กันยายน 2553

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
แต่แรด แต่แรด ที่ฮ่องกง
เมื่อสิงหาที่ผ่านมาบีบีได้แวะไปเที่ยวฮ่องกงกับแฟนมาค่ะ บีบีใช้บริการของสายการบินแอร์เอเชียค่ะ ตั๋วถูกมาก ตั๋วแบบ one way ราคาแค่ 3,000 เศษๆเอง แต่บนเครื่องไม่บริการอะไรเลย อยากกินน้ำก้อต้องซื้อเอาอะ อันนี้ข้องใจอ่ะค่ะ ถ้าเป็นเที่ยวบินภายในประเทศแล้วไม่บริการ ก้อพอรับได้อยู่เพราะส่วนใหญ่ใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียว แต่นี่เป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศนะ อย่างน้อยก้อควรบริการน้ำหน่อยสิ งกอย่างน่าเกลียดแบบบนี้ ขายขี้หน้าคนประเทศอื่นเขาอ่ะ

บ่นเรื่องสายการบินไปเยอะล่ะ เข้าเรื่องต่อละกัน คืนนั้นเราถึงสนามบินฮ่องกงตอนห้าทุ่ม แล้วก้อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองมาได้ด้วยดี คือเค้าไม่ถามอะไรเลย แค่มองหน้าแล้วก้อสแตมป์พาสปอร์ตให้แค่นั้น ง่ายดีเนอะ เราไปเอากระเป๋า แล้วแวะไปซื้อบัตรปลาหมึก (Octopus Card) แล้วก้อเดินทางเข้าเมืองโดยรถบัสสาย A21 ตอนขึ้นรถบัสนี่มันไม่ยากหรอกค่ะ เพราะเจ้าหน้าที่ที่สนามบินบอกเราแล้วว่าเราต้องขึ้นรถตรงไหน สายอะไร ค่ารถเท่าไหร่ แต่มันยากตอนจะลงรถนี่ละค่ะ ไม่รู้จะลงถูกที่รึป่าว พยายามดูแผนที่ไปด้วยแต่รถก้อวิ่งซะเร็วเชียว แถมตอนกลางคืนป้ายอะไรก้อมองไม่ค่อยเห็นอ่ะคะ โชคดีที่คนนั่งเบาะหลังเราเค้าช่วยบอกทางให้

เราพักกันที่ Eaton Hotel ย่านจิมซาโจ่ย ตรงถนนนาธานค่ะ เราจองห้องพักแบบเตียงเดี่ยวธรรมดาไว้ แต่พอไปถึงเค้าอัพเกรดให้พักห้องสวีททั้ง 3 คืน ถึงจะเป็นห้องสวีท แต่บีบีคิดว่าห้องยังแคบมากๆอยุ่ดี แคบจนแทบจะไม่มีที่วางกระเป๋าเลยอ่ะ ยังไงก้อตามโรงแรมนี้ทำเลดีใช้ได้เลยค่ะ ตรงข้ามกับโรงแรมเป็น7/11 เดินไป5นาทีก้อถึงสถานีรถไฟใต้ดิน และยังอยุ่ใกล้ตลาดนัดตอนกลางคืนอีกด้วย

วันที่สอง เราตื่นกันแต่เช้าเลยค่ะ แล้วก้อเริ่มกันที่ วัดหวังต้าเซียน หรือวัดซิกซิกหยวน หว่องไทซิน (Sik Sik Yuen Wong Tai Sin Temple ) เราไปที่นั่นโดยรถไฟใต้ดินค่ะ พอโผล่ขึ้นมาบนดินเท่านั้นแหล่ะได้กลิ่นธูปเลยค่ะ พอมองออกไปก้อเห็นแผงขายธูปเพียบเลย คนส่วนใหญ่จะมาขอพรกับเทพเจ้าหว่องไทซิน วัดนี้เค้าดังเรื่องเสี่ยมเซียมซีค่ะ บีบีเลยอยากลองมั่ง แต่ว่าที่นี่เค้าไม่ได้จุดธุปสามดอกเหมือนบ้านเราอ่ะค่ะ เค้าจุดกันเป็นกำเลย แล้วอีกปัญหาหนึ่งที่บีบีคิดไม่ตกคือ หากว่าเรานั้นไซร้เสี่ยมเซียมซีไปแล้ว ทำอย่างไรเราจึงจะแปลใบเซียมซีนั้นได้ (มันเป็นภาษาจีนล้วนๆค่ะ) คิดได้แล้วบีบีเลยไม่เอาดีกว่า เลยพากันไปเดินเล่นรอบๆวัด ด้านหลังวัดเป็นสวนจีนจำลองมาจากพระราชวังฤดูร้อนในกรุงปักกิ่ง สวยงามร่มรื่นเลยทีเดียว เป็นสวนสวยที่อยู่กลางป่าเมืองค่ะ (รอบๆวัดเป็นตึกสูง)









