มึนไปตามใจฝัน
<<
เมษายน 2553
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
29 เมษายน 2553

แบกเป้เที่ยว กระบี่ 6 วัน ตอนที่ 5 "สุสานหอย-อ่าวนาง-หาดนพรัตน์ธารา"

14 เมษายน 2010




สำหรับวันนี้ ครอบครัวของพี่ปิ๊บจะกลับก่อน
จริงๆแล้วเขาตั้งใจจะเที่ยวยาวจนไป ถึงวันอาทิตย์เลย
กะไปถึงพัทลุงเลยแหละ
แต่ทีนี้แม่ของพี่อ้อป่วย เลยต้องกลับไปเยี่ยมที่กรุงเทพฯ
ก็เลยไม่ได้เที่ยวต่อ


ในตอน เช้า พี่สุ และแก๊ป พาครอบครัวพี่อ้อไปชมที่นา
และความฝันในอนาคตของพี่ สุกัน









เริ่มออกเดินทาง








[ที่อยู่ด้านขวาสุดคือบ้านพี่สุครับ ตอนนี้เรากำลังจะไปทุ่งนากัน]


















[ทุ่งนา แต่ไม่ใช่ของพี่สุคับ]















[เหล่ามาเฟียประจำหมู่บ้านอีกแล้ว]














พี่ ปิ๊บและพี่อ้อ ค่อนข้างชอบและเห็นด้วยกับไอเดียพี่สุ
พวกเราก็ได้ หวังว่าให้มันจะเป็นและมาเที่ยวกัน :)




มีอีกเรื่อง ที่น่าสนใจดี
สำหรับเรื่องการปลูกจาก
เห็นพี่สุบอกว่า การปลูกจากความสวยงามแล้ว
ก็ทำให้เกิดธรรมชาติของสัตว์ละแวกนั้น ด้วย เช่นปู อะไรพวกนั้น
แต่ที่สำคัญคือเรื่องกฎหมาย
เห็นพี่สุบอกว่า เหมือนกับถ้ามีการปลูกจากเป็นสวน(ไม่ใช่ปลูกต้นสองต้นนะ ^^')
ที่ดิน ตรงนั้นเหมือนจะได้รับการคุ้มครองพิเศษ
ซึ่งตรงนี้ผมก็งงๆ เหมือนกัน ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ครับ ฟังแล้วก็แปลกๆ ดี
แต่เอาเป็นว่า ปลูกแล้วมีแต่ข้อดี ก็ดีแหละครับ







พวกเรากลับมา บ้านพี่สุ เพื่ออาบน้ำ และก็เตรียมไปทานอาหารเช้าในเมืองกัน




ผม ยังไม่ค่อยได้ถ่ายบ้านของพี่สุให้ได้ชมกันเลย
เพราะตั้งแต่มาที่ กระบี่ ก็ไปนู้นไปนี่ตลอด
วันนี้โอกาสดี เลยถ่ายบ้านพี่สุไว้ซะหน่อย









[บ้านพี่สุครับ ผู้ชายในภาพก็แก๊ปครับ]













[หลังสีขาวคือบ้านที่ไว้พักครับ ผมจะนอนห้องเล็ก ๆชั้นสอง
ส่วนประตูสีฟ้าสองบาน ก็เป็นห้องส้วมและห้องอาบน้ำ ตรงด้านขวาจะมีบ่อน้ำ สามารถอาบน้ำกลางแจ้งได้ครับ แต่ผมไม่ได้ลองซะที เขิลลลล]















[ห้องที่ผมพักอาศัย ตลอด 6 วันที่กระบี่ครับ เป็นห้องเล็กๆ มีพัดลมให้ 1 ตัว]










หลังจากถ่ายรูป และอาบน้ำแล้ว
ก็ได้เวลาเข้าเมือง ก่อนเข้าเมือง พี่ปิ๊บและครอบครัวถ่ายรูปไว้ร่วมกันครับ
และก็เอาวีดีโอมาสัมภาษณ์ผมและแก๊ปด้วย ^^'

เขาบอกว่า เวลาปีใหม่ เขาก็ชอบเปิดวีดีโอให้ญาติๆ ดูกันว่าปีนี้ไปเที่ยวไหนมาบ้าง
น่ารักดีแฮะ :)









