ่ยกับพี่ญา บนสะพานไม้ เป็นวิวที่น่ารื่นรมณ์ดีจริงๆนะ

07Fuji100_102608_037


ไม่นานนักกลุ่มของน้าหน่อยก็มาถึงพร้อมหน้าพร้อมตา
แล้วพวกเราก็เดินทางไปยังหมู่บ้านปะหละทะ อีกครั้ง
เรามาที่นี่เพื่อเอากระเป๋าใหญ่ที่ฝากไว้ที่นี่ กลับขึ้นรถ เพื่อมุ่งสู่รีสอร์ท
ซึ่งจากจุดที่เราออกมาจากป่า นั่งรถมายังปะหละทะใช้เวลาเพียง 10 นาที
แต่จากปะหละทะ ไปยังรีสอร์ท ประมาณ 40 นาทีได้
ซึ่งระหว่างนั้นฝนก็ตกลงมาจนได้
มาถึงที่รีสอร์ท เราก็จะได้รับใบประกาศ
"นายวัช
ได้เดินทางผ่านเส้นทางลอยฟ้า 1,219 โค้ง เส้นทางหลวงหมายเลข 1090 สายแม่สอด-อุ้มผาง
และได้ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ด้วยการล่องเรือยางชมน้ำตกทีลอจ่อ-ทีลอซู-ทีลอเล สมควรยกย่องเป็น
นักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ดีเด่น"


รู้สึกแปลกๆ มึนๆ แต่ก็เอ่อ จ้ะๆ เป็นก็ได้ -_-'

ที่รีสอร์ท เราก็อาบน้ำ เป็นอะไรที่มีความสุขจริงๆ
อาบน้ำเสร็จก็ได้เวลากลับกันละ



07Fuji100_102608_029
รถตู้ที่เราจะกลับกัน




"ลาแล้วอุ้มผาง กลับสู่กรุงเทพฯ "

พวกเราออกจากรีสอร์ทประมาณ 5 โมงเย็น
ฝันหวานว่าจะได้กินของอร่อยๆ กัน
แต่แล้ว คนขับรถบอกว่า
ออกตอนนี้ไม่รู้จะหาอะไรได้หรือเปล่า
แต่คิดว่าต้องไปดูที่แม่สอดแหละ
ตอนนั้นก็ได้แต่ทนหิวกันไป
ในตอนนั้นก็ยังพอทนได้ ก็ไม่เป็นหรอกน่า

สิ่งที่ผมได้ตอนนี้ก็เก็บภาพการกลับของเราแหละมั้ง

07Fuji100_102608_027



พระยามเย็น
07Fuji100_102608_025



บรรยากาศอืมครืมแฮะ

07Fuji100_102608_021



07Fuji100_102608_022



07Fuji100_102608_023


ถ่ายจนฟ้ามืด และฝนก็เริ่มตก ผมก็เลยเลิกถ่ายรูป
ทางกลับวันนี้ฝนตกค่อนข้างหนัก
ช่วงที่ต้องผ่านโค้ง พันกว่าโค้งนั้น เล่นเอาผมหวาดเสียวจริงๆ

ผมแอบหวังว่าเราน่าจะได้กินข้าวตอน 2 ทุ่ม
แต่แล้วสองทุ่ม เราก็ยังไม่ถึงแม่สอดเลย
กว่าเราจะถึงแม่สอดก็ 3 ทุ่มกว่าๆได้
สภาพตอนนี้แต่ละคนหิวสุดๆ ผมเองก็แย่เหมือนกัน ;p
ที่แย่สุดคือเราหาที่กินไม่ได้
เพราะที่นี่ร้านค้าปิดกันหมดเลย
ตามปั๊มก็ไม่มีร้านอาหาร ส่วนร้านที่มีก็ดันปิด ;p
สุดท้ายเราก็ต้องพึ่ง เซเว่น กินมาม่า กินขนมปังกันไป
ก็อิ่มท้องดีนะ แต่นึกแล้วเสียดาย
จริงๆ เราน่าจะหาอะไรกินแถวๆ รีสอร์ทนั่นแหละ แต่ก็ผ่านไปละ


