Group Blog
 
<<
กันยายน 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
30 กันยายน 2555
 
All Blogs
 
พักกาย ผ่อนใจ ไปชะอำ

 

ช่วงนี้ฝนตกเกือบทุกวัน วันก่อนตกหนักมาก ตื่นมาเปิดหน้าบ้านออกมาดูน้ำมารอเทียบท่าซะแล้ว ดีที่ตัดสินใจเดินทางก่อน  อาทิตย์ที่ผ่านมารู้สึกว่าเหนื่อยจริง ๆ เหนื่อยกาย เหนื่อยใจ อยากพักผ่อน ขอชาร์ตแบตนิดนึง มันกำลังอ่อนเต็มที โชคดีวันนั้นบรรยากาศเป็นใจ มองลอดหน้าต่าง ฟ้าใส  มีแสงแดดอ่อน ๆ เหมาะกับการเดินทางระยะทางใกล้ ๆ และไม่เหนื่อยกับการเดินทางมากเกินไป

Smiley วัดวังมะนาว > ร้านข้าวแกงแม่ล้วน  > Swiss Sheep Farm  > ครัวเม็ดทราย  > Cera Resort Santorini Park

 

การเดินทางครั้งนี้เลือกที่จะไปชะอำ  เนื่องจากใช้เวลาเดินทางไม่มากสำหรับเวลา 2 วัน กับ 1 คืน มีเวลาเหลือเฟือไม่ต้องกำหนดกะเกณฑ์มากมาย มีที่เที่ยวเกิดขึ้นใหม่ทำให้ชะอำน่าสนใจและกลับมาคึกคักยิ่งขึ้น  เมื่อครั้งลงใต้คราวก่อนผ่านเห็นแล้วก็เล็ง ๆ ไว้ว่าไม่พลาดแน่ ๆ

ผ่านแยกวังมะนาวจะเห็นวัดอยู่วัดหนึ่งอยู่ด้านซ้ายมือ มองเบื้องหน้าเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี เบื้องหลังเป็นวัดหนึ่งที่ตั้งตะหง่านชวนให้แวะเข้าไป สำหรับคนที่ชอบถ่ายรูปดูจะสะดุดตาอยู่มิใช่น้อย  วัดนี้มีชื่อว่า "วัดวังมะนาว" เป็นหลายครั้งที่ผ่านแล้วจะต้องมอง ครั้งนี้มีโอกาสได้แวะเข้าไป เสียดายไม่ได้จอดถ่ายผ่านทุ่งหญ้าเข้าไป หลังจากวนอยู่ด้านในเดินไม่ถูก เจอแม่ชีท่านนึงกำลังทำความสะอาดบริเวณรอบ ๆ วัด เรียกให้ขึ้นไปด้านบนได้ แต่ก็ไม่ได้ขึ้นไปดูแค่ด้านล่างเท่านั้น

ได้เวลาหิวมื้อเช้ายังไม่ถึงท้องเลย ผ่านร้านรวงป้ายโฆษณาเชิญชวนมากมาย สุดท้ายก็ไปจอดที่ "ร้านข้าวแกงแม่ล้วน" ร้านข้าวแกงชั้นนำ ไปทีไรคนเยอะทุกที ราคาไม่แพง สองอย่าง 30 บาท ถ้าเป็นกับก็ 40 - 50 บาท มีให้เมนูให้เลือกหลากหลาย ที่จอดรถ ห้องน้ำ พร้อมสรรพ

 

มาเรื่อย ๆ ถึงสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ละม้ายคล้ายที่สวนผึ้ง "Swiss Sheep Farm" อยู่ติดถนนเส้นหลักเลย ได้สัมผัสกับบรรยากาศฟาร์มแกะแบบสวิสตามชื่อเลย ด้านหลังโอบล้อมด้วยทิวเขา ดูด้านหน้าเหมือนจะเล็กแต่พอเข้าไปข้างในพื้นที่กว้างขวางใช้ได้ทีเดียว กังหันลมเป็นไฮไลท์ที่เห็นเด่นเป็นสง่าไม่พลาดที่จะเก็บภาพไว้ หมุนหาฟ้าหน่อย อากาศกำลังร้อนใช้ได้เลยไปถึงก็จะเที่ยงวันแล้ว

