Group Blog
 
 
สิงหาคม 2553
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
3 สิงหาคม 2553
 
All Blogs
 
มนุษย์ ‘ควร’ มีเจตจำนงอิสระหรือไม่?



นึกถึงบล็อกของคุณลวิตร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเขียนเกี่ยวกับเจตจำนงอิสระหรือ Free will


คำถามที่ว่า ‘มนุษย์มีเจตจำนงอิสระหรือไม่’ เสมือนเป็นคำถามโลกแตกของนักศึกษาสาขามนุษยศาสตร์ โดยเฉพาะนักศึกษาสาขาวิชาปรัชญา และข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจ(เนื่องจากไม่ได้อัพเดทข้อมูลเรื่องนี้มานาน)ว่ามีใครได้ให้คำตอบอันเป็นที่ยอมรับแก่เหล่าผู้สงสัยได้หรือยัง (แต่คิดว่าคงยัง)

เจตจำนงอิสระ..คำนี้แท้จริงเป็นคำที่มีความหมายกลางๆ ไม่บวก ไม่ลบ แต่เพราะว่ามันพ่วงคำว่า ‘อิสระ’ มาด้วย มันเลย ‘ดูเหมือน’จะมีความหมายค่อนไปทางบวก (ในความเข้าใจของคนทั่วไปที่ถือว่าอิสระเป็นของดี)

ข้าพเจ้าก็เคยเป็นเช่นนั้น ถือว่าเจตจำนงอิสระเป็นของดี เพราะเชื่อว่าหากมนุษย์มีเจตจำนงอิสระก็เท่ากับว่ามนุษย์มีเสรีภาพในการดำเนินชีวิต สามารถทำในสิ่งที่ตนเองรักและปรารถนา ถึงแม้ว่าคำว่าอิสระ หรือคำว่าเสรีภาพมันจะตามมาด้วยความรับผิดชอบ ข้าพเจ้าก็ยินดีที่จะรับผิดชอบเพื่อที่จะแลกเปลี่ยนกับคำว่า..เสรีภาพ

ถึงกระนั้น ถึงแม้จะมีเสรี แต่ก็ใช่ว่าจะมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ ข้าพเจ้ายังต้องยอมอยู่ในพันธนาการด้วยเหตุผลที่ยังอยู่ร่วมในสังคม(สังคมเล็กๆ) และต้องระแวดระวังไม่ให้เสรีภาพของตนเองก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

และนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าอ้าปากพูดไม่ได้ว่า..มนุษย์มีเจตจำนงอิสระ
และรู้สึกไม่ค่อยดีมาตลอดชีวิต

คอมเมนต์ในบล็อกของคุณลวิตร์ ข้าพเจ้าจึงตอบไปด้วยความรู้สึกล้วนๆ ไม่ได้บอกว่ามีหรือไม่มี แต่ตอบไปประมาณว่า ถ้าตอบว่าไม่มี เหมือนจะสิ้นหวัง แต่ถ้าตอบว่ามี เหมือนจะหลอกตัวเอง

เพราะคำตอบนั้นมันยังอยู่ในใจ จึงทำให้คิดวนไปเวียนมาตลอด คล้ายจะเอาแน่ให้ได้ว่าตกลงมนุษย์มีเจตจำนงอิสระหรือไม่ ระหว่างที่คิดไปคิดมากับประเด็นนี้ อยู่ดีๆก็คิดขึ้นมาได้ว่า หรือเราควรจะเปลี่ยนคำถามใหม่

มนุษย์ ‘ควร’ มีเจตจำนงอิสระหรือไม่?

ปรัชญาทางฝั่งตะวันตกบอกว่ามนุษย์มีเสรีภาพ แต่เสรีภาพของมนุษย์จะมาพร้อมกับความรับผิดชอบเสมอ เหมือนวัตถุกับเงาอย่างไรอย่างนั้น และเหตุผลสำคัญที่ทำให้มนุษย์ละทิ้งเสรีภาพของตนเองก็คือความรับผิดชอบนี่แหละ

เพราะความรับผิดชอบคือของหนัก(มาก)

