เพียงแค่ผู้หญิงธรรมดา ไม่ใช่นางฟ้า หรือนางเอกนิยาย ไม่ได้รักเธอมากมาย แต่รักเธอไม่มีนอกใจ
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2552
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
25 มิถุนายน 2552
 
All Blogs
 
สัปดาห์เวรกรรมที่กรุงเทพ

วันที่ 18 เจ็ดโมงเช้าเดินทางออกจากบ้านฝนตกพรำๆ ไปขี่นกเหล็กที่เชิงดอย ฟ้าหม่นมัว นกเหล็กบินฝ่าก้อนเมฆที่มีมวลหนักกลายเป็นหยดน้ำ ตัวสั่นสะเทือนเหมือนนั่งรถบัสตกหลุมโคลน เวียนหัวแทบอ้วก ปกติไม่เคยเป็น สงสัยเพราะอากาศไม่เพียงพอ คนเยอะ

เวลาราวๆ เก้าโมงกว่าถึงสุวรรณภูมิ สุวรรณภูมิแปลว่า ทองภูมิ ทำให้นึกถึงความฝันเมื่อหลายปีก่อน แต่จดจำได้เป็นอย่างดี ฝันว่าต้องไปทำงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่แม่ฮ่องสอน นามสกุล ทองภูมิ ฝันเป็นตุเป็นตะ สงสัยเป็นลางบอกเหตุล่วงหน้าว่าชีวิตนี้หนีไม่พ้นแม่ฮ่องสอน

ไปเรียกแท็กซี่จากจุดบริการรถแท็กซี่ของสนามบินกับเพื่อนที่ไปประชุมพร้อมกัน เดินทางจากสุวรรณภูมิไปถึงรามคำแหง 85 เข้าที่พักตอนสิบเอ็ดโมง แดดร้อนมาก กรุงเทพกับอากาศร้อนเหนียวๆ นี่ของคู่กันจริงๆ เวลาคนกรุงเทพมาเชียงใหม่เขาก็ว่าเชียงใหม่ร้อนแสนร้อน (สงสัยคนพูดตอนอยู่กรุงเทพมันอยู่แต่ในอาคารที่มีเครื่องปรับอากาศ หรือพัดลม) เชียงใหม่ร้อนแต่ไม่ได้เหนียวแบบกรุงเทพ ยังไงอยู่เชียงใหม่ก็สบายกว่ากรุงเทพเยอะ

รามคำแหง 85 บ้านนอกของกรุงเทพ (บ้านนอกจริงๆ เลยเฟ้ยหาอะไรกินก็ยาก) มีคลองแสนแสบไหลผ่าน มีท่าเรือตรงเดอะมอลล์บางกะปิ ว่าจะขึ้นไปประตูน้ำเสียหน่อย แต่เห็นน้ำคลองแสนแสบแล้วสยอง ยิ่งเรือวิ่งเร็วด้วย ถ้าเหยียบแคมเรือพลาดตกลงไปคงได้เป็นคิตตี้ชุบช็อคโกแลตแน่เลยกู

ในที่สุดก็เลิกคิดเรื่องไปประตูน้ำ นั่งรถเมล์ไปหน้ารามแทน ขาไปลืมดูว่าที่พักมีรถสายไหนวิ่งผ่านบ้าง อีตอนขากลับต้องยืนอ่านข้างรถกันสนุกเลยละเมิง นังนกจอมเปิ่นถามกระเป๋ารถเมล์ว่า "หน้ารามกี่บาทค่ะ" กระเป๋ามองหน้าแปลกๆ ก็แหมเขาเขียนติดตัวเท่าบ้าน แปดบาทตลอดสาย นึกว่าเหมือนรถแดงเชียงใหม่ นั่งรถเมล์ฉวัดเฉวียนกลับถึงที่พักแบบเหนื่อยล้า เหนียวตัวเต็มไปด้วยฝุ่น เฮ้อนี่แหละกรุงเทพ

วันอาทิตย์ บีทเอาโน๊ตบุ๊คมาคืนพร้อมกับมาเอาไส้อั่ว, เสื้อ และผ้าห่มกลับระยอง บีทพาไปทานอาหารญี่ปุ่นที่ร้านซูกิชิ โมโหบีทด้วยละ ก็ทำเห็ดหอมตกในหม้อสุกี้ น้ำกระเด็นใส่หน้า ดีนะไม่ฟาดเปรี้ยงเข้าที่หลัง ชิชิชิ กินไปโมโหไปเลยกินได้นิดเดียว ช่วงนี้อารมณ์หงุดหงิดบ่อย ไม่รู้ทำไม มันโมโหง่ายมากจิ๊ดๆ