ออกจากวัดแล้วเราก้อไปต่อกันที่ The Peak ค่ะ ยอดเขาวิคตอเรียพีคเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของเกาะฮ่องกงค่ะ เราต้องนั่งรถรางเก่าแก่ขึ้นไปบนยอดเขา พอขึ้นมาจนถึงยอดเขาเราก้อจะเห็นตึก The Peak Tower ตึกรูปครึ่งวงกลงตั้งตระหง่านอยู่บนนั้นค่ะ ภายในตึกนั้นก้อมีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ร้านถ่ายรูป พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง และดาดฟ้า Sky Terrace ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดของฮ่องกงค่ะ เรากินข้าวเที่ยงกันที่นั่น แล้วก้อขึ้นไปชมวิวบน Sky Terrace สักพักเราก้อกลับลงมาค่ะ เพราะแดดร้อนมากกก









เป้าหมายต่อไปของเราคือ หาดรีพัลส์เบย์ (Repulse Bay) หาดนี้อยู่ทางใต้ของเกาะฮ่องกง รถไฟฟ้าไปไม่ถึงเราเลยต้องนั่งรถเมล์สองชั้นไป คนขับรถเมล์ที่นี่ขั้นเทพกันทุกคนเลยค่ะ สังเกตุมาตั้งแต่ในเมืองล่ะ คือตามถนนสายหลักมันมักจะมีป้ายร้านค้ายื่นออกมาบนถนน แต่เมล์ก้อวิ่งไปเร็วๆโดยที่ไม่กลัวชนเลยค่ะ แล้วตอนที่เรานั่งรถเมล์ไปหาด มันต้องวิ่งเลียบภูเขาไปด้วย นึกภาพออกมะว่าข้างหนึ่งเป็นภูเขา อีกข้างหนึ่งเป็นทะเล แต่พี่คนขับรถแกไม่มีการชะลอรถเลยค่ะ หวาดเสียวอย่างแรง

หาดรีพลัสเบย์เป็นที่นิยมของคนฮ่องกงมาเล่นน้ำพักผ่อน (สันนิษฐานว่าเป็นคนฮ่องกง เพราะไม่เห็นฝรั่งหัวแดงเลยสักหัว) บรรยากาศโดยทั่วไปร่มรื่นดี มีสนามเด็กเล่นสำหรับเด็ก แล้วก้อห้องน้ำไว้บริการนักท่องเที่ยวด้วย





เดินเรียบชายหาดไปสักพักเราก้อมาถึงวัดเจ้าแม่กวนอิมค่ะ อันที่จริงจะเรียกว่าวัดก้อคงไม่ถูกนัก เพราะสถานที่นี้ตั้งอยู่บนชายหาด ไม่เห็นมีกำแพงล้อมรอบ และไม่เห็นมีโบสถ์หรือพระสักองค์ แล้วจะเรียกว่าวัดได้ไงหว่า บนชายหาดนั้นมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมและเจ้าแม่ทับทิมขนาดใหญ่ หันหน้าออกไปทางทะเลค่ะ นอกจากการมานมัสการเจ้าแม่กวนอิมเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว ที่นี่ยังมีความเชื่อโบราณอีกหลายอย่างค่ะ เช่น การขอพรจากเทพเจ้าโชคลาภ “ไฉ่ซิงเอี้ย” ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าเจ้าแม่กวนอิม ให้เราใช้มือลูบจากเคราลงมาถึงถุงเงินของท่านแล้วกำมาใส่กระเป๋าตัวเอง เชื่อกันว่าทำให้เงินทองไม่รั่วไหลค่ะ ส่วนสะพานโค้งสีแดงที่ยื่นออกไปทางทะเล เรียกว่า “สะพานต่ออายุ” เชื่อว่าถ้าข้ามไปครั้งหนึ่งจะทำให้อายุยืนยาวขึ้น 3ปี แต่ห้ามเดินย้อนกลับ เพระจะทำให้อายุสั้นลง 3ปี นอกจากนี้ยังมีการนั่งลงระหว่างสิงโตคู่ เชื่อกันว่าจะทำให้สมหวังกับความรักค่ะ เรื่องพวกนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ตัวบีบีเองทำทุกอย่างเลยค่ะ 555


