ข้าพเจ้าคิดถึงตนเอง ครั้งหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของตนเอง และถึงแม้จะคิดว่าความรับผิดชอบคือของหนัก แต่ข้าพเจ้าก็ยังเชื่อว่าข้าพเจ้ายังสามารถแบกรับมันไหว และข้าพเจ้าถือว่าเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าด้วยที่จะต้องแบกรับมันเพราะมันคือ..ชีวิตของข้าพเจ้า คือ ‘การมีอยู่’ ของข้าพเจ้า ในเมื่อข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะมีชีวิตขึ้นอยู่กับความต้องการของใคร ข้าพเจ้าก็ต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้น
เรื่องการรับผิดชอบตัวเองเป็นเรื่องง่ายนะ แต่พอมาถึงเรื่องนี้ ...เรื่องคุณธรรม ครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าตัดสินใจกินอาหารมังสวิรัติ เพราะเศร้าใจที่เห็นชีวิตสัตว์ส่วนหนึ่งต้องถูกฆ่าเพื่อให้มนุษย์กิน ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจที่จะไม่กินชีวิต

แต่ทำไม่ได้นาน สุขภาพเริ่มไม่ดี (เหตุผลหนึ่งคือข้าพเจ้าเกลียดเต้าหู้ กลิ่นของมันทำให้ข้าพเจ้าอยากอาเจียน ข้าพเจ้าเลยยิ่งขาดโปรตีนเพราะเหตุนั้น)

เมื่อเริ่มไม่แข็งแรง หมอก็สั่งให้ข้าพเจ้ากินอาหารให้ครบห้าหมู่
นั่นคือข้าพเจ้าต้องกลับไปกินเนื้อสัตว์อีกครั้ง

มันเป็นเรื่องเล็กๆ และอาจเป็นเรื่องธรรมดาของใครหลายคน แต่สำหรับข้าพเจ้า(ที่เป็นคนคิดมาก) มันคือสัญญาณบอกว่าข้าพเจ้าไม่ได้มีเจตจำนงอิสระอย่างที่ข้าพเจ้าเคยคิด ข้าพเจ้าบงการตัวเองไม่ได้ทุกเรื่อง ถึงแม้ท้ายที่สุด ถ้าใช้ความกล้าบ้าบิ่นก็อาจจะบงการตัวเองได้ แต่ผลที่ตามมา..ข้าพเจ้าอาจรับไม่ไหว

คงเหมือนกับพวกวีรบุรุษกระมัง..ข้าพเจ้าเชื่อว่าวีรบุรุษที่แท้จริงคงไม่อยากฆ่าเหล่าร้าย เพราะการฆ่าคน ไม่ว่าจะฆ่าใครมันก็บาปอยู่ดี แต่..บางที..คนชั่วบางประเภทก็ปล่อยให้มีชีวิตอยู่ไม่ได้เหมือนกัน

มันเหมือนการหนี แต่ต่อมาข้าพเจ้าก็อ่านภควัทคีตาเพราะเหตุนั้น ถึงกระนั้นก็เป็นเพียงแค่ One of them ข้าพเจ้ายังไม่เจอลัทธิปรัชญาใดที่ข้าพเจ้าจะสามารถยอมรับสวามิภักดิ์ได้เต็มหัวใจ

ถึงแม้ว่าในโลกนี้ยังมีมนุษย์ที่เข้มแข็งจนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง แต่มนุษย์ทั่วไปก็ยังอ่อนแอเกินกว่าที่จะรับผิดชอบต่อเสรีภาพของตนเอง ถ้าเช่นนั้น...มนุษย์ ‘ควร’ จะมีเจตจำนงอิสระหรือไม่

เป็นคำถาม ข้าพเจ้ายังหาคำตอบไม่ได้









Create Date : 03 สิงหาคม 2553
Last Update : 3 สิงหาคม 2553 14:25:33 น. 1 comments
Counter : 678 Pageviews.

