มกราคม 2558

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
เที่ยวทะเลแบบสบายๆ.....นั่งรถไฟไปบ้านกรูดกันค่ะ
 ถ้าใครที่ติดตามน้ำตาลใน Facebook และ Instagram อยู่

ก็จะเห็นว่าปีที่ผ่านมา น้ำตาลไปเที่ยวบ้านกรูดหลายรอบมาก

นับตั้งแต่ต้นปี 14 ก็ไปกัน 3 รอบแล้วค่ะ

คำถามคือ.....ทำไมไม่คิดจะไปที่อื่นกันบ้าง???  ติดใจอะไรนักหนากับที่นี่ "บ้านกรูด"

ก็เลยจะเขียนให้อ่านกันว่ามันมีอะไรนักหนาถึงไม่ยอมไปที่อื่นกันเลย


ต้องอธิบายกันก่อนว่า เวลาไปเที่ยว น้ำตาลกับหนิงจะมี 2 โหมดค่ะ

เราต้องเลือกกันว่าเราจะไปเที่ยวแบบลุยทำกิจกรรม ดูโลก ดูบ้านเมือง

หรือ

เราจะเที่ยวแบบชิลล์ เน้นการพักผ่อนเป็นหลัก

ซึ่งการไปเที่ยวบ้านกรูดจะเป็นอย่างหลังค่ะ......เราจะมาพักผ่อนกันค่ะ 555++

แล้วการเดินทางท่องเที่ยวของเราไม่เน้นการขับรถค่ะ

เราจะหาวิธีและเส้นทางที่ใช้การขนส่งสาธารณะเป็นหลัก

เพื่อความสนุกและสบายไม่ต้องขับรถ 


ดังนั้นวิธีการเดินทางไป-กลับ บ้านกรูด ที่น้ำตาลเลือกคือ รถไฟ ค่ะ

แม่นแล้วรถไฟฉึกฉัก ของการรถไฟแห่งประเทศไทยนี่แหละ

จุดเริ่มต้นของการเดินทางคือ สถานีรถไฟกรุงเทพ หรือ หัวลำโพงที่เราคุ้นเคยกันค่ะ





ขบวนรถที่เราจะไป เป็นรถด่วนพิเศษปรับอากาศสปรินท์เตอร์ กรุงเทพฯ - สุราษฎร์ธานี

ขบวนที่ 43 ออกจากหัวลำโพง 8.05 น. ถึง บ้านกรูดเวลาประมาณ 13.05 น.

ควรซื้อตั๋วที่นั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือนค่ะ เพราะมันเต็มเร็วมาก

ยิ่งเราจะเลือกที่นั่งด้วยแล้ว ยิ่งควรซื้อแต่เนิ่นๆ ที่นั่งที่แนะนำเวลาไปจองนะคะ

ถามนายสถานีได้นะคะ ว่าด้านไหนที่ติดทะเล เอาด้านนั้นค่ะ

ราคาตั๋ว กรุงเทพ - บ้านกรูด อยู่ที่ 475 บาท/เที่ยว


ปีที่แล้วไปบ้านกรูด 3 รอบ เดินทางด้วยรถไฟทั้ง 3 รอบ แต่ได้ประสบการณ์ไม่เหมือนกันเลย

ครั้งแรกที่ไป ไปถึงหัวลำโพงตั้งแต่ 7.30 น. นั่งรอรถไฟอยู่นานมาก รถไม่เข้าชานชาลาสักที

การเดินทางโดยรถไฟนี่ทำใจเรื่องเสียเวลาไว้เลยนะคะ เราก็คาดไว้เหมือนกันว่ามันต้องช้า

ปรากฎว่ากว่ารถจะเข้าชานชาลาคือ 9.30 น. ช้าไป 1.30 ชม. แดดก็เริ่มร้อนแล้ว

กว่ารถจะออกอีก.....แอร์ในรถเลยไม่ค่อยจะเย็นเท่าไหร่ กว่าจะไปถึงสถานีบ้านกรูด

ก็บ่ายสามโมงกว่าๆ......จนที่รีสอร์ตที่เรานัดให้มารับนึกว่าเราไม่มาซะแล้ว





ครั้งที่ 2 ที่เดินทาง รถไฟก็ยังเสียเวลาอีก กว่ารถจะเข้าชานก็ 8.30 น.

โอเคนะ ช้าไปแค่ 30 นาทีพอไหว แต่ก็มีจอดหลีกกันกลางทางอีก กว่าจะไปถึงก็บ่ายสองกว่า

คราวนี้แอร์ในรถค่อนข้างเย็นเพราะอากาศข้างนอกไม่ค่อยมีแดด โอเคอยู่ ไม่เลวร้าย



ครั้งที่ 3 นี่สิ......ที่สุดแห่งการเดินทาง

น้ำตาลเองแหละที่ประมาท เรียก UBER ให้มารับที่บ้านก่อน 7 โมงเช้า แล้วบอกให้ขึ้นทางด่วน

คนขับรถไม่เชี่ยวทาง พาอ้อมบนทางด่วนก็แล้ว ลงทางด่วนผิดก็แล้ว แถมวกไปวนมา

จนแปดโมงกว่าแล้วก็ยังไม่ถึง เราก็เริ่มโวยวาย คนขับเลยให้เราลง

แล้วจ้างตุ๊กๆแถวนั้นให้ไปส่ง......พี่ตุ๊กๆก็บอกว่าทันเพราะรถไฟมักจะช้า

เราก็คุยกันกะสามีว่า เธอเชื่อไหมว่าวันที่เราสายนี่แหละ รถไฟแม่งจะเสือกตรงเวลาขึ้นมาเชียว

พอถึงสถานีรถไฟก็รีบวิ่งไปที่ชานชาลาแล้วถามนายสถานีว่า รถสุราษฎร์อยู่ไหน

ถ้าซื้อหวยควรจะถูก......นายสถานีบอกว่า "รถออกไปแล้ว" วันนี้รถออกตามเวลา

อยากจะขำ แต่ขำไม่ออก ได้แต่ถามออกไปว่าแล้วจะทำไงดีล่ะ

เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องนั่งวินมอไซค์ตามไปดักขึ้น แล้วก็เรียกพี่วินแถวนั้นมาคุย