กลับโรงแรมเลยไม่เข้าร่วมประชุมภาคบ่ายเพราะโมโหหงุดหงิด หนีไปนอนในห้องแทะเมล็ดแตงโมหมดไปถุงหนึ่ง (ถุง 26 บาท) รู้สึกไม่สบาย อาการครั่นเนื้อครั่นตัวเริ่มเกิดขึ้น เนื่องจากไม่ได้ทานยาแก้แพ้ กลัวไปนั่งง่วงในที่ประชุม วันศุกร์เสาร์ ทานยาแก้แพ้กับกับยาแก้ไข้ไป เลยพอทำเนา วันอาทิตย์ไม่ได้ทานเริ่มออกอาการตึงๆ

คุยกับเพื่อนบอกเหมือนจะเป็นไข้ เพื่อนบอกแพ้อากาศไข้หวัดเป็นปกติ ช่วงนี้ไข้หวัดหมูกำลังระบาด น่ากลัวจัง แต่เพื่อนบอก "แกเป็นมาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอหมูนะ" อ๊ายแบบนี้ต้องไปหาสัตวแพทย์สิเรา ประชุมเสร็จวันอังคาร ตอนบ่ายเดินทางกลับ ไปถึงสุวรรณภูมิบ่ายสามกว่าๆ เครื่องจะเทียบเกท ทุ่มหนึ่ง ออกทุ่มสิบห้า ไปลองตู้เช็คอินบายยัวร์เซวฟ์ อะนะ ทีแรกไปถามขอโหลดกระเป๋าก่อน เขาบอกยังไม่เปิดให้เช็คอินต้องรอเช็คอินก่อนถึงจะโหลดได้ พอเช็คอินจากตู้เสร็จเอาบอร์ดดิ้งพาสไปถามพนักงาน เขาบอกโหลดได้เลย แว๊ก รู้งี้เช็คอินด้วยตัวเองตั้งนานละ ไปนั่งรอตั้งชั่วโมง กว่าจะเช็คอิน เพราะรอถึงห้าโมงไม่ไหว เคาเตอร์จะเปิดเช็คอิน 5 โมง

เช็คอินเสร็จก็ขี้เกียจนั่งแถวนั่น เลยผ่านเดอมิสทิค พอยท์ ไปอยู่ข้างในดีกว่าแอร์เย็นๆ มีของให้เดินดู แต่พระเจ้าจอร์จ อาการแย่ เพราะต้องแบกโน้ตบุค, กล้อง และกระเป๋าเอกสาร (ของคนอื่น) ด้วยอาการปวดหัวอย่างหนักเพราะกำลังจะเป็นไข้ อารมณ์เสียอยากเอากระเป๋าโยนทิ้ง เพราะโดยส่วนตัวแล้วก็จัดเก็บสมบัติตัวเองเข้ากระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่องเมิ๊ด แต่ดันติดกระเป๋าคนอื่นฝากกลับ จอร์จ โมโห เซ็ง ปวดหัว เดินไปหาเกทที่เครื่องจะเทียบ พนักงานบอกเขาที่เกท A4 เดินไปดูบอร์ดปรากฏว่าไฟล์ทดีเลย์ จ๊าก ดีเลย์ไปเป็น 19.55 ทุ่มเกือบสองทุ่ม พากันไปนั่งหลับหน้าห้องพักผู้โดยสารได้ครึ่งชั่วโมง เดินเข้าไปในห้อง คาดว่าใกล้จะได้ขึ้นเครื่องแล้ว

ที่ไหนได้ ประกาศดีเลย์อีก เป็นสองทุ่มสิบห้า พระเจ้า!!! อีโคโนมิคโปรมันยอดมาก นั่งปวดหัวอยู่กับความหนาวเหน็บของอากาศในห้องพักผู้โดยสาร มีผู้โดยสารหลายคนไปโวยวาย สักพักเครื่องก็เข้าเทียบเกทเตรียมเทคออฟ สงสัยขึ้นมา ทำไมเรียกเทคออฟ ไม่เรียกเทคออน ทั้งที่ เทิร์น ยังใช้เทิร์นออนเลย แต่ช่างมันเหอะ อย่าคิดให้ปวดหัวมากกว่านี้ เครื่องเทคออฟเสร็จก็เมาหัวอีกแล้วกู เวียนพระเศียรอย่างจัง บวกกับปวดหัวมากๆ เจอใส่หลุมอากาศ เครื่องไฟอิ้งเหมือนรสบัสวิ่งบนทางลูกรัง ก่อนจะแลนดิ้งลงเชิงดอย ที่กองบินสี่หนึ่ง มีเขย่ายึกๆๆ น่าสนุกดีแท้ เหมือนขึ้นเครื่องเล่นในสวนสนุก แต่อาการปวดหัวกอปรกับอากาศไม่เพียงพอ ทำให้แทบอ้วกแตก