สำหรับค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 30 บาท  เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 - 17.00 น. หางบัตรสามารถนำไปแลกหญ้าสำหรับเลี้ยงแกะได้ ด้านหน้าก่อนเข้ามีจุดให้ถ่ายรูป ทางเข้าจะเป็นซุ้มมีดอกไม้เลื้อยสีชมพูที่ยังเจริญเติบโตไปเต็มที่ คาดเดาว่าถ้ามันปกคลุมทั้งหมดคงสวยไม่น้อยทีเดียว

 

รอบ ๆ มี รูปปั้นแกะน่ารัก ๆ ส่งยิ้มหวานให้ ถูกจัดวางให้เราได้ถ่ายรูปตามมุมต่าง ๆ ผู้คนทยอยมากันเรื่อย ๆ ต่างก็หามุมของตัวเอง มีป้ายน่ารัก ๆ และมีความหมายสำหรับคู่รัก อาทิเช่น "เส้นทางรัก" "รักที่มั่นคง กับคนที่เรารัก "

 

อีกกิจกรรมนึงคือการขี่ม้าชมวิว เด็ก ๆ คงชอบ เค้าจัดกิจกรรมไว้หลากหลายดี แต่สงสารม้าเหมือนกัน คงร้อนน่าดู เราเองยังเหงื่อตกเลย สถานที่แบบนี้เหมาะกับการถ่ายพรีเวดดิ้งที่เห็นวันนั้นก็มีอยู่คู่นึงล่ะ

 

ขอไปเป็นเด็กเลี้ยงแกะกะเค้าบ้าง เอาหางบัตรไปแลกหญ้ามา 1 กำ เดินผ่านซุ้มเด็กเลี้ยงแกะเข้าไปในคอก  ฝูงแกะเหมือนรู้หน้าที่ เดินตามติดดูเหมือนเราจะเป็นจ่าฝูง แย่งกันกิน ขี่กันก็มี

 

ซุ้มทางเข้า รถโบราณ รถม้า และกุญแจแห่งรักซึ่งสามารถซื้อจากร้านขายของที่ระลึกบริเวณทางออก  คู่รักจะนำมาคล้องกันไว้ตามความเชื่อว่าถ้ามาคล้องร่วมกันจะครองรักกันชั่วนิรันดร์

 

บรรยากาศรอบ ๆ ตกแต่งได้น่ารักดี มีหงส์สีดำสีขาวแหวกว่ายในธารน้ำ สามารถให้อาหารมันได้ มันเรียนรู้ได้ดี พอเห็นคนมายืนใกล้ ๆ ก็จะรีบเข้ามารอรับอาหารเหมือนกัน มีร้านเครื่องดื่มช่วงเวลาร้อนขนาดนี้ก็ต้องมาดับความร้อน วันนั้นอุดหนุนด้วยน้ำแตงโมปั่นเย็นชื่นใจ

 

สำหรับมื้อเย็นฝากท้องไว้ที่ "ครัวเม็ดทราย" อยู่ริมชายหาดชะอำ  มาทะเลก็ต้องสั่งส้มตำปูม้า อยากเป็นทุนเดิม เมนูอื่นก็ปูม้าอีก 1 กิโล ข้าวผัดกุ้ง 1 จาน และก็ต้มยำโป๊ะแตก บรรยากาศดี แต่รสชาดต้องปรับปรุงด่วน ไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่

 

ระหว่างรออาหาร มองออกไปท้องทะเลเห็นชาวประมงกำลังลากอวน มีปลาเล็กปลาน้อยติดมาด้วย

 