เค้าคำนวนเวลาแล้วบอกว่า ตอนนี้ต้องไปดักขึ้นที่สถานีบางบำหรุถึงจะทัน

เค้าคิด 450 บาท......พร่อง!!!  ซื้อตั๋วใหม่ก็ได้วะราคาพอกัน

เค้าเห็นหน้าเราแล้วก็บอกว่างั้นเอา 300 บาทก็ได้ ถ้าไปไม่ทันรถไฟไม่คิดเงิน

โห้....โคตรป๋าอ่ะ เอาก็เอาวะ ถ้าไปไม่ทันจริงๆไปหารถทัวร์ขึ้นที่สายใต้ก็ยังได้

เลยขึ้นมอไซค์ใส่หมวกกันน๊อคแล้วไปเลยเพ่.......แว๊นซซซซซซซซ

พี่วินแม่งขับเฟี้ยวฟ๊าวมาก จอดติดไฟแดงตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พี่ยังชิลล์อยู่

สามารถหยิบ iPhone ขึ้นมา Selfie ได้.....โหยยย พี่หนูลุ้นจนฉี่จะราดอยู่แล้ว

แล้วก็แว้นซ์ข้ามสะพานพระปิ่นเกล้า วิ่งบรมราชชนนี ที่สุดอ่ะนึกว่าจะตายบนถนนซะแล้ว

จนไปถึงสถานีบางบำหรุเวลา 8.40 น.......พอไปถึงก็ถามยามสถานีว่า รถสุราษฎร์มายัง

ยามว่าอีก 10 นาทีรถเข้าครับ


พี่แม่งแน่จริงว่ะค่ะ!!!!


แต่.....คันที่คุณสามีนั่งยังมาไม่ถึง ลุ้นต่ออีกค่ะ จนประกาศของสถานีว่ารถกำลังจะเข้า

อิชั้นก็จะกรีดร้องอยู่แล้ว รถที่คุณสามีนั่งก็เลี้ยวเข้ามาพอดี....แม่งเอ้ย

อะดรินาลีนกรูจะหมดตัว ข้าวก็ยังไม่ได้กิน น้ำตาลก็ตก จะเป็นลมไหมกรู

ทั้งผัวและเมียก็วิ่งหัวฟูจูงมือกันขึ้นรถไฟทันเวลาพอดี





นายตรวจตั๋วเห็นเราหัวตั้งมานั่งที่ก็ยิ้มแย้มแล้วถามว่า ตกรถไฟกันเหรอ

แล้วก็เจาะตั๋วให้แบบบรรจง พร้อมบอกว่า อย่าฉีกตั๋วนะ เดี๋ยวหัวใจจะสลาย 555++

เออนะ....วันนี้ก็ยังมีเรื่องดีๆให้ยิ้มได้

พอรถไฟออกจากชานชาลา อิชั้นก็ต้องเดินไปฉี่เจ้าค่ะ แม่งเอ้ยย ลุ้นจะฉี่จะราด ><"

อ้อ...การฉี่บนรถไฟนี่ต้องใช้พละกำลังของต้นขามากนะคะ

เพราะเค้าห้ามเข้าห้องน้ำขณะรถจอดที่สถานี ต้องฉี่ขณะรถวิ่ง

ทั้งโยกทั้งสั่นทั้งเขยา เฮ้ย...เกร็งต้นขาไว้อย่าให้ฉี่หกออกนอกส้วม

กว่าจะฉี่เสร็จ.....แม่งเอ๊ย สคว๊อชก็สคว๊อชเหอะ สู้ไม่ได้หรอก 55555++





รถไฟด่วนพิเศษปรับอากาศมีบริการเสิร์ฟขนม ชา, กาแฟ, น้ำส้ม หรือ น้ำอัดลมให้

ตอนสายๆก็เริ่มมาเสิร์ฟแล้วค่ะ จะขอน้ำเปล่าก็ได้ มีน้ำแข็งให้บริการ

พอราวๆเที่ยงตอนนั้นเราอยู่ประมาณหัวหินแล้ว ก็จะเสิร์ฟอาหารกลางวันให้ทานค่ะ

อาหารกลางวันเป็นข้าวและแกงหรือผัด หรือ ปลากรอบ ทั้งหมดเป็นของ ปุ้มปุ้ย

รสชาติดีค่ะ ใช้ได้เลย แต่ไม่อิ่มหรอกนะแค่พอหายหิว 5555++






วิวข้างทางก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ละช่วงแต่ละจังหวัดมันก็มีอะไรให้ดู

ช่วงเมืองเพชร จังหวัดเพชรบุรี จะเป็นทุ่งนากับดงตาลสลับกัน

ช่วงหน้าฝนก็จะเห็นทุ่งข้าวเขียวขจีสีสวย ช่วงหน้าหนาวก็จะเห็นทุ่งรวงทอง

แต่ละช่วงเวลามันก็จะเปลี่ยนไป นั่งรถไฟ 3 รอบก็ไม่เคยเหมือนเดิมเลยค่ะ





พอผ่านสถานีหัวหินมาแล้วรถไจะวิ่งผ่านอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด

เราจะเห็นทุ่งนาที่มีต้นตาลเป็นหย่อมๆและมีฉากหลังเป็นภูเขาหินปูน

มียอดเล็กยอดน้อยหลายร้อยยอดสมชื่อค่ะ

ช่วงนี้เป็นช่วงที่น้ำตาลชอบมากค่ะ ยิ่งมาช่วงหน้าฝน

จะเห็นทุ่งข้าวเขียวสดตัดกับภูเขาสีเทาเป็นแบ็คกราวด์ สวย สงบ และดูมีพลังมาก

การถ่ายรูปบนรถไฟก็ไม่ใช่เรื่องง่ายค่ะ มันเขย่าตลอดเวลา

แถมกระจกก็ไม่ได้ใสปิ๊ง....มีร่องรอยของกาลเวลา โชคต้องดีถึงจะได้นั่งคันที่กระจกใสปิ๊ง 




ไฮไลท์ของการนั่งรถไฟอยู่ตรงนี้ค่ะ ช่วงก่อนจะเข้าอ่าวประจวบฯ 

จะเป็นช่วงที่ทางรถไฟเลียบชายทะเลมากที่สุด

เราสามารถมองเห็นทะเลได้จากบนรถไฟได้สบายๆ เป็นระยะทางหลายกิโลเมตร

บางช่วงยังสามารถมองเห็นทั้งอ่าวประจวบได้เลยค่ะ




ประมาณบ่ายสองโมงหน่อยๆถ้ารถไฟไม่เสียเวลามากเราก็จะมาถึงสถานีรถไฟบ้านกรูดค่ะ

ตัวสถานีรถไฟเป็นสถานีเล็กๆค่ะ ตัวอาคารเป็นไม้ น่ารักมากๆ

ฝั่งตรงข้ามจะเป็นถนนสำหรับรถวิ่งและมีต้นก้ามปูใหญ่ยักษ์ติดกันหลายๆต้น

มันดูร่มรื่นมาก บรรยากาศแบบนี้น้ำตาลชอบจริงๆค่ะ









ช่วงที่ออกจากประจวบสัก 10 นาที น้ำตาลก็จะโทรเข้าไปที่รีสอร์ตที่จองไว้

เค้าจะกะเวลามารับได้ถูกต้องค่ะ เป็นบริการของรีสอร์ตที่มารับเราที่สถานี

รถที่มารับเป็นรถกะบะที่มีที่นั่งด้านใน สัมภาระก็เอาไปไว้ด้านหลัง เรานั่งข้างในสบายๆ