ฝนยังคงตกอย่างตลอดเส้นทาง
ผมเองก็นอนไม่ค่อยหลับ ;p
เรามาถึงนครสวรรค์ประมาณตีหนึ่งกว่าๆ
คนขับรถก็พาเรามาปั๊มที่มีร้านอาหาร
แต่ตอนนั้นไม่มีใครอยากจะกินอะไรแล้วละ
คงแค่อยากจะกลับบ้านนอนที่นอนของตัวเองมากกว่า
ซึ่งกว่าเราจะถึงกรุงเทพฯ ตรงปิ่นเกล้า ก็ตี 5
แต่ละคนก็หมดสภาพเต็มที่
เราก็แยกย้ายกันแบบเพลียๆ
ผมมาถึงบ้านตี 5 ครึ่ง
มาถึงก็เก็บของ และก็นอน จบการเที่ยวทีลอซูของผมซะแล้ว....






"ที่จริงในใจ"

สำหรับการเที่ยวในครั้งนี้
ผมสนุกมาก มีประสบการณ์ดีๆ มากมาย
แม้จะรู้สึกว่า มันบ้าบอ และก็เหนื่อยแบบไร้สาระจนเราไม่น่ามาเลย
แต่สุดท้ายประสบการณ์ของการเดินทาง
และสถานที่ที่เราไม่ได้คาดหวังไว้ก่อน ก็ทำให้เรารู้สึกมีความสุขมาก

ผมมักจะคาดหวังเสมอว่า เราไปที่นี่มันจะเป็นแบบนี้ หรือควรจะต้องแบบนี้มา
แต่จริงๆแล้ว การคิดแบบนั้นมันทำให้เราคาดหวังเกินไป
ความสุขกับการไม่คาดหวัง หรือมองสิ่งที่ได้พบเจอในแง่ที่ต่างออกไป
มันก็เป็นความน่าประทับใจที่ยากจะลืม

ตอนนี้ยังหวังว่าจะมีเงินและเวลาไปในที่ต่างๆ มากมายเต็มไปหมด
และหวังว่าคงมีประสบการณ์เที่ยวดีๆ มาเล่าสู่กันฟังอีกครับ
:D





 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2551
4 comments
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2551 20:51:59 น.
Counter : 857 Pageviews.

 

มาเที่ยวแบบมัน มันด้วยค่ะ

 

โดย: tuk-tuk@korat 23 พฤศจิกายน 2551 21:05:14 น.  

 

แวะมาเที่ยวน้ำตกด้วยคนค่ะ
ท่าทางน้ำจะเชี่ยวนะคะนั่น

 

โดย: magic_rapier 23 พฤศจิกายน 2551 21:14:17 น.  

 

ทำไมภาพบางภาพมันเหมือน The Ring วะ

เที่ยวเยอะจังแฮะ ฝีมือถ่ายภาพดีขึ้นมากเลย

 

โดย: yuttipung IP: 58.9.186.55 24 พฤศจิกายน 2551 14:08:13 น.  

 

เพิ่งได้มาอ่านเจอค่ะเห็นวันที่ในรูปเลยอดตามอ่านไม่ได้เลย อยากบอกว่า หลังจากกลุ่มพวกคุณ กลุ่มเราไป เจอน้ำป่าเลยเต็มๆ ฝนตกเกือบตลอด เสี้ยวน้ำตกทีลอเลาเราก้อไม่ได้เห็น ขากลับ เดินออกตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึงรีสอร์ทประมาณตี 3 ข้ามน้ำข้ามห้วย ขึ้นลงเขานับไม่ถ้วน เพราะทางปกติมันขาด มันส์สสส มว๊ากกกก ดีใจนะค่ะที่ได้เห็นรูปถ่ายที่เป็นเส้นทางปกติ ถึงจะเจอวิบากแค่ไหนยังอยากไปแก่มืออีกครั้งเลย เป็นปสก.ที่ไม่มีวันลืมจิงๆ (ป.ล ไปกะทัวร์เดียวกันเลย)

 

โดย: miuki IP: 171.100.12.52 11 กันยายน 2555 1:05:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


วัชเจียเหว่ย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add วัชเจียเหว่ย's blog to your web]