อาทิตย์สาดส่อง..ความจริงจักปรากฎทั่วปฐพี!!!
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2550
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
19 มีนาคม 2550
 
All Blogs
 
6 เดือน คมช.-รัฐบาลสอบตกเศรษฐกิจ!

ผลงาน 6 เดือน สอบตกรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจสุ่มเสี่ยงหายนะ

ดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ.2550 ปรับตัวลดลงทุกรายการจนทำสถิติต่ำสุดในรอบ 60 เดือน หลังจากที่ต้องเผชิญกับปัจจัยลบที่รุมเร้าเข้ามารอบด้านตลอดช่วงระยะเวลา 6 เดือน นับแต่เกิดการปฏิวัติรัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย.2549 เป็นต้นมา

ไม่ใช่แต่ปัญหาการเมืองหรือเหตุลอบวางระเบิดทั้งในกรุงเทพฯ และการก่อการร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทยปรับตัวลดลง

แต่ความไม่รู้และไม่แตกฉานในการบริหารราชการแผ่นดิน การกำหนดนโยบาย และการส่งสัญญาณทางเศรษฐกิจ ที่ผิดพลาดของรัฐบาล และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ตลอดจนถึงความมีอคติจงเกลียดจงชัง ที่ต้องการจะไล่ล่ากวาดล้างอำนาจทางการเมืองในอดีต ให้สิ้นซากไปชนิดที่ต้องการจะฆ่าหนูตัวเดียว แต่กลับจุดไฟเผาบ้านตัวเองทั้งหลัง ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของไทยเข้าขั้นวิกฤติ และนำมาซึ่งความถดถอยลงตามลำดับด้วย

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะผู้จัดทำการสำรวจระบุว่า ไม่เพียงแต่ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน และอนาคตจะลดลงเท่านั้น แต่ดัชนี ความเชื่อมั่นต่อโอกาสในการหางานทำ และการหารายได้ในอนาคต ยังปรับตัวลดลงตามไปด้วย

นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้คนทั่วไปชะลอการจับจ่ายใช้สอยลง ทั้งในการอุปโภคบริโภค การซื้อรถยนต์ บ้าน และแม้แต่ในการเดินทางท่องเที่ยว หรือการลงทุนทางธุรกิจ

แม้หัวหน้าทีมสำรวจและวิจัยของมหา วิทยาลัยหอการค้าไทย จะให้คะแนนผลงานในรอบ 6 เดือนของรัฐบาล "ขิงแก่" ภายใต้การนำของ "พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์" นายกรัฐมนตรี ในลักษณะค่อนข้างประนีประนอม บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น 7 เต็ม 10

แต่สำหรับเรา ทีมเศรษฐกิจ การจัดเก็บข้อมูลในหลายด้าน นับตั้งแต่ดัชนี "มาม่า" ไปจนถึงมูลค่าการซื้อขายโดยรวมของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่ตกต่ำลงอย่างฮวบฮาบ กระทั่งบริษัทหลักทรัพย ์อาจต้องเผชิญภาวะขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง

ในขณะที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ หลายแห่งต้องเจอกับวิกฤติยอดขายที่หดไปกว่าครึ่ง เม็ดเงินในทุกสื่อโฆษณาหายไปกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ส่อแววหายนะนั้น

ทำให้เราไม่อาจประเมินผลงานรัฐบาลชุดนี้ให้สอบผ่านไปได้ ดังจะเห็นได้จากข้อมูลต่อไปนี้

กลไกตลาดทุนบกพร่อง

มูลค่าการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยที่หดหายไป น่าจะเป็นดัชนีชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นสภาวะเศรษฐกิจ และสภาพความรู้สึกของผู้คนได้เป็นอย่างดี ตามที่ "นายวิบูลย์ เพิ่มอารยวงศ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ สินเอเซีย จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลไว้ว่า มูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาว่า เฉลี่ยเพียง 6,000 ล้านบาทต่อวัน ลดลงมากกว่าครึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ที่มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 14,000 ล้านบาทต่อวัน