แต่จะไม่สบายก็ไม่เท่าไหร่ค่ะ เพราะใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็ถึงแล้วค่ะ

ก่อนที่เราจะเข้าไปที่รีสอร์ตก็ขอเค้าแวะที่ 7-11 ก่อนได้ค่ะ

อยู่ไม่ห่างจากสถานีมากนัก ก่อนถึงแยกถนนเลียบหาดค่ะ 

เป็น 7-11 สาขาใหญ่ เลือกซื้อพวกขนม ผลไม้กล่อง นม หรือ น้ำอัดลมไปตุนได้ค่ะ

แต่อันที่จริงน้ำอัดลมของที่รีสอร์ตก็ราคาไม่ได้แพงกว่ามากนัก จะไม่ซื้อไปก็ได้ค่ะ



ถึงแล้วค่าาา "ราชาวดีรีสอร์ต"

ที่นี่เป็นรีสอร์ตเล็กๆ มีถนนเลียบทะเลกั้นระหว่างรีสอร์ตกับทะเลค่ะ

แต่ก็ดูไม่ได้ถูกกีดขวาง ดูเหมืvนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของรีสอร์ตเลย





ห้องที่จองไว้ในทุกๆครั้งจะเป็นห้อง Sea View ค่ะ

ราคาจะสูงกว่า Garden View เล็กน้อย แต่เห็นทะเลได้สบายๆ 

ลักษณะห้องจะเหมือนเป็นบ้านหลังเล็กๆ เรียงกันห่างบ้างถี่บ้าง แต่เป็นส่วนตัวดี

มีระเบียงหลังคาคลุมและมีเก้าอี้ผ้าใบให้นอนเล่นทุกหลังค่ะ






ในห้องมีเตียงขนาด King Size หนึ่งเตียง มีโต๊ะข้างเตียง มีชั้นวางของติดผนัง

พร้อมราวแขวนเสื้อ ตู้เย็นเล็กๆ ทีวี และ เครื่องปรับอากาศ

ห้องน้ำอยู่ด้านหลัง มีส่วนที่อยู่ใต้หลังคา และ ส่วนที่เปิดโล่งบริเวณอาบน้ำ

ซึ่งถ้าอาบน้ำตอนเที่ยงวันจะร้อนมาก อาบไปเหงื่อแตกไป

แต่ถ้าฝนตกก็แทบไม่ต้องเปิดฝักบัวกันเลยทีเดียว 5555++

อ้อ....ที่นี่ใช้ระบบทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ค่ะ 

ในห้องมีน้ำดื่มให้วันละ 2 ขวด ทิชชู่ให้ในห้องน้ำวันละ 1 ม้วน มีหมวกอาบน้ำพลาสติกให้

แชมพูกับสบู่มีอยู่ในที่กดติดผนังห้องน้ำให้ มีแค่นี้แหละ

อย่างอื่นต้องเอามาเองนะคะ รีสอร์ตนี้แค่ 2 ดาวครึ่งค่ะ 







วิวทะเลจากหน้าระเบียงห้องพัก.....นั่งบนเก้าอี้ผ้าใบนอนมองทะเล

ผึ่งแดดเบาๆ อ่านหนังสือ รับลมทะเล สบายสุดๆ













อาคารส่วนกลางเป็นทั้ง Reception, Lobby และ Restaurant

ส่วนที่จะทานอาหารทั้ง 3 มื้อ ก็ตรงนี้แหละค่ะ

ตรงนี้มี Wifi free ตั้งแต่ 9.00-21.00 น. นั่งเล่นได้อย่างเพลิดเพลิน










ด้านหน้ารีสอร์ตข้ามถนนเส้นเล็กๆไปจะเป็นโซนหาดทรายมีป้ายติดไว้ว่า Private Zone

หาดช่วงนี้ยังเป็นส่วนของรีสอร์ตอยู่ค่ะ มีต้นมะพร้าวปลูกไว้เป็นกลุ่มๆ

และมีเปลญวนผูกไว้เป็นระยะ สามารถนั่งเล่นนอนเล่นได้

ตอนกลางคืนก็ยังออกมานั่งเล่นได้ค่ะ มีโคมไฟส่องสว่างอยู่ทั่วบริเวณ

แต่พอเลย 3 ทุ่มแล้วทางรีสอร์ตจะปิดไฟ ซึ่งก็ไม่ควรนั่งอยู่ต่อค่ะ

เราสามารถเดินชมทะเลตอนกลางคืนได้นะคะ ถ้ามีเพื่อนเดินด้วย

ยิ่งช่วงเดือนหงายจะสว่างมาก เดินสบายๆลมเบาๆฟังเสียงคลื่น ชิลล์ค่ะ

แถบนี้ค่อนข้างปลอดภัยมากค่ะ ผู้คนเป็นมิตร แต่ก็อย่าประมาทนะคะ









น้ำตาลชอบที่จะมานอนเล่นผึ่งแดดรำไรตรงนี้มาก

ใส่เสื้อกล้ามเกงขาสั้นทา Sunblock ดีๆ spf ไม่ต้องสูงนัก แค่ป้องกันไม่ให้ผิวไหม้

นอนอ่านหนังสือรับลมทะเล แถมได้ผิวแทนๆเป็นของแถม.....สุขใจยิ่งนัก





สำหรับเรื่องกิจกรรมที่นอกเหนือจากการพักผ่อนนอนเล่นที่นี่ก็มีให้เลือกค่ะ

กิจกรรมแรกคือไปดำน้ำที่เกาะทะลุ เกาะสิงห์ และ เกาะสังข์

แนะนำให้ไปในวันที่อากาศดีๆ คลื่นลมสงบนะคะ

ใช้เวลาประมาณครึ่งวันเช้า แต่ต้องตื่นเช้าหน่อย ซึ่งปกติก็ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นอยู่แล้ว

กิจกรรมนี้สามารถติดต่อให้ทางรีสอร์ตเป็นคนจองให้และจ่ายเงินกับทางรีสอร์ตได้เลยค่ะ

ถ้าเรามีรถมาเองขับรถไปที่ท่าเรือเองได้ราคาทริปจะตกคนละ 450 บาท

แต่ถ้าไม่มีรถมาเองอย่างน้ำตาลมารถไฟ จะมีบริการรถมารับส่งให้แต่จะราคา คนละ 900 บาท

รถจะมารับที่รีสอร์ตประมาณ 7.45 น.

