ตี๋หล่อมีเสน่ห์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ก็แค่คนๆหนึ่งที่ชอบดูหนัง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้อัพเดตข้อมูลอะไรเพิ่มแล้วนะครับ


Group Blog
 
 
สิงหาคม 2549
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
25 สิงหาคม 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ตี๋หล่อมีเสน่ห์'s blog to your web]
Links
 

 
ประสบการณ์ดีๆกับภาพยนตร์ทั้ง 37 เรื่องจากเทศกาล Bangkok Internatioinal Film Festival 2006 (ตอนที่ 1)

เกริ่นนำตอนที่ 1 "ความรู้สึกของหนังที่ได้เลือกดูทั้งหมด"

นับตั้งแต่หนังเรื่องแรกในเทศกาลนี้ Little Red Flowers ไปจนหนังเรื่องสุดท้ายที่ผมดูคือ Water ในช่วงวันที่ 18-28 กุมภาพันธ์ 2549 (แต่เทศกาลจริงๆคือเริ่มตั้งแต่ 17-27 กุมภาพันธ์ 2549 ตัวผมเริ่มดูตั้งแต่วันที่ 18 ไปเรื่อยๆ) ส่วนวันที่ 28 เขาเสริมขึ้นมาอีกหนึ่งวัน ผมโชคดีนิดหน่อยที่เลือกหนังเรื่องแรกของเทศกาลได้น่ารักและเจอหนังจบเทศกาลอย่างประทับใจ และที่สำคัญ ผมไม่เจอรอบหนังที่ยกเลิกเลยสักเรื่อง (อันนี้ ภาวนาสาธุกันเต็มที่เลย)

หนังทั้งหมด 37 เรื่อง (จากหนังกว่าร้อยเรื่องในเทศกาลนี้) ที่ผมเลือกมา มีอยู่ 35 เรื่องที่ผมเลือกด้วยตัวเองโดยอาศัยอยู่ 3 ปัจจัยคือ เรื่องย่อ (ที่อ่านแล้วรู้สึกน่าสนใจ) รางวัล (ที่เคยได้กันมา ถ้าในเอกสารเทศกาลหรือเวปไซต์มีแนบไว้) และปัจจัยสุดท้าย "ชาตินี้ไม่รู้...มันจะเข้าฉายในไทยหรือเปล่า" เพราะหนังเหล่านี้ บางเรื่อง...ผมแทบไม่รู้จักมาก่อน รู้แต่ว่า น่าจะเป็นหนังดี เลยต้องอาศัย 3 ปัจจัยนี้เป็นองค์ประกอบการตัดสินใจ (ไม่เหมือนหนังจากอเมริกา ที่ก่อนจะเข้าฉายทีไร...ข้อมูลหนังตามมาล่วงหน้าเพียบ) มีอยู่เพียงสองเรื่องเท่านั้นที่ผมเลือกเข้าไปดูโดยการสุ่มจริงๆเพราะเวลาเอื้อและดูเป็นหนังที่น่าสนใจในความรู้สึกเรา ได้แก่ Ultranova และ Naked in Ashes (แต่ถือว่า เป็นโชคของผมจริงๆที่เลือกถูกเรื่อง)

ยังมีหนังบางเรื่องในเทศกาลนี้ที่ผมอยากดูมากพอๆกับหนังที่ผมจองตั๋วไปแล้วทั้ง 37 ใบด้วยซ้ำเพราะมันน่าจะเป็นหนังดีไม่แพ้กัน แต่ต้องตัดใจไม่ดูเพราะคิดว่า อนาคตมันจะเข้ามาฉายในไทย เช่น Match Point (รู้ว่า เข้ามาฉายแน่) Transamerica (รู้ว่า เข้ามาฉายแน่) Good night and Good luck (ยังไม่รู้ว่า จะฉายหรือเปล่าแต่อยากให้เข้ามาฉายมากๆ) หรือ Paradise Now (โดยเฉพาะเรื่องนี้ ชั่งใจอยู่นานตอนใกล้จะถึงคิวซื้อตั๋วของผมแล้วเพราะต้องเลือกรอบและเรื่องเพื่อซื้อตั๋วในอีกไม่กี่อึดใจ) เห็นบางกระแสในเทศกาลตอนนั้นบอกว่า หนังเรื่องนี้มันแรงที่เนื้อหา อาจไม่เอาเข้ามาฉายก็ได้ สองจิตสองใจอยู่นานมากครับ แต่ด้วยประสบการณ์การดูหนัง...เหมือนมีอะไรมาดลใจว่า "มันต้องเข้า อย่าไปเชื่อกระแสผู้คนรอบข้าง เลือกหนังเรื่องอื่นที่มันจะไม่เข้าฉายไปแทนดีกว่า" แล้วในที่สุด 25 พฤษภาคม 2549 ที่จะถึงนี้ Paradise Now ก็จะเข้าโรงแล้วครับ (ดีใจเล็กๆกับสัญชาติญาณตัวเอง)

ประเภทของหนังที่ผมเลือกส่วนมาก ก็คือหนังทั่วๆไป แต่ถ้าเป็นไปได้...ก็ขอให้มี"สารคดี"หรือ"หนังสารคดี"เข้ามาปนด้วยเพราะต้องการรู้มุมมองหนังเหล่านี้จากตัวผู้กำกับเช่นกัน นอกเหนือจากหนังที่จงใจสร้างบทขึ้นมาให้คนดูได้ดูได้รับความบันเทิงตามโรงภาพยนตร์ทั่วๆไป...ซึ่งผมต้องยืนพื้นเลือกหนังเหล่านี้ไว้ส่วนหนึ่งอยู่แล้ว

และที่ได้เลือกหนังมานั้น ยอมรับว่า ผมค่อนข้างโชคดีในการเลือกเพราะเจอหนังที่ประทับใจในความคิดของผมหลายเรื่อง (ที่ได้ตั้งแต่ 7 คะแนนขึ้นไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นหนังที่ผมชอบแล้ว และก็มีหลายเรื่องเสียด้วย) แต่ที่ผมรู้สึกสนุกน้อยไปหน่อยก็พอมีอยู่บ้างครับ

"สำหรับหนังที่ได้ดูมาทั้งหมด 37 เรื่อง ถ้าคุณมีโอกาสก็ลองไปหาแผ่นมาดูนะครับ หนังดีหลายเรื่องทีเดียว"

หมายเหตุ ข้อความที่ผมเขียนไม่ได้ตีความลึกซึ้งอะไรมากและมีการเปิดเผยเนื้อหาของหนังด้วยนะครับ...แต่ไม่ใช่จุดหักมุมแรงๆของหนัง (ถ้ามีความเห็นไม่ตรงกันก็พูดคุยกันได้นะครับ)

***ความหมายของคะแนน***
8.0/10 คะแนน - รู้สึกดีและประทับใจใน "หลายๆอย่าง" ของหนังเรื่องนั้น คุ้มค่าทั้งเงินและเวลา (ดีใจที่ได้ดู...ในความรู้สึกผมนะ) ถ้าคะแนนมากกกว่านั้น...ก็รู้สึกดีและประทับใจขึ้นไปอีก
7.0/10 คะแนน - หนังมี "อะไรบางอย่าง" ที่ทำให้ผมรู้สึกชอบขึ้นมา ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็ชอบขึ้นไปอีก
6.0/10 คะแนน - พอใจระดับนึงครับ ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็พอใจขึ้นไปอีก
5.0/10 คะแนน - รู้สึกเฉยๆ ก็พอโอเคอยู่บ้าง ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็รู้สึกดีขึ้นไป
4.0/10 คะแนน - หนังมี "อะไรบางอย่าง" ควรปรับปรุง ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็ปรับปรุงน้อยลงไปอีกหน่อย
3.5/10 คะแนน - หนังมีอะไร "หลายอย่าง" ที่ควรปรับปรุง และถ้ายิ่งคะแนนต่ำลงไปมากๆ...ก็ยิ่งรู้สึกว่า ควรปรับปรุงมากขึ้นไปอีก





Kan Shang Qu Hen Mei (Little Red Flowers)

