ความสุขและความทุกข์ของเราเกิดจากความคิดของตัวเองทั้งสิ้น หยุดคิดก็หยุดทุกข์
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2556
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
5 พฤษภาคม 2556
 
All Blogs
 

ประสบการณ์การลงทุนของเราที่กว่าจะลงตัวได้...

สวัสดีทุกท่านที่พลัดหลงเข้ามานะคะ

หากท่านใดเพิ่งเข้ามาที่บล้อคนี้ เพราะสนใจเรื่องการลงทุนและยังเป็นมือใหม่อยากได้วิธีการแล้วล่ะก็

รบกวนให้เข้าไปอ่านบล้อคก่อนหน้านี้ เรื่องของควรทราบอะไรก่อนการลงทุนนะคะ รวมทั้งเรื่องวินัยการเงิน

แต่ถ้าจะอ่านทีหลัง หรือแม้จะไม่อ่านก็ไม่ว่ากันค่ะ แหะๆ

ก่อนจะเข้าเรื่อง ต้องขอเรียนให้ทราบก่อนว่า เราเองก็เป็นมือใหม่เช่นกัน เพิ่งจะลงทุนเมื่อสักเกือบปลายปีที่แล้วนี่เอง

ดังนั้น หากท่านใดที่เป็นกูรูด้านการลงทุนอยู่แล้ว อ่านบล้อคเราคงไม่ได้อะไรเพิ่มเติม

และอีกเช่นกัน สิ่งที่เราจะเล่านี้ เป็นการเล่าสู่ประสบการณ์ของเราเอง ไม่ใช่เป็นกลเม็ดเคล็ดลับอะไร ไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนต้องเห็นด้วยและทำตาม แต่อยากให้เห็นเป็นแนวทางอีกแนวหนึ่ง แล้วก็ใช้วิจารณญาณของแต่ละท่าน ที่จะเลือกเก็บเกี่ยวสิ่งที่เป็นประโยชน์เอาไปใช้นะคะ

เกริ่นพอแล้ว เข้าเรื่องดีกว่า

เราไม่ได้ทำงาน อยู่กับพ่อแม่ ทุกเดือนพ่อจะให้เป็นเงินเดือนซึ่งก็แบ่งจากบำนาญ แม่เราเป็นข้าราชการเหมือนกัน แต่แม่มีการลงทุนเพื่อหาเงินเพิ่มหลายทาง เช่น ซื้อคอนโด บ้านจัดสรร แล้วขายต่อบ้าง ซื้อหุ้นธนาคารบ้าง

ซึ่งเรื่องเหล่านี้ เราก็พอจะทราบบ้างแต่ไม่เคยเข้าไปศึกษา คือฟังแต่เวลาแม่มาเล่าว่า ตอนนี้หุ้นขึ้นบ้าง ลงบ้าง ได้ปันผลเท่านั้นเท่านี้บ้าง เรียกว่ารู้พอเลาๆ จริงๆ

จนแม่เสียไป ก่อนหน้านั้น แม่ก็ได้สั่งให้โบรกเกอร์สั่งขายหุ้นแล้วให้แบ่งเงินระหว่างเรากับพี่ เงินที่ขายที่ได้ นอกนั้นยังมีเงินในธนาคาร และเงินตกทอดอะไรนี่ล่ะ ทำให้มีเงินเป็นก้อนใหญ่ขึ้นมา

เราก็คำนวณดูว่า หากเอาเงินจำนวนนี้ไปฝากธนาคาร เอาดอกเบี้ยมาเป็นค่าใช้จ่ายแล้วนี่ มันจะพอไหม คิดสาระตะดูแล้ว มันไม่พอล่ะ ทั้งๆ ที่ก็เป็นเงินก้อนใหญ่นะ ก็ 7 หลักล่ะ