วันนั้นอากาศร้อนมาก พอสักการะเจ้าแม่กวนอิมเสร็จแล้ว เราเลยแวะไปเดินเล่นที่ ห้างไทม์แสควร์ (Time Square) กันสักพัก ห้างนี้เป็นช๊อปปิ้งมอลล์ชื่อดังและใหญ่ที่สุดในย่านคอสเวย์เบย์ (Causeway Bay) มีทั้งหมด 16 ชั้น เดินกันจนขาลากอีกรอบหนึ่งก่อนจะกลับโรงแรมไปอาบน้ำ

หลังจากกลับโรงแรมอาบน้ำอาบท่าและพักให้หายเหนื่อยสักพักเราก้อไปที่ รอดูพระอาทิตย์ตก และรอดูการแสดง Symphony of Light กันที่ Avenue of Star ค่ะ Avenue of Star เป็นทางเดินเลียบอ่าววิคตอเรีย ตรงทางเดินมารอยฝ่ามือพร้อมลายเซ็นต์ของดาราดังฮ่องกงหลายคนประทับอยู่ เช่น หลิวเต๋อหัว เฉินหลง ฉีเคอะ เป็นต้น (คล้ายถนนฮอลลีวู้ดในลอสแอนเจลิสเลยเนอะ) บรรยากาศริมอ่าวตอนเย็นน่าเดินเล่นมากค่ะ มีร้านขายขนม ขายกาแฟ ของที่ระลึก และมีคอนเสิร์ตเล็กๆอยุ่ในบริเวณนั้นด้วย พอพระอาทิตย์ตกคนก้อเริ่มทยอยกันมาเยอะขึ้นๆ ทางฝั่งเกาะฮ่องกงก้อเริ่มเปิดไฟตามตึกต่างๆ ในอ่าววิคตอเรียก้อมีเรือสำเภาดุ๊กหลิง และเรือที่เป็นร้านอาหารล่องผ่านไปผ่านมาให้เราดูด้วย














พอถึงเวลา 2 ทุ่มตรง การแสดงแสงสีเสียง Symphony of Light ก้อเริ่มต้นขึ้น การแสดงนี้ได้รับการบันทึกลงในหนังสือกินเนสบุ๊คว่าเป็นการแสดงแสงสีเสียงถาวรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก การแสดงนี้ใช้เวลา 15นาที ตึกแต่ละตึกทางฝั่งฮ่องกงจะโชว์ไฟแสงสีประกอบเสียงดนตรี บางตึกมีการยิงเลเซอร์หรือสปอตไลท์ขึ้นบนท้องฟ้าด้วย สวยงามและประทับใจมากค่ะ








พอดู Symphony of Light จบ ท้องเราก้อเริ่มหิว เราเลยไปเดินช๊อปปิ้งและกินข้าวกันแถว ตลาดเครื่องกีฬา (Fa Yuen Street South) กับ ตลาดผู้หญิง (Ladies’ Market) สองตลาดนี้เป็นตลาดนัดตอนกลางคืนค่ะ คนเยอะมากกก ทั้งของขาย ของกินสารพัด เพลิดเพลินเป็นอย่างยิ่งค่ะ กินข้าวเสร็จเราก้อมีแรงช๊อปต่อสักพักเราก้อกลับโรงแรมค่ะ อาบน้ำอย่างลวกๆแล้วก้ออหลับเป็นตาย เมื่อยสุดๆ