ยามเย็นมุ่งหน้าไปหาที่พักกันก่อนจะมืดค่ำ เคยเห็นที่พักอยู่ที่หนึ่งไม่แน่ใจว่าอ่านในนิตยสารหรือดูจากรายการทีวี จำได้ว่าเป็นที่พักเปิดใหม่แถวชะอำ "Cera Resort" รีสอร์ทเปิดใหม่ใหม่เอี่ยม check in เสร็จ welcome drink ด้วยน้ำตะไคร้ แล้วก็ได้เวลาสำรวจภายในทุกอณู ห้องพักสะอาดสะอ้าน โทนสีขาวดูโปร่งสบาย สาธารณูปโภคพร้อม เครื่องต้มน้ำ กาแฟ ไดร์เป่าผม เป็นต้น มีมุมนั่งเล่นทั้งในห้องและระเบียง ที่พักไม่ได้อยู่ติดทะเลซะทีเดียว แต่เดินเพียงแค่ 100 เมตร ก็ถึงชายหาดได้แล้ว

 

ตกแต่งด้วยเซรามิคสีสันสดใส ห้องน้ำแยกเป็นสัดส่วนมีประตูกระจกกั้น มีอ่างอาบน้ำด้วย พอเห็นม่านห้องน้ำให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านเลยลายเหมือนกันยังกะแกะ ^^

 

ห้องนอนกับห้องน้ำมีประตูบานเฟี้ยมสีสวยกั้นระหว่างกลาง ปลายเตียงมีภาพถ่ายดอกไม้ที่ถูกจัดแต่งไว้ให้ความรู้สึกเย็นตาเย็นใจดี

 

ยามค่ำกับแสงทไวไลท์ด้านหน้ารีสอร์ท มุมนี้ใครมาก็ต้องถ่ายเป็นที่ระลึก เราลงมาเดินเล่นดูแสงสีความแตกต่างระหว่างกลางวันกับกลางคืนแบบไหนจะสวยกว่ากัน สรุปได้ความว่าสวยกันไปคนละแบบ ความเงียบสงบของที่นี่เหมาะกับการมาพักผ่อนจริง ๆ

 

บริเวณรอบ ๆ ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ และดอกไม้ที่ช่วยเพิ่มความสดชื่น  คืนนั้นนอนหลับสบายตัดความยุ่งเหยิงทิ้งไว้ที่เมืองกรุง กลับมาซบความอบอุ่นแถวนี้ชั่วขณะ

 

ตั้งนาฬิกาปลุกไว้หกโมงเช้าหวังว่าจะเห็นพระอาทิตย์ดวงกลม ๆ รับกับท้องทะเล หน้าไม่ได้ล้าง ฟันไม่ได้แปรง คว้ากล้องเดินดุ่ม ๆ ลงชายหาด มองท้องฟ้าเบื้องบนท่าจะไม่เป็นใจเมฆหนาตา ขณะนั่งรอ เดินรอ มีเรือประมงมาจอดเป็นโฟร์กราวน์ พอเหมาะพอเจาะ

 

เวิ้งนี้ดู ๆ ไปคล้ายทะเลแหวกเหมือนกัน น้ำทะเลขังเป็นแอ่ง ทำให้เห็นเงาสะท้อนของเรือและตึกด้านหลัง ค่ำวันวานน้ำทะเลขึ้นจนไม่สามารถลงไปเดินได้ เค้าทำกำแพงกั้นไว้สูงกันน้ำซัด

 

เป็นอันว่าพระอาทิตย์ถูกบดบัง แต่ไม่เป็นไร เรายังได้อย่างอื่นมาแทน

 

สาย ๆ มีแสงโผล่ออกมาให้เห็น เดินเล่นไปเรื่อย ๆ นกเริ่มออกหากิน ปูลมออกมาเดินกันยั๊วเยี๊ยะ

 

มีป้ายทางเข้ารีสอร์ทเขียนไว้ว่า "ถนนหาดสุขเสมอ" หาดนี้ก็น่าจะชื่อหาดสุขเสมอ ชื่อหาดดูดีมีความหมาย  ใครมาเยือนคงจะได้รับความสุขกลับไป

 

อ้อ ความสุขมันเป็นแบบนี้นี่เอง เจ้านกตัวนี้กำลังเดินทอดน่อง ย่ำทราย สอดสายตาหาอาหาร ก้ม ๆ เงย ๆ แสงเรือง ๆ จากดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นไปแล้วกำลังสาดส่องกระทบน้ำทะเลและผืนทราย

 

บางตัวก็กำลังเหินเวหา

 