ตอนนั้นก็ได้แต่หาวิธีว่าจะทำยังไงให้เงินมันงอกเงยได้มากกว่านี้ ครั้นจะไปทำงาน อายุก็มากแล้ว และไม่ได้ทำงานมานาน อีกอย่างเราไม่ชอบการเป็นลูกจ้าง ในชีวิตเคยทำงานฐานะลูกจ้างได้ไม่เกิน 2 ปี ทำอยู่ 2 ที่ จะว่าจับจดก็ไม่ใช่ เพราะถ้าเป็นสิ่งที่เราชอบ เราจะทำแบบหัวชนฝาเลย แทบไม่กินไม่พักกันเลยล่ะ

ครั้นทำสิ่งที่ชอบ มันก็ไม่ได้ตังค์ แหะๆ เพราะชอบทำสิ่งที่มีคนส่วนน้อยชอบ

สรุปคือ ตอนนั้นได้แต่คิดวนไปวนมา กลุ้มใจไม่รู้จะหาเงินยังไงดีจากเงินที่มีอยู่ การจะเสี่ยงทำอะไรโดยให้เงินที่มีนั้น ร่อยหรอหรือขาดทุน เป็นสิ่งรับไม่ได้ เพราะเราหาเงินเองไม่ได้ จึงต้องรักษาสิ่งที่มีให้คงอยู่และงอกเงยให้ได้เท่านั้น

จนวันหนึ่ง ได้อ่านหนังสือเรื่อง การลงทุนในกองทุนรวม หรือรวยด้วยกองทุนรวมไม่ยาก อะไรนี่ล่ะ ก็พอได้ไอเดียบ้าง แต่ก็ยังไม่มากพอ คือ เราเคยลงทุนในกองทุนรวมอยู่แล้ว เป็นกองทุนรวมตราสารหนี้แบบมีกำหนดเวลา 6 เดือน กำไรที่ได้ ก็ประมาณ 3 % ต่อปี ลง 4 แสนได้กำไร 6 พันกว่า ต่อเวลา 6 เดือน ซึ่งก็รู้สึกว่า มันยังไม่ใช่ หากซื้อสักล้านนึง มันได้กำไรเดือนละ 2500 แล้วมันจะรวยเข้าไปได้ยังไง กินยังไม่พอเลย

จากนั้น ก็เลยหันไปสนใจเรื่องหุ้น เพราะคิดแบบง่ายๆ และคิดแบบคนไม่เคยเข้าไปสัมผัสจริงๆ คือ คิดว่าเราเอาเงินเย็น ไปซื้อหุ้นไว้ พอมันขึ้นเราก็ขาย เราก็ได้กำไรแล้ว ถ้ามันลงก็ไม่ขาย อย่างที่เขาว่า ไม่ขายไม่ขาดทุน หลักการมันก็แค่นี้เอง ไม่เห็นจะยาก

ว่าแล้วก็ซื้อหนังสือเรื่องการเล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก ของสนพ. เดียวกันกับกองทุนรวมนั่นล่ะ มาอ่านเพื่อเป็นแนวทาง จากกนั้นก็ลงสนามจริง

เราขอข้ามรายละเอียดขั้นตอนการเปิดบัญชีหลักทรัพย์กับโบรกเกอร์นะคะ พอได้บัญชีหลักทรัพย์ เข้าไปซื้อขายหุ้นด้วยตนเองแล้ว ก็เริ่มซื้อหุ้นตัวนึงก่อน เป็นหุ้นไม่มีปันผล

หลังจากซื้อขายได้สักพักหนึ่ง ก็ได้ข้อสรุปว่า มันไม่ใช่อ่ะ มันม่ายช่าย.....

คือพอเราซื้อแล้วรอขายเนี่ย มันไม่สามารถบอกได้ว่าเมื่อไรมันจะขึ้น เพราะปัจจัยที่จะทำให้ราคาหุ้นนั้นขึ้นลงได้ มันมีเรื่องของการตั้งราคาของผู้ที่เข้ามาซื้อขายด้วย แบบว่า บางทีตั้งราคาแบบไม่สมเหตุสมผลก็มี เพื่อเป็นการปั่นราคาต่างๆ

การจะตั้งราคาเพื่อให้ซื้อขายได้ มันก็ต้องมีการแมชชิ่งกันอีก คือ ราคาของผู้ซื้อกับผู้ขายต้องตรงกันอีกด้วย