★★★★★★★★★★ 7.5/10

ผู้กำกับ Zhang Yuan หาเด็กอายุ 5 ขวบ (แสดงโดย Dong Bowen) ได้กวนประสาทดีมาก แสดงได้ยียวนน่าเตะ แต่ก็น่ารักไปในพร้อมๆกัน บรรยากาศและฉากต่างๆของโรงเรียนอนุบาลในกรุงปักกิ่งช่วงยุคหลังปี 1949 ดูคลาสสิคดีโดยเฉพาะฉากห้องน้ำ...เวลาถ่ายหนักถ่ายเบาของบรรดาเด็กๆ (ต้องนั่งยองๆกันอย่างที่เห็นในภาพ) ส่วนห้องนอนในโรงเรียนอนุบาลนั้น ถ้าเป็นตอนกลางคืน...สามารถสร้าง"เด็กหอ เวอร์ชั่นจีน" ได้เลย หนังมีจุดหักมุมนิดหน่อยในตอนท้ายเรื่องเมื่อเด็กชาย Qiang ตัวเอกของเรื่องค้นพบความจริงของดอกไม้เล็กๆสีแดง (ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับชื่อเรื่อง) ขณะแอบออกไปนอกโรงเรียนอย่างที่เขาฝันไว้นักหนา แล้วเขาก็เห็นขบวนแห่ (ฉากนี้ ตอนที่ Qiang เห็นขบวนแห่ ผมยังนึกถึงความเป็นเด็กของตัวเองเลย มันเหมือนการก้าวเดินทางความรู้เมื่อยังเด็ก คนเราต้องโง่ก่อนแล้วค่อยฉลาด) สำหรับฉากล้างก้นเด็กที่คุณครูเรียกเด็กมาทีละคน ครั้งแรกที่ผมเห็นฉากนี้ในหนัง...อดยิ้มไม่ได้ (มันเป็นวิธีการเก่าแก่ แต่คลาสสิคจริงๆ) หนังมีฉากที่น่าจดจำมากที่สุดอยู่ฉากหนึ่งตอนที่คุณครูเรียกเด็กสามคนออกมากลางห้องเรียนแล้วร้องเพลงพร้อมทำท่าทางประกอบตาม...น่ารักมากๆครับ อีกฉากที่ติดตาผมก็คือ ตอนที่เด็กชาย Qiang ด่าคุณครูด้วยคำหยาบซึ่งแรงเกินกว่าเด็กอนุบาลจะพูดออกมาได้...จนครูโกรธมือไม้สั่นแทบยืนไม่อยู่ ส่วนฉากที่เด็กชาย Qiang กับเพื่อนผู้หญิงอีกคนออกไปวิ่งเล่นที่กำแพงดินสีแดงรอบโรงเรียนและมีต้นไม้ปลูกอยู่รายล้อม...สวยงามดี หนังเรื่องนี้กำกับบรรยากาศของเด็กอนุบาลได้น่ารักพอสมควร





Alles auf Zucker! (Go for Zucker)

★★★★★★★★★★ 6.5/10

เป็นหนังตลกเสียดสี...ที่ทำได้ดูดี นานๆจะเห็นหนังเยอรมัน (หรือน่าจะเป็นครั้งแรก) ที่นำความเป็นยิวและเยอรมันเข้ามาผสมน่ารักพอตัว คือ ไม่ได้โหดร้ายเหมือนที่ผ่านๆมาอีกแล้ว ฉากที่ Zucker (ชายแก่ ตัวเอกของเรื่อง แสดงโดย Henry Hübchen) ลงทุนเป็นคนไข้เรียกรถพยาบาลมารับ กับฉากตอนที่ภรรยาของ Zucker อยู่ในห้องไอซียูพรรณาอาลัยถึง Zucker ดูแล้ว...ยิ้มๆขำๆดี ผมรู้สึกว่า Henry Hübchen กับท่าตีสนุ๊กเกอร์...ดูเท่ห์ดี (ไม่เคยเห็นคนแก่ผูกเนคไทคเล่นสนุ๊กได้เท่ห์อย่างนี้มาก่อน) การเดินเรื่องมีลูกเล่นและการวางแผนอยู่เรื่อย แต่ถ้าเพิ่มความขำเล็กๆน้อยๆเข้าไปในแผนการณ์ได้อีก...อาจกลายเป็นเสน่ห์ที่ดีเพิ่มให้กับหนังอีกแน่นอน จัดเป็นหนังวางแผนเพื่อต้องการสมบัติ...ที่กำกับออกมาน่ารักแบบชวนให้ยิ้มดีครับ





Look both ways

★★★★★★★★★★ 6.5/10

ผู้กำกับ Sarah Watt นำประเด็นชีวิตของคนทำงานสามสี่คนที่มีเรื่องราวต่างกันออกไปและต้องโคจรมาเจอกันในวันที่รถไฟเกิดอุบัติเหตุ...ผมว่ายังไม่แปลกเท่าไหร่ แต่พอมีการ์ตูนโหดร้ายและทารุณโผล่เข้ามาแทรกสถานการณ์ซึ่งตรงข้ามความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง...ตัวหนังเมีความแปลกตาและน่าสนใจขึ้นมาทันที แต่การเดินเรื่องราวชีวิตของแต่ละคนนั้น...ค่อนข้างจะเรียบๆไปหน่อย แม้จะมีประเด็นปัญหาชีวิตของแต่ละคนซึ่งเกี่ยวพันกันอยู่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งตลอด ผมรู้สึกว่า หนังมีการเดินเรื่องเรื่อยๆอยู่ตลอด...แทนที่น่าจะมีจุดสนใจที่สะกิดอารมณ์คนดูได้มากกว่านี้ในบางช่วง แต่ท่ามกลางความเรื่อยๆ...ผมเจอข้อดีของการเล่าเรื่องตรงนั้นว่า หนังเจาะความสัมพันธ์ของคนทั้งสี่ทางด้านจิตใจในแบบอ้อมๆได้ดีเหมือนกัน สุดท้ายครับ การ์ตูนในเรื่องที่วาดแทรกเข้ามาประชดจิตใต้สำนึกของตัวละคร วาดได้โหดร้ายตรงข้ามกับความเป็นจริงและเปรียบเทียบได้อย่างน่ากลัวมาก แต่ผมชอบนะ





Xiang Ri Kui (Sunflower)

★★★★★★★★★★ 8.5/10

ดอกทานตะวันของผู้กำกับ Zhang Yang (ถ้าใครเคยดู The Shower ที่โรงหนังเฮ้าวส์อาร์ซีเอ...ต้องจำผู้กำกับท่านนี้ได้แน่นอน) กับความสัมพันธ์และปัญหาระหว่างพ่อลูกในครอบครัวพร้อมเรื่องราวการเมืองเป็นฉากหลังอยู่ตลอด ผมว่า อารมณ์การเดินเรื่องของหนังกับครอบครัวที่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง...ทำได้ละมุนละไมดี โดยเฉพาะการแบ่งเรื่องราวลูกชายเป็นสามช่วงอายุ หนังตัดต่อได้พอเหมาะมาก เรื่องของลูกชายในแต่ละช่วง...ก็มีการสานต่อประเด็นได้ดีและน่าติดตาม...ท่ามกลางปัญหาต่างๆแต่แฝงการกำกับภาพเย็นตาสบายๆ อีกอย่างคือ ผู้กำกับหาลูกชาย 3 คนได้หน้าตาคล้ายกันมาก และนักแสดงที่เล่นเป็นลูกทั้งสามคน...ก็ให้การแสดงได้ตามบทไม่ทิ้งกันเลย ที่สำคัญ...ดนตรีประกอบในเรื่องเพราะแบบอบอุ่นดีด้วย ฉากหลังแผ่นดินไหวที่ทุกคนอยู่ที่ศูนย์อพยพชั่วคราว...แล้วพอชาวบ้านได้ยินเสียงเพลงปลุกใจจากลำโพงที่ดังออกมาแล้วก็ร้องตามกัน...ให้อารมณ์ดีๆร่วมตามได้ทันที เท่าที่สังเกต...สไตล์ของผู้กำกับท่านนี้ไม่เน้นความประทับใจแบบสุดๆหรือความทรงจำแรงๆกับอารมณ์ในหนัง แต่มุ่งไปที่ความเบาในการเดินเรื่องเพื่อให้คนดูสร้างอารมณ์ตามหนังอย่างค่อยเป็นค่อยไป...ซึ่งเขาทำได้ครบเต็มร้อย มีอยู่ฉากหนึ่งที่ผู้หญิงหลายคนในโรงนั่งข้างผมถึงกับต้องร้องอย่างหวาดเสียวออกมา (ผมยังลุ้นตามเลย) กับฉากที่ลูกชายวัย 9 ขวบ Xiao Yang (แสดงโดย Zhang Fan) ทำร้ายตัวเองโดยการเอานิ้วแหย่เข้าไปในจักรเย็บผ้าที่ตนเองเป็นคนถีบจักรเองด้วยเพราะต้องการประชดพ่อ ฉากจบที่พ่อเอาดอกทานตะวันมาทิ้งไว้หน้าบ้าน...ไม่ได้ซึ้งใจอะไรมากแต่กลับได้อารมณ์ดีๆบวกความประทับใจเล็กๆตามหนังได้ และนี่คือหนังความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งประจำปีนี้ ดูหนังเรื่องนี้จบ...ทำให้ผมนึกถึงความสัมพันธ์พ่อลูกในแบบ The Shower ที่เขาเคยกำกับ (และน่าจะเป็นแนวถนัด) แต่มีอารมณ์หนังนิ่งๆบางช่วงเหมือน Dear Frankie เล็กๆ เพียงแต่เรื่องนี้ Zhang Yang กระจายบทได้หลากหลายกว่า Dear Frankie สุดท้ายครับ อย่างน้อย Zhang Yang กำกับความรักของพ่อที่มีเจตนาดีแต่กลับส่งผลร้ายต่อผู้อื่นได้ไม่แรงเกินไป...ท่ามกลางอารมณ์หนังที่อบอุ่น อ้อ เห็น Joan Chen ในบทแม่ในหนังเรื่องนี้...ก็อดรู้สึกดีๆไปกับฝีมือเธอไม่ได้นับตั้งแต่วันที่เห็นเธอใน The Last Emperor