ภาพรวม ๆ ยามเช้าที่ชายหาด นก หอย ปู ปลา และก็แมงกระพรุนที่ถูกซัดมาเกยหาด

 

สาย ๆ กลับมาที่รีสอร์ท เสียดายอีกครั้งไม่ได้ลงสระ ยังไม่มีใครมาจับจองพื้นที่

 

ได้เวลาอาหารเช้าเดินอ้อมสระว่ายน้ำมาไม่ไกลก็ถึงห้องอาหาร open air อยู่ชั้นสอง จะเห็นป้ายน่ารัก ๆ ราคาห้องรวมอาหารเช้าด้วย เปิดตั้งแต่เวลา 6.30 น. - 9.30 น. พนักงานให้การต้อนรับเป็นอย่างดี อาหารเช้าเป็นบุฟเฟ่ น้ำส้มคั้นสดดี จัดสถานที่ได้น่ารักเช่นกัน หลังอาหารเช้าไปเดินเล่นถ่ายรูปรอบ ๆ รีสอร์ทแล้วก็เตรียมตัวบ๊ายบาย จุดมุ่งหมายต่อไปคือ Santorini Park

 

ออกจากเซร่ารีสอร์ท ขับรถยูเทิร์นไม่ไกลเท่าไหร่ก็ถึง "Santorini Park" มีป้ายบอกชัดเจน ไม่มีทางหลง เพราะชิงช้าสวรรค์ที่ดูจะเป็นสัญลักษณ์เลยทีเดียวเด่นมาแต่ไกล สะดุดตาตั้งแต่กำลังสร้างนานแล้วว่าตรงนี้จะทำเป็นอะไร สุดท้ายเราก็ได้รู้คำตอบแล้ว วันที่ไปคนยังไม่ค่อยเยอะ ไม่เสียค่าเข้า แต่ถ้าไปวันศุกร์ - อาทิตย์ หรือวันนักขัตฤกษ์จะเสียค่าเข้าคนละ 50 บาท เปิดบริการ 9.00 น. - 22.00 น. ส่วนวันจันทร์ถึงศุกร์เปิดเวลา 10.00 น. - 20.00 น. มีที่จอดรถด้านหน้าและด้านใน เราจอดด้านหน้าเลย เดินผ่านเข้าทางน้ำพุแล้วก็ชิงช้าสวรรค์ที่เห็นนี้

 

สถาปัตยกรรม ประติมากรรม คล้าย ๆ กับที่เกาะซานโตรินี ประเทศกรีซ มีมุมน่ารัก ๆ  มีร้านแฮนด์เมด  ร้านไอศครีม ร้านเครื่องดื่ม ฯลฯ เพลิดเพลินกับการเดินชม

 

ช่วงกลางวันอากาศร้อนมาก ถ้าเป็นตอนเย็นคงจะเดินแบบชิล ๆ ลองเข้าไปถามค่าตั๋วชิงช้าสวรรค์ ราคา 120 บาทต่อคน ไว้คราวหน้ามีโอกาสถ้าได้แวะจะลองนั่งดู

 

สีสันของป้ายที่ทำเป็นมือชี้ทาง

 

ปลาหมึกยักษ์

 

ตามตรอกซอกซอย มุมน่ารัก มีโซนขายของ ร้านรวงยังเปิดไม่เต็มนัก

 

ไม่มีโอกาสไปเที่ยวซานโตรินีที่กร๊ซ ก็มาเที่ยวซานโตรินีเมืองไทยก่อนละกัน จบทริปใกล้ ๆ กับการเที่ยวและพักผ่อนที่ชะอำแบบแฮ้ปปี้อีกครั้ง ^^




Create Date : 30 กันยายน 2555
Last Update : 2 ตุลาคม 2555 18:57:34 น. 0 comments
Counter : 6075 Pageviews.

Sun Tzu
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




" แสงอุ่นอุ่นอ่อนละมุนยามชิดใกล้
ฟ้าใสใสหลังฝนซาสุริยาส่อง
ค่อยค่อยผ่านปุยเมฆตามครรลอง
ที่หมายมองมองหมาย ณ ปลายทาง "
Friends' blogs
[Add Sun Tzu's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.