แล้วธรรมชาติของคนซื้อกับคนขายมันสวนทางกัน คือคนขายก็อยากขายแพง คนซื้อก็อยากซื้อถูก มันก็เลยต้องตั้งราคาตามตลาดอีก ซึ่งมันก็มีการปั่นราคากันอีก ดูแล้วมันเป็นเรื่องชิงไหวชิงพริบกันชอบกล ไม่ใช่เป็นการลงทุนจริงๆจังๆเลย

เมื่อตั้งราคาที่ต้องการแล้ว ก็ต้องรอจนกว่ามันจะแมชกัน เราจึงคิดว่า การนั่งรอแบบเปล่าๆ ตอนนั้นรออยู่ 3 เดือนมั้ง เพราะขายไม่ได้ ขายก็ขาดทุน แบบที่เขาเรียกว่าติดดอย การรอเฉยๆ นี่มันเสียเวลาเปล่าไปจริงๆ เพราะอย่างน้อยถ้าเอาไปฝากออมทรัพย์ อย่างขี้หมูขี้หมาก็ยังได้ดอกเบี้ยบ้าง นี่ไม่ได้อะไรเลย

แล้วมันไม่มีเหตุมีผลอะไร ไม่มีปัจจัยอะไรที่จะทำให้เราได้เงินมากขึ้น นอกจากลงทุนให้มากเท่านั้นแล้วรอดวง ถึงมีกราฟเทคนิคคอลอะไรให้ดูก็เถอะ มันก็ใช่ว่าจะแน่นอน

ก็เลยเปลี่ยนตัวหุ้น คราวนี้ซื้อเอาปันผลแล้ว ซึ่งปันผลที่ได้มันก็น้อยจริงๆ เลยเริ่มหันมาดูกองทุนรวมหุ้นบ้าง

จากการที่ได้เข้าไปอ่านในห้องสินธรทุกวัน ทำให้ได้ความรู้ ข้อมูลอะไรต่างๆ อีกเยอะ ทีนี้ก็มีการกล่าวถึงกองทุนรวมหุ้นของหลายๆ ที่ที่ให้ปันผลเป็นกอบเป็นกำ

เราก็เข้าไปอ่านรายละเอียดต่างๆ ของกองทุนที่เราสนใจ จากนั้นก็ลงทุนกับกองทุนรวมหุ้นแบบมีปันผล

อธิบายนิดหนึ่งสำหรับท่านที่ยังไม่เคยลงทุนกับกองทุนรวม อาจนึกไม่ออกว่ามันเป็นยังไง

กองทุนรวมนั้น เป็นการจัดตั้งขึ้นมาโดยมีผจก. กองทุนเป็นคนจัดการ วัตถุประสงค์ก็เพื่อรวบรวมเงิน เอาไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งจะแจ้งไว้ในหนังสือสาระสำคัญกองทุน โดยกำไรที่ได้ก็แล้วแต่ บางกองทุนไม่มีปันผลให้ ส่วนบางกองก็มีปันผล

ผู้ที่ลงทุนในกองทุน เมื่อจ่ายเงินไป ก็จะได้หน่วยลงทุนมาถือไว้ ซึ่งจะได้จำนวนหน่วยแค่ไหน ก็ขึ้นกับว่า วันที่ซื้อนั้น ซื้อได้ในราคาเท่าไร เพราะราคากองทุนจะเปลี่ยนแปลงทุกวัน

ดังนั้น เงินก้อนเดียวกัน หากซื้อวันที่ราคาแพง ก็ได้หน่วยน้อยกว่าซื้อตอนราคาถูกนั่นเอง

ทีนี้เมื่อได้หน่วยมาแล้ว พอถึงเวลาปันผล ทางกองทุนจะจ่ายปันผลคิดเป็นจำนวนเงินต่อหน่วย เช่น จ่ายให้ 1 บาทต่อหน่วย ถ้าเราซื้อไว้ 1000 หน่วย เราก็จะได้ปันผล 1000 บาท อันนี้ยังไม่พูดถึงภาษี ณ ที่จ่ายนะคะ ถ้าเราให้เขาหักภาษีไปเลย ก็หักออกอีก 10 %