นอกจากจุดหมายในการเข้าเมืองเพื่อส่งครอบครัวพี่ปิ๊บแล้ว
พี่สุ ตั้งใจจะพาไปร้านอาหารมุสลิมแสนอร่อยประจำเมืองด้วยครับ



แต่ก่อนจะไปถึงร้านอาหาร ผมซื้อรองเท้าใหม่ก่อน
เพราะรองเท้าผมตอนนี้มันขาด และก็เน่ามากแล้ว
พอจะทิ้ง พี่อ้อบอกขอถ่ายรูปไว้หน่อย
ผมก็เลยถ่ายไว้มั่ง ฮา




[รองเท้าขาดครับ ลุยมาหลายงานแล้ว ถึงเวลาต้องลาจาก]









สำหรับร้านอาหารมุสลิมนี้ จะอยู่ด้านหลังโรงแรม(จำชื่อไม่ได้อะ ขอโทษด้วย) แต่เป็นโรงแรมที่อยู่ใกล้ท่าเรือเจ้าฟ้าครับ
ถามๆ คนแถวนั้น ไม่น่าจะยากนะ
ชื่อร้านอาหารมุสลิม เลยครับ





[ร้านอาหารมุสลิม]















[พ่อครัวทำโรตี]








ตอนที่สั่งโรตี ตอนแรกผมเข้าใจว่าเป็นของหวาน
แต่จริงๆ โรตีของที่นี่กินเป็นของคาวครับ
เอาไว้กินกับแกง ต่างๆครับ










[โรตีที่นี่ไว้กินกับแกงครับ หน้าตาแบบนี้]

















[บรรยากาศในร้าน]






















[แม่ครัว ปรากฏว่าเป็นพี่สาวแท้ๆ ของพี่สุชาติ แฟนพี่สุครับ :)









วันนั้นเราสั่ง แกงกระหรี่ แกงเนื้อ แกงแพะ ต้มซี่โครงเนื้อ และก็ไข่เจียว
รสชาติ โอเคเลย แต่เนื้อแพะ เหนียวไปหน่อยครับ กินยากอะ แต่ผมไม่เคยกินเนื้อแพะมาก่อน
ก็ไม่รู้ว่าแบบนี้เรียกว่าโอเคป่าวนะ แต่ที่แน่ๆ ไม่เหม็น ไม่คาวครับ




เมื่อทานอาหารเสร็จ พี่สุก็พาครอบครัวพี่ปิ๊บไปที่ตลาด city
เพราะพี่อ้อ อยากได้เสื้อผ้า สไตล์ชาวใต้
แต่กลายเป็นว่า ที่ตลาดมีแต่เสื้อผ้าสมัยใหม่ซะอย่างงั้น ;p

ซึ่งตอนขับรถ ผมเพิ่งสังเกตสี่แยก
ว่ามีรูปปั้นแปลกๆ
พี่สุบอกว่า นี่คือ สี่แยกมนุษย์โบราณ
ผมกะว่าวันกลับต้องมาถ่ายรูปไว้ซะหน่อย ^^ มันแปลกดีครับ


จากนั้นก็พากันไปถ่ายรูปที่ รูปปั้น ปูดำ และก็ถึงเวลาต้องลาจากกัน
แต่ทีนี้พี่สุบอกว่า ครอบครัวพี่ปิ๊บว่า ไม่แวะสุสานหอย และฟาร์มปลาละ
ฟาร์มปลาจะอยู่ใกล้ๆ กับสุสานหอย
มากระบี่ทั้งทีก็น่าจะแวะสักหน่อย
ทางครอบครัวพี่ปิ๊บก็เลยตัดสินใจแวะ
ผมก็เลยได้ติดรถไปด้วย
ส่วนแก๊ป และพี่สุ ขอกลับไปทำงานต่อ




ทีนี้การไปสุสานหอย ไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิด
เพราะป้ายบอกทางมันงงมาก
กลายเป็นเราต้องไปที่หาดนพรัตน์ก่อน
และก็ดันเป็นวันที่เขาเล่นสงกรานต์กัน
ทีนี้รถติดสุดยอดมาก
กว่าจะหลุดไปได้
ใช้เวลานานเลยละครับ


และแล้วเราก็มาถึงฟาร์มปลา
หรืออีกชื่อ คือฟาร์มนีโม่




"ฟาร์มปลา ที่กระบี่"







