พฤศจิกายน 2555

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
21 พฤศจิกายน 2555
Day 18: vatican & Rome
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง คือวันนี้เป็นวันสุดท้ายของทริปนี้แล้วค่ะ มาเที่ยวยุโรป 18 วันนี่เหนื่อยมากค่ะ พอวันสุดท้ายมาถึง เลยไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี (ซะงั้น)

วันนี้บีบีตั้งใจจะไปเที่ยวที่วาติกันค่ะ กะว่าคงเดินอยู่แถวนั้นทั้งวันล่ะ หลังจากนั้นค่อยเดินเที่ยวเก็บตกที่เที่ยวอื่นๆในโรมเอา ก่อนไปเที่ยววาติกันเนี่ยะ บีบีได้ยินกิตติศัพท์เรื่องการเข้าคิวซื้อตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่นั่นมามั่งแล้วล่ะ แต่ไม่เชื่อ คิดว่าเราไปเช้าหน่อยแถวคงไม่น่าจะยาวเท่าไหร่ วันนั้นเลยออกจากโรงแรมตอนแปดโมงเช้า เดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินแถวโรงแรม แล้วไปลงที่สถานี Ottaviano ออกจากสถานีรถไฟแล้วก็เดินตามป้ายไปประมาณเกือบ 10 นาทีก็จะเจอคนยืนเข้าแถวรอซื้อตั๋วเข้าชมพิธภัณฑ์วาติกันยาวขนานไปกับกำแพงของพิธภัณฑ์เลยเชียว ยาวเป็นกิโลเมตรได้อ่ะ สรุปว่าวันนั้นบีบียืนเข้าแถวอยู่ประมาณชั่วโมงครึ่งได้อ่ะค่ะ เสียเวลาจริง รู้งี้จองตั๋วล่วงหน้าดีกว่า ไม่น่างกเลยเรา








href="//www.bloggang.com/data/s/sugarlip/picture/1353478043.jpg" target=_blank>



วาติกันเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลก และเป็นที่พักของพระสันตะปาปาผู้เป็นประมุขของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิคอีกด้วย คนเชื้อชาติวาติกันไม่มีในโลก มีแต่พลเมืองสัญชาติวาติกัน หมายความว่าคนประเทศอื่น(สัณชาติและเชื่อชาติอื่น)ที่เข้ามาทำงานในวาติกัน จะได้รับสัญชาติวาติกันทั้งครอบครัวรวมทั้งบุตรที่อายุไม่เกิน 25 ปี แต่เมื่อหมดวาระงานในวาติกันแล้ว หรือเมื่อบุตรอายุเกิน 25 ปี คนๆนั้นจะต้องกลับไปถือสัณชาติเดิมของตน แต่ถ้าประเทศเดิมเค้าไม่รับ คนๆนั้นจะได้ถือสัญชาติอิตาลีแทนค่ะ เก๋ดีเนอะ วาติกันตอนนี้มีประชากรประมาณ 900 คน รายได้หลักของประเทศได้มาจากการขายบัตรเข้าชมและของที่ระลึกในพิพิธภัณฑ์วาติกัน และจากการสนับสนุนทางการเงินขององค์กรคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกทั่วโลกค่ะ











ด้านในของพิพิธภัณฑ์วาติกันจะแบ่งเป็นห้องต่างๆ เช่น Egyptian rooms, Octagonal Courtyard, Etruscan wing, Raphael rooms, Sistine Chapel ประมาณนี้ค่ะ ถ้าใครชอบศิลปะมากๆ เน้นว่ามากๆ ก็ควรมาค่ะ แต่สำหรับบีบี ทริปนี้บีบีเข้าชมพิพิธภัณฑ์หลายที่มาก เสพศิลปะเยอะเกินไป เลยรู้สึกเอียนค่ะ รวมทั้งวันที่ไปคนเยอะมากๆ เยอะมากแบบเดินเบียดกันไหล่ชนไหล่เลยเชียว เราเลยแทบจะไม่ได้หยุดดูอะไรเป็นพิเศษเลย