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะเห็นว่า จำนวนเงินปันผลมันก็ขึ้นกับจำนวนหน่วยลงทุนที่เรามีนั่นเอง คือ ถ้ามีหน่วยลงทุนมาก ก็จะได้ปันผลมากไปตามนั้น คิดว่าคงพอเข้าใจนะคะ 

เอ้าต่อ ทีนี้ กองนี้มันจะให้ปันผลค่อนข้างสม่ำเสมอ คือประมาณ 3 เดือนครั้ง ตอนแรก เราใช้นโยบายเปรียบเทียบระหว่างราคาส่วนต่างกับปันผล แบบไหนให้มากกว่าก็เอาตรงนั้น

วิธีนี้ ทำให้เราได้เงินกำไรและทุนกลับมาเป็นรอบๆ ซึ่งมันดูมีเหตุผลและหลักการมากกว่าไปลงกับหุ้นอย่างที่เคยทำ

คือ ด้วยเงินจำนวนเดียวนี้ ทุก 3 เดือน มันจะต้องได้กำไรกลับมา ส่วนจะเป็นกำไรจากส่วนต่างราคาหรือปันผล ก็แล้วแต่เราจะเลือก

หลังจากลงทุนวิธีนี้ได้สัก 3-4 รอบ เป็นการขายเอาส่วนต่างตลอด เพราะปันผลมันได้น้อยกว่า ก็เกิดปรากฏการณ์หุ้นดิ่งตลอดอาทิตย์ ราคาลงมาจนเกือบถึงทุนแล้ว ทำให้ประสาทเสีย เลยขายออกก่อน ได้กำไรน้อยดีกว่าขาดทุนล่ะ ซึ่งพอขายออกไป ราคามันดันขึ้น แน่ะ ดูมันทำ เราก็ต้องเข้าซื้อใหม่ด้วยราคาสูงกว่าเดิม

ก็พอดีประกาศปันผล ได้ค่อนข้างเยอะ ก็เลยเอาปันผลเพราะกำไรส่วนต่างแทบไม่ได้อยู่แล้ว

หลังจากนั้น ก็เลยต้องมาคิดวิธีการใหม่ เพราะเมื่อลองคิดดูถึงการลงทุนอย่างที่เราทำในหลักการที่ว่า ด้วยเงินจำนวนเดียวกันนี้ เวลาเท่ากัน ทำยังไงให้เงินงอกเงยให้มากที่สุด  มันดูดีในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้ว มันจะเริ่มได้กำไรน้อยลงๆ

เพราะจากการเอาเงินก้อนเดิมเข้าซื้อหน่วยลงทุน พอราคาสูงก็ขายเอาส่วนต่าง แล้วเข้าซื้อใหม่ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เข้าซื้อนั้น ราคาต่อหน่วยมันจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น อย่างตอนแรกที่เราเข้าซื้อ จำได้ว่าประมาณ 13 บาทต่อหน่วย ตอนนี้เป็น 16 กว่าแล้ว

ดังนั้น ในระยะยาว เมื่อเราซื้อด้วยเงินก้อนเดียวกันนี้ มันก็จะได้จำนวนหน่วยน้อยลงๆ เพราะราคาต่อหน่วยมันเพิ่มขึ้นๆ ส่งผลให้เวลาผ่านไป กำไรที่ได้จากปันผลก็จะค่อยๆ น้อยลงตามจำนวนหน่วยที่เรามีด้วย

กลายเป็นว่า ยิ่งนาน ยิ่งได้กำไรน้อยลงๆ ซึ่งมันไม่ใช่อ่ะ มันไม่ใช่อีกแล้ว 

เคยอ่านคห. ในห้องสินธรอยู่ว่า ให้ใช้วิธีเอาเงินปันผลกลับเข้ามาซื้อใหม่ ซึ่งเราก็มานั่งนึกดู เออ มันก็เข้าท่านะ

เพราะเมื่อเราควักกระเป๋าซื้อหน่วยลงทุน สมมุติซื้อด้วยเงินล้านหนึ่ง หน่วยละ 10 บาทละกัน จะได้เห็นง่ายหน่อย ก็จะได้หน่วยมา 1 แสนหน่วย