ด้วยเหตุผลนี้ จึงเรียกร้องให้ตลาดหลักทรัพย์หันมาหามาตรการเพิ่มจำนวน นักลงทุนรายย่อยในประเทศเพิ่มขึ้น แทนการเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศเพื่อให้สอดคล้อง กับแผนพัฒนาตลาดทุน ซึ่งกำหนดภายใน 3 ปี จำนวนผู้ลงทุนรายย่อยจะเพิ่มเป็น 10% ของประชากรใน
ประเทศทั้งหมด

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา แม้นักลงทุนต่างประเทศจะยังมีการซื้อขายอยู่ แต่กลับพบว่านักลงทุนรายย่อยในประเทศได้หยุดทำการซื้อขายหุ้นลง

สถานการณ์นี้ถูกสะท้อนให้เห็นในยอดขายรถยนต์เมื่อสิ้นปี 2549 ที่มีอัตราการเติบโตลดลงไป 2% หรือติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ด้วยยอดขาย 680,000 คัน จากปีก่อนที่มียอดขาย 703,000 คัน

ศูนย์การค้าพังยับ

ปัญหาการเมืองและเหตุการณ์วางระเบิดในช่วงวันส่งท้ายปี 2549 ยังทำให้ผู้บริโภค ที่มีกำลังซื้อระมัดระวังการใช้จ่าย เข็ดขยาดการเดินห้างสรรพสินค้าเป็นเหตุให้ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ต้องประสบภาวะวิกฤติ เห็นได้ชัดเจน จากเซ็นทรัล เวิลด์ ศูนย์การค้าขนาดยักษ์ บนพื้นที่ 64 ไร่ มูลค่าลงทุน 26,000 ล้านบาท ต้องประกาศปรับลดค่าเช่าพื้นที่ในศูนย์ลงถึง 50% เพื่อให้ร้านค้าอยู่รอด เพราะลูกค้าเข้าไป ใช้บริการบางตา

ขณะที่กลุ่มเดอะมอลล์เจ้าของห้างสรรพสินค้าเดอะ มอลล์, สยามพารากอน และดิ เอ็มโพเรียม ยอมรับว่าช็อปปิ้ง สตรีทของกรุงเทพฯ ที่โด่งดังไปทั่วโลก ตั้งแต่ศูนย์การค้าเอ็มบีเค สี่แยกปทุมวัน พาดยาวต่อเนื่องไปตามถนนสุขุมวิทจนถึงดิ เอ็มโพเรียม ซึ่งมีเม็ดเงินสะพัดสูงถึงเดือนละ7,000-8,000 ล้านบาท รายได้ลดลงมาก

ด้านเทสโก้-โลตัสผู้นำในธุรกิจค้าปลีกราคาต่ำ มีฐานลูกค้าประมาณเดือนละ 22 ล้านคน ระบุว่า จำนวนลูกค้ายังไม่ได้ลดลง แต่ที่ลดลงอย่างชัดเจนคือการใช้จ่าย

สิ่งที่รัฐบาลควรระมัดระวังคือ เมื่อภาคการลงทุนชะลอตัว หมายถึงการจ้างงานที่ลดต่ำลงตาม ขณะที่การขยายตัวของธุรกิจท้องถิ่นหรือเอสเอ็มอีลดน้อยลงไปด้วย เนื่องจากในจำนวนผู้ผลิต ที่ส่งสินค้าให้เทสโก้-โลตัส 3,700 ราย เป็นเอสเอ็มอีถึง 600 ราย ธุรกิจเหล่านี้ จะไม่ขยายตัวแน่นอน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงขณะนี้ ยังไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น เพราะปัญหาทุกอย่างเกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่

ธุรกิจโฆษณาเจอกระแทก

จากผลสำรวจการใช้เงินโฆษณาในสื่อวิทยุเอฟเอ็ม 36 คลื่นในกรุงเทพมหานครพบว่า เม็ดเงินโฆษณาในเดือน ม.ค.2550 หายไปแล้วกว่า 11.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปี 2549 แต่หากเทียบกับเดือน ธ.ค.2549 เม็ดเงินโฆษณาอันตรธานไปแล้วกว่า 32.9%

ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยรายการวิทยุจะมีรายได้จากการโฆษณาเดือนละประมาณ 400-500 ล้านบาท แต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ลดลงเหลือเดือนละประมาณ 300 ล้านบาท

นายจักรพงษ์ อุดมคชา ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้า ส่วนนีลเส็นมีเดีย รีเสิร์ช ธุรกิจของบริษัทนีลเส็น จำกัด กล่าวว่า เศรษฐกิจและการเมืองส่งผลกระทบมาก เพราะทำให้ผู้ประกอบการสินค้าชะลอการใช้เงิน ซื้อสื่อโฆษณา ประกอบกับมาตรการของภาครัฐที่ห้ามโฆษณาเครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์เมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา การใช้เม็ดเงินโฆษณาทั้งระบบมีประมาณ 90,155 ล้านบาท เป็นโฆษณาทางโทรทัศน์ 53,474 ล้านบาท วิทยุ 6,596 ล้านบาท หนังสือพิมพ์ 15,431 ล้านบาท นิตยสาร 6,179 ล้านบาท โรงภาพยนตร์ 2,497 ล้านบาท สื่อกลางแจ้ง 4,670 ล้านบาท สื่อเคลื่อนที่ เช่นรถไฟฟ้าบีทีเอส รถปรับอากาศ รถตุ๊กตุ๊ก 995 ล้านบาท และสื่อในห้างสรรพสินค้า 314 ล้านบาท

ขณะที่นายสุรชาติ ตั้งตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทมีเดีย เลิฟเวอร์ จำกัด อดีตผู้บริหาร บริษัทสกาย-ไฮฯ ผู้บริหารคลื่นวิทยุในเครืออาร์เอส กล่าวว่า หากปัญหาการเมืองยังไม่นิ่ง เศรษฐกิจก็ไม่เติบโต ผลก็คือทำให้ผู้ประกอบการสินค้าชะลอการใช้เม็ดเงินโฆษณาลง เลือกใช้เงินกับสื่อหลักๆ เช่น สื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ ส่วนสื่อวิทยุจะเป็นสื่อที่ถูกตัดงบก่อนเป็นอันดับต้นๆ ปีนี้คาดว่าเม็ดเงินโฆษณา ในสื่อวิทยุ หายไปไม่ต่ำกว่า 25% แน่นอน

"ปีนี้ธุรกิจสื่อทั้งระบบคงจะสาหัสทั้งปี ปัญหาการเมืองยังเป็นตัวแปรสำคัญของการใช้จ่ายเงินของผู้บริโภค ผู้ประกอบธุรกิจการค้า และเศรษฐกิจ เนื่องจากไม่มั่นใจ"

ด้านนายวิทวัส ชัยปาณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ครีเอทีฟจู๊ซ/จีวัน จำกัด ในฐานะนายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า อุตสาหกรรมโฆษณาได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมาตั้งแต่ปี 2549 ทำให้ผู้ประกอบการตัดงบประมาณทางด้านโฆษณา และหันไปใช้วิธีการลดราคาสินค้า เพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดทดแทน

โดยเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา เม็ดเงินหมุนเวียนของอุตสาหกรรมโฆษณามีทั้งสิ้น 8,000 ล้านบาท ลดลงถึง 15% เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.2549 โดยการโฆษณาในสื่อหลักๆ คือ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และวิทยุ มีการปรับลดลงทั้งหมด

และขณะนี้เริ่มมีสัญญาณของความเป็นไปได้ ในการปรับลดพนักงานของบริษัทเอเยนซี่ หากรัฐบาลยังไม่ยอมทำอะไรและปล่อยให้ภาวะเศรษฐกิจไทยเป็นเช่นนี้ต่อไป เชื่อว่าภายในปีนี้ เอเยนซี่รายเล็กและรายกลางต้องปิดกิจการลงแน่