[ฟาร์มปลา ที่กระบี่ อีกชื่อคือ ฟาร์มนีโม่]









[ส่วนของปลาด้านนอก เมื่อก่อนเขาว่าน้ำใส สวยมากเห็นปลาหลากชนิด แต่ตอนนี้ขุ่น ไม่สวยแล้ว]







สำหรับที่นี่นั้น เล่นเอาผมและครอบครัวพี่ปิ๊บผิดหวังไปเยอะเหมือนกัน
คือนึกว่าเป็นแบบ บึงฉวากที่สุพรรณ
ไม่คิดว่าจะเป็นบ่อๆ แบบนี้ครับ
แต่จริงๆ ก็ไม่เลวร้ายมากนะครับ
แต่เพราะตอนแรกได้ยินเขาคุยกันว่าต้องแวะ ^^'

สำหรับบ่อปลานั้นมีมากมาย มีปลาทะเลหลายชนิด
ที่เด่นๆ มีหลายบ่อให้ดู ก็ปลานีโม่นั่นแหละครับ

สรุปให้เลยนะ ถ้ารถไม่ติด และสะดวกก็ควรแวะมานะครับ
แม้จะไม่เลิศเลอ แต่ก็มีความตั้งใจที่ดีนะครับ
เพราะปลาทะเล ไม่ได้หาดูง่ายนักเหมือนปลาน้ำจืด


จากนั้นเราไปยัง สุสานหอย






"สุสานหอย"





ที่สุสานหอย มีคนมากมายเหลือเกิน
รถก็แทบไม่มีที่จอด
มันมีดีอะไรกันน๊าาาาา







[ชมวิว ก่อนเข้าไปยังสุสานหอยครับ]












จริงๆ ก่อนจะมาที่นี่ พี่กิ๊บบอกว่า ไม่ต้องมาหรอก
มันเหมือนมาดูปูน
แต่ผมเป็นพวกชอบรู้ด้วยตัวเองครับ
และผมก็พบว่า





ผมมาดูปูนจริงๆ....









ถ่ายรูปพี่อ้อไว้เป็นที่ระลึกเสียหน่อย






[พี่อ้อ ที่สุสานหอยครับ]


















[อีกจุดนึงของ สุสานหอย]









หลังจากถ่ายรูปเล่น และยืนตากลมทะเลเย็นๆแล้ว
เราก็ถึงเวลาที่ต้องกลับ


สำหรับตอนกลับ ผมขอให้พี่ปิ๊บส่งผมตรงแยกอ่าวนาง
เพราะจุดนี้จะมีรถสองแถวเข้าหาด
ส่วนพี่ปิ๊บและครอบครัวก็ออกจากกระบี่เส้นนี้เช่นกัน

สำหรับผมนั้น รู้สึกดีๆ กับมิตรภาพที่ได้จากการเดินทางเสมอ
ครั้งนี้ก็เช่นกัน ครอบครัวพี่ปิ๊บน่ารักมากๆ
ยังชวนผมให้ไปเที่ยวพิษณุโลก ไปถึงให้ติดต่อเขาด้วย เขาจะพาเที่ยว
แน่นอนผมตอบว่าไปแน่นอน และใครที่รู้จักผม ก็จะรู้ว่า ผมไปจริงๆแน่ ฮ่าๆ

มักจะมีคนแซวว่าผมเป็นพวก มีดวงอุปถัมภ์ คือไปไหนก็มีคนช่วยเหลือเสมอ ^^'
ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆครับ






"เดินทางคนเดียวอีกครั้ง"

สำหรับทริปนี้ ตลอดเวลาผมไปกับกรุ๊ปทัวร์ไป ไปกับคนนั้นคนนี้บ้าง
นี่เป็นช่วงเวลาที่ผมจะได้ตะลุยคนเดียวเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

และแน่นอนว่า ผมก็กลายเป็นไอ้บ้าเดิน เหมือนทุกที แม้ครั้งนี้ผมจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม...