วันที่สาม วันนี้เราจะไปไหว้พระวัดใหญ่ที่เกาะลันเตาค่ะ วันนี้ไม่ตื่นแต่เช้าเหมือนเมื่อวานแล้วเพราะว่าเมื่อยมาก กว่าจะเดินทางไปถึงเกาะลันเตาใช้เวลาเกือบชั่วโมงหนึ่ง ไปถึงแล้วเราก้อนั่งกระเช้าหนงปิงขึ้นไปในหมู่บ้านอีก กระเช้าหนงปิงใช้เวลาอีกประมาณ 30นาที พอไปถึงหมู่บ้านหนงปิงเราก้อต้องเดินไปที่พระใหญ่อีกประมาณ 15 นาที พอไปถึงพระใหญ่แล้วเราก้อต้องขึ้นบันไดไปอีก 268ขั้น เส้นทางแห่งธรรม กว่าจะได้ไหว้พระใหญ่ ถ้าศรัทธาไม่ดีคงไมได้ขึ้นมาไหว้พระใหญ่ถึงนี่แน่ๆ








พระใหญ่แห่งวัดโปลิน (Giant Buddha Tian Tan Buddha Statue) ใหญ่ๆจริงๆค่ะ มองเห็นเด่นเป็นสง่าตั้งแต่นั่งกระเช้าหนงปิงมาล่ะ พระใหญ่นี้สูง 34เมตร หนัก250ตัน ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 10ปี ภายในฐานด้านใต้ของพระใหญ่เป็นภาพวาดสีน้ำมันเกี่ยวกับพุทธธประวัติ บทสวดพระคัมภีร์ และพระบรมสารีริกธาตุ รอบๆฐานของพระใหญ่มีรูปปั้นนางฟ้าอยุ่ 6รูป แต่ละรูปก้อจะมีกล่องไว้รับบริจาคตั้งไว้ด้านหน้า ด้วย











พอไหว้วัดพระใหญ่พร้อมกับขอพรเรียบร้อยแล้ว เราก้อเดินเล่นกันที่ หมู่บ้านวัฒนธรรมหนงปิง( Ngong Ping Village) หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่สร้างมาเลียนแบบสถาปัตยกรรมของจีนโบราณค่ะ สองข้างทางก้อมีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร โรงละคร และส่วนจัดนิทรรศการ เราพักกินข้าวเที่ยงกันบนนนี้ค่ะ วันนี้ใช้เวลาเดินทางกับวัดพระใหญ่หลายชั่วโมงมาก

พอลงมาจากวัดพระใหญ่แล้ว เราก้อไปเที่ยวกันต่อที่ พื้นที่ชุ่มน้ำฮ่องกง หรือ Hong Kong Wetland Park สวนนี้อยู่ในนิวเทอริทอรี คือนอกจากรถไฟใต้ดินสายหลักแล้ว เรายังต้องนั่งรถไฟ right rail (ที่เป็นรถไฟหัวเดียวสั้นๆ วิ่งช้าๆ ตามเขตนอกเมือง) เพื่อที่จะไปที่นั่น พื้นที่ชุ่มน้ำฮ่องกง หรือ Hong Kong Wetland Park ความหมายมันก้อตรงตามนั้นล่ะค่ะ พื้นที่เปียก เป็นบึงธรรมชาติอะไรทำนองนี้ มันไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับคนไทยอย่างเราหรอกค่ะ เพราะบ้านเรามีเยอะ แต่แฟนบีบี มันเป็นอเมริกันค่ะ และมันไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน มันเลยสนใจอยากม๊าอยากมาที่นี่ แล้วบีบีก้อบ่นตามประสาผู้หญิงไทยรักสบายว่าจะมาทำไม ไกลก้อไกล กว่าจะมาถึงต้องต่อรถมาลำบากลำบน มาก้อมาเดินดูป่าตากแดดอีก อยากดูแบบนี้เดี๋ยวพาไปดูแถวบ้านฉันก้อได้ เดินไปบ่นไปค่ะ จนมันพาเข้ามาดูนิทรรศการด้านใน เจ๋งมาก มันเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของสัตว์ต่างๆในพื้นที่ชุ่มน้ำ แล้วเค้าทำเหมือนอ่ะ ชอบค่ะ







