Group Blog
 
 
ธันวาคม 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
25 ธันวาคม 2553
 
All Blogs
 
ขีดเส้นใต้...ไม่ใช่แค่รัก บทที่ ๑

 

บทที่๑




 


บทนำ

“คุณศิลา ให้ฉันเอาดอกไม้มาเยี่ยม”
ดาริกา พูดเสียงเย็นก่อนจะวางแจกันดอกไม้ ที่เธอเลือกซื้อส่งๆ เอาที่ร้านในโรงพยาบาลนี่เอง นัยน์ตาสวยที่อยู่ใต้แผงขนตาปลอมที่ติดซ่อนไว้อย่างแนบเนียน มองไปยังร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง แววเยาะหยันฉายออกมาอย่างไม่ปิดบัง เมื่อมองศีระษะที่ถูกพันรอบไว้ด้วยผ้าขาว ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดีอยู่เสมอดูซีดเซียว ริมฝีปากนั้นเล่าก็แห้งเป็นสะเก็ด
นี่นะหรือ  พรสินี มหาพฤกษ์ สตรีที่เป็นคู่แข่งของเธอ ตอนนี้หล่อนได้ถูกเบียดตกข้างทางไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยพฤติกรรมฉาวโฉ่ของตัวหล่อนเอง
“ฉันคิดว่าเมื่อถึงขั้นนี้แล้ว เธอคงไม่อยากให้ศิลาเป็นคนตั้งทนายฟ้องหย่าเองกระมัง”
พรสินี ใช้สายตาเหยียดหยามมองตอบ เธอเกลียดผู้หญิงคนนี้เข้าไส้  ดาริกา  ประดับดาว  เป็นผู้หญิงที่สวย เก่ง คล่องแคล่ว มีชาติตระกูลดี แถมยังเคยเป็นอดีตคู่หมั้นของสามีเธอด้วย  เมื่อสี่ปีก่อนเธอสามารถช่วงชิงศิลามาจากหล่อนได้ ด้วยแผนการอันแยบยล  ซึ่งเธอก็ไม่อยากจะทำอย่างนี้หากจะไม่ตกหลุมรักศิลา จนถอนตัวไม่ขึ้น แต่เมื่อสามารถให้ศิลาจดทะเบียนสมรสกับเธอได้ เธอจึงได้รู้ว่า มันเสียเปล่ากับการบีบบังคับผู้ชายที่ไม่รักให้ทำแบบนี้ ศิลา มหาพฤกษ์ ใจแข็งสมชื่อ เขาไม่เคยแยแสสนใจเธอเลย เขาไม่เคยแตะต้องเธอ ไม่ว่าเธอจะใช้เล่ห์เหลี่ยมแค่ไหน ศิลาก็ไม่เคยตกหลุม
“เธอเป็นน้องสะใภ้ฉัน เป็นแม่ของหลานฉัน แต่ไม่ใช่เมียฉัน” เขาเคยพูดอย่างนี้ เมื่อเธอลงทุนถึงกับนอนเปลือยรอเขาอยู่บนเตียง
“แต่คุณแต่งงานกับฉัน จดทะเบียนสมรสกับฉัน ทำไม่ฉันจะใช้สิทธิ์ความเป็นเมียไม่ได้”
เธอเถียงเขาอย่างสิ้นอาย แต่เขาก็เพียงแต่มองเธอด้วยความเหยียดหยาม กับน้ำเสียงเย็นชา
“นั่นเพราะอะไร เธอก็น่าจะรู้”
พรสินีเจ็บและอาย จนกลายเป็นแค้น เธอสัญญากับตัวเองว่าจะต้องให้ศิลาสยบต่อเธอให้ได้ แต่ไม่ว่าจะวิธีใด ก็ไม่มีทีท่าว่าศิลาจะหลงเสน่ห์ความสวยของเธอ จนเธอท้อแท้ และทำตัวประชดประชันเขาโดยการคบหาเพื่อนชายมากหน้าหลายตา ความเสื่อมเสียที่เธอทำต่อเขา ใหม่ๆก็มีคนซุบซิบนินทา แต่ศิลาก็ไม่เอาใจใส่ และเมื่อดาริกาหวนกลับมาหาเขาอีกครั้ง ธุรกิจที่ตระกูลเขาเกื้อหนุนกันอยู่ จึงทำให้หล่อนได้เคียงคู่ไปกับศิลา  สังคมตอบรับความหล่อเหลาร่ำรวยและเก่งของศิลา และชื่นชมความสวยมีเสน่ห์ของนักธุรกิจหญิงอย่างดาริกา เรื่องของเธอจงกลายเป็นความฉาวโฉ่เละเทะของเธอเอง
แต่แม้ เธอถูกเหยียดหยาม ไม่ได้รับเกียรติต่อการเป็นภรรยาของศิลา เธอทำตัวเธอเองจนหมดหนทางที่แย่งยื้อศิลากลับมา แต่เธอจะไม่มีวันยอมตกเป็นรองผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นอันขาด
“ฉันไม่คิดจะหย่ากับคุณศิลา และเขาเองก็จะไม่มีวันหย่าจากฉัน หล่อนเลิกหวังกับเรื่องนี้ได้แล้ว ถ้าหล่อนต้องการจะมีอะไรแน่นแฟ้นกับสามีฉันละก็...คงเป็นแค่เรื่องงาน และเรื่องบนเตียงเท่านั้น แต่ถ้าคิดจะทำให้มันถูกต้องตามกฎหมาย...ไม่มีทางจำไว้”