ที่เป็นแบบนี้ เพราะว่า ผมรอรถที่แยกอ่าวนางนานมาก
และก็พบว่า รถมีแต่ขาออก คือออกมาจากหาด
แต่ไม่มีรถเข้าหาดเลย

ทีนี้ก็มีรถสองแถวผ่านมา ผมก็โบกและก็คุยกับเขา
เขาบอกว่า ตอนนี้ไม่มีรถเข้าหาดเลย เขาวิ่งอีกเส้นนึง
เส้นนี้ปิดเล่นสงกรานต์กัน
ผมก็เอ่อ....

เขาก็บอกว่า ลองไปรอถนนอีกเส้นนึงนะ แล้วเขาก็จากผมไป




ผมเดินจากแยกอ่าวนาง ไปอีกแยกนึง ซึ่งไม่ไกลนัก
ตรงนั้นมีเซเว่น ก็แวะซื้อน้ำ ดับกระหาย
และก็มายืนรอหน้าเซเว่น
จนผมฟังเพลงจบไม่รู้ไปกี่เพลง
รถก็ไม่มีทีท่าเลย
ผมเลยตัดสินใจเดินดู
ไปได้นิดนึง ก็ถามร้านค้าตรงนั้นว่า ถ้าจะไปอ่าวนาง เดินไปทางนี้ถูกต้องไหม
แล้วไกลหรือเปล่า

ทางร้านบอกว่า เดินไปได้ ไกลประมาณนึง แต่ก็ต้องเดินแหละ เพราะรถวันนี้เขาไม่เข้ากัน

นั่นแหละครับ ผมก็ต้องเป็นผมคนเดิม "ไอ้บ้าเดิน"


ผมก็เดินไปตามทางจากแยกอ่าวนาง มุ่งสู่อ่าวนาง
ระยะทางไม่แน่ใจว่ากี่กิโล แต่ที่แน่ๆ แดดแรงมากกกกกกกกกกกกก
เหงื่อไหลตลอดทางเลยละ







[มัสยิด ที่กำลังก่อสร้าง ทางไปอ่าวนางครับ]




สำหรับมัสยิด นั้น เขากำลังก่อสร้าง และรับบริจาคเงินในการสร้างด้วย
ผมเห็นที่อื่นก็มีป้ายเชิญชวนให้บริจาคเช่นกัน
คาดว่า ผมเสร็จจริงต้องสวยแน่ๆเลย








จากนั้นเราก็เดินๆๆๆ เดินไปจนถึงเสียทีอ่าวนาง







[อ่าวนาง]







ที่อ่าวนาง ที่หาดคนไม่เยอะมาก เพราะแดดยังแรง
แต่ถนน รถก็ติดเหลือเกิน

ผมล้ากับการเดินตากแดดมาก เลยขอนั่งตากลม ฟังเพลงแสนสบายใจ
ใช้เวลานั่งเป็นชั่วโมงเลยละครับ
มองนั่นมองนี่ไปเรื่อย

ที่นี่คนไม่ค่อยเล่นน้ำกัน
เพราะส่วนใหญ่เป็นหาดที่เรือมารับ-ส่ง ผู้โดยสารที่ไปตามเกาะต่างๆ ครับ









นั่งเล่นจนคิดว่าแดดไม่แรงมากแล้ว และพลังขาก็ยังเหลือเฟือ
เลยเดินไปยังหาดนพรัตน์ ธารา







[ที่ถนนอ่าวนาง-หาดนพรัตน์ ตอนนี้มีแต่รถกระบะมาสาดน้ำเล่นกัน]






ที่หาดนพรัตน์ จะมีผู้คนมากมายกว่า
เพราะหาดยาว และกว้างกว่า อ่าวนางมาก
ที่ฟุตบาท ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่มานั่งกิน ดื่ม มีความเป็นครอบครัวสุดๆเลยละครับ



กิจกรรมนอกจากกิน ดื่ม กันแล้ว
บางคนก็เล่นน้ำ
และส่วนมากเลย คือเดินเล่น และจับปู เพราะน้ำที่หาดกำลังลดลงอย่างมาก

ผมก็เลยเดินเล่นที่หาดกะเขามั่ง

ผมสังเกตุเห็นทราย มีรูปร่างแปลกๆ ตา
เหมือนจะมีลายอะไรอยู่เต็มไปหมด
พอสังเกตดีๆ มันคือรูปู ครับ







[คุณปูตัวน้อยกำลังทำงานศิลปะ]















[หาดนพรัตน์ธารา]



















[กิจกรรมของครอบครัว จับปูกัน :)]



