ส่วนที่บีบีประทับใจในพิพิธภัณฑ์วาติกันนี้คือห้องอียิปต์ค่ะ เค้ามีมัมมี่ด้วยอ่ะ ชอบมากๆๆ เหี่ยวเชียว ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นของจริงหรือของปลอม รู้แต่ว่าไม่เคยเห็นมัมมี่ชัดๆ ใกล้ๆ มาก่อน คราวนี้บีบีเลยประทับใจห้องนี้มากค่ะ




















จุดขายหลักๆที่เรียกว่า must see ของพิพิธภัณฑ์วาติกัน คือภาพเขียน The Last Judgment ของ ไมเคิล แองเจโล ค่ะ มันไม่ธรรมดาเพราะมันไม่ใช่ภาพเขียนใส่กรอบหรือภาพเขียนตามผนังทั่วไป แต่มันเป็นภาพเขียนบนเพดานค่ะ คุณไมเคิล แองเจโร่เนี่ยะเค้ามีศรัทธาในศาสนาอย่างแรงกล้ามากค่ะ เค้าใช้เวลาเขียนภาพบนเพดานนี้เกือบ 4 ปี เพราะห้องที่เค้าเขียนภาพนี้เป็นห้องที่ใหญ่มาก (5,900 square feet) เนื่องจากว่าห้องนี้เป็นสมบัติล้ำค่าสูงสุดชิ้นหนึ่งของพิพิธภัณฑ์วาติกัน ดังนั้น ภายในห้องนี้จึงห้ามนักท่องเที่ยวถ่ายรูปด้านในค่ะ แต่จำนวนนักท่องเที่ยววันนั้นเยอะมาก นักท่องเที่ยวบางกลุ่ม(โดยเฉพาะชาวจีน) ก็ยกกล้องถ่ายรูปขึ้นไปถ่ายรูปเพดานที่นี่อยู่ดีค่ะ เฮ้อ!








อ้อ! อีกสิ่งหนึ่งที่บีบีประทับใจในพิพิธภัณฑ์วาติกันคือ “บันไดก้นห้อย” ค่ะ มันจะอยู่ตรงเกือบทางออกจากพิพิธภัณฑ์ บันไดก้นหอยอันนี้เนี่ยะ บีบีเคยเซฟรูปจากอินเตอร์เนตมาทำเป็นวอลเปเปอร์ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของบีบี ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลยว่าจะได้มาเห็นของจริง สวยมากค่ะ





ข้อมูลของพิพิธภัณฑ์วาติกัน
- ค่าเข้าชม 15 ยูโร
จองตั๋วล่วงหน้าได้ที่ //mv.vatican.va/3_EN/pages/z-Info/MV_Info_Orari.html แต่มีค่าจอง 4 ยูโรค่ะ
ฟรีทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน

- วัน และ เวลา ที่เปิดบริการ
จันทร์ ถึง เสาร์ 9.00 – 18.00
หยุดทุกวันอาทิตย์ ยกเว้น วันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนที่เปิดให้เข้าฟรี ตั้งแต่เวลา 9.00 – 14.00

- การเดินทาง
Metro line A (red line) ลงสถานี Ottoviano แล้วเดินตามป้ายไปประมาณ 10 นาทีค่ะ