ดาริกา หน้าร้อนผ่าวด้วยความโกรธ แต่พยายามบังคับมันไว้ เธอจัดกับผู้หญิงคนนี้จนจะได้ชัยชนะอยู่แล้ว จะไปสนใจอะไรกับคำพูดของหล่อน
“เกิดเรื่องอย่างนี้ เธอยังคิดว่าศิลา จะเอาเธอไว้อีกเหรอจ้ะพรสินี โอเค ศิลาเขาอาจจะรักลูกมาก แต่เท่าที่ผ่านมา เธอก็รู้นี่นาว่า เขารู้สึกอย่างไร และแต่งงานกับเธอเพราะอะไร กี่ปีแล้วจ้ะ ที่เขาไม่ได้แตะต้องเธอ ไม่ได้มองหน้าเธอ สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้เธอสำนึกอะไรหรือ เธอจะดึงดันเอาชนะคะคานไปถึงไหน คิดถึงความจริงบ้างสิ  ก่อนนั้นเธอก็ยังสาว ยังสวย ศิลาเขายังไม่สนเลย แล้วตอนนี้…”
ดาริกายิ้มเหยียด ไม่มีความสงสารใดๆ ในสายตาหล่อน เมื่อพูดต่อว่า  “ฉันจะบอกอะไรให้นะ ถ้าฉันต้องการที่จะชนะเธอละก็  ง่ายนิดเดียว ฉันไม่แคร์หรอกกับเรื่องทะเบียนสมรส ในเมื่อตอนนี้ฉันก็แทบจะเป็นคุณผู้หญิงของบ้านนั้นอยู่แล้ว มีอะไรในบ้านมหาพฤกษ์ที่ฉันจะเปลี่ยนแปลง จะสั่งการไม่ได้ ที่ฉันยังรีๆ รอๆ อยู่นี่ก็เพียงแค่อยากจะให้ศิลา มองเห็นความเลวของหล่อนเองต่างหาก หล่อนน่ะแพ้ฉันมานานแล้วไม่รู้ตัวหรอกหรือ”
น้ำเสียงเยาะเย้ยถากถาง ที่เป็นจริงทั้งหมด ทำให้พรสินีแค้นแทบกระอัก ความโกรธผสมความอิจฉาริษยาที่มีมาเนิ่นนานทำให้เธอกรีดเสียงราวคนบ้า
“ฉันเกลียดแกออกไป ไปให้พ้นหน้าฉัน แกไม่มีวันแย่งศิลาไปจากฉันได้ ไม่มีวัน ออกไป๊”  
ดาริกา เดินถอยกลับมาที่ประตู แต่ใบหน้านั้นยิ้มเย็นชา
“ฉันไปแน่นอน โรงพยาบาลไม่เหมาะกับฉันหรอก ไว้หายแล้วเธอลองสำรวจตัวเองเถอะนะว่าเหลืออะไรอยู่บ้าง นอกจากใบหน้าที่เหมือนผี และเป็นคนแพ้ตลอดกาล”
แจกันถูกขว้างเฉียดดาริกากำลังจะเปิดประตูออกไปนิดเดียว   ดาริกาหันกลับมายิ้มเยาะเย้ยให้อีกครั้ง ก่อนจะเปิดออกไป แล้วแว่วเสียงก็ดังลอดเข้ามาว่า
“สงสัยคนไข้จะคลั่ง คุณช่วยดูแลให้ดีด้วยนะ เพราะสมองอาจจะได้รับความกระทบกระเทือน ถ้าคลังขึ้นมา รีบแจ้งไปเลยนะ”
แล้วพรสินีก็เห็นสีหน้าหวาดๆ ของพยาบาลเมื่อเปิดประตูเข้ามา แจกันที่ตกแตกบนพื้นยิ่งทำให้ใบหน้านั้นหวาดเข้าไปใหญ่
“ฉันไม่ได้เป็นอะไร ผู้หญิงคนนั้นยั่วโมโหฉันเท่านั้นเอง ต่อไปนี้ห้ามทุกคนมาเยี่ยมฉันอีกเป็นอันขาด เข้าใจไหม”
เสียงพรสินีแข็งกร้าว อาการปวดหนึบๆ ที่ศีรษะเกิดขึ้น   เพราะครุ่นคิดหาวิธีเอาชนะดาริกาให้ได้  ถ้าเธอไม่ได้ศิลา ดาริกาก็ไม่ได้เช่นกัน
แต่เธอจะทำอย่างไร ตอนนี้เธอไม่คิดที่จะดึงศิลาเอาไว้แล้ว เธออยากจะหนีเขาไปเสียด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาเธอนึกว่าเธอถือไพ่เหนือเขา แต่แท้จริงแล้วไม่เลย เขากำลังควบคุมเธออยู่ต่างหาก ควบคุมและบีบบังคับให้เธอทำอย่างที่เธอสัญญาเอาไว้ เธอเหนื่อย เธอท้อแท้ เธอไม่ต้องการเขาอีกต่อไปแล้ว เธอยอมแพ้เขาแล้ว
แต่เธอจะทำอย่างไร เขาถึงจะปล่อยเธอไป เธอจะทำอย่างไรหากเมื่อไปแล้ว เขาจะไม่ลงเอยกับดาริกา เธอเกลียดนังคนนั้น เกลียด เกลียดนังคนนั้น  
พรสินีทั้งคิดฟุ้งซ่านทั้งปวดแผล  จึงกดเรียกพยาบาลเพื่อขอยานอนหลับ แล้วความคิดหนึ่งก็พุ่งวาบขึ้นมา เมื่อพยาบาลเปิดประตูเข้า เธอจึงบอกด้วยน้ำเสียงยินดีว่า
“ฉันต้องการโทรศัพท์ไปต่างประเทศ”