Les Artistes du Théatre Brulé (The Burnt Theater)

★★★★★★★★★★ 5.0/10

จริงๆผู้กำกับ Rîthy Panh หาสารคดีมาสื่อได้น่าสนใจแล้วนะเกี่ยวกับความล่มสลายของวัฒนธรรมเขมรหลังสงครามโดยการนำโรงละครมาเป็นจุดศูนย์กลาง แต่แทนที่จะเน้นเรื่องราวของตัวโรงละครที่มีผลต่อจิตใจและความผูกพันธ์นักแสดงที่นี่ในอดีต รวมทั้งดึงวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับโรงละครออกมาให้ชัดเจน สารคดีเรื่องนี้กลับเล่าชีวิตส่วนตัวของนักแสดงในโรงละคร...ซึ่งจริงๆก็ดี แต่มันมากเกินไปจนประเด็นของโรงละครดูจางไปอย่างถนัดตา ผมขำอยู่หนึ่งประโยคกับในสารคดีเรื่องนี้ ซึ่งก็คือ ฉากที่นักแสดงชายของโรงละครกำลังขี่มอร์ตอไซต์อยู่ท่ามกลางสายฝนในเมือง เขาพูดว่า "เคยมีคนพูดว่า หลังฝนตก ฟ้าจะสดใส แต่ที่เขมร หลังฝนตก ท่อจะตัน" ผมหัวเราะลั่นเลย ยังมีฉากที่ผมยิ้มๆไปพร้อมกับความเชื่อของผู้คนในท้องถิ่นที่แทรกให้คนดูได้เห็น ก็คือ การอธิษฐานสิ่งที่ไม่ดีให้พ้นออกไปจากตัวเองโดยพูดใส่ลงในหม้อดินแล้วเอาฝาปิด เตะหม้อให้กระเด็นออกไปไกลๆจนหม้อแตก แต่ฉากนี้สุนัขรับเคราะห์เพราะหม้อดันกระเด็นไปโดนมันจังเบอร์ สำหรับข้อดีที่ผมรับรู้เพิ่มเติมจากสารคดีเรื่องนี้ผ่านวัฒนธรรมเชิดหุ่นก็คือ เขมรให้ความสำคัญเรื่องการเรียนดีครับ อ้อ ภาษาเขมรฟังดูเผินๆนึกว่า ฟังคนไทยกำลังพูดภาษาไทยอยู่ เพียงแต่เหมือนเราได้ยินไม่ค่อยถนัดเพราะสำเนียงและคำที่เปล่งออกมาเหมือนภาษาไทยมาก แต่พอตั้งใจฟัง...ถึงรู้ว่า มันไม่ใช่ภาษาเรา





Pusher I

★★★★★★★★★★ 8.5/10

หนังจากประเทศเดนมาร์คในภาคหนึ่งแรกนี้...สะท้อนภาพมาเฟียระดับล่างแถบสแกนดิเนเวียได้เห็นภาพในมุมที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน การเดินเรื่องติดดิน เถื่อนเล็กๆ ระห่ำได้ใจหน่อยๆ และที่ดีของภาคแรกนี้ก็คือ ไม่เน้นลูกเล่นชั้นเชิงซับซ้อนอะไรมากเกินไป แต่ใช้เรื่องราวง่ายๆของ Frank หนุ่มค้ายาข้างถนน (แสดงโดย Kim Bodnia ตัวเอกของเรื่อง) กับสถานการณ์ที่เขาได้เจอจากบุคคลรอบข้างไม่ว่าจะเป็น Milo เจ้าหนี้และเป็นหัวหน้าแก๊งยา (แสดงโดย Zlatko Buric) Tonny ชายหัวโล้นซึ่งเป็นเพื่อนงี้เง้าของแฟรงค์ (แสดงโดย Mads Mikkelsen ตอนนี้เขาได้เป็นตัวร้ายในเจมส์ บอนด์ภาคใหม่แล้ว) Vic แฟนของ Frank (แสดงโดย Laura Drasbæk) คนที่ติดเงิน Frank อยู่ ทุกอย่างกลายเป็นความน่าติดตามและสร้างความกดดันให้คนดูขึ้นมาเองได้ ฉากสมุนแก๊งค์ค้ายากระชากสายไฟจากกำแพงแล้วแหวกเป็นสองเส้น...จี้ไปที่หัวนม Frank แบบเอาให้สลบไปเลย...เสียวแทนจริงๆ ตอนที่ Frank ตัดสินใจวิ่งหนีลงน้ำโดยมีตำรวจไล่กวดตามหลัง...ผมฮานะ ส่วนฉากที่ประทับใจที่สุดและอึ้งไปพร้อมๆกันคือ ตอนที่ Vic (แฟน Frank) จะเข้าไปจูบ Frank เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศที่เขามอบของขวัญให้เธอ แต่กลับโดน Frank ถีบกระเด็นออกมาอย่างไม่ใยดี...หนังเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วสุดยอด แต่อย่างน้อย ฉากจบของหนังที่ Frank ตัดสินใจไม่ไปสเปนและเลือกกลับไปหา Milo อีกครั้ง...ทั้งที่เมื่อภาพตัดกลับไปที่บ้าน Milo แล้ว เราเห็นสมุนของ Milo กำลังเอาผ้าปูรองไว้ที่พื้นบ้าน คนดูคงรู้แล้วว่า โลกแห่งอาชญกรรม...ไว้ใจใครไม่ได้เลยจริงๆ ผมชอบตอนจบของหนังกับการตัดสินใจ Vic ที่ขโมยเงิน Frank แล้ววิ่งหนีหายไปเฉยเลย สุดท้ายครับ ผู้กำกับ Nicolas Winding Refn ตัวจริงยังหนุ่มอยู่แต่ฝีมือเยี่ยมจริงๆ แถมหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของเขาด้วย จำได้ว่า มีฝรั่งคนหนึ่งในโรงหนังยืนขึ้นพร้อมปรบมือเสียงดังๆให้กับหนังเรื่องนี้เลยนะ ส่วนผมปรบมือในใจแล้วกัน

Pusher II

★★★★★★★★★★ 7.0/10

ภาคนี้เน้นไปที่ตัว Tonny (หนุ่มหัวโล้น แสดงโดย Mads Mikkelsen) แค่เริ่มต้นภาคนี้....ก็ทำบรรยากาศเก่าๆเหมือนภาคแรกได้พอสมควรกับฉากในซ่องที่ Tonny ยืนหันหน้าเข้าหาทีวีซึ่งกำลังเปิดวีดีโอโป๊อยู่โดยเขายืนช่วยตัวเองตามหนังเพื่อกระตุ้นอารมณ์ ขณะเดียวกัน...ในทีวีก็กำลังฉายภาพผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจุดจุดจุดกับอวัยวะเพศชายแบบจะจะ ส่วนด้านหลังของ Tonny เป็นเตียงที่มีโสเภณีอีกสองคนกำลังทำอารมณ์เลสเบี้ยนใส่กันแบบขอไปที ในภาคนี้...หนังยังเดินเรื่องนัวร์ๆในบรรยากาศมาเฟียเข้มข้นอยู่ เช่น ฉากที่ Tonny จัดการกับพ่อของตัวเอง แต่เนื่องจากเสริมเรื่องราวชีวิตมามากขึ้น ความมันส์แบบภาคแรกจึงถูกแทนที่ไปบ้าง หนังทิ้งท้ายประเด็นเจ็บแสบกับตอนจบได้เหมือนกับภาคแรกอยู่เมื่อ Tonny อุ้มเด็กขึ้นรถไปเลย