 
นักบวชไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้จริงๆ เเละถึงจะเคยตอบ ถึงจะตอบ มันมักจะฟังดูฉาบฉวย อาจเป็นเพราะในกระบวนการหาคำตอบ คนๆหนึ่งมักจะจำเป็นต้องนิยามคำต่างๆในชีวิตใหม่หมด พอได้คำตอบ พอตอบ จึงเป็นคนละอย่างกัน สิ่งที่ตนเองเห็นกับสิ่งที่คนอื่นเเปลตามพจนานุกรมราชฯ 2542...
นักบวชพบว่าสิ่งที่อ่านในนิยายวิทยาศาสตร์(+ปรัชญา) Dune ของ Frank Herbert
"...the mystery of life is not a question to answer but a reality to experience..."
ชี้ถึงสิ่งนี้ได้อย่างดีเยี่ยม
เมื่อเราพร้อมสำหรับคำตอบ คำตอบก็ต้องมาหาเราเองถึงหน้าบ้าน
เเละมันมักจะเหนือคำพูด หรือไม่สามารถอยู่ในรูปของคำตอบได้
สิ่งหนึ่งที่นักบวชได้เห็นจากชีวิตในช่วงที่มืดมนของความซึมเศร้าที่ภายหลังพบว่าซื่อสัตย์เเละสว่างกว่าเเสงใดๆ
ทุกอย่างเริ่มที่เรา ทุกอย่างก็ต้องจบที่เรา
ก็อย่างที่ชื่อบอกโดยนัย นักบวชพบความจริงมากมายผ่านทางศาสนาพุทธ
ทว่า
วิธีของนักบวชในมุมมองของศาสนาพุทธดั้งเดิมเเล้วก็คือความนอกรีต
มันใกล้เคียงที่สุดคือปรัชญา
โลกนี้คือห้องทดลอง
ตั้งคำถามดู
ลองดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ความคิด การคิด การพิจารณา การจ้องเข้าไปในเส้นสายเเห่งตรรกะ การตามคำไปถึงความหมายที่หลุดโลกที่สุด
เพราะเหตุนี้จึงเชื่อว่าเราน่าจะอยู่ในโลกเดียวกันได้?
เมื่อก่อนนักบวชมีชีวิตอยู่เพื่อค้นหาความจริง
ทว่าในปัจจุบันเมื่อได้เห็นเส้นสายเเห่งตรรกะมากขึ้น
ก็เริ่มพบว่า
สามารถอธิบายการค้นหาความจริงนั้นว่าเป็นการหาเจตจำนงอิสระก็ได้
จะยกมาเพียงตัวอย่างเล็กๆที่เคยขบคิด
ถ้ามันก็เห็นชัดกันอยู่เเล้ว
ชีวิตคนมันบัดซบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
คุณพ่อผู้เบื่อเมียเเละงานที่ดื่มเหล้าเป็นน้ำ
หรือคนรวยที่ทะเลาะกับลูกทุกวัน
คงปฏิเสธได้ยากเหมือนกันว่าไม่มีใครไม่มีปัญหา
ตามทำนองธรรมชาติเเล้ว
ก็ต้องเเก้ปัญหา
ก็ต้องหาทางออก
เเละที่พบได้บ่อยเหลือเกิน
"ไม่ มี ทางเลือก"
ส่วนใหญ่การหาวิธีของทุกคนจะจบเเบบนี้เเล้วก็ปล่อยไปตามยถากรรม อย่างที่เขาเรียกกัน
ตรงนี้เองที่น่าฉงน
สมมุติว่า
เราเรียกอาการ
"ไม่มีทางเลือก"
นี้ว่า
มีเจตจำนงอิสระไม่พอ(สมมุติว่ามันวัดได้เเบบนี้)
เเต่ก็มีอยู่ดี ตรงนี้สำคัญ
ถ้างั้นตามนิยามของเจตจำนงอิสระเเล้ว
สมมุติว่าทุกคนมีเจตจำนงอิสระเเบบที่เราเชื่อกันเป็นส่วนใหญ่
เราย่อมใช้เจตจำนงอิสระที่มีอยู่ เเม้จะน้อย
เลือกทางเลือกที่สามได้
คือ
ถ้าไม่มีทางเลือกเเล้ว
ก็เลือกที่จะมีทางเลือกมากขึ้น
เป็น ฟังก์ชั่น recursive
ใช้เจตจำนงอิสระเลือกเจตจำนงอิสระ
ขยายความ
ก็อาจเป็นการศึกษาหาความรู้
หรือการพูดคุย
ตั้งคำถาม
เพราะการกระทำเหล่านั้นทำให้ไปถึงขีดจำกัดของตัวเอง
เเละจากตรงนั้นก็ข้ามชายเเดนไปได้