พอจ่ายปันผลรอบแรก ตีซะว่าได้หน่วยละ 1 บาท เท่ากับได้มาแสนบาท เงินที่ได้คืนมานั้น มันยังไม่ใช่เงินกำไร เพราะมันคือเงินจากล้านหนึ่งของเรานั่นเอง แต่เขาตัดออกมาคืนให้ เท่ากับเรายังมีเงินทุนค้างอยู่เก้าแสน มีเงินสดในมือคือปันผลหนึ่งแสน

ทีนี้ถ้าเราเอาเงินหนึ่งแสนโยนกลับเข้าไปใหม่ ก็เท่ากับว่าเราลงทุนเท่าเดิม คือ หนึ่งล้านเหมือนเดิมนั่นล่ะ ไม่ได้ควักกระเป๋าใหม่

แต่เมื่อเอาปันผลกลับเข้าซื้อ เราจะได้หน่วยลงทุนเพิ่มขึ้น โดยใช้เงินก้อนเดิมนั่นเอง

ซึ่งเมื่อคิดในระยะยาว เราใช้เงินก้อนเดิมนั้น ค่อยๆ สะสมหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นๆ ซึ่งก็จะทำให้เราได้ปันผลมากขึ้นๆ ตามระยะเวลาที่ผ่านไป จนเมื่อไรที่เราคิดจะเอาเงินทุนจริงๆ กลับมา เราก็เก็บปันผลไว้ ไม่ต้องเอากลับไปซื้ออีก

จนในที่สุด เราก็จะได้เงินทุนหนึ่งล้าน กลับเข้ากระเป๋า และขณะเดียวกันก็มีหน่วยลงทุนราคามากกว่าหนึ่งล้าน ซึ่งก็เป็นเงินกำไรล้วนๆ แล้วมันยังให้ปันผลซึ่งก็เป็นกำไรอีกเช่นกัน เออ มันต้องอย่างนี้สิ

ณ ตอนนี้ เราก็เลยจำกัดทุนเรียบร้อยแล้ว คือ เอาเงินก้อนซื้อกองทุน ไม่มีการเอาเงินก้อนใหม่เพิ่ม และไม่ขายเพื่อเอาเงินกำไรจากส่วนต่างแล้ว จากนั้นพอได้ปันผล เราก็เอาปันผลเข้าซื้อหน่วยของกองทุนนั้นล่ะ

ด้วยวิธีนี้ เราก็จะได้หน่วยเพิ่ม ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เราก็จะมีเงินมากขึ้นได้เรื่อยๆ มันเป็นเหตุเป็นผลจริง ไม่ต้องรอดวง รอลุ้นให้หุ้นขึ้น แต่ทุกอย่างอยู่ที่การกระทำของเราเองทั้งสิ้น คือ อยากได้มาก ก็ซื้อสม่ำเสมอ สะสมไปเรื่อยๆ สุดท้ายมันก็รวยได้จริงอย่างที่หนังสือเขาว่า 

ในที่สุด เราคิดว่าเราได้วิธีการลงทุนที่เหมาะกับตัวเราเองแล้ว หลังจากลองมาหลายอย่าง หลายวิธี สำหรับผู้ที่สนใจในการลงทุน ก็อย่าลืมคติประจำว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการลงทุน แต่ไม่ใช่เสี่ยงแล้วอย่าไปลงทุนเลย อันนี้เราว่าเพิ่มเติมให้

ทั้งนี้ ไม่มีการลงทุนใดที่เหมาะกับทุกคนหรอก มันต้องลองเอง เล่นเอง เจ็บเองนั่นล่ะ แล้วสุดท้ายก็จะได้วิธีการของตัวเอง อ้อ สำหรับเราตั้งแต่ลงทุนมา ขาดทุนไป 40 กว่าบาทนะ ที่ขาดทุนเพราะเข้าใจผิดตอนขายหุ้น แต่ได้กำไรมากกว่า 40 ละกัน อิ อิ

สุดท้ายก็หวังว่าทุกท่านที่ทนอ่านจนจบ คงจะได้ข้อคิด ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์บ้างนะคะ ยังไงช่วยแสดงความคิดเห็นบ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี ไม่ใช่อะไรหรอก เราจะได้รู้ว่า เออ มีคนอ่านจริงๆ นะ จะได้มีกำลังใจเขียนไง ขอบคุณค่ะ




 

Create Date : 05 พฤษภาคม 2556
8 comments
Last Update : 9 พฤษภาคม 2556 10:23:55 น.
Counter : 1721 Pageviews.