******************

 




“ป่า บอกอเรียก”

เสียงตะโกนบอก  ทำให้นิ้วที่กำลังพรมคีย์บอร์ดอยู่ต้องชะงัก แล้วก็ถอนหายใจอย่างเซ็งๆ ออกมาก่อนจะใช้เมาท์เซฟงานเอาไว้  กดหน้าจอให้เป็นภาพวาดสาวน้อยอกอึ๋มนางหนึ่งแทน ก่อนจะเดินจากคอกที่ทำงานของตัวเองไปยังห้องที่อยู่ปลายสุด เคาะประตู แล้วผลักเข้าไปโดยไม่รอคำอนุญาต

“รู้จักคนนี้ไหม?”

คำถามยิงมาตั้งแต่ยังไม่นั่ง แต่ภาพที่ร่อนตามมา ก็ทำให้วนัสสาหยิบขึ้นมาดู

 “คุ้นหน้าค่ะ”

“ฉันอ่านประวัติแล้ว เคยเรียนมหาวิทยาลัยรุ่นเดียวกับแก เคยเห็นหน้าบ้างไหม”

“จำไม่ได้”

“อะไรกัน ทำไมแกไม่ได้เรื่องสักอย่างแบบนี้”

วนัสสาเม้มปาก มองสตรีตรงหน้า “ก็คุณอาใช้คนไม่ถูกกับงานนี่คะ”

ใบหน้าของกุลธิกา บอกอแห่งสำนักพิมพ์รุ่งอัจฉริยะเคร่งทันที

“นี่แกกำลังจะบอกฉันว่า  งานที่ทำอยู่ทุกวันนี้มันทำให้แกทรมานมากนักหรือ”