เเต่ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเลือกที่จะไม่มีทางเลือกเเบบนั้นล่ะ?
เหมือนเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนที่กลัวเจตจำนงอิสระ?
ดูในเรื่อง Avengers ตอนที่ Loki พูดสุนทรพจน์ให้ชาวโลกคุกเข่าให้
พอจะมีเบาะเเสในเรียงความนี้ของคานต์ว่าทำไมคนกลัวเจตจำนงอิสระ
//theliterarylink.com/kant.html
เเต่ข้อสรุปของนักบวชไม่ใช่ว่าโลกนี้ไม่มีเจตจำนงอิสระ
เเต่ว่าคนเหล่านั้นยังไม่มีเจตจำนงอิสระ หรือมีไม่เพียงพอจึงยังไม่เห็นทางที่จะเพิ่มเจตจำนงอิสระ
เเละเขาไปหามาได้ เช่นเดียวกับทรัพย์สินเงินทอง ความรู้
ฯลฯ
อย่างไร?
ด้วยศิลปะ
"Art is a human activity consisting in this, that one man consciously, by means of certain external signs, hands on to others feelings he has lived through, and that other people are infected by these feelings and also experience them." - Leo Tolstoy
Leo Tolstoy นิยามศิลปะไว้ในเเง่ของ
Empathy ความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น
คีย์เวอร์ดคือ ผู้อื่น
เพราะมันทำให้เราข้ามตัวตนตนเอง
เเละไม่ใช่ว่านั่นคือกรงอันใหญ่ที่สุดหรือ?
ใช่เเล้ว
คนฝั่งต่อต้านเจตจำนงอิสระบอกว่าพันธุกรรมกับสภาพเเวดล้อมกำหนดหมด
ซึ่งอาจสรุปปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวตน
เเต่ถ้าเป็นงั้นจริง เเละเรามีเจตจำนงอิสระจริง
เราก็เเค่ต้องข้ามตัวตนเราให้ได้ เเล้วเราก็จะเป็นอิสระ?
สภาพเเวดล้อมส่งผลต่อคนตะวันออก คนตะวันออกชื่นชมมันเเละอยู่ร่วมกับมัน
สภาพเเวดล้อมส่งผลต่อคนฝรั่ง คนฝรั่งควบคุมเเละเปลี่ยนเเปลงสภาพเเวดล้อม
ทั้งสองก็ตกอยู่ในตัวตนเหมือนกัน
เเต่มีกี่คนล่ะที่ควบคุมความที่สภาพเเวดล้อมควบคุมตนเอง?
ก่อนจะพูดถึงเจตจำนงอิสระ
ง่ายๆก่อนเลยคือ
คุณโดนตบเเล้วรู้สึกดีได้หรือไม่
นั่นล่ะ
ถ้าคุณโดนตบเเล้วเลือกที่จะรู้สึกดีได้ โดยไม่รู้สึกอยากต่อยเขากลับตามสัญชาตญาณ(เป็นมาโซชิสต์หรือไม่ก็อีกเรื่อง)
คุณก็อยู่ในสถานะที่จะศึกษาเจตจำนงอิสระได้เเล้ว
หรือมองสิ่งต่างๆเเล้วไม่รู้สึกดีหรือไม่ดี
เเต่รู้สึกน่าสนใจ
มีเเต่ข้อมูลที่นำไปคิดปรัชญาได้
เคี๊ยก ฮ่า ฮ่า ฮ่า
น่าสนุกวุ้ย!
เช่นนั้นเเล้วการค้นพบทางปรัชญาจะง่ายขึ้นเองเมื่อคุณเริ่มเปิดประตูต่างๆ
การถามคำถาม การเรียนรู้ การอ่าน การฟัง การพูด การดู การสัมผัส การรู้สึก
เเละที่สำคัญที่สุด
intuition
ก็อาจอ้างได้อีกว่า
ก็ใช่
รับรู้มากขึ้น
มีข้อมูลมากขึ้น
เลือกได้มากขึ้น
พันธุกรรม+สภาพเเวดล้อม= ตัวตนคุณก็ยังควบคุมคุณอยู่
ไม่มีเจตจำนงอิสระหรอก ฮ่า ฮ่า ฮ่า
คุณเคยเห็นลูกโป่งไหมล่ะครับ
เป่าไปเรื่อยๆๆ
ยังไงถึงจุดหนึ่งมันก็ต้องระเบิดใช่ไหมล่ะครับ?
ใช่เเล้ว
เมื่อบริโภคศิลปะเหมือนเป็นอาหารไปพักหนึ่ง ตัวตนก็จะใหญ่จนมันระเบิดเองเผยให้เห็นอิสระภาพเเละเจตจำนงอิสระที่เเท้จริง