ซึ่งทางรีสอร์ตจะตั้งอาหารเช้าประมาณ 8 โมง ซึ่งเราสามารถแจ้งล่วงหน้าได้ค่ะ

เค้าจะตั้งอาหารเช้าให้เร็วขึ้น เราก็จะได้ลงมาทานก่อนแล้วเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย





ที่จะแนะนำคือ การไปดำน้ำตื้นให้เตรียมเสื้อผ้าแห้งไปเปลี่ยนด้วย 1 ชุดตอนขากลับค่ะ

น้ำตาลใส่ชุดว่ายน้ำไว้ด้านใน มีเสื้อยืดกางเกงขาสั้นสวมทับไว้ด้านนอก

ก็พกแต่ชุดชั้นในไปเปลี่ยนเอาชุดว่ายน้ำเปียกออกก็พอ ตอนขากลับนั่งรถตู้กลับจะได้ไม่หนาว

และอย่าลืมพกสารพัดกันแดดไปทาด้วยนะคะ ถึงเรือจะมีหลังคาแต่แดดก็ไม่ได้ปราณีเรา

อาหารขนมจะพกไปก็ได้ ทางเรือมีบริการขนม น้ำอัดลม ผลไม้ และข้าวกล่องกลางวันให้ค่ะ

เมื่อไปถึงท่าเรือ ก่อนลงเรือจะต้องไปเลือกเสื้อชูชีพคนละ 1 ตัว

และหยิบ Snorkel สำหรับดำน้ำคนละ 1 อัน

เลือกทั้งสองอย่างที่ขนาดเหมาะกับตัวนะคะ เล็กไปอึดอัด ใหญ่ไปไม่พอดี 

เวลาดำน้ำมันจะดึงตัวเราไม่ดี ทำให้เสื้อมันค้ำคอเจ็บค่ะ 

ที่สำคัญอย่าลืมแว่นกันแดดนะคะ แสงจ้าในทะเลเวลากลางวันมันจ้ามาก




เอาล่ะค่ะ เมื่อลงเรือแล้วเราก็มุ่งหน้าไปเกาะทะลุกันก่อน

เกาะทะลุเป็นเกาะส่วนตัวนะคะ มีรีสอร์ตและมีเจ้าของเกาะ เค้าไม่อนุญาตให้เราขึ้นเกาะ

เพื่อการรักษาความปลอดภัยของเกาะเค้าเอง ดังนั้นเราจึงได้อยู่แต่บนเรือดูเกาะนะฮะ

ซึ่งถ้าต้องการจะนอนบนเกาะ ก็สามารถจองเข้าพักได้โดยตรงกับทางรีสอร์ตได้เลย

มีที่พัก อาหาร และเรือรับส่งพร้อม ลองเสิร์ชหาดูจาก google ได้ค่ะ

เกาะทะลุรีสอร์ต......ลองหาดูนะคะ


เราใช้เวลาจากท่าเรือมาประมาณ 20 นาทีก็จะถึงเกาะทะลุ สิ่งแรกที่ลุงเรือพาไปดูคือ

ตรงจุดที่ทะลุของเกาะค่ะ เกาะเป็นเกาะหินปูน โดนน้ำโดนลมทั้งเซาะทั้งพัดมากๆเข้าก็ทะลุเป็นรู

มันตลกมากที่ลุงเรือขับพาเราอ้อมไปอีกข้างของรู เพื่อจะโชว์ว่า

"นี่มันทะลุจริงๆนะเฟ้ย ไม่ได้เอาผ้าใบเขียนรูปทะเลมาหลอกแปะไว้"



จากนั้นเค้าก็จะขับเรือพาไปดำน้ำในบริเวณที่จัดไว้ให้นักท่องเที่ยวดำน้ำดูปะการัง

โชคดีที่วันที่ไปนั้นนักท่องเที่ยวไม่เยอะ มีเรือออกมาแค่ 3 ลำ ลำละ 30 คน

ก็ทยอยกันลงดำน้ำไป เลยไม่เจอวิกฤตดำน้ำเจอแต่ปลาตีน เหมือนอย่างที่คิดไว้

ปะการังแถบนี้ก็พอมีให้ดูค่ะ สวยพอประมาณ ปลาเยอะมาก ดุเอาเพลินๆ

น้ำไม่ได้ใสมากนะคะ แต่ก็ยังพอมองเห็นได้สบายๆ สู้ทางอันดามันไม่ได้หรอกค่ะ







โชคดีอีกครั้งที่วันที่ไปนั้นอากาศดีมาก ลมสงบ คลื่นสงบ

เรือก็เลยจะพาเราไปดำน้ำที่เกาะสังข์อีกที่ เพราะถ้าลมแรง 

ก็จะได้ดำแค่ที่เกาะทะลุ 2 จุดแล้วกลับเลย


เกาะสังข์ปะการังสวยกว่าที่เกาะทะลุมากค่ะ ปลาก็เยอะกว่า คนที่มาดูก็น้อยกว่า

มีเชือกกั้นบริเวณดำน้ำอย่างชัดเจนค่ะ ซึ่งดีมากเพราะช่วงตรงนั้นเป็นท้ายเกาะ

น้ำค่อนข้างแรงพอสมควร คนว่ายน้ำไม่แข็งอาจจะตกใจได้ อาศัยเกาะเชือกดูไปเรื่อยๆก็สบายดีค่ะ

เรื่องดำน้ำนี่ต้องขอปรบมือให้คุณสามีนะคะ ฮีว่ายน้ำไม่เป็น

เวลาอิเมียจะไปเที่ยวดำน้ำ ฮีก็ไม่ได้ห้ามอะไร ไปไหนไปด้วย ลงน้ำด้วย

จากที่เคยกลัวน้ำสุดใจขาดดิ้นเพราะว่ายน้ำไม่เป็น

ทริปแรกตอนจีบกันใหม่ๆ ไปเที่ยวเกาะเต่าค่ะ เราก็ไม่รู้ว่าฮีกลัวน้ำ

พอถึงเวลาดำน้ำก็ลากเค้าลงไปเลย จูงมือว่ายนำไป สัก 5 นาที ฮีขอขึ้นไปนั่งสั่นบนเรือ