พอได้ยินเสียงล้อดีดตัวปึ๋ง ดีใจมาก รอลุ้นให้ได้ยินเสียงเหล็กกระทบกับพื้นแอสฟัลติก ในที่สุดเพียงอึดใจเสียงล้อเหล็กก็กระทบพื้นดังครึดคราด เห้อถอนหายใจ ที่ไม่อ้วกกลางอากาศ ปกติแค่เดินขึ้นที่สูงๆ อากาศน้อยๆ ยังอ้วกกระจายเลย เคยไปอ้วกบนภูกระดึง อ้วกบนผาตั้งมาแล้วด้วย ดีที่ไม่อ้วกบนนกเหล็กได้อายชาวบ้านเขาแน่ๆ กลับถึงเชียงใหม่พร้อมอาการปวดหัวตัวร้อน กลับถึงบ้านไม่กล้าอาบน้ำเพราะตัวร้อนแล้วปวดหัวมาก จะอาบน้ำกลัวช็อค สี่ทุ่มถึงบ้าน ได้แต่นั่งนิ่งๆ เล่นเกมส์ป๊อกแป๊ก จนเที่ยงคืนสภาพร่างกายปรับตัวได้เริ่มหายจากอาการตัวร้อน ไปอาบน้ำ อาการปวดหัวเริ่มทุเลาเพราะได้อาบน้ำ ทานยาเข้านอน จ๊ากสะดุ้งตื่นอีกที เก้าโมงเช้ามีสายเรียกเข้าที่โทรผิดเบอร์

ตื่นไปทำงานสิบโมง ดีที่เป็นหลังประชุม เขาเลยไม่ว๊ากเข้าให้ที่ไปทำงานสาย ทีแรกว่าจะลาด้วยซ้ำเพราะอาการปวดหัวยังไม่ทุเลา ไปถึงที่ทำงานกินยาพารากับยาแก้แพ้เข้าไปอย่างละเม็ด ในที่สุดก็นั่งทำงานแบบมืนๆ แล้วก็นอนหลับชนิดที่เรียกว่า ตากเหงือกตากหงาย เป็นหนึ่งสัปดาห์แห่งความทรมาณ เหมือนต้องชดใข้เวรกรรมเก่า กรุงเทพเมืองสวรรค์ของคนอื่น แต่เป็นนรกสำหรับฉัน

เออ เพิ่งจะรู้ว่า แยกจากรามคำแหงไปลาดพร้าว ตรงบางกะปิ เขาเรียกแยกลำสาลี ทุกทีนึกว่ามันชื่อลำสำลีเสียอีก โฮ๊ะๆๆๆ แล้วก็ถนนเส้นที่ไปสุวรรณภูมิ ไปพัฒนาการเขาเรียกถนนกิ่งแก้ว แหม เริ่มรู้จักชื่อถนนเพิ่มขึ้น แต่ไม่ขอไปใช้ชีวิตอยู่แถวนั้น ประกาศสุดยอดแห่งเมืองที่ไม่น่าอยู่ในประเทศไทย ได้แก่กรุงเทพมหานคร ขึ้นป้ายให้มันซะ สัปดาห์นี้ได้โน้ตบุคมาแล้ว เดี๋ยวไปถ่ายรูปๆๆๆ จะได้พัฒนาฝีมือ มีที่ถ่ายโอนข้อมูลแล้วนิ หิวข้าวแฮะ ไปทานข้าวดีกว่า


Create Date : 25 มิถุนายน 2552
Last Update : 25 มิถุนายน 2552 12:20:07 น. 4 comments
Counter : 355 Pageviews.

 
มันชื่อแยกลำสาหัสครับ

รถติดจนสาหัส


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 25 มิถุนายน 2552 เวลา:12:34:49 น.  

 
สบายดีหรือเปล่า


โดย: เกรียงไกร IP: 192.168.1.107, 58.8.104.178 วันที่: 30 มิถุนายน 2552 เวลา:11:59:03 น.  

 
ดมง่ายๆ อย่างนี้แต่งงานจิรับรองหายจ้า เอิ๊กกกก


โดย: somnumberone วันที่: 30 มิถุนายน 2552 เวลา:20:23:09 น.  

 
จะบล็อคเฟสกันอีกนานไหมที่รัก


โดย: วิรุท บุญเนือง IP: 49.229.48.196 วันที่: 17 พฤษภาคม 2559 เวลา:15:06:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

sugarhut
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ทุกอย่างมีกาลเวลาของมันเอง เมื่อไรก็เมื่อนั้น ที่มันจะมาถึง และเมื่อไรก็เมื่อนั้น ที่มันจะจากไป คิดมากไปก็เท่านั้น รอให้ทุกอย่างหมุนไปตามกาลเวลาของแต่ละสิ่ง ของใครของมัน พอถึงช่วงเวลาที่ต้องเจอกัน มันก็จะหมุนกงล้อมาบรรจบกันเอง



*****************
Destiny under in your hand and protection by God
*********************


Someone told me " Everyone has a couple but God send it to differrent place and different time,
They must find other one who is them couple, When they see each other both of them are LOVER"














เหนือกาลเวลา - พี่เอิดเวิร์ด 'คาไลโดสโคป'
Friends' blogs
[Add sugarhut's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.