วนัสสาไม่ตอบ แต่สายตานิ่งๆ ของเธอ ก็บ่งบอกความรู้สึกอย่างเปิดเผยทีเดียว  กุลธิดาบอกอสาวโสดแห่ง ถอนหายใจยาวขึ้นมาทีเดียวกับอาการดื้อเงียบของหลานสาว

“เอาอย่างนี้ ถ้าแกจับนายคนนี้มาสัมภาษณ์ได้ และทำให้เขาส่งต้นฉบับมาที่สำนักพิมพ์เราได้ ฉันจะยอมให้แกเปิดแผนกนวนิยายพาฝันเพ้อฝันไร้สาระอย่างที่แกชอบขึ้นมา”

“จริงนะ อากุล โอ๊ยป่ารักอากุลจังเลย”  

ไม่พูดเปล่า วนัสสายังตรงเข้าไปหอมแก้มอาสาว ด้วยความดีใจ ความเคร่งเครียดและมึนตึงกันตลอดเดือนที่ผ่านมาแทบหมดไป

“ไม่ต้องมาพูดดี งานนี้มีกำหนดเวลาภายในสามเดือนนะ”

“ได้สัมภาษณ์ภายในสามเดือน แต่ต้นฉบับไม่เกินหนึ่งปีค่ะ”

“ต้นฉบับ ไม่เกินหกเดือน”

“แปดเดือน ”

 “ก็ได้”

“งั้นป่าจะเริ่มงานวันนี้เลยนะ เดี๋ยวจะไปขอเบิกเงินสำรองค่าใช้จ่ายด้วย” วนัสสาพูดด้วยความกระตือรือร้น

 “อย่าเพิ่งไป” กุลธิดาเรียกเอาไว้ก่อนที่หลานสาวจะผลุนผันออกจากห้อง

“มีอีกเงื่อนไขหนึ่ง ถ้าทำไม่สำเร็จ แกต้องกลับไปเรียนต่อ ไปอยู่กับแม่”

 “ได้เลยค่ะ และถ้าสำเร็จ อากุลต้องเลิกพูดว่า นวนิยายไร้สาระเด็ดขาด” วนัสสาหันมาบอกอาสาวเสียงใส  ก่อนจะเร่งรีบออกจากห้อง 

พอวนัสสาพ้นจากห้อง เสียงมือถือของกุลธิดา ก็ดังขึ้นในทันที

“ว่าไง”

“สำเร็จค่ะ พี่สา”

“ขอบคุณมากนะกุล พี่จะโอนเงินให้ในวันสองวันนี้นะ”

“ขอบคุณค่ะ  แต่พี่สาคะ ถ้ายัยป่าทำได้ ก็ต้องรักษาสัญญากับเขานะคะ”

“พี่รู้น่า แค่นี้นะ”

กุลธิดา ถอนหายใจยาวออกมา สาริศาอดีตพี่สะใภ้ ที่เป็นนายทุนให้กับเธอ แม้จะเป็นคนเที่ยงตรงเรื่องเงิน  แต่ไม่ใช่คนที่รักษาคำพูดนักหรอกหากต้องการเอาชนะลูกสาว 

ส่วนวนัสสาเดินยิ้มแป้นออกมา จนเพื่อนร่วมงาน ที่พอรู้สถานการณ์ของอาหลานคู่นี้ต้องถามขึ้นว่า

 “ บอกอยอมแล้วเหรอป่า”

 “ยอมแล้วค่ะพี่นก แต่มีเงื่อนไขเล็กน้อย  ให้ตามสัมภาษณ์นักเขียนคนนี้”

 “ใครเหรอ? ”

วนัสสา ยื่นภาพให้ดูพร้อมกับพูดว่า

 “และถ้าจีบเขาให้เขียนหนังสือส่งสำนักพิมพ์ได้ ก็เป็นอันเปิดแผนกนวนิยายได้เลย”

นก หรือกนกพร มองรูปแล้วยิ้มน้อยๆ

“แล้วจะทำได้เหรอ นักเขียนคนนี้เขาประกาศเลิกเขียนมาเป็นปีๆ ตั้งแต่ถูกกล่าวหาว่า ลอกงานคนอื่นแล้ว”