ขากลับระหว่างที่เรารอรถไฟ right rail อยู่ บีบีก้อสังเกตุเห็นคนที่นี่เค้าอยู่แบบสบายๆกัน ตึกรามบ้านช่องไม่แออัด ถนนหนทางก้อกว้างและสะอาด คนเดินไปเดินมาก้อไม่ได้แต่งตัวแฟชั่นจ๋า ช่างแตกต่างกับในตัวเมืองมากๆ บีบีเลยมานึกขึ้นได้ว่าพื้นที่ของนิวเทอริทอรี่นี่เป็นที่อยู่อาศัยของคนฮ่องกงส่วนใหญ่ แต่ในส่วนของเกาะเกาลูน เกาะฮ่องกงนั้นเป็นพื้นที่สำหรับนักท่องเที่ยวและธุรกิจ มันก้อเลยแตกต่างกันอย่างที่เห็นนั่นแล

กว่าจะกลับเข้ามาแถวจิมซาโจ่ยได้ก้อเกือบค่ำแล้ว เราเลยไปเดินซื้อของฝากกันที่ ตลาดหยก (Jade Market) ไปถึงร้านค้ากำลังจะปิดแล้ว แต่ละร้านต่างแย่งกันลดราคาของที่จะขายให้เรา แฟนของบีบีเค้าอยากซื้อของฝากให้คนที่บ้านเขาค่ะ แต่มันกับบีบีดูหยกไม่เป็นค่ะ ไม่รู้หรอกว่าอันไหนเนื้อดี หรืออันไหนของปลอม เมื่อไม่แน่ใจว่าอันไหนของดี เราเลยเลือกซื้อของที่ถูกที่สุดละกัน ต่อของกันซะสนุกเชียวล่ะ

ได้ของฝากแล้วเราก้อไปเดินดูของที่ ห้างฮาร์เบอร์ซิตี้ (Harbour City) ที่เป็นห้างช๊อปปิ้งมอลที่ใหญ่ที่สุดในเกาะฮ่องกง อืม ใหญ่ๆจริงๆ ของข้างในส่วนใหญ่เป็นของแบรนเนมชื่อดัง คิดเป็นเงินไทยมันก้อแพงกว่านิดหน่อย คิดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐมันก้อถูกกว่านิดหน่อย แต่ดูแล้วบีบีไม่กล้าซื้ออ่ะคะ ถึงจะซื้อจากห้างก้อเหอะ บอกตรงๆว่าไม่แน่ใจว่ามันเป็นของแท้รึป่าว รู้ๆกันอยู่ว่าจีนเก่งเรื่องของทำเลียนแบบ เห็นมากับตาเมื่อวานที่บีบีไปเดินตลาดนัดผู้หญิง กระเป๋า เสื้อผ้า เข็มขัด เครื่องประดับ ก๊อปเหมือนมาก แล้วเราสามารถเลือกของก๊อปเกรดเอได้ด้วยนะ คือเค้าจะตั้งโต๊ะแบบโต๊ะพับบ้านเรา แล้วบนโต๊ะก้อจะมีหนังสือแคตตาล๊อควางไว้ ทั้งกระเป๋า นาฬิกา เสื้อผ้า ทุกอย่างทุกรุ่น ถ้าอยากได้อันไหน บอกเขา แล้วเขาจะวิ่งไปเอามาให้ เห็นแบบนี้แล้วกลัวอ่ะ ไม่กล้าซื้อแบรนเนมที่นี่