 

กำลังจะไปลงทุนเหมือนกัน แต่เลือกธนาคารอยู่ว่าจะเปิดธนาคารไหนดี

ตอนนี้ศึกษาข้อมูลอยู่ค่ะ ^___^

 

โดย: เด็กน้อยตัวแสบ 6 พฤษภาคม 2556 14:00:32 น.  

 

สวัสดีค่ะ ปล่อยให้งงอยู่นานว่ากำลังศึกษาอะไรอยู่ มีประโยชน์ค่ะอย่างน้อยก็ได้รู้ว่าเขาเล่นหุ้นกันยังไง ขอบคุณมากๆค่ะ คุณหนม

 

โดย: ระเบียบ ไม่เรียบร้อย IP: 110.168.233.37 9 พฤษภาคม 2556 21:16:58 น.  

 

ถ้าแบบนี้ ทำใมไม่เลือกแบบไม่ปันผลหละครับ จะเสียภาษี 10% ของเงินปันผลไปฟรีๆทำใม

 

โดย: tt IP: 204.136.218.8 11 พฤษภาคม 2556 3:33:08 น.  

 

จขบ. เองค่ะ
ก่อนอื่นขอบคุณทุกท่านที่กรุณาแสดงความเห็นนะคะ
สวัสดีพี่เบียบด้วยค่ะ

สำหรับความเห็นของคุณ tt ที่ว่าทำไมไม่เลือกแบบไม่ปันผล
คำตอบคือ เพราะถ้าเลือกแบบไม่ปันผล การจะได้กำไรนั้น ต้องขายหน่วย ซึ่งเราไม่ต้องการขายเพราะเราต้องการสะสมหน่วยให้เพิ่มขึ้นค่ะ

ส่วนการเสียภาษี 10 % ของเงินปันผลนั้น ไม่เสียฟรีค่ะ เพราะเนื่องจากรายได้ของเรามาจากปันผลอย่างเดียว
ดังนั้น เราสามารถยื่นขอภาษีคืนได้ค่ะ ของปีที่แล้วก็ได้คืนมา 3 หมื่นกว่าบาทค่ะ

 

โดย: good thinking 11 พฤษภาคม 2556 11:39:15 น.  

 

ขอบคุณ จขบ นะครับ
ผมก็มือใหม่หัดเริ่มลงทุนในกองทุนรวมเมื่อปลายๆปีที่แล้ว ทำแบบหักบัญชีอัตโนมัติทุกเดือน มีทั้งปันผลและไม่ปันผล แต่ยังเลือกไม่ถูกว่าจะปันผลหรือไม่ปันผลอันใหนจะเหมาะกว่ากัน เป้าหมายของผมมีเงินไว้ใช้หลังเกษียณตัวเอง (ตอนนี้ อายุ 35 กะว่าจะเกษียณ อายุ 50) เพราะตอนนี้มีงานประจำอยู่ ถ้าเป้าหมายแบบนี้ เลือกแบบไม่ปันผลจะเหมาะกว่าใช่ใหมครับ เพื่อให้ดอกเบี้ย มันทบต้นเข้าไปเป็นเงินก้อนใหญ่

 

โดย: tt IP: 204.136.218.8 15 พฤษภาคม 2556 15:48:54 น.  