“ว่าไงนะ?” วนัสสาตาลุก

“ไม่รู้เรื่องเลยเหรอ ตอนนั้นเป็นกระทู้ร้อนในเน็ตเลยนะ”

วนัสสาสั่นหน้า ก็เธอเพิ่งจะมาสนใจวงการหนังสือเมื่อไม่ถึงปีนี่เอง จะไปรู้เรื่องได้ยังไง

“บอกอ หลอกป่าอีกแล้วมังงานนี้” กนกพรพูดยิ้มๆ เมื่อยื่นรูปนั้นคืนให้

วนัสสาเม้มปากแน่นถือรูป กลับมานั่งที่คอกตัวเอง อากุลธิดา หลอกเธออย่างนั้นเหรอ  แต่... ต่อให้เป็นกลลวงอากุล เธอก็จะไม่ยอมแพ้  สายตามองรูปในมืออย่างเพ่งพิศก่อนจะยิ้มอย่างมุ่งมั่น

 พันองศา  นักขียนแนวไซไฟ  เธออาจจะไม่รู้จัก แต่ พยศ ดลฤทธิ์ มีหรือที่เธอจะไม่รู้จัก ก็ใช่ว่าเธอจะโกหกอากุลธิดา ไม่เป็นนี่นา

งานนี้ไม่ว่าจะมีแม่อยู่เบื้องหลังหรือไม่ เธอจะเอาชนะให้ได้ ต่อให้ต้องไปกราบกรานงอนง้อเขาคนนี้แค่ไหนก็เถอะ!

วนัสสาเซฟงานที่เธอเขียนเมื่อครู่ลงแฟลชไดร์ฟ จัดการลบไฟล์ออกจากคอมพิวเตอร์ของบริษัท แล้วก็ปิดเครื่อง ในเมื่อตอนนี้เธอได้มอบหมายงานใหม่ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาอยู่ที่คอกแคบๆ ที่แบ่งพนักงานออกจากกันอย่างนี้อีก โดยเฉพาะงานที่ต้องมานั่งคอยพิสูจน์อักษรหรืออีดิธงานให้กับนักเขียนที่ประจำสังกัดด้วยแล้ว มันน่าเบื่อเสียจริงๆ

สำนักพิมพ์รุ่งอัจฉริยะ เป็นสำนักพิมพ์เก่าแก่ ซึ่งมีชื่อเสียงในการผลิตตำราและผลงานของนักวิชาการชั้นนำของประเทศไทยมากมาย แต่ตอนหลังๆ มานี้ก็ถูกสำนักพิมพ์ใหม่ๆ แย่งชิงตลาดไปไม่น้อย แถม
นักวิชาการที่เคยมีผลงานตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ก็เริ่มมีอายุ และบางคนก็หยุดเขียนไปแล้ว 

ในความคิดของเธอ หนังสือบางเล่มมันล้าสมัยไปแล้ว งานวิชาการเก่าๆ ที่ตีพิมพ์ไม่รู้ตั้งแต่ครั้งไหนๆ  ออกจะไม่มีการอัพเดทข้อมูล ตำราวิชาการบางอย่างจึงกลายเป็นของเก่า ขายได้ก็เฉพาะช่วงเปิดเทอมให้นักศึกษาเท่านั้น เดี๋ยวนี้งานวิชาการ มีนักเขียนรุ่นใหม่ๆ ไปหยิบจับมาเขียนด้วยสำนวนที่ทันสมัย กลายเป็นพอคเกตบุ้คที่สามารถอ่านกันได้ทั่วไปแล้ว  และมันก็พอๆ กับหนังสือแปลที่ตอนนี้นับปกไม่ไหวเหมือนกัน

ก็ใช่ว่ารุ่งอัจฉริยะจะไม่มีหนังสือแนวนั้นออกตลาด แต่มันยังมีน้อย  เพราะขาดคนรุ่นใหม่มาร่วมงาน ซึ่งการขาดคนรุ่นใหม่นี้ ไม่ใช่เกิดจากอะไรเลย นอกจากทัศนคติของผู้บริหารที่มีอยู่เดิม ที่ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงเท่านั้น