มาม่าซองละ 5 บาทยังอืด

ดัชนีชี้วัดปากท้องตัวสำคัญอย่างยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถือเป็นอีกปัจจัยที่จะบ่งชี้ได้ว่าทิศทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะต่อประชาชนหาเช้ากินค่ำเป็นอย่างไร โดยปกติ หากประชาชนต้องอยู่ในภาวะกระเหม็ดกระแหม่ ยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะเพิ่มมากขึ้น ด้วยราคาสบายกระเป๋าแต่อิ่มท้อง แต่ ณ วันนี้ แม้แต่ยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังร่อแร่

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา "มาม่า" ชี้ชัดว่า ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังเติบโตต่อเนื่องจากมูลค่าตลาดรวม 10,000 ล้านบาท เมื่อปี 2549 โดยในปีนี้คาดว่าจะเติบโต 10%

แต่พอต้นเดือน มี.ค. นางเพ็ญนภา ธนสารศิลป์ กรรมการบริษัทสหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา "มาม่า"

ออกมายืนยันว่า ปกติหากเศรษฐกิจไม่ดี ยอดขายมาม่าจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ขณะนี้ยอดขายกลับลดลง ขอให้คิดดูเถิดว่าเศรษฐกิจย่ำแย่แค่ไหน

"ยอดขายทั้งตลาดที่ 10,000 ล้านบาท จะได้รับผลกระทบแน่นอน ปีนี้คาดว่าจะเติบโตแค่ 5-6% เป็นการเติบโตที่ลดลงจากปีก่อน เพราะปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายเงิน แม้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะมีราคาซองละ 5 บาทก็ตาม"

รูดปื๊ดไม่ลื่น-อสังหาฯซบ

หากพิจารณาถึงภาพรวมของการให้บริการบัตรเครดิต ปริมาณบัตรใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยอดสินเชื่อคงค้างมีอัตราลดลง สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของประชาชน ที่มีความระมัดระวัง เรื่องการใช้จ่ายมากขึ้น เพราะไม่มั่นใจกับรายได้ในอนาคต โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานตัวเลขการให้บริการบัตรเครดิตล่าสุด ณ สิ้นเดือน ม.ค.2550 พบว่า ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิต ณ สิ้นเดือน ม.ค.ของปีนี้ มีทั้งสิ้น 168,775 ล้านบาท เทียบกับสิ้นเดือน ธ.ค. ที่มียอดสินเชื่อคงค้างทั้งระบบ 171,005 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่ายอดสินเชื่อคงค้างปรับตัวลดลง 2,230 ล้านบาท เป็นยอดคงค้างสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทย 56,349 ล้านบาท สาขาธนาคารต่างประเทศ 33,777 ล้านบาท และนอน-แบงก์ 78,649 ล้านบาท ซึ่งปรับลดลงจากเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เป็นจำนวน 1,180 ล้านบาท

การปรับลดลงของยอดสินเชื่อคงค้างแสดงให้เห็นว่า การกู้ยืมผ่านบัตรเครดิตเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลง อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของนอน-แบงก์ อันเป็นปัจจัยบ่งชี้ว่าประชาชนกำลังหยุดการใช้จ่าย ผ่านบัตรเครดิต เพราะเริ่มไม่มั่นใจกับรายได้ในอนาคต

ขณะเดียวกัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็กำลังอยู่ในภาวะที่ทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายต่างระมัดระวังตัวในการใช้จ่าย โดยนายโสภณ พรโชคชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าทรัพย์สิน กล่าวว่า ในส่วนของผู้ประกอบการต้องระวังเรื่องการขาดสภาพคล่อง จากการที่ลูกค้าไม่เชื่อมั่นต่อรายได้ในอนาคต ทำให้อาจเกิดกรณียกเลิกการจองโครงการ ขณะที่ผู้บริโภค ก็ต้องคอยกังวลว่าผู้ประกอบการจะทิ้งโครงการหรือไม่และโครงการจะสร้างเสร็จหรือไม่

ทำให้คาดว่าปีนี้ตลาดที่อยู่อาศัยจะมีจำนวนหน่วยขาย 62,812 หน่วย ลดลง 5% จากปี 2549 โดยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 168,197 ล้านบาท ลดลง 10%