ไอ้เราก็ดำน้ำต่อไปไม่ได้สนใจ ก็มันสวยนี่นา พอขึ้นเรือไปเห็นนั่งสั่นอยู่ 

แดดก็ร้อนจะตายสั่นไรวะ เลยแกล้วแซวไปว่า

"ปีนี้ยังไม่ได้ฉีดยาเรอะ" ปรากฎว่าฮีกำลังช็อกค่าาา ฮีกลัวน้ำ ว่ายน้ำไม่เป็น

เดี๋ยวนี้ใส่ชูชีพใส่หน้ากากโดดตูมเลยค่ะ

แต่ไม่ว่ายนะ น้ำตาลจะเป็นคนว่ายแล้วลากเค้าตามไป ออกแรง เหนื่อยหน่อย แต่ได้สนุกทั้งคู่


ดำน้ำเสร็จทั้ง 2 จุดแล้วก็แจกข้าวกล่องกับผลไม้ค่ะ

ข้าวก็ข้าวผัดง่ายๆโง่ๆนี่แหละค่ะ ตอนนั้นหิวตาลายอะไรก็อร่อยแล้ว แผล่บเดียวหมด

บนเรือมีห้องน้ำค่ะ ไม่ต้องกลัวจะเบาจะหนักสามารถหมด มีถังเก็บของโสโครกข้างใต้ค่ะ

กว่าเรือจะกลับเข้าฝั่งเทียบท่าก็ประมาณ เที่ยงครึ่งค่ะ

ขึ้นมาแล้วก็เอาชูชีพกับหน้ากากดำน้ำไปคืนเค้า แล้วไปเปลี่ยนเอาชุดเปียกออก

แล้วใส่ชุดแห้งขึ้นรถตู้กลับรีสอร์ต อ้อ ก่อนลงเรือขาไปอย่าลืมขอเบอร์โทรพี่คนขับรถไว้นะคะ

เผื่อเรือเข้าฝั่งมาเร็วจะได้ไม่ต้องรอนาน ไม่แนะนำให้อาบน้ำที่ท่าเรือ

เรากลับไปอาบน้ำที่รีสอร์ตดีกว่าสบายกว่าเยอะเลย ใช้เวลาแค่ 15-20 นาทีก็ถึงแล้วค่ะ





กิจกรรมที่สอง ขี่จักรยาน ออกแรงกันหน่อยค่ะ

ทางรีสอร์ตมีจักรยานหลายขนาดให้เช่าชั่วโมงละ 20 บาท ให้ขี่เล่นค่ะ

ขี่ไปบนถนนเลียบทะเล ข้างนึงเป็นทะเล อีกข้างเป็นสวนมะพร้าวสลับกับรีสอร์ตอื่นๆ

บางช่วงก็ร่มรื่นดี บางช่วงก็ร้อนเหมือนกันค่ะ






ขี่ไปเรื่อยๆจนสุดทาง จะเป็นหมู่บ้านชาวประมง มีสะพานข้ามคลองเล็กๆ

ที่มีเรือประมงจอดเต็มไปหมด ขี่ต่อไปเรื่อยๆจะเป็นสวนมะพร้าวเต็มไปหมด

เส้นทางจะไม่เลียบทะเลอีกต่อไป เอาก็เลยวกรถกลับค่ะ

ขี่ย้อนกลับไปทางตลาด ทางนั้นจะมีรีสอร์ตเยอะ คนก็แยะ มีร้านกาแฟหลายร้าน

รมถึงมีร้านอาหารอีกเพียบ แวะกินก็ยังได้ แต่เท่าที่ลองชิมดูแล้ว

น้ำตาลว่าอาหารที่รีสอร์ตอร่อยแล้วราคาไม่แพง กินได้สบายใจ

แวะทานกาแฟที่ วิลล่าอะคาเดีย ก็พอกินได้ค่ะ แพงไปหน่อย 55555++




กิจกรรมที่ 3 จักรยานคงไม่ไหว แต่ถ้าเช่ามอเตอร์ไซค์แว้นซ์ก็พอไหวค่ะ

นั่นคือขี่รถขึ้นไปที่วัดเขาธงชัย วัดเขาธงชัยอยู่บนเขาค่ะ ต้องขี่รถขึ้นไป

แล้วเดินขึ้นบันไดไปอีก บนนั้นมีเจดีย์ใหญ่ พระใหญ่ สวยมาก

ถ้ามีโอกาสก็แวะนมัสการนะคะ แค่ได้ชมวิวหาดบ้านกรุดจากบนเขา ก็ฟินแล้วค่ะ






กิจกรรมที่ 5 ยามเช้าของหาดบ้านกรูดในช่วงเดือนมีนา ไปจนถึงเดือนสิงหา ช่วงเช้าน้ำจะลงไปไกล

เราตื่นกันแต่เช้าดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า และเดินเล่นชายหาด

เช้าๆบนหาดมีระบบนิเวศน์เล็กๆบนหาดให้เดินดูเล่นสนุกดีค่ะ

ที่นี่มีอีแปะทะเล หรือ เหรียญทะเล หรือ Sand Dollar เป็นสัตว์ประเภทเดียวกับดาวทะเลค่ะ

ตัวที่อยู่บนฝ่ามือเป็นตัวเล็กๆค่ะ มันใหญ่ได้เกินฝ่ามืออีกค่ะ

ตัวมันเป็นแคลเซียม และมีขนแข็งๆเหมือนกำมะหยี่ด้านนอก











กิจกรรมยามเช้าอย่างที่ 6 ที่เพิ่งจะเริ่มขึ้นเร็วๆนี้เพราะคุณหมอสั่ง

นั่นคือการวิ่งค่ะ 555++

หมอสั่งให้วิ่งให้ออกกำลังเยอะๆเพื่อกระตุ้นให้ตับอ่อนทำงานมากขึ้น

อาการเบาหวานจะได้ดีขึ้น HDL ในเลือดจะได้สูงขึ้น

น้ำตาลก็เลยเอารองเท้าวิ่งมาด้วย และต้องขอบคุณคุณสามีที่ฉุดกระชากลากถูกให้ออกมาวิ่ง

วันแรก ฮีก็วิ่งด้วย วันหลังๆฮีนั่งรอบนเตียงผ้าใบหลับรอซะงั้น 5555








วิ่งบนถนนก็วิ่งง่ายดีค่ะ วิ่งไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักเดินเอา หายเหนื่อยก็วิ่งต่อ