- การแต่งการ
แต่งกายสุภาพ ห้ามใส่กางเกงหรือกระโปรงสั้นและเสื้อที่เปิดช่วงไหล่ค่ะ


ออกจากพิพิธภัณฑ์วาติกันแล้วเราก็เดินไปที่โบสถ์ St.Peter’s Basilica โบสถ์นี้ตั้งอยู่ด้านหลังของพิพิธภัณฑ์วาติกันค่ะ เมื่อก่อนมันเคยมีทางลัดที่ห้องภาพเขียน The Last Judgment ของ ไมเคิล แองเจโล ในพิพิธภัณฑ์วาติกัน แล้วสามารถเดินตรงไปที่โบสถ์ St.Peter’s Basilicaได้เลย โดยที่เราไม่ต้องเดินอ้อมกำแพงด้านนอกอ่ะค่ะ แต่ว่าตอนนี้ทางลัดนั้นใช้ได้เฉพาะกรุ๊ปทัวร์เท่านั้น นักท่องเที่ยวทั่วไปผ่านไม่ได้ล่ะ เพราะไกด์เค้าจะบอกยามที่เฝ้าทางลัดตรงนั้นอ่ะค่ะว่าลูกทัวร์เค้ามีกี่คน แล้วก็นับจำนวนหัวกันตอนเดินผ่านประตูนั้นค่ะ เราเลยหมดสิทธิมั่วนิ่มตามเขาไปเลยอ่ะ แต่ถ้าคิดในแง่ดี คนที่ผ่านทางลัดนั้นได้ ก็ไม่ได้เห็น “บันไดก้นหอย” เหมือนเรานะ หุหุ





โบสถ์ St.Peter’s Basilica เข้าชมฟรีค่ะ แต่ถ้าจะขึ้นไปดูวิวที่ยอดโดมของโบสถ์ จะต้องจ่ายค่าเข้าชม 5 ยูโรสำหรับบันได และ 7 ยูโรสำหรับลิฟท์ค่ะ โบสถ์นี้คิวไม่ยาวมากเหมือนพิพิธภัณฑ์วาติกัน แถมแถวยังเคลื่อนไวอีกด้วย ที่เคลื่อนไวเนี่ยะสงสัยเพราะว่าเค้าแค่ตรวจเครื่องแต่งกายเราอ่ะค่ะ ไม่ได้ขายตั๋วด้วยเหมือนที่พิพิธภัณฑ์วาติกัน บีบีเตือนนิดหนึ่งว่าที่โบสถ์นี้ คุณยามเค้าเข้มงวดกับเครื่องแต่งกายมากๆ แบบว่าชุดเราต้องสุภาพสุดๆอ่ะค่ะ ชุดกระโปรงสั้นบางแบบเข้าไม่ได้ด้วย เช่น กระโปรงผ้ามัดย้อม กระโปรงรัดรูป หรือกระโปรงสั้นที่เป็นชั้นๆ ถึงจะมีผ้าคลุมหรือใส่ไทด์ เขาก้อห้ามเข้านะ ตอนแรกบีบีก็หวิวอยู่เหมือนกัน เพราะชุดกระโปรงที่บีบีใส่มันสั้นเลยเข่ามาเกือบคืบ แต่ดูโดยรวมแล้วผ่านค่ะ หุหุ








ด้านในโบสถ์ก็ดุเก๋ดีค่ะ สวยหยดย้อยตามมาตรฐานสถาปัตย์ยุโรปเค้าล่ะ ด้านในอนุญาติให้ถ่ายรูปได้ค่ะ แต่ห้ามใช้แฟลต








ตรงลานด้านนอกโบสถ์ เป็นที่ที่ใช้ถ่ายทำหนังหลายเรื่องมาก โดยเฉพาะฉากที่เกี่ยวกับพระสันตปาปาอ่ะนะ แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้น ที่เราทุกคนต้องถ่ายรูปคู่ด้วยให้ได้ก็คือ “ทหารรักษาการณ์ของพระสันตปาปา” ค่ะ ชุดของคุณทหารสีสรรกระแทกตาอิชั้นมากค่ะ








โบสถ์ St.Peter’s Basilica เปิดทุกวันยกวันช่วงเช้าของวันพุธค่ะ ช่วงเดือนเมษายนถึงกันยายน โบสถ์เปิดให้เข้าชมตั้งแต่แวลา 7.00 – 19.00 น. ส่วนเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคม เปิดตั้งแต่เวลา 7.00 – 18.00 น. ค่ะ