แม้รัฐบาลจะมีมาตรการลดดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็บอกไม่ได้ว่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือไม่

6 เดือนก่อนหน้า ประชาชนไทยเคยฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดนี้ว่าจะเข้ามาช่วยกู้วิกฤติของบ้านเมือง โดยอาศัยสถานภาพของรัฐบาล ซึ่ง

มีอำนาจเบ็ดเสร็จที่จะดำเนินการใดๆ ได้โดยสะดวกโยธิน แต่ห้วงเวลาที่ผ่านไปบ่งชี้ให้เห็นว่า ความมืดมนและปัญหาใหญ่ๆหลายด้าน กำลังจะซัดเข้าใส่เศรษฐกิจไทยในระยะเวลาอันใกล้

ยิ่งเมื่อความสามารถในการแก้ไขปัญหาถดถอยลงไปเรื่อยๆ ความทุกข์ของประชาชนคนไทยก็ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น แทนที่จะอยู่ดีมีสุขอย่างที่รัฐบาลพยายามพร่ำบอก

หากยังคาดหวังที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศไทยฟื้นตัว คงต้องเริ่มต้นจากการเลิกคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่บริหารประเทศเพียงชั่วคราว 6-7 เดือน และควรเร่งออกมาตรการเรียกขวัญกำลังใจ และความเชื่อมั่นต่อบรรยากาศธุรกิจและการลงทุนให้กลับคืนมา

แต่ถ้าในระยะ 6-7 เดือนข้างหน้า รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ยังคงทำงานในลักษณะถอยหลังเข้าคลองต่อไป และคงขยันสร้างผลงานที่บั่นทอนความเชื่อมั่นอย่างไม่หยุดยั้ง ท้ายที่สุดคนไทยทั้งหมดคงหนีไม่พ้นจะต้องเผชิญหน้ากับหายนะทางเศรษฐกิจ ครั้งใหม่อย่างแน่นอน.



ที่มา ไทยรัฐ คอลัมน์ สกู๊ปเศรษฐกิจ วันที่ 19 มีนาคม 2550



Create Date : 19 มีนาคม 2550
Last Update : 19 มีนาคม 2550 22:07:52 น. 2 comments
Counter : 365 Pageviews.

 
ต้องเรียกอัศวินม้าขาวกลับมากู้เศรษฐกิจไทยโดยด่วน


โดย: ธาร IP: 125.25.84.73 วันที่: 13 เมษายน 2550 เวลา:13:54:03 น.  

 
ขอบอกเลยนะว่าได้เงินจริง ง่ายๆทั้งหมดเลยไม่มีอะไรยุ่งยาก รายได้งามๆ และที่สำคัญไม่เสียหายไม่เดือดร้อนแน่นอนไม่งั้นเราและเพื่อนคนอื่นๆอีกมากมายคงจะไม่ทำอยู่ตอนนี้หรอก.......อย่ายอมให้โอกาสดีๆหลุดลอยไป!!!!
เพียงแค่คุณมีอินเตอร์เน็ตและเวลาว่างหลังเลิกเรียนและงานประจำ
สมัครทำงานกับ thaismaster บริษัทไทยทำงานโฆษณาสินค้าต่างๆรายได้ต่างๆมาจากการโฆษณาสินค้าง่ายๆขั้นตอนไม่ยุ่งยาก จ่ายเงินโดยโอนเข้าบัญชีทุกสัปดาห์
สมัครทำงานนี้ได้ที่เว็บข้างล่าง
รายละเอียดต่างๆศึกษาได้ที่นี่ทั้งหมด

//www.thaismarter.com/aa813.htm


นี่เมลล์เราสอบถามได้
bomberman_bb@hotmail.com
หรือโทรมาที่เบอร์นี่ได้ 081-2045822
=============================================================


โดย: bomberman IP: 222.123.216.204 วันที่: 17 มิถุนายน 2550 เวลา:7:10:12 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สุริยาอัสดง
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




เปิดโลกด้วยแสงแห่งปัญญา
Thaiflood
Friends' blogs
[Add สุริยาอัสดง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.