วิ่งที่นี่หายใจได้ยาวลึกเข้าปอดแล้วสดชื่นมาก วิ่งได้ทน วิ่งได้นาน

หรือจะวิ่งบนหาดก็ดีค่ะ แต่วิ่งเท้าเปล่านะคะ ใส่รองเท้าวิ่งไม่ถนัดเลยจริงๆ

วิ่งเท้าเปล่ามันส์กว่ากันเยอะเลย อันนี้ก็วิ่งสนุกค่ะ เพราะวิ่งไปลุยน้ำไป ใช้พลังงานเยอะมาก





กิจกรรมที่โปรดปรานที่สุด แล้วอยู่ 3 วันก็เล่นมันทั้ง 3 วัน

วันจะกลับก็ไม่พลาดจะลงเล่นด้วย

มันคือลงเล่นน้ำทะเลค่ะ คลื่นจะแรง น้ำจะลง น้ำตาลก็จะลงทะเลค่ะ

ช่วงหน้าร้อนตอนเช้าไปจนเที่ยงๆ น้ำจะลงไปไกลมาก มีสันทราย อยู่ไกลออกไป

น้ำตาลชอบมากที่จะไปนอนกลิ้งเกลือกเล่นน้ำทะเลตั้งแต่สายๆไปจนเกือบเที่ยง

ถามว่ากลัวดำไหม๊???  ลง Sunblock ดีๆ มันก็ไม่ไหม้นะคะ แต่ดำค่ะ 5555++


ทะเลที่นี่ดีกว่าที่อื่นตรงไหน ทำไมถึงติดใจนักหนา มากัน 3 รอบไม่มีเบื่อ

ทะเลที่นี่น้ำใสพอควร ทรายไม่ได้ขาว ทรายก็ไม่ได้ละเอียดอะไร

แล้วมันมีดีตรงไหน

ดีตรงที่......ทะเลเป็นของเราค่ะ

หาดบ้านกรูดเงียบมาก ไม่ค่อยมีคนเล่นน้ำเท่าไหร่ ไม่มีบานาน่าโบ๊ต

ไม่มีเจทสกี ไม่มีเตียงผ้าใบ

มีแต่น้ำฟ้าผืนทรายและเราสองคนค่ะ แฮปปี้ที่สุด

มันเป็นหาดที่เงียบสงบและเป็นธรรมชาติที่สุดที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก

พูดเลยว่ามานอนกลิ้งกลางหาดแบบนี้ไม่อยากกลับบ้านเลยค่ะ




ที่ชอบรีสอร์ตนี้อีกอย่างคือ ก่อนเดินเข้ารีสอร์ตจากหาดจะมีก๊อกน้ำล้างขาให้ค่ะ

ล้างทรายออกจากขาก่อนเดินเข้า ทางเดินรีสอร์ตเลยสะอาด ไม่มีรอยเท้าทรายย่ำเป็นเทือก





อาหารเช้าที่รีสอร์ตนี้มีเหมือนๆกันแทบทุกวัน

ถ้าเป็นช่วงธรรมดาแขกน้อยๆ ก็เดินไปสั่งเอา อยากกินอะไร ขนมปังไส้กรอก ไข่ดาว

หรืออยากกินข้าวต้ม ก็เดินไปบอกค่ะ เดี๋ยวเค้าก็ยกมาให้

แต่ถ้าเป็นช่วง Long Weekend ก็จะตั้งโต๊ะเป็นบุฟเฟ่ให้เลือกตักได้ตามอัธยาศัย



อาหารเช้าก็มาตรฐาน ไส้กรอก แฮม ไข่ดาว ไข่คน และมี เฟรนช์โทส

ขนมปังปิ้ง เนย แยม นม คอร์นเฟลค ชา กาแฟ ขนมปังที่นี่เป็นขนมปังโฮลวีต

ข้าวต้มหมูบ้าง ไก่บ้าง ที่นี่จะมีแยกหม้อข้าวต้ม กับหม้อน้ำซุปนะคะ

เราสามารถตักมาผสมกันได้ หรือ น้ำตาลจะทานแต่ซุปหมูก็ตักแต่ซุปไม่เอาข้าวก็ได้

ยังมีถาดผักสลัดให้เลือกหยิบ และผลไม้ด้วยนะคะ

เครื่องดื่มก็มีตามมาตรฐาน น้ำเปล่า น้ำส้ม นมสด เลือกได้

อาหารเช้ารวมอยู่ในค่าที่พักแล้วนะคะ มีบริการให้ตั้งแต่ 8.00 - 10.00 น.ค่ะ




ส่วนอาหารกลางวันก็เลือกทานได้ตามใจชอบค่ะ

น้ำตาลกับคุณสามีมักจะสั่งอาหารจานเดียว ทานกันง่ายๆ

จานที่ชอบกันมาก แย่งกันสั่งตลอดคือ ข้าวผัดเบคอนค่ะ

เป็นเบคอนหั่นชิ้นเล็กๆทอดกรอบๆหอมๆ ผัดกับข้าว...โอ้ย อร่อยมากเหอะ

น้ำปลาพริกกะมะนาวที่นี่ก็อร่อยมาก เพราะพริกปลูกเอง มะนาวก็ปลูกเองอยู่ข้างหลัง

ช่วงหน้าแล้งมะนาวแพงสลัส แต่ที่นี่ก็ยังมีมะนาวให้ทาน เลยถามว่าไปหามาจากไหน

พี่เจ้าของพาเดินไปดูต้นเลยค่ะ มีต้นมะนาวเป็นของตัวเอง 5555++





ตอนเย็นอยากจะทานอะไรกันเบาๆ ก็สั่งเป็นสลัดหรืออาหารจานเดียวทานก็ง่ายดีค่ะ

น้ำตาลสั่งสลัดไข่ดาวกรอบ รสชาติคล้ายๆยำไข่ดาว แต่ไม่เผ็ด

ของหนิงเป็นทะเลทอดกระเทียมราดข้าว อร่อยดีค่ะ

แต่หมูมะนาวที่นี่รสประหลาดมาก เหมือนหมูซีอิ้วบีบมะนาว ราดน้ำยำ

ฝานเลมอนสีเหลืองโรยหน้ามาน่ากินมาก แต่ชิมแล้วรสชาติประหลาด 555++




อ้อ....ที่รีสอร์ตนี้มีนโยบายรักษ์สิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงานค่ะ