Pusher III

★★★★★★★★★★ 5.5/10

ในภาคสุดท้ายนี้ หนังเน้นไปที่เรื่องราวของ Milo หัวหน้ามาเฟีย (แสดงโดย Slavko Labovic) เป็นหลัก และเดินเรื่องเรียบขึ้นเพราะแทรกเนื้อหาของครอบครัว Millo ขึ้นมาเยอะ ตัวหนังกว่าค่อนเรื่อง...เล่าเรื่องจนผมคิดว่า เกือบจะหลุดประเด็นความนัวร์แบบโหดดิบไปแล้ว จนถึงฉากฆ่าหั่นศพซึ่งอยู่ดีๆก็โดดเด่นขึ้นมาฉากเดียวในเรื่อง และกลายเป็นความรุนแรงกว่าสองภาคแรกอย่างทันที ความโหดนั้นพอที่จะทำให้ผู้หญิงทั้งไทยและฝรั่งในโรงปิดตาและร้องลั่นกันออกมาเพราะมันคือฉากฆ่าหั่นศพ โดยเริ่มตั้งแต่เอาด้านปลายแหลมของฆ้อนเจาะเข้าที่หัวเหยื่อตอนเผลอก่อนให้ตาย ถ้ายังดิ้น...ก็เจาะซ้ำจุดเดิมไปอีกครั้งจนกว่าจะหยุดนิ่ง หลังจากนั้นก็จับมาแขวนให้ห้อยหัวในนิ่งเหมือนวิธีการฆ่าหมู ต่อมาก็จัดการปาดคอให้เลือดพุ่งกระฉูดลงกาละมังที่รองเลือดอยู่ด้านล่างเพื่อเอาเลือดไปทิ้งที่ท่อน้ำ (ฉากนี้หวาดเสียวมากเพราะตอนที่เลือดไหลกระฉูดออกมา) ต่อมา Milo ก็เอามีดง้าวปาดตั้งแต่หน้าอกไปถึงท้องให้ลึกพออวัยวะภายในทั้งหมดจะทะลักไหลออกมากองที่พื้น จากนั้นเขานำอวัยวะทั้งหมดไปตัดเป็นชิ้นเล็กๆเพื่อปั่นให้ละเอียด แล้วจบด้วยการเลื่อยส่วนส่วนแข็งต่างๆของร่างกายเพื่อยัดใส่ถุง เช่น กระดูก (โหดใช้ได้เลยกับฉากนี้) อ้อ หนังมีจุดให้สังเกตถึงความเปลี่ยนไปจากสองภาคแรก ก็คือ ในตอนจบภาคนี้ ไม่มีการหักหลังหรือแก้เผ็ดอะไรเป็นการทิ้งท้าย (เหมือนที่ Vic ขโมยเงิน Frank หรือที่ Tonny ขโมยลูกสาวขึ้นรถไป





Dreaming Lhasa

★★★★★★★★★★ 5.5/10

เป็นหนังที่มีบทอ่อนไำปนิดหน่อย และน่าจะดีกว่านี้กับประเด็นชาวธิเบตที่อพยพเข้ามาอยู่ทางเหนือของอินเดีย ความขัดแย้ง ความเชื่อและความศรัทธา รวมถึงอุดมการณ์...ก็ยังทำได้ไม่ชัดเจนมากนัก ผมว่า ตรงนี้เองที่ทำให้ตอนจบของหนังที่ตัวนางเอกมาจากอเมริกา Karma (รับบทโดย Tenzin Chokyi Gyatso) นั่งอยู่บนรถริมหน้าต่างขณะเดินทางกลับอเมริกาหลังจากมาทำสารคดีเรื่องนี้...ไม่ได้มาพร้อมกับความรู้สึกตามจากผมอย่างเต็มที่ คือ ผมยังไม่ได้อารมณ์ประมาณเธอได้รับจิตวิญญาณหรืออุดมการณ์ที่เปี่ยมพลังเพื่อเป็นแรงบันดาลใจทำหนังสารคดีชาวธิเบตพลัดถิ่นอย่างเต็มที่ แต่ก็มีอยู่ฉากหนึ่งที่ผมรู้สึกตามได้ (และคงเป็นฉากเดียวที่โดดขึ้นมาในหนังเลย) นั่นคือ ตอนที่ Karma ต่อแถวไปเคารพผู้นำต่อต้านจีนในการยึดครองธิเบตด้วยการสัมผัสมือเขาแล้วเอามาวางบนศรีษะ...ตรงนี้เป็นบรรยากาศเดียวที่ผมรับรู้ได้ลึกซึ้งจากหนังมาก (อารมณ์หนังดีนะ) ส่วนเรื่องราวปลีกย่อยในวัฒนธรรม อย่างเช่น การเข้าทรงหรือการกราบไหว้ในวัดวาอารามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ...ก็พอเป็นส่วนเสริมได้บ้างเพื่ีอไม่ให้หนังหลุดแนวทางที่ควรจะเป็น แต่ที่ทำได้เห็นมากกว่า (ซึ่งกลับอยู่นอกประเด็นหนังนะ) คือเรื่องสภาพบ้านเรือนและการดำรงชีวิตของผู้คนทางเหนืออินเดียครับ อ้อ คนที่เล่นเป็น Jigme (แสดงโดย Tenzin Jigme) แสดงได้เป็นธรรมชาติดีและช่วยให้บรรยากาศของหนังดูไม่น่าเบื่อทุกครั้งที่เขาปรากฏ





Gilaneh

★★★★★★★★★★ 7.5/10

Gilaneh คือชื่อหญิงแก่หลังค่อมที่มีลูกชายและลูกสาวอย่างละคน จัดเป็นหนังที่แสดงผลกระทบได้หดหู่แบบชาวบ้านและเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ที่ชวนเศร้าจริงๆ เสียดายอยู่นิดหน่อยก็คือ หญิงแก่ Gilaneh ตัวหลักของเรื่อง...แสดงโดย Fatemeh Motamed Arya อายุเธอและความชราภาพทางร่างกายยังไม่ช่วยสร้างความเศร้าและความน่าสงสารจากโศกนาฏกรรมที่เธอพบกับผลของสงครามได้เต็มร้อย แม้หนังจะเดินเรื่องให้ผมรับรู้และเข้าใจความโหดร้ายจากสงครามได้ก็ตาม ผมว่า ถ้าหาสักอายุซัก 70-80 ปีมาเล่น...จะเยี่ยม (ประมาณ เหมือนหนังเรื่อง Shop on the main street ก็ได้) แต่ถ้าถามผมว่าเธอแสดงดีไหม...เธอก็เล่นดีครับ แสดงได้ตามบทและทำหลังค่อมได้ดีตลอดเรื่องแถมเนียนมากจนผมนึกว่าเธอเป็นจริงๆ (ซึ่งผมเคยเห็นรูปตัวจริงของเธอแล้ว...ยังสาวอยู่เลย) ส่วนลูกชาย Ishmael (แสดงโดย Bahram Radan) ซึ่งรับบทเป็นคนป่วยจากผลกระทบจากสารเคมีในสงคราม เขาแสดงอาการกรอกตาไปมาและหรี่ตาตามอาการป่วยจนเห็นภาพเลย ฉากที่ผมเข้าขั้นประทับใจในหนังเรื่องนี้ก็คือตอนที่ Gilaneh เหมือนเพ้อเต้นรำพร้อมร้องเพลงและถือดอกไม้วนเป็นวงกลมอยู่ข้างเตียงลูกชายที่กำลังนอนป่วย...มันเป็นความเศร้าในความสุขที่บรรยายออกมาไม่ได้เลย(มันเกินกว่าคำพูดจริงๆ) ที่สำคัญอีกอย่างคือ...บรรยากาศบ้านหลังโดดของ Gilaneh ที่ใช้ถ่ายทำในเรื่อง หาได้ หาได้เหงาโดดเดี่ยวจับใจจริงๆ...ท่ามกลางบรรยากาศภูเขาสูงที่มีหมอกหนาพัดผ่านตลอดเรื่อง ส่วนฉากจบที่ Gilaneh เหม่อมองไกลออกไป ดูแล้วเข้าใจความรู้สึกของคนที่พยายามอยากมีความหวัง...ท่ามกลางสภาพโหดร้ายของความเป็นจริงที่หวังได้ยากเต็มที่ ทุกครั้งที่ดูหนังอิหร่าน...ผมรู้สึกได้ถึงบทที่เรียบง่ายแต่ให้ความรู้สึกดีๆและได้ผลชะงัก