 

จขบ. เองค่ะ
ตอบคุณ tt นะคะ
ถ้าเป้าหมายของคุณต้องการจะมีเงินก้อนใหญ่ในอนาคต โดยที่ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องเอาเงินที่ได้จากการลงทุนมาใช้จ่าย เพราะมีเงินจากงานประจำอยู่แล้ว

อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะคะ เราว่าเลือกแบบไม่ปันผล อย่างที่คุณ tt คิดไว้ก็ได้ค่ะ แต่การจะได้กำไรจากจากกองทุนไม่ปันผลนั้น ไม่ใช่จากดอกเบี้ยทบต้นอย่างที่เข้าใจนะคะ

เพราะแบบไม่ปันผลนั้น เราจะเอากำไรจากส่วนต่างของราคาค่ะ เหมือนกับซื้อทอง ซื้อที่ ราคาถูกตอนนี้ แล้วพออนาคตราคาแพงขึ้นก็ขายเอากำไร แบบนั้นล่ะค่ะ

แต่ความเสี่ยงมันก็มีตรงที่ว่า ราคาในอนาคตจะขึ้นสูงกว่าตอนนี้หรือเปล่า เราหวังว่ามันจะขึ้น แต่มันอาจจะลงจนขาดทุนเอาก็ได้ เพราะราคามันไม่แน่นอน ขึ้นๆ ลงๆ ได้ทุกวัน

ดังนั้น หากจะเลือกแบบไม่ปันผล และความหวังคือ ในอนาคตราคาต่อหน่วยสูงกว่าที่ซื้อ ณ ปัจจุบัน ก็ขอให้เลือกกองทุนที่มีผลงานดี แล้วหมั่นคอยเช็คราคาด้วยค่ะ เผื่อเห็นท่าไม่ดี ก็จะได้ขายออกก่อนได้

ส่วนที่คุณ tt บอกว่า เพื่อให้ดอกเบี้ยมันทบต้นเข้าไปเป็นเงินก้อนใหญ่นั้น กองทุนไม่ว่าจะปันผลหรือไม่ปัน ไม่ได้ให้เงินในรูปแบบของดอกเบี้ยค่ะ
แต่จะให้ในรูปของเงินปันผลที่คิดตามจำนวนหน่วยลงทุน ถ้าเป็นกองทุนแบบปันผล หรือจะนึกว่ามันคล้ายๆ ดอกเบี้ยก็ได้เหมือนกัน

ส่วนไม่ปัน ก็จะเป็นกำไรจากส่วนต่างของราคา ระหว่างราคาตอนซื้อ กับตอนขาย แบบ ซื้อถูกขายแพงนั่นล่ะค่ะ

ดังนั้น หากจะให้มันมีการงอกเงยแบบทบต้นไปเรื่อยๆ จะเป็นลักษณะของการสะสมหน่วยลงทุนของกองทุนมีปันผลค่ะ

คือ เมื่อได้ปันผลกลับมา เราก็เอาเงินนั้นไปซื้อหน่วยเพิ่มขึ้นอีก เมื่อได้หน่วยมากขึ้น เวลาปันผลครั้งต่อไป เราก็จะได้เงินปันผลมากขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ ค่ะ แบบนี้จะใกล้เคียงกับดอกเบี้ยทบต้น คือ เราไม่ต้องสนใจว่าราคาหน่วยมันเท่าไร ซื้อมันเพิ่มไปเรื่อยๆ พอได้ปันผลก็เอาไปซื้อเพิ่มต่อ แบบนี้ยิ่งนานก็ยิ่งได้ปันผลมาก และในขณะเดียวกัน ก็เป็นการสร้างสินทรัพย์คือหน่วยลงทุนให้มันให้ปันผลเราไปเรื่อยๆ

ซึ่งแบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องขายหน่วยเลย เพราะตราบใดที่กองทุนนั้นยังไม่ยุบไป เราก็จะได้เงินปันผลไปเรื่อยๆ ตามจำนวนหน่วยของเราที่มี แถมเมื่อเราต้องการจะเลิกลงทุนหรือต้องการเงินบางส่วน เรายังสามารถขายสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนได้อีกด้วย

แต่ถ้าเป็นแบบไม่ปันผล เราจะได้เงินมาใช้ ก็ต่อเมื่อเราขายหน่วยออกไป ไม่ขายก็ไม่ได้เงินค่ะ

หวังว่าคุณ tt คงพอจะหายสงสัยนะคะ หากยังสงสัยอะไรอยู่ ก็ถามได้ค่ะ เราจะพยายามตอบตามที่เราสามารถ
ขอบคุณค่ะ

 

โดย: good thinking 18 พฤษภาคม 2556 10:16:37 น.  