มันราวกับว่าผู้บริหารเองก็หมดไฟ ไม่อยากจะทำอะไร นอกจากประคองส่วนนี้ให้อยู่รอดเท่านั้น เธอคงจะไม่สนใจอะไรเหมือนกัน หากจะไม่ทะเลาะกับแม่ แล้วคิดแก้ลำโดยหันมาทำงานกับญาติของพ่อเท่านั้น พ่อกับแม่หย่ากันตั้งแต่เธอเป็นเด็กแล้ว แต่เพราะเธออยู่กับปู่ย่ามาตั้งแต่เด็กแล้ว จึงไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมีปัญหาอะไร นอกจากเรียนให้จบเท่านั้น

เธอไม่ใช่คนที่เรียนเก่ง  ไม่ใช่อภิชาตบุตรของพ่อและแม่ในเรื่องนี้  เพราะแค่ปริญญาตรีที่เขาเรียนกันแค่สามปีครึ่งสี่ปี เธอก็ลากยาวไปโน่นหกเจ็ดปี แบบหืดขึ้นคอซะด้วย ซึ่งมันเป็นที่สงสัยสำหรับคนอื่นเสียจริงๆ ที่ไฉน พ่อแม่ที่เป็นดอกเตอร์เก่งอย่างโดดเด่นทั้งคู่ ถึงได้มีลูกสาวคนเดียวไม่เอาถ่านอย่างนี้ 

“ป่า หลานฉันมันไม่ได้โง่นะ เพียงแต่พวกแกบังคับให้ทำในสิ่งที่หลานฉันไม่ชอบเท่านั้นเอง”

“หนูก็รู้ว่าลูกหนูไม่โง่ ก็ถ้าหากมันตั้งใจเรียนอย่างที่บอก แทนที่จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างนี้ ป่านนี้จบเป็นดอกเตอร์มีการมีงานทำไปแล้ว” แม่เถียงย่า

“โอ๊ย คนจะเป็นเจ้าของกิจการตัวเอง มันไม่ต้องใช้ใบปริญญาสมัครงานกับใคร มันจะจบอะไรเมื่อไหร่ก็ได้ เลี้ยงลูกฉันไม่เห็นจะต้องใช้ปริญญามาเลี้ยงให้มันเป็นดอกเตอร์เสียหน่อย อย่าไปยุ่งกับมัน”

ย่าประกาศิต ซึ่งทุกคนก็เงียบ เหตุผลหนึ่งก็คือ ย่าเป็นหญิงเหล็กไต่เต้าทำงานจากการเป็นลูกจ้าง ไม่ได้มีดีกรีปริญญาใดๆ แต่ก็สามารถนำพากิจการโรงพิมพ์เล็กๆ เติบโตและขยายกิจการตั้งบริษัทรุ่งอัจฉริยะ ขึ้นมาได้

กิจการนี้อาจจะถูกยุบขายหลังการเสียชีวิตของคุณย่าไปแล้ว ถ้าดร.กุลธิดา อาสาวของเธอจะไม่กลับมาดูแลให้  มันไปได้สวยในส่วนของนิตยสารซึ่งมีอยู่ถึงสามปก แถมมีตึกทำงานทันสมัยสดใสแยกต่างหากจากที่นี่ แต่ส่วนที่เป็นหนังสือเล่มนี่สิ ราวกับจะเก็บเอาไว้เป็นตำนานเท่านั้น

เมื่อเธอเรียนจบ หลังจากที่ตระเวนเที่ยวไปเรื่อยๆ เพื่อหนีคำสั่งแม่ที่อยากให้เรียนต่อ มันราวกับว่า การเรียนเพื่อเป็นดอกเตอร์มันสำคัญสำหรับแม่มาก นั่นก็อาจจะเป็นเพราะลูกๆ เพื่อนฝูงของแม่อย่างต่ำก็ปริญญาโทกันทั้งนั้นก็ได้ แต่จะเป็นใครก็ไม่สำคัญเท่ากับ แปรจันทร์  น้องสาวต่างมารดาของเธอหรอก ที่ตอนนี้ไม่เพียงจบปริญญาโท แต่ยังเป็นนักเขียนสมัครเล่นที่มีผลงานเป็นที่ฮือฮาสามสี่เล่ม...แน่นอน แปรจันทร์ไม่ได้ให้ลิขสิทธิ์สำนักพิมพ์รุ่งอัจฉริยะพิมพ์หรอก