Gol & Gincu (Goalpost and Lipsticks)

★★★★★★★★★★ 5.5/10

ถ้าเปรียบหนังวัยรุ่นไร้สาระกุ๊กกิ๊กทั่วๆไปกับหนังวัยรุ่นของคนไทยในสไตล์เดียวกัน หนังมาเลเซียของผู้กำกับ Bernard Chauly เรื่องนี้มีประเด็นที่ดีอยู่ตรงที่เข้าใจเปรียบเทียบชีวิตของวัยรุ่นที่ตกเป็นทาสแฟชั่นมาปรับเข้ากับเรื่องกีฬาและความรักได้ดีระดับหนึ่ง แทนที่จะดูหนังความรักที่พยายามสร้างให้เหมือนอย่างที่เห็นๆมาหลายครั้ง เราลองมาดูหนังที่นำเอาเรื่องแฟชั่น ความรักและกีฬามาอยู่ในเรื่องเดียวกัน เรื่องนี้มีฉากที่กลุ่มวัยรุ่นหญิงเปิดเพลงเต้นรำอยู่ในห้องนางเอก...ซึ่งผมไม่ค่อยชอบเลยครับเพราะรู้สึกว่า ฉากแบบนี้เห็นบ่อยจริงๆ อ้อ บทสรุปสุดท้ายของหนังเรื่องนี้มีดีอยู่อย่างคือ ไม่เน้นความรักที่สมหวังจนเกินเหตุ แต่เลือกจบค่อนข้างจริงดี





Africa United

★★★★★★★★★★ 5.0/10

ดูสารคดีเรื่องนี้จบ ผมยังไม่ค่อยรู้สึกถึงความสัมพันธ์ของตัวนักกีฬาในทีมเลย (ไม่ใช่จากการแสดงนะครับ) แต่เหมือนอารมณ์ของนักแสดงที่เล่นเป็นชีวิตจริงในเรื่อง...กระจายๆกันอยู่ สารคดีเรื่องนี้ยังตัดต่อประเด็นในส่วนความน่าติดตามในระดับธรรมดาอยู่ แต่ความสนุกในสารคดีเรื่องนี้ก็ยังมีอยู่นะครับกับตอนแข่งขันฟุตบอลหรือตอนทุ่มเถียงกันในทีม อันนี้ทำออกมาได้ธรรมชาติดี หรือจะตอนที่ Zico (แสดงโดย Zakaria Anbari ตัวเอกของเรื่อง) ท้อใจกับความไม่เอาอ่าวของเพื่อนร่วมทีมกับความฝันที่จะปั้นทีมฟุตบอลในฝัน ผมยังรู้สึกว่า นักบอลในเรื่องแต่ละคน "บางครั้ง" ค่อนข้างจงใจและตั้งใจแสดงออกมา...มากกว่าแสดงออกตามธรรมชาติเหมือนหนังสารคดีนะ จะมีก็แต่ Zico ตัวเอกในเรื่องที่อยากสร้างทีมบอลเท่านั้น...ที่แสดงได้เหมือนไม่รู้ว่ามีกล้อง ยังไงก็ตาม เมื่อมองโดยรวม...หนังทำบรรยากาศการเดินเรื่องได้น่าติดตามประมาณนึง ส่วนมุกขำๆที่ออกมาเองจากนักกีฬาในทีมเอง บางครั้งก็พอยิ้มๆ แต่บางครั้งก็ฝืด อ้อ ผมว่า การทำสารคดีกีฬาไม่ใช่เรื่องยากในความคิดผมนะ ที่ยาก...กลับอยู่ที่การดึงความสนใจของคนดูให้ติดตามได้ตลอดเรื่อง ถ้าสารคดีเรื่องนี้จับประเด็นดีๆเชิงขันออกมาได้มากกว่านี้...ก็น่าจะดี





ฺBallet Russes

★★★★★★★★★★ 8.0/10

เป็นสารคดีที่ผมยอมรับว่า เข้าไม่ถึงเนื้อหานะเพราะผมไม่รู้จักเรื่องบัลเล่ต์เลย ดูจบแล้วก็ยังไม่อินกับความเป็นบัลเล่ย์ด้วยซ้ำ แต่ผมกลับประทับใจทุกอย่างที่สารคดีเรื่องนี้สื่อออกมามากเพราะผู้กำกับชายหญิงทั้งสองคน Dan Geller และ Dayna Goldfine สร้างสารคดีชิ้นนี้ออกมาได้ละเอียดละไมมากถึงมากที่สุดของที่สุดอีกทีจริงๆ มีความพยายามในการหาข้อมูลได้เกินร้อยเฉียดพัน รวมทั้งการนำบุคคลดังๆในอดีตวงการบัลเล่ย์หลายๆคนจาก Ballets Russes of Monte Carlo มาสัมภาษณ์ได้เยอะมาก...เป็นความยอดเยี่ยมจริงๆ ผมยังขอชมเรื่องการตัดต่อครับว่า ขณะที่เล่าเรื่องปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์หรืออะไรก็ตาม แต่พอเวลาตัดภาพกลับไปเป็นภาพสีขาวดำในอดีตกับฉากเต้น รูปภาพถ่ายขาวดำ ข่าวหนังสือพิมพ์ในอดีตเพื่อเสริมคำบรรยาย เป็นต้น เรื่องทั้งหมดในอดีตหยิบมาประกอบได้ลงตัวกับการตัดต่อพร้อมจังหวะพอดีๆกันมาก ผมไม่รู้สึกรกหรือดูสับสนวุ่นวายเลย ที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนอีกอย่าง ก็คือ คนแก่ที่เป็นนักบัลเล่ต์ในวัย 70 80 และ 90 ทุกคนในเรื่องให้คำสัมภาษณ์ด้วยความสุขกับเรื่องเล่าในอดีตจริงๆ ดูแล้วก็มีความสุขแทนชายหญิงชราเหล่านี้ครับ อ้อ ในรอบที่ผมดู มีฝรั่งเข้าไปดูกันจนเต็มโรง พอหนังจบ...ฝรั่งทุกคนในโรงหนังปรบมือกันอย่างเกรียวกราวเพราะความเป็นบัลเล่ต์ที่ทำออกมาได้ครบองค์ประชุมจริงๆ แต่ผมขอปรบมือให้กับความพิถีพิถันของสารคดีเรื่องนี้แล้วกัน