ออกจากโบสถ์ St.Peter’s Basilica ฝนก็ตกลงมา เราแวะกินพิซซ่าแถวนั้นกันระหว่างรอฝนซา กินเสร็จฝนก็หยุดตกพอ จากนั้นเราเลยนั่งแท๊กซี่แถวๆหน้าพิพิธภัณฑ์วาติกันให้ไปส่งที่วิหารพาเธออน ที่ต้องนั่งแท๊กซี่เพราะว่าบีบีอยากไปให้ถึงที่นั่นก่อนหกโมงเย็นอ่ะค่ะ เผื่อเค้าจะปิดหรือมีคอนเสิร์ตอีก รถแท็กซี่ที่นี่ขับได้เร็วหวาดเสียวมากค่ะ ไม่รีบจริงๆ ไม่แนะนำให้ขึ้นนะคะ





และในที่สุดบีบีก็มาถึงวิหารพาเธออน วิหารนี้เป็น must go อันดับต้นๆ ในทริปนี้ของบีบีเลยเชียว ที่อยากมาเห็นนักหนาเพราะว่ามันเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างโบราณที่ยังคงสภาพเหมือนเดิมเกือบ 100% ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปเกือบ 3,000 ปีแล้วก็ตาม สภาพดีกว่าโคลอสเซียมอีกอ่ะ แล้วสถาปัตถกรรมของตึกนี้ก็ล้ำมาก ผนังตึกเป็นทรงกลม เพดานก็กลม แถมยังเจาะรูกลมๆ ตรงกลางกลางเพดานให้แสงแดดและน้ำฝนผ่านเข้ามาในตัววิหารได้ด้วย อาร์ทสุดๆอ่ะ

















ตามหนังสือเขียนไว้ว่าวิหารพาเธออนนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพีอาเธน่า แต่หลังจากที่อาณาจักรโรมันสลายไป ศาสนาคริสต์ก็เข้ามาแทนที่ แล้วก็ยึดวิหารนี้เป็นที่สักการะบูชาพระแม่มาเรียแทนจนถึงปัจจุบัน








ออกจากวิหารมาแล้วยังไม่มืดเท่าไหร่ คุณสามีเค้าเลยชวนเดินเล่นรอบๆเมืองโรม เราเลยเดินกลับไปที่ Piazza Navona แล้วก็เดินเลยไปที่ Trevi fountain กลางวันคนไม่เยอะเท่ากลางคืน แถมที่ไปวันนี้เห็นคู่บ่าวสาวมาถ่ายรูปกันด้วย นั่งรถม้าลากเข้ามาด้วย โรแมนติกอ่ะ




















จากนั้นเราก็เดินผ่าน Parliament building ซึ่งกำลังมีม๊อบประท้วงอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ตำรวจอยู่เต็มไปหมดเลย บีบีเลยเข้าไปถ่ายรูปตัวตึกใกล้ๆไม่ได้เลย











เราเดินกันไปเรื่อยๆจนถึง Spanish steps อ่ะค่ะ ที่นั่นก็คนเยอะ ทั้งวัยรุ่นทั้งนักท่องเที่ยว ไม่รู้มาทำอะไรกัน เพราะเท่าที่บีบีเห็น มันก็แค่เป็นขั้นบันไดธรรมดาๆอ่ะ พิเศษตรงไหนเหรอ หรือว่าจะพิเศษตรงมันใกล้กับ Shopping triangle ที่พอคนช๊อปปิ้งกันเหนื่อย เลยต้องมานั่งพักที่นี่ พูดถึง Shopping triangle บีบีไปเดินมาเหมือนกันค๊า (ไม่เดินไม่ได้ เดี๋ยวตกเทรนด์) ถนนนี้เป็นถนนช้อปปิ้งสินค้าแบรนเนมทั้งนั้น แล้วไม่ใช่แบรนด์ธรรมดานะคะ แต่เป็นแบรนด์แบบแพงมากๆ ถึงมากที่สุดอ่ะ เห็นราคาแล้วไม่กล้าซื้ออ่ะ window shopping อย่างเดียวเลยค่ะ แต่อย่างหนึ่งที่บีบีรู้สึกขำนิดหน่อยก็คือ ของแบรนด์เนมพวกนี้เป็นแบรนด์ระดับไฮเอน แต่ว่าตัวตึกของร้านที่ตั้งอยู่เนี่ยะ มันมืดๆ เก่าๆ ดำๆ ทึมๆ ดูสกปรกเพราะมันเก่ามากๆ (ก็หลายพันปีละนิ) ดังนั้นตัวตึกกับของที่ขาย มันเลยดูไม่เข้ากันเลยอ่ะ