เเต่เขาก็อาจอ้างอีกว่า
โอเคเขาอาจอ้างอีก
เเล้วถ้าวัสดุตัวตนนี่มันไม่ระเบิดล่ะ?
ยังไงก็ยังไม่มีอยู่ดีล่ะว่ะ เจตจำนงอิสระ ฮ่า ฮ่า ฮ่า(เวลาคิดปรัชญามันต้องมีอารมณ์ขัน ต้อง passionate เข้าใจไหม? อารมณ์ขันมันคืออารมณ์เเห่งความจริง หากเปรียบได้ว่านี่โลกธรรมดา มุขตลกก็คือการออกจากโลกธรรมดา จากความหมายธรรมดา จากโซ่ตรวนธรรมดา พอหลุดไปได้มันก็รู้สึกดีอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งร่างกายขับออกมาในรูปของเสียงหัวเราะจะได้ไม่ตัวเเตก...)
วิชาฟิสิกส์เขาก็บอกใช่ไหม
ว่าพลังงานไม่สูญไป
มีเเต่เปลี่ยนรูปเเบบ
เเละเปลี่ยนเป็นสสารได้ตามสมการอันโด่งดัง
กฎเทอร์โม่ไดนามิกส์บอกว่าท้ายที่สุดเเล้วจะเหลือเเต่เอ็นโทรปี(มั้ง)
ถ้าตัวตนเป็นพลังงาน
ถึงตัวเราจะลากมาได้มากขนาดไหน
มันก็ต้องจำกัดอยู่ดีด้วยเอ็นโทรปี
หรืออะไรอีกมากมายที่คงสมดุลของจักรวาล
ลูกโป่งมันก็ต้องบางลงบางลง
มันก็โปร่งเเสง
เเล้วเราก็เห็นข้างนอก
โอ้ มาย ก็อด
อิสรภาพ
เเน่นอน
รู้เเบบนี้ก็เอาเข็มหมุดจิ้มออกไปก็สิ้นเรื่อง!
ถ้าเป็นสสารมันก็ต้องติดอยู่ในขีดจำกัดเเบบเดียวกัน
เเล้วถ้าจะอ้างพลังอะไรที่สูงส่งกว่านี้
ช่างหัวมันเถอะ...(เสียเครดิตนักปรัชญา)
กระบวนการที่อธิบายมาก็คือ
intuition นั่นเอง
อาจจะอธิบายเป็น
การลุกขึ้นมาไม่เห็นเเค่หลังของเอที่ส่งผลไปบี
เเต่เห็นจากข้างบน
เห็นเส้นของเอบีซีดีอีเอ็ฟจีหมดที่ประกอบกันเป็นเส้นสายเเห่งตรรกะ
หรือกำเเพงต่างๆพังทลายจนความรู้ไหลเข้ามา
หรือเรายื่นมาออกไปจับไปกอดสิ่งนั้นๆได้โดยตรง
ประเด็นสำคัญคือ intuition transcends
คือมันก้าวข้าม
ก้าวข้ามตัวตนเรา ก้าวข้ามภาพลวงตา...
คุณมีข้อพิสูจน์อะไร!
ผมไปเห็นมากับตัวเองเเล้ว!
(สอบตกในความเป็นนักปรัชญา)
เเล้วพอไปเห็นมันจริงๆ
มันก็รู้เองเลย
มันเห็นเลย
(หมดกัน ตรรกะ...)
ถึงแม้ว่าในโลกนี้ยังมีมนุษย์ที่เข้มแข็งจนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง แต่มนุษย์ทั่วไปก็ยังอ่อนแอเกินกว่าที่จะรับผิดชอบต่อเสรีภาพของตนเอง ถ้าเช่นนั้น...มนุษย์ ‘ควร’ จะมีเจตจำนงอิสระหรือไม่
ถ้าคุณได้ไปเต้นรำกับเจตจำนงอิสระตัวจริงเสียงจริงเเล้ว คำถามนี้ก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป...
(หมดความน่าเชื่อถือที่อ้างว่าเป็นนักปรัชญา...)
เเต่จริงๆผมไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลย
สิ่งที่ผมคิด ที่นำมาให้ดูนี้ไม่สำคัญเลย
ที่สำคัญคือคุณ!
ใช่เเล้ว คุณนั่นล่ะ!
คนที่จะหาคำตอบทั้งหมดเหล่านี้ได้ กุญเเจของปริศนาทั้งหมด
ก็คุณนั่นล่ะ
พลังทั้งหมดอยู่ที่คุณหมดเเล้ว
มันอยู่ตรงนั้นหมด
ทุกอย่าง
เเค่เรายังไม่เห็น
อะไรมีค่าจริงๆที่ผมบอกคุณได้?
ไม่ใช่ปรัชญาลึกซึ้ง ไม่ใช่ตรรกะอันงดงาม
...
ก็เเค่เรื่องน่าสนใจ
เเค่นั้นเอง
เรื่องเล็กๆเเบบนี้ล่ะคือส่วนสำคัญที่สุดของชีวิต