Rize

★★★★★★★★★ 9.0/10

สารคดีเกี่ยวกับการเต้นแนวใหม่ของคนผิวดำในย่านลอสแองเจลิสเรื่องนี้ พิสูจน์ให้เห็นอย่างหนึ่งว่า คนเราถ้าได้คลุกคลีอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เรารักตลอดมา เมื่อได้ลองดึงประเด็นบางอย่างที่น่าสนใจจากสิ่งที่เราชอบออกมาทำ...มันย่อมให้ผลลัพธ์ด้านบวกอย่างที่เห็น และนั่นก็คือ ผู้กำกับมิวสิควีดีโอและช่างถ่ายภาพแฟชั่น David LaChapelle กับสารคดีเรื่องราวการเต้นที่ประยุกต์มาจากพิธีกรรมทางศาสนาของชาวแอฟริกาซึ่งท่าเต้นทำออกมาได้มีพลังมากมาย ทุกครั้งที่มีฉากเต้น...มันจับความสนใจผมอยู่หมัดมากๆ หนังติดอยู่นิดๆตรงที่การตัดต่อและการเดินเรื่องช่วงเข้าสู่การแข่งขัน ผมยังไม่รู้สึกถึงความหึกเหิมหรืออารมณ์เร้าอย่างเต็มแบบร้อยเปอร์เซ็นต์นะ (ทั้งที่แอบคาดหวังอยู่) เมื่อเข้าสู่ช่วงสำคัญ แต่การแข่งขันเต้นบนเวที...มันส์มากที่สุดในโลกครับ ทั้งยิ้ม ทั้งหัวเราะกับฉากเต้นและการข่มขวัญคู่แข่งฝ่ายตรงข้าม ส่วนการสัมภาษณ์นั้น...เรื่อยๆครับ ไม่มีอะไรมาก (แต่ก็น่าติดตามได้เรื่อยๆ) ยังไงก็ตาม หนังสารคดีเรื่องนี้เดินตามสูตรอยู่อย่างคือ ถ้าเมื่อไหร่ที่สารคดีเกี่ยวข้องกับวัยรุ่นหลายๆคน ความสุขความเศร้ามักจะแฝงเข้ามาในตอนท้ายเกือบทุกครั้ง แต่ตรงนั้นไม่ใช่ปัญหาอะไรเพราะตัวสารคดียังทิ้งความน่าติดตามหลังจากนั้นได้อยู่ นั่นคือ สารคดีเต้นเรื่องนี้ได้เสริมจุดเด่นเพื่อทำให้ความเศร้าตรงนั้นดูมีพลังขึ้นมาได้...โดยแตะประเด็นการเต้นต่อหนังพระเยซูขณะทำพิธีในห้องทำพิธีกรรมแห่งหนึ่ง ตรงนี้...เป็นมุมมองการเล่าเรื่องที่นำการเต้นมาประยุกต์ได้กับเหตุการณ์ได้ดี และผมชอบฉากเต้นต่อหน้าพระเยซูมาก...มันดูขลังและน่าขนลุกจริงๆกับชายหญิงวัยรุ่นสองคน และทำให้คนดูนึกถึงการเต้นพิธีกรรมของชนเผ่าแอฟริกาขึ้นมาทันที เพียงแต่เปลี่ยนเหตุการณ์อยู่ในเมืองแทน ฉากจบของสารคดีเรื่องนี้ปิดฉากเต้นด้วยวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง...โดยเดินภาพให้ช้าลงพร้อมโทนสีแดงเข้มในบนผิวของนักเต้นวัยรุ่นเหล่านั้น และถือเป็นการจัดภาพกับฉากจบได้น่าประทับใจอย่างมากมาย





Die Weisse Massai (The White Masai)

★★★★★★★★★★ 8.0/10

ผู้กำกับ Hermine Huntgeburth นำบทประพันธ์ Die Weiße Massai มาขึ้นจอ ช่วงแรกในการปูเรื่อง...ผมไม่คิดว่า มันจะเป็นจริงได้เลยเมื่อสาวชาวสวิตเซอร์เแลนด์ Carola (แสดงโดย Nina Hoss) ยอมทิ้งแฟนหนุ่มเพียงเพราะการสบตาแค่แว๊บเดียวกับชายนิโกรที่ไม่รู้จักมาก่อน Lemalian (แสดงโดย Jacky Ido) จนถึงขั้นกลายเป็นความรักขนาดยอมแต่งงานในช่วงเวลาที่สั้นและเร็วมาก เรียกได้ว่า มันคือรักแรกพบจริงๆ (ดีนะ...ที่อ้างอิงมาจากเรื่องจริง) เหตุการณ์หลังจากนั้น...ผมกลับชอบและรู้สึกดีกับตัวหนังขึ้นมาเพราะหนังสอดแทรกประเด็นความแตกต่าง (จนกลายเป็นความขัดแย้ง) ทางวัฒนธรรมของหนุ่มนิโกรชาวเคนย่ากับสาวผิวขาวไฮโซให้คนดู...ผ่านความผิดพลาดในการอยู่ร่วมกันของคนสองเชื้อชาติ หลายฉากเป็นเสมือนความรู้ใหม่ๆที่เราเคยไม่รู้ไปในตัว เช่น ฉากหญิงในเผ่าคนหนึ่งที่แท้งลูก...แล้วถูกกล่าวหาจากคนในหมู่บ้านว่าเป็น "แม่มด" Carola เรียกขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างในเผ่าที่กำลังยืนอยู่...ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยหญิงแท้งคนนั้นเนื่องจากกลัวอาถรรพณ์จากหญิงที่กำลังตกเลือด หรือ การที่ผู้หญิงจะมองตาชายอื่น...ก็ถือว่าเป็นการเล่นชู้แล้ว ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการค้าขายที่ตัว Carola เปิดร้านเพื่อสื่อให้เห็นความแตกต่างหลายๆอย่างในสังคมของ Lemalian ด้วย ผมตลกนิดหน่อยเรื่องการมีเซ็กซ์ของคนในเผ่าครับที่ไม่ต้องมีพิธีรีตรองอะไรกันเลย "มาถึงปุ๊บ...ก็จู่โจมตระบันอย่างว่าไปเลย" จน Carola งงและต้องสอนวิธีแบบนุ่มนวลให้ Lemalian แทน อีกฉากที่ยิ้มๆได้ก็คือ ฉากการตัดสินของศาลประจำหมู่บ้านเรื่องที่หลานเจ้าหน้าที่จะมาทำร้าย Carola เธอโดนปรับเป็นแพะไป 2 ตัว แต่ฝ่ายผิด (ที่ทำร้ายเธอก่อน) ต้องให้แพะแก่เธอกลับไป 5 ตัว ฉากที่สร้างความน่าติดตามช่วงนึงเกิดขึ้นตอนที่ Carola ตบหน้า Lemalian กลับไปอย่างแรง...จนฝ่ายชายเสียหน้าและไม่ยอมเพราะเขาหาว่า Carola เป็นโสเภณี...และลูกแพะอายุไม่กี่เดือนที่แท้งตายกองอยู่ที่พื้นก็ถูกอ้างว่ามาจากท้องเธอ...แถมยังโดนกล่าวหาอีกว่าเป็นลูกของชู้อีก อ้อ...ผู้กำกับ Hermine Huntgeburth ได้บอกทิ้งท้ายหลังจากผมดูหนังจบแล้วด้วยว่า...ฉากสุดท้ายกับเหตุการณ์สถานรถทัวร์ที่ Carola กำล้งลุ้นระทึกกับลายเซ็นของ Lemalian...เป็นฉากที่ปรับเปลี่ยนออกไปจากบทประพันธ์เดิมซึ่งแต่แรกคือให้ Carola หนีจาก Lemalian ไปเลย (แต่ฉากที่สถานีรถขนส่ง...ผมก็ลุ้นจริงๆ) สุดท้ายครับ...ได้เจอ Jacky Ido หนุ่มผิวดำคนที่เล่นเป็น Lemalian ในรอบ press ของหนังเรื่องนี้ ตัวจริงนิสัยดี ยิ้มเก่ง แถมสำเนียงอังกฤษเยี่ยมเลย ทำให้รู้ว่า ในหนังเขาจงใจพูดอังกฤษให้ดูเหมือนไม่ชัด





Quando sei nato non più nasconderti (Once you were born you can no longer hide)

★★★★★★★★★★ 6.0/10

หนังเรื่องนี้มีโครงเรื่องที่ดีเกี่ยวกับชีวิตเด็กชายบ้านรวย Sandro (แสดงโดย Matteo Gadola) ที่เกิดอุบัติเหตุตกทะเลเมดิเตอร์เรเนียนขณะล่องเรือหรูอยู่กับพ่อ แต่เด็กชาย Sandro กลับไปเจอเรือลักลอบขนคนเถื่อนข้ามประเทศช่วยเอาไว้ เหตุการณ์ต่างๆหลังจากนั้น...จึงทำให้ความคิดของเด็กคนนี้เปลี่ยนไปจากเดิม แต่หนังมีจุดเบาไปหน่อยกับเหตุการณ์ในเรือและสถานที่กักกันกลุ่มผู้คนลักลอบหนีเข้าประเทศ...ซึ่งจริงๆ น่าจะทำให้เข้มขันหรือเห็นภาพที่โหดร้ายกว่านี้อีกหน่อยเพื่อทำให้ Sandro มองเห็นมุมมองที่่ต่างออกไปจากโลกอันแสนสุขสบายที่เขาเคยผ่านพบมา ฉากตกเรือพร้อมเสียงตะโกนร้องพ่อ Matteo Gadola แหกปากได้อารมณ์สุดเสียงดี ผมประทับใจกับฉากสุดท้ายที่ Sandro ไปหา Alina (แสดงโดย Ester Hazan) ในสภาพของหญิงขายบริการไปแล้ว เธอเปิดเพลงเสียงดัง เขาปิด เธอเปิด สลับกันไปมาจนกระทั่ง Sandro ร้องไห้ ส่วนแววตาของ Alina ในฉากนี้...แสดงถึงความอ้างว้างอย่างเลื่อนลอยปนกดดันได้เต็มพิกัดจริงๆ ผมชอบการแสดงของ Ester Hazan ในฉากนี้นี้มาก ส่วนฉากจบที่เด็กทั้งสองคนนั่งกินแฮมเบอร์เกอร์พร้อมสีภาพโทนซีเปียนิดๆซึ่งถ่ายภาพจากกล้องมุมโล่งกว้างพร้อมกับ End Credit ที่ขึ้นมา...ให้อารมณ์เดียวกันกับ Hidden เหมือนกัน...เพียงแต่ไม่มีการหักมุมเกิดขึ้น แต่เป็นการภาพจบที่ดีครับ สุดท้ายครับ Alessio Boni ในบท Bruno คนที่เล่นเป็นพ่อ Sandro มองทีแรกนึกว่า Huge Jackman มองทีที่สองก็ยังนึกว่า Huge Jackman อยู่ดี...หน้าตาเหมือนกันโคตร