ถ้าเราไม่ทำความสะอาดห้อง ไม่เปลี่ยนผ้าเช็ดตัว เค้าจะให้น้ำผลไม้ปั่นคนละแก้วฟรี

ห้องนึงมี 2 คน ก็ได้ 2 แก้วต่อวัน จะสั่งตอนไหนก็ได้ค่ะ

แต่ต้องสั่งทานวันต่อวันนะคะ รวมเก็นไว้กินทีเดียวไม่ด๊าายยยย



อาหารตามสั่งของที่นี่ก็อร่อยมากค่ะ เราสองคนก็จะจัดเต็มกันแค่บางมื้อ

จัดเต็มทุกมื้อเห็นจะไม่ไหวค่ะ ไม่ใช่ว่าจ่ายไม่ไหวนะคะ แต่กินไม่ไหวค่ะ

ขืนจัดหนักแบบนี้ทุกมื้อ กลิ้งกลับกรุงเทพฯแน่ๆ เลยเลือกบางเมนูที่ชอบทาน

และมาทีไรจะสั่งซ้ำๆมาให้ดูกันนะคะ

อาหารที่นี่ต้องสั่งก่อน 5 โมงเย็นนะคะ ทางรีสอร์ตจะได้ไปตลาดแล้วซื้อของมาทำให้เรา

เค้าไม่สต็อกอาหารไว้เยอะ พเราะกลัวว่าจะไม่สดค่ะ

มาที่นี่เราสองคนไม่เน้นทาน Sea Food เราจะทานกันอย่างที่อยากทาน

ปูนึ่ง กุ้งเผา อยากกินก็สั่งไว้ได้ค่ะ แต่ไม่ค่อยอยากกินเท่าไหร่ กินอย่างอื่นดีกว่า


ใบเหลียงผัดไข่.....เมนูบ้านๆที่ต้องถามก่อนว่ามีใบเหลียงไหม ถ้ามีก็สั่งเถอะค่ะ

มันอร่อยมาก ผัดใบไม้เขียวๆกับไข่จนหอม เค็มๆมันๆ ทานกับข้าวอร่อยมากๆ

สั่งบ่อยจนดูหมกมุ่นกะใบเหลียงจริงๆ จนพี่เจ้าของแซว 5555


ปลาหมึกผัดไข่เค็ม......เมนูธรรมดาที่ร้านไหนๆก็มี ที่นี่ก็มีค่ะ ปลาหมึกที่นี่สดกรอบ

ไข่เค็มที่นี่ไม่เค็มจัด ผัดแล้วทั้งหอมและมัน ทานเพลิน


ต้มยำกุ้งน้ำข้นมะพร้าวอ่อน......ต้มยำกุ้งรสจัดน้ำข้นแถมใส่มะพร้าวอ่อนลงไปด้วย

ต้มยำกุ้งรสชาติมาตรฐานค่ะ แต่ที่แย่งกันกินคือไอ้เจ้ามะพร้าวอ่อนในต้มยำต่างหาก

ไอ้นี่แหละที่มันอร่อยมากกกกก แถวนี้เค้าปลูกมะพร้าว และเจ้าของเองก็มีสวนมะพร้าว

ดังนั้นมะพร้าวอ่อนที่ใส่ลงไปนั้น มันคือมะพร้าวปลูกเองค่ะ แถมเค้าทำมะพร้าว Organic ด้วย

เพราะมันขายได้ราคาดีกว่า มันเลยอร่อยและทานได้สบายใจ


โรตี+พะแนงทะเล......พะแนงรสชาติมาตรฐานค่ะ วัตถุดิบดีสดมาก รสไม่เผ็ดจัด

กะทีดีมะพร้าวดี แต่ที่เด็ดคือแป้งโรตีอร่อยสุดๆ เวลาสั่งเค้าจะให้มาสองแผ่น 

ต้องขอเบิ้ลเป็น 4 แผ่นทุกครั้งไป 




แกงส้มปลาใบกะเพรา......แกงส้มรสจัดใส่ปลากระพงชิ้นโตๆและใส่ใบกะเพราด้วย

จานนี้รสจัดมากค่ะ ทั้งเผ็ดและร้อน ใส่ใบกะเพราด้วยหอมมากๆ แต่ยิ่งเพิ่มรสร้อนให้จัดขึ้น

เป็นเมนูเด็ดที่ถึงเผ็ดก็จะกินค่ะ ล่าสุดที่ไป ได้ใบกะเพราะมาเต็มชาม

ทานกันเพลินเลย ชอบอยู่แล้วใบกะเพรานี่ เลยแอบแซวพี่เจ้าของไปว่า

กะเพราปลุกเองใช่ป่าว ใส่มาทั้งต้นเลยป่ะเนี่ย พี่ทำหน้าตกใจแล้วบอกว่าใช่

กะเพราที่นี่ปลูกเอง ไม่ใส่ยาฆ่าแมลง ใช้เยอะแค่ไหนก็มีให้กินตลอดปี


หมึกกระเทียมพริกไทย......หมึกสดรสดีค่ะ เมนูง่ายๆร้านไหนก็มี


ยำมะเขือยาว......อันนี้เป็นเมนูโปรดของน้ำตาลเองค่ะ ที่นี่ก็ทำได้อร่อยรสดีไม่เผ็ดมาก

กุ้งที่ใส่ก็สดดีค่ะ วัตถุดิบดี อาหารก็ดีไปเกินครึ่ง


ผลไม้จานกลางๆนี่เป็นของแถมค่ะ มีมาให้ทุกวันมื้อเย็น

บางวันเป็นแตงโมหวานฉ่ำ บางวันก็เป็นสับปะรดรสจัดเชียว

บางวันก็เป็นมะม่วงสุกปอกมาเสร็จสรรพ บางวันก็เป็นส้มโอ

อย่าถามว่าจะได้อะไร แล้วแต่ดวงค่ะ 5555++





อาหารที่นี่อร่อยดีค่ะ รสชาติใช้ได้ หน้าตาก็ดี ราคาไม่ได้แพงไปกว่าร้านข้างนอก

ราคาต่อมื้อ 300-500 บาท แล้วแต่จะจัดหนักจัดเบาค่ะ

ก่อนจะรู้ว่าเป็นเบาหวาน สั่งอาหารมาทานกันที 2 คนอาหาร  อย่างข้าวโถนึง หมดค่ะ

อิ่มกันจนลุกไม่ขึ้น มันอร่อยจริงๆ 





ยามเย็นของบ้านกรูดก็สวยไปอีกแบบค่ะ ท้องฟ้าจะมีหลากสี

อากาศก็ดี ลมเรื่อยๆ ยกเว้นช่วงพายุเข้านะคะ ฝนจะตกอยู่นั่นแหละ และมันไม่ได้มีแค่ฝน