...
ดูอนิเมเยอะๆ(ดู angel beats รึยัง ดู ghost in the shell(หนังโรง) รึยัง? ยัง? ต้องไปดู!) ดูหนังเยอะๆ(ดู Blade Runner ซะ!!) อ่านหนังสือเยอะๆ(อ่านหนังสือของวินทร์ เลียววาริณให้หมด นี่คือคำสั่ง) ฟังเพลงเยอะๆ(ไปฟังเพลง Beethoven symphony no 9 ode to joy เดี๋ยวนี้) เล่นเกมเยอะๆ(ต้องเล่น Higurashi no naku koro ni!) คุยกับคนเเปลกหน้าเยอะๆ(ถ้าเขาไม่ได้จะข่มขืนเราหรือต้มเรา) เเละที่สำคัญที่สุด...
อ่านชีวิตเราเยอะๆ
สังเกต
ปาฏิหาริย์ ปรัชญาลึกซึ้ง
เรื่องเหล่านั้นจะเกิดตอนไหนที่ไหน?
ก็วันๆของพวกเรา ก็โลกใบนี้ที่เราอยู่
จักรวาลนี้ ปีนี้
ไม่มีอะไรไกลตัวเลย
ก็ในชีวิตประจำวันเรานั่นเองที่ความลับมากมายของจักรวาลเผยตัวให้เราเห็นโดยซ่อนตัวในที่โล่งเเจ้ง
เฝ้ามองทุกความคิด
ตามมันไป
เขียนความคิดลงในกระดาษเพื่อความคิดต่อไปจะได้โลดเเล่นออกมา เเละเมื่อวางความคิดบนโต๊ะเเบบนี้
พอเห็นภาพรวม
จะเกิด intuition ก็ไม่ยากเลย
ผมคงให้ข้อพิสูจน์สิ่งเหล่านี้ได้เเค่ความศรัทธาของคุณ
เเต่รู้ไว้ว่า
ผมทำทั้งหมดนี้ด้วยความรักเเละความเมตตา พวกเราเหล่านักปรัชญาที่รักในเรื่องน่าปวดหัวเหล่านี้
มันไม่ตามธรรมชาติหรือที่พวกเราจะมาเล่นด้วยกันในเเบบของเราเเบบนี้?
เเละก่อนที่จะมีเหตุผลใดๆขึ้นมาในชีวิต
เราลืมไปเเล้วหรือว่าอะไรมาก่อน?
ความรู้สึก
จริงๆเเล้วมันอาจเป็นตรรกะที่อยู่ในระดับสูงจนเรายังไม่เข้าใจก็ได้?
บางทีคนเราก็ต้องกระโจนไป leap of faith โดยไม่มีข้อยืนยัน
ไม่ใช่ว่านั่นคืออีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์หรือ?
ถ้าไม่ไปหัวหิน
เเล้วจะรู้ได้ไงว่าหัวหินเป็นอย่างไร
ผมเเค่เเนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้คุณ
คุณจะไปหรือไม่
นั่นก็คือ
เจตจำนงอิสระของคุณ...
พลังทั้งหมดอยู่ในมือคุณเเล้ว...
จะใช้ชีวิตด้วยความไม่รู้เหมือนคนอื่นๆ
หรือจะใช้ชีวิตเเบบนักปรัชญา
เเม้มันอาจเจ็บปวด
เเต่ความเจ็บปวดที่ย้ำเตือนถึงความจริงไม่ดีกว่าความโกหกของความสุขเเห่งการไม่รู้หรือ?
Elvis Presley - "Truth is like the sun. You can shut it out for a time, but it ain't going away."
เเล้วไหนจะเรื่องน่าสนใจมากมายล่ะ?
เเละหากเราจะเดินเส้นทางนี้
ก็มาเดินกันอย่างเต็มที่ อย่างมีชีวิตชีวาดีกว่า
เเละตามหัวใจเราไป
Albert Einstein quote - Few are those who see with their own eyes and feel with their own hearts.
บางทีคนเราก็ไม่ต้องการเหตุผลสำหรับรักอะไรบางอย่าง
เเละเราต้องอย่าลืมว่า
ปรัชญาเป็นศาสตร์เเห่งเหตุเเละผลมากเท่าๆกับศาสตร์เเห่งหัวใจเลย...
อะไรที่เป็นเเรงผลักดันหนุ่มสาวผู้กล้าหาญเหล่านั้นล่ะ?
คำว่าปรัชญา
Philosophy
เเปลว่าอะไรล่ะ?
Philo รัก
Sophia ปัญญา
The Love of Wisdom
ความรักในปัญญา
ใช่เเล้วล่ะ
เราต้องไม่ลืมรากเหง้าเหล่านี้เลย...