[หาดที่น้ำลงไปมาก ทำให้คนออกมาเดินเล่นอย่างมากมาย]



















[เกาะที่อยู่ตรงกลางนั้น สามารถเดินไปถึงได้เลยนะ]

















[จริงๆ ไม่อยากให้มีเงาของตัวเองหรอก แต่ทิศของแสงมันไม่ได้เลยแฮะ]


















[ถ้าน้ำขึ้น เกาะตรงนี้จะเป็นเกาะกลางน้ำเลยละ]
















[เดินกลับละครับ]















































[เรือต่างๆ ที่พากันกลับเข้ามา หลังจากพานักท่องเที่ยว เที่ยวกระบี่ตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทัวร์สี่เกาะ พีพี
ซึ่งมองลึกลงไปอีกจะเห็นท่าเรือที่ผมขึ้นเรือพี่หมายไปเกาะพีพี ด้วยแหละครับ]

















สำหรับกิจกรรมการเดินหาดนพรัตน์ ธารา เป็นอะไรที่สนุกมาก
เพราะหาดกว้าง และน้ำก็ลงไปเยอะมาก
ทำให้เดินออกไปได้ไกลมากเลย
ใช้เวลาเป็นชั่วโมงเลยละครับ เดินไป ฟังเพลงไป ถ่ายรูปไป
เป็นช่วงเวลาที่ชอบมาก


จากนั้นผมเดินกลับตรงอุทยานแห่งชาติ นพรัตน์ ธารา-หมู่เกาะพีพี
เพื่อเข้าห้องน้ำฟรี(ฮ่าๆๆๆ)
และก็ได้เวลากลับกันจริงๆเสียทีครับ

ตรงนี้รถก็ยังติดเพราะการเล่นน้ำสงกรานต์
ผมก็ไม่รู้จะทำไง
เดินกลับไปที่อ่าวนางอีกรอบ


เดินกลับไปตรงจุดแรกของอ่าวนาง ป้อมตำรวจ
กำลังจะสอบถามว่า ตกลงวันนี้มีรถกลับเข้าเมืองไหม
(สำหรับแผนผม ถ้าไม่มีรถกลับจริงๆ ผมก็ต้องขอติดรถคนที่เล่นน้ำเนี่ยแหละกลับ แต่ติดตรงกระเป๋ากล้องเรานี่แหละ กลัวโดนสาด)

ทีนี้ช่วงที่จะถาม ก็เจอฝรั่งสาวสองคน กำลังแจ้งความ กล้องหาย
ตำรวจถามว่า กล้องที่หายสีอะไร
สองสาวก็ตอบว่าสีน้ำตาล
คุณตำรวจยิ้มๆ แล้วก็เดินไปที่มอเตอร์ไซค์
และแล้วก็หยิบกล้องและกระเป๋ากล้องออกมา
ฝรั่งก็ร้อง "โอ้ววววววววววว มาย ก๊อดดดดดดดดดดดดดดดดด"
ผมอยู่ในเหตุการณ์ก็อดยิ้มกับสิ่งที่เกิดไม่ได้

ฝรั่งสองคนนั้นก็ขอบคุณตำรวจ และก็เอากล้องมาเปิดภาพ
เพื่อยืนยันว่า นี่คือกล้องของเธอจริงๆ เพราะ ในกล้องนี้มีรูปพวกเธอถ่ายกัน

เมื่อเสร็จเรื่องของสองสาว ผมก็เข้าไปถามตำรวจ
เขาบอกว่า มีรถ แต่รอนานหน่อย พอดีวันนี้รถติดมาก แต่ยังมีอยู่ไม่ต้องห่วง

ผมก็เบาใจไป
ระหว่างนั้นพระอาทิตย์ก็กำลังตก เป็นช่วงเวลาที่สวยงาม












[พระอาทิตย์ตกที่อ่าวนาง เป็นจุดที่น่าถ่ายรูปมาก แต่ตอนนั้นไม่มีอารมณ์จะถ่ายรูปเลยครับ เลยกดด้วยกล้องดิจิตอลแบบ เอาซะหน่อย]