 

ขอบคุณ จขบ ครับ
งั้นก็หมายความว่า ในกองทุนที่ไม่ปันผล ค่า NAV ของกองทุนรวม ใน 10 ปีข้างหน้า อาจจะ(อาจจะ นะครับ) มีค่า เท่ากับ หรือ น้อย กว่า ค่า NAV ในปัจจุบันก็ได้ ใช่ใหม งันก็หมายความว่า เราถือไว้ เป็น 10 ปี ก็แทบไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลยสิครับ

 

โดย: tt IP: 204.136.218.8 21 พฤษภาคม 2556 0:28:48 น.  

 

ตอบคุณ tt ค่ะ
เป็นไปได้ค่ะ ขึ้นอยู่กับว่ากองทุนนั้นๆ ลงทุนกับอะไร
ถ้าลงทุนกับหุ้น เช่น กองทุนรวมหุ้น การขึ้นลงของราคา nav มันก็ย่อมจะไปในทิศทางเดียวกันกับหุ้นที่เขาลงทุน

ถ้าตลาดเป็นขาลง มันก็ย่อมทำให้ราคา nav ลงได้ด้วยและในทางตรงกันข้ามค่ะ

เขาถึงบอกว่า การลงทุนมีความเสี่ยงยังไงล่ะคะ 555

แต่ในคห. ส่วนตัวนะคะ เนื่องจากเป็นกองทุนรวม มีผจก. ที่มีประสบการณ์ เขาก็อาจจะยักย้ายเปลี่ยนแปลงตัวหุ้นที่ถืออยู่ก็น่าจะได้ เพื่อไม่ให้ราคามันตกต่ำ

ในคห. ของเราจากที่ได้ลองลงทุนมาอย่างละนิดละหน่อย เราสรุปตามประสบการณ์ของเราว่า การลงทุนกับกองทุนรวมหุ้นแบบมีปันผลนั้น ดูดีที่สุดสำหรับความคิดเรา

คือมันลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง เพราะมันจะมีการคืนทุน คือ ปันผล เป็นช่วงๆ ให้เราได้อุ่นใจ

เราสามารถจัดสรรลดความเสี่ยงได้ ด้วยการแบ่งบางส่วนเก็บไว้เป็นเงินสะสม บางส่วนก็เอาไปซื้อหน่วยเพิ่ม

แบบนี้ก็ได้ทั้งสองทาง คือ มีเงินคืนทุนให้เก็บด้วย และขณะเดียวกันก็เพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ไปด้วย เพื่อให้สินทรัพย์นั้น สร้างผลตอบแทนกลับมามากขึ้นๆ ตามเวลาด้วย

ซึ่งกระบวนการนี้ เราไม่ต้องขายหน่วยเลย เราก็ยังได้เงินกลับมาเรื่อยๆ

ไม่เหมือนกับแบบเอาส่วนต่างราคา ซึ่งต้องขายออกไปถึงจะได้เงิน ซึ่งมันอาจจะเป็นไปตามที่คุณ tt ว่าก็ได้ค่ะ
หรือมันอาจจะมีมูลค่าเพิ่มจากเดิมเป็นสองสามเท่าก็ได้เช่นกัน อะไรๆ มันก็ไม่แน่ทั้งนั้นล่ะค่ะ

อย่างไรก็ตาม คุณ tt อย่าเพิ่งเชื่อเรามากนัก เพราะเราก็มือใหม่เช่นกัน ลองหาข้อมูลจากหลายๆ ที่ เยอะๆ ดูพวกการทำงานย้อนหลังของกองทุนต่างๆ แล้วพิจารณาเอานะคะ

ขอให้โชคดีในการลงทุนนะคะ

 

โดย: good thinking 21 พฤษภาคม 2556 9:19:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


good thinking
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add good thinking's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.