โดย: นักบวช IP: 125.25.23.83 วันที่: 16 ตุลาคม 2555 เวลา:3:46:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ศิลาจันทรา
Location :
สุพรรณบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หนังสือคือชีวิต
การเขียนคือการเติบโต
เสียงเพลงคือจิตวิญญาณ
การเรียนรู้คือความหมายของการมีชีวิตอยู่
เวลาคือความตาย
ปรัชญาศาสนาคือลมหายใจ
ประวัติศาสตร์คือครู
พระเจ้าคือคู่รัก
ชะตากรรมคือเพื่อน
ความสันโดษคือเสื้อผ้า
ความกล้าหาญคือรองเท้า
ความเชื่อมั่นคือยารักษาโรค
ความหวาดกลัวคืออาวุธ
และจุดสิ้นสุดคือการเริ่มต้น

<><><><>


โอม บังคมพระคเณศ เทวะศิวะบุตร
ฆ่าพิฆนะสิ้นสุด ประลัย
อ้างาม กายะพะพราย ประหนึ่งระวิ
อุทัยก้องโกญจนาทให้ สหรรษ์
เป็นเจ้าสิปปะ ประสิทธิวิวิธวรรณ
วิทยาวิเศษสพรรพะสอน
ยามข้ากอปรกรณี พิธีมยะบวร
จงโปรดประทานพร ประสาท
..มัทนะพาธา (พระราชนิพนธ์ร.๖)..


<><><><>
*
*
*
~*~*~*~


เรายึดถือความจริงดังนี้ว่า
เป็นเรื่องประจักษ์แจ้งในตัวเองที่ว่า
มนุษย์ทั้งปวงต่างถูกสร้างขึ้นมาให้เสมอภาคกัน
ที่ว่าพวกเขาได้รับการประทานจากองค์ผู้สร้าง
พวกเขาซึ่งมีสิทธิอันไม่อาจพรากจากเอาไปได้
ที่ว่าสิทธิเหล่านี้ได้แก่
“ชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข”

จากคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา
..เพียงกลีบดอกไม้ล่องลอยไปในสายลม (สร้อยดอกหมาก)..


~*~*~*~
Friends' blogs
[Add ศิลาจันทรา's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.