Nisshabd (Reaching Silence)

★★★★★★★★★★ 3.5/10

ประเด็นที่หนังมานำเสนอเหมือนจะน่าสนใจดี แต่กลับนำเสนอได้เนือยๆไปหน่อยเรื่องชายคนหนึ่ง Sarit (แสดงโดย Kaushik Chakravarty) ที่เบื่อความวุ่นวายและเสียงดังหนวกหูในกรุงนิวเดลีจึงเดินทางหนีความวุ่นวายไปยังหมู่บ้านเบงกอลเพื่อหาความเงียบสงบแทน การเดินเรื่องเป็นไปแบบเรื่อยๆ (และน่าเบื่อในบางครั้ง) รวมทั้งเหตุการณ์ที่พระเอกได้พบเจอในสถานที่ชนบท ไร้ซึ่งเสียงรบกวนตามที่เขาต้องการนั้น...ก็ไม่ได้มาพร้อมความรู้สึกดีๆหรือมุมมองที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจขึ้นมาเลย แม้จะมีมุกจากหญิงคนหนึ่งที่พูดแซวย้อนกลับไปหาพระเอกว่า "อย่าพูดเสียงดัง" แต่ก็เป็นความขันท่ามกลางความอืดๆในหลายครั้ง ผมชอบฉากสุดท้ายซึ่งทำได้โดดเด่นขึ้นมาดีครับเมื่อตัดภาพไปตัว Sarit กำลังข้ามถนนโดยมีผ้าอุดหูอยู่ หลังจากนั้น เราก็เห็นรถพยาบาลคันหนึ่งวิ่งผ่านไปจนสุดสายตา...ตัวหนังเหมือนให้เราคิดไปเองว่า ในรถพยาบาลคันนั้น...คนที่อยู่ข้างในคือ Sarit เองหรือเปล่า ได้มีโอกาสถามผู้กำกับ Jahar Kanungo เกี่ยวกับฉากสุดท้ายที่ผมรู้สึกว่า ตกลงในรถพยาบาลนั้น คือ คนที่ผมคิดใช่หรือไม่ ผู้กำกับยิ้มแล้วบอกว่า "ขึ้นอยู่กับคุณจินตนาการแล้วล่ะ แต่ที่คุณพูด คือ ประเด็นที่ดีเลย"





Vajra sky over Tibet

★★★★★★★★★★ 6.5/10

ผู้กำกับมีความพยายามดีครับกับข้อมูลที่นำมาเสนอครบ คือทำแผนที่เพื่อให้ทุกคนรู้ว่า ตอนนี้ผู้กำกับพาเราไปสู่จุดไหนของธิเบตเพื่ออธิบายให้เราฟังกัน ตัวสารคดีมีเนื้อหาที่ชวนให้คนดูสนใจได้ แต่เหมือนขาดเสน่ห์ดูดดึงอยู่เล็กๆ (ไม่ถึงกับมากอะไร) คล้ายๆกับว่า เดินเรื่องไปพร้อมกับเนื้อหาที่น่าสนใจ แต่ยังขาดจุดน่าสนใจของเนื้อหาแปลกตาของวัฒนธรรมประเพณีกันตลอดเรื่อง อย่างเช่น นำจุดสนใจของสถานที่มาให้ได้ชม แต่ไม่ดึงจุดแปลกหรือวัฒนธรรมที่น่าสนใจเป็นพิเศษของสถานที่เหล่านั้นออกมาด้วยทั้งหมด (คือ มีเป็นช่วงๆมากกว่า แต่ถ้าทำได้ตลอดเรื่องก็จะดี) แต่ฉากสุดท้าย ผู้กำกับถ่ายภาพออกมากับฉากโปรยเศษกระดาษที่เหมือนเทศกาลเฉลิมฉลองหรือทำพิธีอะไรซักอย่างของชาวธิเบต ตรงนี้เป็นภาพที่ดูขลังและให้พลังดีทีเดียว อ้อ ไม่น่าเชื่อว่า ประชาชนในธิเบต (โดยเฉพาะบริเวณเมืองหลวง) จะมากมายขนาดนี้ ผู้กำกับยังเสริมว่า จริงๆเขาอยากเข้าไปถ่ายทำยังจุดที่เขาอยากจะเข้าเพื่อข้อมูลที่น่าสนใจอีกเยอะ แต่โดนห้ามไว้ในหลายสถานที่ นึกไปนึกมา...ก็น่าเสียดายนะครับกับภาพวัฒนธรรมและอารยธรรมที่น่าสนใจ แต่ผมเข้าใจว่า กว่าจะได้ภาพเหล่านี้มาก็เหนื่อยเหมือนกัน





Anlat Istanbul (Istanbules Tales)

★★★★★★★★★★ 8.0/10

ไอเดียของหนังถือว่า ยอดเยี่ยมมากกับเรื่องของเทพนิยายดังๆ 5 เรื่องในอดีตที่เอามาผสมรวมตัวกันจนกลายเป็นชีวิตของคน 5 คนเพื่อเปรียบมุมมองคนตุรกี รวมทั้งเรื่องราวในตุรกีเองให้คนภายนอกประเทศได้รับรู้ ผมชอบมาก...ไอเดียล้ำลึก และทั้งหมดก็คือ เรื่องของคนแคระทั้ง 7 ซินเดอเรล่า เจ้าหญิงนิทรา ชายหนุ่มรูปงามและหนูน้อยหมวกแดง โดยเรื่องนี้มีผู้กำกับทั้งหมด 5 คน แต่ละคนก็กำกับตอนของตนเอง ซึ่งถ้าเขาไม่มาเฉลยในตอนท้าย...ผมอาจจะไม่รู้เลยว่า ต่างคนต่างกันทำเพราะมันเหมือนเป็นคนๆเดียวสร้างเองเลย ยอมรับว่า เป็นหนังที่มีเสน่ห์แปลกตาผมที่สุดในหนังเทศกาลครั้งนี้ รวมถึงหนังยังมีบรรยากาศหลอนอยู่นิดๆหน่อยๆให้รู้สึกได้ตลอดอีกด้วย...โดยเฉพาะตอนสุดท้าย ผมว่า โดยภาพรวมของหนังแต่ละตอนที่นำมาเปรียบนั้น...น่าติดตามและสนุกแบบมีเสน่ห์ล่องลอยแบบของใครของมันดี แต่เหมือนว่า ยังขาดความเร้าใจแบบตื่ีนเต้นนิดๆหน่อยๆ รวมทั้งความลึกลับในบางตอนอยู่บ้าง สุดท้ายครับ หนังเล่าเรื่องแบบยกนิ้วให้เลย แม้ผมจะชอบอยู่มากก็ตามและมีตอนจบอย่างที่เคยเห็นๆมาแล้ว แต่ฉากสุดท้ายของหนัง ถ้ามีการหักมุมขึ้นมาแบบโดนๆแถมท้ายให้หลอนไปเลยได้ล่ะก้อ...ตัวหนังน่าจะยอดเยี่ยมด้วยประการทั้งปวงจริงๆ จำได้ว่า ผมเจอผู้กำกับทั้ง 5 คนพร้อมกันในลิฟต์ที่สยามพารากอนด้วยครับ เขาถามผมว่า "จะไปซื้อของเล่นฝากลูกที่ตุรกี...ซื้อได้ที่ชั้นไหน" ผมตอบ "ไม่แน่ใจครับ" ให้พวกเขาลองไปถามประชาสัมพันธ์ดูจะดีกว่า (คือ ตอนนั้น ห้างเพิ่งเปิด ผมยังเดินไม่ทั่วเลย) "อ้อ แต่ผมได้ดูหนังของพวกคุณด้วย ผมชอบไอเดียหนังคุณมากๆ" หนึ่งในผู้กำกับทั้ง 5 พูดกลับมา "อ้าว ได้ดูด้วยเหรอ ขอบคุณนะ"


Create Date : 25 สิงหาคม 2549
Last Update : 3 ธันวาคม 2551 14:24:08 น. 10 comments
Counter : 725 Pageviews.