ออกจากห้างเราก้อไปเดิน ตลาดนัดกลางคืนที่ถนนเทมเพิล (Temple Night Street Market) ใกล้ๆกับโรงแรมเรา ตลาดนี้เป็นตลาดนัดที่รวมของทุกอย่างค่ะ แล้วแต่ละหัวมุมถนนก้อมีร้านอาหาร ร้านอาหารที่ว่านี่เป็นเหมือนร้านข้าวต้มบ้านเราค่ะ แบบเดียวกันเลย บางร้านมีสาวเชียร์เบียร์ด้วย แต่เค้าไม่นุ่งโป๊เหมือนบ้านเราค่ะ เรากินเย็นกันที่นั่นค่ะ กินแล้วก้อคิดถึงแม่ ตอนอยู่เมืองไทยแม่ชอบพาไปกินข้าวที่ร้านข้าวต้มบ่อยๆ

วันที่สี่ วันนี้เรามีเวลาที่ฮ่องกงถึงเที่ยงค่ะ ตอนเช้าเราไปเดินตลาดแถวๆโรงแรม แล้วก้อหาติ่มซำกินกันแถวนั้น เพิ่งจะรู้ค่ะว่าคนที่นี่กินติ่มซำเป็นอาหารเช้า กินเสร็จเราก้อกลับโรงแรมมาแพ๊คของกลับบ้านค่ะ กระเป๋าหนักมาก ทั้งยังมีของย่อยที่ต้องถือขึ้นเครื่องอีก นี่ขนาดไม่ได้ตั้งใจมาช๊อปนะเนี่ยะ

ฮ่องกงทริปนี้บีบีประทับใจคนที่นี่ค่ะ คนฮ่องกงที่ทำงานในส่วนของสนามบิน โรงแรม จุดท่องเที่ยวต่างๆ พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก ส่วนคนทั่วไปเช่นพ่อค้าแม่ค้า หรือร้านอาหารพูดภาษาอังกฤษได้ดีพอสมควร แต่บางคนก้อพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยก้อมีค่ะ แต่เค้าก้อพยายามช่วยเรา คือบีบีชี้ให้เค้าดูในแผนที่ว่าเราต้องการไปที่นั่นที่นี่ แล้วเค้าก้อจะชี้ไม้ชี้ไม้บอกทางไปค่ะ บางคนเค้าก้อจะไปตามคนอื่นที่พูดภาษาอังกฤษได้มาพูดกับเรา ประทับใจค่ะ






Create Date : 22 กันยายน 2553
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2554 10:28:43 น.
Counter : 2693 Pageviews.

2 comments
  
ดีจังไปเที่ยวแบบแบ็คแพ็คนี้
นุกนะ
แต่เอเราไปเก็บที่เที่ยวแบบคุณบีบี
ไม่หมดอะ แสดงว่าวางplanมากดี
อิจฉาจังอยากไปอีกบ้าง
โดย: เอก IP: 222.123.140.221 วันที่: 22 กันยายน 2553 เวลา:16:48:43 น.
  
สวยยยยยยยยย
โดย: ไร IP: 180.180.176.97 วันที่: 2 ตุลาคม 2553 เวลา:11:46:33 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Sugar lip
Location :
Seattle  United States

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 151 คน [?]



วันหนึ่ง เราจะต้องทำบล็อคหน้าตาสวยๆออกมาให้ได้ คอยดูสิ หึ

บีบีได้มาใช้ชีวิตอยุ่ที่อเมริกาถึงวันนี้ก้อเกือบ 3 ปีล่ะค่ะ การได้มาใช้ชีวิตต่างแดนตัวคนเดียว เวลามีปัญหาหรือข้อสงสัยขึ้นมา มันก้อไม่รุ้จะไปถามใคร ภาษาเราก้อไม่ดี บีบีก้อจะหาข้อมูลในเวป google แล้วบีบีก้อจะได้คำตอบออกมาในรูปแบบของ bloggang บีบีเลยรู้สึกถึงความสำคัญของบล็อค รู้สึกขอบคุณคนเขียนบล็อคทุกๆคน ที่เสียสละเวลามาเล่าประสบการณ์ต่างๆที่เป็นประโยชน์อย่างมากมายกับคนที่ไม่รู้อะไรเลยอย่างบีบี ดังนั้นบีบีก้อเลยตั้งใจไว้ว่าจะทำบล็อคเพื่อบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ และ how to ต่างๆ ของบีบี เผื่อว่าจะได้เป็นประโยชน์แก่คนอื่นๆมั่งค่ะ
New Comments