ผมได้แต่มองอาทิตย์ตกแบบปลงๆ
ใจนึงก็อยากวิ่งไปถ่ายรูปที่หาด
แต่อีกใจ กลัวจะพลาดรถ
ความกังวล ทำให้ความสนุก ตื่นเต้นหดหายไปหมด
และแล้วรถสองแถวที่จะพาเรากลับ ก็ผ่านมาพอดี แต่คนเต็มรถเลยละ
ผมก็ยิ่งเครียดเลย
แต่คนขับก็เปิดประตูแล้วบอกว่า นั่งหน้าเลยน้อง :D

การนั่งหน้าครั้งนี้ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆเลยละครับ
เพราะทำให้ผมได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับระบบรถสองแถวของที่นี่



พี่คนขับรถก็ชวนผมคุยไปเรื่อย ตามประสา
แกบอกว่า มาจากราชบุรี มาขับรถที่กระบี่ 5 ปีได้
แกก็เล่าไปตามประสา แต่มาสะดุด ที่แกบอกว่า
"อยู่ที่นี่รายได้ก็ก็โอเค มีที่พัก มีเงินเดือนให้"
ผมก็สงสัย แต่ก็ไม่กล้าถาม ว่า ขับรถสองแถว แต่ได้เงินเป็นเงินเดือนหว่า?

จนรถมาจอดที่จุดนึง แล้วคนขับก็ตะโกนจำนวนคนออกไป เด็ก 2 ผู้ใหญ่ 8

ผมก็เลยอดไม่ได้ที่จะถามว่า ทำไมหรือครับ
คนขับก็เล่าว่า จุดเช็คคนน่ะ

คือระบบขับรถสองแถวที่นี่ ไม่ใช่ว่า เราไปเช่ารถแล้วก็จ่ายค่าเช่าเหมือนพวกแท็กซี่ในกรุงเทพฯ

แต่เป็นรถของที่นี่ถูกผูกขาดด้วยบริษัท (เครือญาติ สส.)
คนขับกินเงินเดือน ไม่ได้เปอร์เซ็นต์ใดๆ จากผู้โดยสาร
ส่วนวิธีการเช็คว่ารถคันนี้มีจะมีผู้โดยสารกี่คน ก็จะมีจุดตรวจแบบนี้แหละครับ
คอยเช็คและนับจำนวนคน และรายได้ที่รถคันนี้จะเก็บได้
เพื่อไม่ให้เกิดการโกงเงินเก็บไว้
เพราะรถสองแถวของที่นี่ก็ไม่ได้มีระบบตั๋วไว้ตรวจสอบด้วย
จึงใช้วิธีจ้างคนมาตรวจสอบอีกที
แถมคนขับยังเล่าว่า
ระบบรถสองแถวของที่นี่ ไม่ใช่แค่สายเมือง-อ่าวนาง
แต่เป็นทุกสายเลย เจ้าของคือกลุ่มคนเดียว
อืมมม.... มาเฟียชัดๆ -_-'



กลับมาที่บ้านพี่สุ
ก็เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง พี่สุเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่า รถสองแถวที่นี่เขาใช้ระบบแบบนี้
คืนนั้นผมอยู่กินข้าวและดู the lion king เป็นเพื่อนปอซี จนจบ (แต่ดูเหมือนปอซีจะไม่ชอบเรื่องนี้สักเท่าไหร่)

ก่อนผมจะไปนอน ผมรบกวนพี่สุ ว่าที่นี่มีจักรยานไหม
พรุ่งนี้ผมอยากจะขี่เที่ยวรอบเกาะ
พี่สุก็บอกว่า มี เดี๋ยวพรุ่งนี้จะจอดหน้าบ้านไว้ให้

ผมก็ไปอาบน้ำอีกรอบและก็เข้านอนฝันหวานถึงการขี่จักรยานรอบเกาะ :)




 

Create Date : 29 เมษายน 2553
1 comments
Last Update : 29 เมษายน 2553 23:22:44 น.
Counter : 2421 Pageviews.

 

ลงภาพวิวยังพอทำใจได้..แต่ลงภาพอาหารนี่ กี๊ดดดด อยากกินๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ปล.อาทิตย์นี้จะไปเขาสกใช่ป่าววววว เที่ยวเผื่อด้วยน๊า อิอิ

 

โดย: ก่าแป๊ง 30 เมษายน 2553 6:35:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


วัชเจียเหว่ย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add วัชเจียเหว่ย's blog to your web]