ลมก็แรงด้วยค่ะ มันจะได้อีกฟีลลิ่งเลย

ตอนเย็นๆชอบมากที่จะเดินชายทะเล รอดูท้องฟ้าเปลี่ยนสี

และรอดูพระจันทร์ขึ้นจากทะเลด้วย


พอมืดแล้ว ทะเลที่นี่ก็มีแสงสีเขียวเรืองๆตลอดแนวขอบฟ้าเลยค่ะ

ถูกต้องแล้ว.....มันคือเรือไดหมึก สิ่งมหัศจรรย์ที่นักบินอวกาศมองเห็นแสงเขียว

ที่รีสอร์ตนี้มีบริการติดต่อเรือพาออกไปตกหมึกด้วยนะคะ

ถ้ามากันสัก 10 คน ก็เหมาเรือออกไปตกหมึกได้เลย มีติดต่อให้เสร็จสรรพ




ช่วงหน้าฝนที่มาเที่ยวนี่นี่พี่แอร์เจ้าของรีสอร์ตพาเดินเข้าสวนตอนหัวค่ำ

ทายซิว่าพาไปดูอะไร.....ช่วงนั้นเป็นวันพระขึ้น 15 ค่ำซะด้วย

หิ่งห้อยค่ะ

พี่แอร์พาไปดูหิ่งห้อยในสวนหลังรีสอร์ต ใครที่เคยเห็นที่อัมพวา มาเห็นที่นี่จะตกตะลึง

ที่อัมพวาเราเห็นแค่แสงวิบวับไกลๆตามต้นไม้

ที่นี่มันเกาะเต็มต้นไม้เลยค่ะ เห็นได้ในระยะเอื้อมมือจับได้เลยด้วยซ้ำไป

เยอะจนตกใจถามพี่เค้าไปว่า "พี่ไม่ได้เอา LED มาติดหลอกหนูใช่ป่ะ"

พี่เค้าบอกว่า ด้านหลังมันเป็นทางน้ำ เค้าเอาต้นลำพูมาลงไว้ หิ่งห้อยเลยมา

แต่ก็ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ ขนาดวันที่พระจันทร์สว่าง ยังเห็นระยิบระยับเต็มไปหมด

อยากจะถ่ายรูปมาให้ดูก็ไม่ได้เอาขาตั้งกล้องมา



ค่ำแล้วไม่รู้จะทำอะไรก็สามารถเอาโน๊ตบุ๊ค มานั่งอัพบล็อกเขียนงานได้เรื่อยๆ

ฟังเพลงเบาๆ มีอินเตอร์เนตให้ฟรี จนกระทั่ง 3 ทุ่มนั่นแหละค่ะ ถึงจะปิด

ระหว่างนั้นก็นั่งทานเครื่องดื่มเย็นๆไปด้วยก็เพลินดี ยุงก็มีบ้างไม่มากเท่าไหร่





ที่นี่บ้านกรูดอยู่แล้วมีความสุขดี สบายดี มีโอกาสก็อยากจะไปชาร์จพลังอีก

ไปแต่ละครั้งใช้เงินไปก็พอสมควร ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป 

แลกกับการพักผ่อนแสนสบายขนาดนี้.....คุ้มโคตรๆค่ะ


ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 4 วัน 3 คืน 

รวมทั้งหมดทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่พักและค่ากิจกรรม

ตกราวๆคนละ 5,000 บาท อาจจะมากหรือน้อยกว่านิดหน่อย

ค่าที่พักคืนละ 1800 - 2400 บาท/คืน

ค่าเดินทาง 975 บาท (ค่ารถไฟทั้งไปและกลับ)

ค่าอาหารประมาณ 1500 - 2000 บาท/ทริป/ 2คน

ค่าดำน้ำ 900 บาท/คน


ที่พักสามารถโทรศัพท์สอบถามและจองได้ที่ 089 836 4498 ราชาวดีรีสอร์ตโดยตรงได้ค่ะ




ขากลับทางรีสอร์ตจะมาส่งให้ที่สถานีรถไฟประมาณบ่ายสองโมง

รถไฟจะมาเวลา 14.40 น. ไม่ค่อยเสียเวลานะคะ ตรงเวลามาก อย่าพลาดเลยเชียว

ขากลับนี่ไม่มีอาหารกลางวันให้นะคะ ควรทานมาให้เรียบร้อยจากรีสอร์ต

และควรซื้อขนมเครื่องดื่มติดมือขึ้นไปด้วยค่ะ เผื่อหิว

พอถึงหัวหินจะมีเจ้าหน้าที่มาถามว่าจะซื้อของฝากไหม มีขนมต่างๆ

สามารถฝากเจ้าหน้าที่สั่งและซื้อได้ค่ะ ข้าวตังอร่อย

ก๋วยเตี๋ยวราชบุรีก็ใช้ได้ หม้อแกงก็อร่อยค่ะ แต่อย่างอื่นอย่าสั่งเชียว 5555


เราจะมาถึงสถานีกรุงเทพฯประมาณ 2 ทุ่มค่ะ

แล้วเราก็นั่งแท็กซี่กลับบ้านโดยสวัสดิภาพ

ทริปหน้ามาใหม่แน่ๆ ^_____^



Create Date : 09 มกราคม 2558
Last Update : 25 มกราคม 2558 20:20:40 น.
Counter : 2087 Pageviews.

1 comments
  
ไม่ได้นั่งรถไฟนานมากแล้ว น่าสนุกจังเนอะ
สบายๆ ดีด้วยไม่ต้องอะไรมาก เมืองไทยเที่ยวแบบนี้แหละสุขใจดี
โดย: ZiNNiAz วันที่: 25 มกราคม 2558 เวลา:21:52:51 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#16



bemynails
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 69 คน [?]



ผู้หญิงธรรมดาที่ชอบช๊อปปิ้ง แต่งหน้า เพื่อความสุขเล็กน้อยๆของตัวเอง ในโลกการทำงานที่ผู้ชายเป็นใหญ่
งานออกแบบเป็นชีวิต....ก็ขอออกแบบชีวิตประจำวันด้วยสีสันบ้าง....

เพราะผู้หญิงก็ยังเป็นผู้หญิงวันยังค่ำ.... ^_^


ไม่อนุญาตให้ใช้ข้อมูลหรือชื่อ bemynails ในการนำไปอ้างอิงเพื่อขายสินค้าใดๆค่ะ


แอดเป็นเพื่อนกันใน facebook ได้ค่ะ

bemynails