 
มะรู้จักซักกะเรื่องเลยอ่ะค่ะ เราคงเชยน่าดู...

หนังสไลต์แปลกๆเพียบเลยอ่ะ...


โดย: Mocha Macchiato วันที่: 8 พฤษภาคม 2549 เวลา:18:16:45 น. (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:10:52:04 น.  

 
มึน


โดย: ป้ามด วันที่: 8 พฤษภาคม 2549 เวลา:19:29:22 น. (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:10:53:23 น.  

 
อ้าวจริงเหรอครับ ผมไปดู Paradise Now มานะเนี่ย...

ในตอนที่หนึ่งนี่ผมอยากดู The Burnt Theatre กับ Istanbul Tales มากๆๆๆๆๆอะครับ แต่เพราะตอนนั้นใกล้สอบโอเน็ตเอเน็ต เลยต้องเจียดเวลาไปอ่านหนังสือ (ง้ากๆๆ)


โดย: nanoguy IP: 203.172.108.186 วันที่: 10 พฤษภาคม 2549 เวลา:0:55:39 น. (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:10:54:10 น.  

 
ตอบคุณ Mocha Macchiato หนังเกือบทุกเรื่องจากเทศกาล...มันก็อย่างนี้แหละครับ มักจะมีเนื้อหาแปลกๆที่เราไม่ค่อยคุ้นเคยกันเพราะส่วนมาก คนดูจะไปคุ้นเคยจากหนังฝั่งอเมริกามากกว่า หนังจากทางเอเชียกลาง อาหรับ ยุโรปตะวันออก หรือ ลาตินอเมริกา...เราเลยไม่ค่อยได้รับรู้กัน แต่จริงๆ...ถ้าพูดกันถึงเนื้อหา ผมว่า หนังเหล่านี้มีเนื้อหาที่โดนกว่าด้วยนะครับ ตอนนี้ ผมเห็นหนังเรื่องหนึ่งที่ผมไม่คิดว่า จะเข้าโรงฉาย...แต่ปรากฏ มันจะเข้าโรงในอนาคตแล้วครับ หนึ่งเรื่อง (ไม่นับที่เข้าไปแล้วจากหนังเทศกาลนะครับ) อีกเรื่องนั้นก็คือ The White Masai เดาว่า น่าจะเป็นลิโด้นะ

ตอบคุณ ป้ามด ป้ามดครับ...อย่าเพิ่งมึน เพราะผมเองตอนเขียนก็เกือบแย่เหมือนกัน มานั่งเขียนย้อนหลังด้วย...มันเยอะจนทีแรก...ผมไม่อยากเขียนแล้ว ดองไว้ตั้งนาน เกือบถอดใจเหมือนกัน

ตอบคุณ nanoguy น้องนาโนกาย อ้าว...ไปดู Paradise Now มาแล้วหรือ สนุกไหมอ่ะครับ ท่าทางจะดีและมันส์เพราะเห็นคนในเทศกาลที่ได้ดูมาวันนั้น...ชมหนังเรื่องนี้กันใหญ่ ส่วนเรื่อง The Burnt Theatre กับ Istanbul Tales นั้น เรื่องนึงเป็นสารคดีที่น่าจะดีกว่านี้อีกนิดนะ ส่วนเรื่องหลัง...พล็อตเรื่องหนังเยี่ยมเลย


โดย: เจ้าของบล๊อคมาตอบเอง (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 10 พฤษภาคม 2549 เวลา:7:50:55 น. (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:10:54:37 น.  

 
เข้ามาอ่านค่ะ เพราะงานนี้พลาดอย่างแรงไม่ได้ไป อาศัยเกาะคุณเจ้าของบล๊อกละกันนะคะ


โดย: PANDIN วันที่: 12 พฤษภาคม 2549 เวลา:3:01:39 น. (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:10:55:50 น.  

 
ชอบ Istanbule Tales มากค่ะ สร้างสรรค์สุดๆ

คราวนี้ไม่ได้ดู The Burnt Theatre เคยดูหนังของปาน ริดที (เขียนงี้รึเปล่านะ?) รู้สึกประเด็นน่าสนใจ แต่เขาพยายามนำเสนอภาพ/เรื่องเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมมากเกินไปจนเรื่องมันยืดเยื้อ


โดย: jimkong วันที่: 12 พฤษภาคม 2549 เวลา:16:09:43 น. (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:10:56:22 น.  

 
Paradise Now พล็อตดีนะครับผม.. ดูแล้วไม่น่าเบื่อ มีอารมณ์เสียดสีเล็กน้อยด้วย แต่ว่าในบรรดาหนังเข้าชิงออสการ์ต่างประเทศ ผมชอบ Sophie Scholl มากที่สุดนะครับ (ผมว่า Tsotsi ที่ได้ออสการ์ไปยังสู้ Paradise Now ไม่ได้ด้วยซ้ำ)


โดย: ืnanoguy IP: 203.157.254.33 วันที่: 12 พฤษภาคม 2549 เวลา:18:03:58 น. (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:10:57:17 น.  

 
ตอบคุณ PANDIN ขอบคุณครับที่แวะเข้ามาเยี่ยม อ่านได้ตามสบายเลยนะครับ เกาะติดสถานการณ์กันทุกฝีก้าว กับ ทันข่าว...ทันโลก เฮ้ย...เวอร์ไป แหะแหะ ทันหนัง...ทันโลก แล้วกัน

ตอบคุณ jimkong ใช่ครับ ถ้าพูดกันถึงพล๊อตเรื่อง...คนคิดบทหนังสร้างสรรค์มาก เยี่ยมเลยยังว่าได้

ตอบคุณ nanoguy สงสัยเดี๋ยวต้องตามไปดูหน่อยแล้วกับหนังทั้ง 3 เรื่องที่น้องนาโนว่ามา เพราะวันนี้พี่เพิ่งไปดู Down in the valley มา (หนังดีเกินคาดมาก...แอบเล่าก่อน) และได้เห็นตัวอย่างหนังเรื่อง Paradise Now แล้วด้วย...ท่าทางน่าจะโอเค ยังไงเดี๋ยวพี่คงต้องลองตามไปพิสูจน์หนังทั้งสามเรื่องตามที่น้องนาโนว่า เข้าเมื่อไหร่...เป็นเจอกัน


โดย: เจ้าของบล๊อคมาตอบเอง (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 12 พฤษภาคม 2549 เวลา:22:39:14 น. (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:10:57:47 น.  

 
..

มาแอบดูคะแนน ว่าตรงกันบ้างไหม อิอิ

ชุดนี้ .. ดูตรงกันไม่กี่เรื่องเองครับ

ป.ล. ผมติดให้คะแนนเป็น ABCD นะครับ มี + กับ - ด้วย ..ถ้า C+ เป็นต้นไป ก็คงราวๆ 6.0 คะแนน เหมือนพี่ตี๋น่ะครับ


The White Masai .. B
Go for Zucker .. B -
Istanbules Tales .. C +
Pusher I .. B -
Gilaneh .. B


โดย: POGGHI วันที่: 14 พฤษภาคม 2549 เวลา:17:10:18 น. (ตี๋หล่อมีเสน่ห์ ) วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:10:58:16 น.  

 
อยากหาซื้อหนังเรื่อง little red flowers ค่ะ แต่ไม่รู้จักแหล่งของหนังนอกกระแสเท่าไหร่ พอจะทราบแหล่งที่ซื้อได้มั๊ยคะ
ถ้ายังไงใครพอจะทราบรบกวนส่งเมลตอบมาให้ด้วยนะคะ จะขอบพระคุณอย่างมาก

joice_1982@hotmail.com

ปล. อยากดูมากๆจริงๆค่ะ รบกวนด้วยนะคะ


โดย: จ๊อยซ์ IP: 58.8.25.36 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:17:26:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.