เธอมารู้เรื่องเหล่านี้  ก็ตอนที่มาทำงานกับอากุลธิดาและไปกินข้าวที่บ้านพ่อ เจอกับแปรจันทร์แล้วก็คุยความคิดที่ว่าอยากจะเปิดแผนกฟิกชั่นขึ้นที่บริษัทให้ฟัง

“โอ๊ย พี่ป่า สำนักพิมพ์อากุลน่ะไม่มีการตลาดเอาซะเลย ไว้จันทร์ว่างๆ จะเขียนมาให้พิมพ์ก็แล้วกัน”
แปรจันทร์บอก โดยที่เธอเองก็ไม่ได้เอ่ยปากให้เขียนส่งมาเสียด้วยซ้ำ   แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย เพราะไม่ได้ชอบแนวหนังสือแนวไซไฟ ที่แปรจันทร์แต่ง เธอชอบอ่านแนวท่องเที่ยวโรแมนติกไปโน่น

แต่แม้จะไม่พิมพ์กับสำนักพิมพ์รุ่งอัจฉริยะ แต่แปรจันทร์ก็ยิ้มรับกับการสัมภาษณ์หรือขึ้นหน้าปกของนิตยสารนิวอิมเมจของที่นี่บ่อยๆ

และนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่เธออยากท้าทายตัวเองลึกๆ ขึ้นมาเหมือนกันว่า จะทำอะไรสักอย่างได้สำเร็จหรือเปล่า

เขียนนวนิยายให้จบสักเล่มเอาให้ดังกว่าน้องสาว   เปิดแผนกฟิกชั่นขึ้นมาที่บริษัท แต่ก่อนอื่นเลย เธอจะต้องไปตามหา นายพยศนี่เสียก่อน

หวังว่าเพื่อนฝูงเก่าๆ ของเธอจะพอรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนหรอกนะ 

วนัสสาดีดแฟลชไดร์ฟในมือขึ้นแล้วรับมันยัดใส่กระเป๋า ไม่แน่ระหว่างการตามหาพยศ เธออาจจะเขียนนวนิยายเรื่องนี้จบก็ได้ แม้จะไม่รู้เลยว่า วิธีที่ พรสินีเลือกใช้เพื่อจะเอาชนะดาริกานั้น มันจะเป็นพล็อตซ้ำซากเกินไปหรือเปล่า







Free TextEditor


Create Date : 25 ธันวาคม 2553
Last Update : 29 ธันวาคม 2553 16:15:34 น. 4 comments
Counter : 884 Pageviews.

 


โดย: deeplove วันที่: 25 ธันวาคม 2553 เวลา:9:27:38 น.  

 


โดย: นาฬิกาสีชมพู วันที่: 25 ธันวาคม 2553 เวลา:9:54:49 น.  

 
สวัสดีจร้าชื่อหนิงน่ะจ๊ะ


โดย: ning.ple วันที่: 25 ธันวาคม 2553 เวลา:13:53:51 น.  

 
Oh now, I understand, Darica and Ponesiri are the characters in Nou Pah novel. my god, I did not know I was so dumb, I did not understand at first until I now. No wonder, I was lost why these 2 characters never showed up on the real story of Pa-Yod and nogn Pah. hahaha.


โดย: P'Corn IP: 159.53.78.140 วันที่: 25 กรกฎาคม 2555 เวลา:1:24:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ตันตราวี
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]




ทำไมต้อง "หนึ่งลิปดา"

การค้นหาหรือจะตั้งชื่อนามปากกา
ให้ถูกใจเราเองนั้น...ยาก
เพราะไม่เพียงคิดชื่อ
แต่มันต้องให้สอดคล้อง
ไปกับธีมของสิ่งที่เราอยากจะเขียนด้วย ^--^

แล้วถ้าหากจะเขียนในสิ่งที่เรียกว่า
"ความรัก ความหลัง ความโรแมนติก
การทะเลาะ การงอนง้อ ความเข้าใจ
ความทรงจำอันอบอุ่น เพื่อน มิตรภาพ ฯลฯ "

ชื่อ "หนึ่งลิปดา" จึงผุดขึ้นมา อย่างชอบใจเลย ^--^

จากฟีลิปดา


ลายปากกา
 
Art Prints

New Comments
Friends' blogs
[Add ตันตราวี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.