ไหนๆคืนนี้เราก็อยู่เป็นคืนสุดท้ายแล้ว เราเลยกินมื้อเย็นกันสองครั้ง สปาเกตตี้ที่นี่อร่อยมาก ของเค้าดีจริงๆ มิน่าอาหารอิตาเลี่ยนถึงขายได้ทั่วโลก ระหว่างที่เรารออาหารมื้อแรกย่อย เราก็เดินเลือกซื้อของฝากไปพลางๆ ของฝากส่วนใหญ่ที่นี่ที่ดูดีหน่อย จะเป็นของที่ทำจากแก้วที่มาจากเกาะมูราโน่ในเวนิส แต่ในโรมจะขายแพงกว่าในเวนิสเกือบเท่าตัวเลยอ่ะ ซื้อของฝากเสร็จเราก็หาสปาเกตตี้กินกันอีกรอบ อิ่มจนจะยัดไม่ลงอ่ะ เสร็จแล้วค่อยกลับโรงแรม จัดกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้าน ในที่สุดดก้อได้กลับบ้านสักที ดีใจนะเนี่ยะ










Create Date : 21 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2555 14:16:36 น.
Counter : 6613 Pageviews.

4 comments
  
จะตามไปอ่านตั้งแต่ตอนแรกนะค่ะ
โดย: never the last วันที่: 21 พฤศจิกายน 2555 เวลา:15:43:16 น.
  
ตามไปเที่ยวด้วยคนค่ะ ^^ รูปเยอะดีจัง
สวยๆ ทั้งนั้นด้วย

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ ว่าอาหารอิตาเลียนแท้ๆ ที่อิตาลีอร่อยมากกก จริงๆ
โดย: November Dew วันที่: 26 พฤศจิกายน 2555 เวลา:12:33:49 น.
  
ชอบอ่านที่คุณบีบีเขียนจังค่ะ รูปก็สวยค่ะ กำลังวางแผนจะไปเที่ยวยุโรปเหมือนกันค่ะ ขอคำแนะนำหลังไมค์ได้มั้ยค่ะ
โดย: นู๋นุ้ย IP: 66.219.4.75 วันที่: 5 มีนาคม 2556 เวลา:1:59:14 น.
  
คุณนู๋นุ้ย

ยินดีเลยค่ะ แต่อย่าลืมฝากอีเมล์ไว้ด้วยนะคะ บีบีจะได้ติดต่อกลับถูกค่ะ
โดย: Sugar lip วันที่: 10 มีนาคม 2556 เวลา:4:47:32 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Sugar lip
Location :
Seattle  United States

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 151 คน [?]



วันหนึ่ง เราจะต้องทำบล็อคหน้าตาสวยๆออกมาให้ได้ คอยดูสิ หึ

บีบีได้มาใช้ชีวิตอยุ่ที่อเมริกาถึงวันนี้ก้อเกือบ 3 ปีล่ะค่ะ การได้มาใช้ชีวิตต่างแดนตัวคนเดียว เวลามีปัญหาหรือข้อสงสัยขึ้นมา มันก้อไม่รุ้จะไปถามใคร ภาษาเราก้อไม่ดี บีบีก้อจะหาข้อมูลในเวป google แล้วบีบีก้อจะได้คำตอบออกมาในรูปแบบของ bloggang บีบีเลยรู้สึกถึงความสำคัญของบล็อค รู้สึกขอบคุณคนเขียนบล็อคทุกๆคน ที่เสียสละเวลามาเล่าประสบการณ์ต่างๆที่เป็นประโยชน์อย่างมากมายกับคนที่ไม่รู้อะไรเลยอย่างบีบี ดังนั้นบีบีก้อเลยตั้งใจไว้ว่าจะทำบล็อคเพื่อบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ และ how to ต่างๆ ของบีบี เผื่อว่าจะได้เป็นประโยชน์แก่คนอื่นๆมั่งค่ะ
New Comments