ธรรมะเปรียบเทียบ บทความดีๆ ให้ข้อคิด
สอนใจตัวเอง(11)





คำแนะนำวิปัสสนาแบบธรรมชาติ

พระราชพรหมญาณ(พระมหาวีระ ถาวโร ) วัดท่าซุงจ.อุทัยธานี

นักวิปัสสนาที่เข้าระดับวิปัสสนาจริง
ต้องเอาธรรมชาติที่ปรากฏเฉพาะหน้าเป็นเครื่องพิจารณา
ยอมรับนับถือกฎธรรมดา คือยกอารมณ์ให้เข้าถึงความเป็นจริง
คล้อยตามความเป็นจริง ไม่ฝืนความจริง
รับรู้ รับทราบตามกฎของความเป็นจริงตลอดเวลา และไม่พยายามฝ่าฝืนกฎธรรมชาติ

กฎธรรมดา หมายถึงไม่ว่าอะไรที่เราได้มา หรือเห็นอยู่
ตามกฎที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ เมื่อมันเกิดมาใหม่ มันเป็นของใหม่
แต่ต่อไปมันจะค่อยๆ เก่าลงทุกที ตามวันเวลาที่ล่วงไปแล้ว
ในที่สุดมันก็จะต้องแตกทำลาย สิ่งที่มีชีวิตต้องตาย
สิ่งที่ไม่มีชีวิตต้องผุพัง กฎธรรมดามีเท่านี้

ฉะนั้น จะเป็นใครก็ตาม ตัวเราสามีเรา เมียเรา ลูกเรา หลานเรา
หรือท่านผู้วิเศษที่ไหนๆ เป็นอย่างนี้เหมือนกันหมด คิดคำนึงไว้เป็นปกติ
อย่าคิดเฉย พยายามทำอารมณ์จิตให้เข้าระดับจริงๆ คือ คิดแล้วต้องปลงด้วย

โดยปลงว่า ก็อะไรๆมันไม่แน่นอนอย่างนี้ เราควรหรือที่จะยึด
จะเกาะสิ่งทั้งหมดที่เห็น ที่มีอยู่และกำลังจะมีว่า มันเป็นเรา เป็นของเรา
ถ้าคิดอย่างนั้นมันก็ผิดถนัด เป็นการหลอกหลอนตัวเอง
เพราะมันต้องเก่า ต้องแตกทลายลงไม่วันใดก็วันหนึ่ง

เมื่อสิ่งต่างๆ มีสภาพอย่างนี้ทั้งหมดโลก
การเกิดในโลกที่เต็มไปด้วยความกลับกลอกหลอกหลอนโกหกมดเท็จอย่างนี้
ยังมีอะไรเป็นของน่ารัก น่าทะนุถนอม น่าปรารถนาบ้าง

พยายามคิดๆ ให้เห็นว่าความจริงเหล่านี้มันน่าเบื่อจริงๆ ไม่ว่าคนหรือสัตว์
แม้แต่วัตถุที่ไม่มีวิญญาณ จะหาอะไรที่อยู่คงสภาพเดิมไม่มี

ลองนึกย้อนถึงวันที่เราพยายามแสวงหาของชอบมาสะสมกัน
ขณะหาก็พยายามเลือกแล้วเลือกอีก เอาสวยๆ งามๆ ที่สุดเท่าที่จะหาได้
ดูทนทานแข็งแรงที่สุดเท่าที่จะมีในโลกนี้ เสียเวลาไปแค่ไหน

แล้วมีอะไรเกิดขึ้นในเวลาต่อมาสิ่งของเหล่านี้มันจะค่อยๆ คลายความสวยลง
แล้วก็เริ่มคร่ำคร่าลง ในที่สุดก็พัง เกิดความรู้สึกผิดหวัง เสียดาย เสียใจเป็นทุกข์

มองเห็นหรือยัง โลกคือความเกิดที่เต็มไปด้วยความคร่ำคร่าผุพัง น่าเบื่อหน่าย
น่าเอือมระอาเป็นที่สุด เมื่อมองเห็นอาการพังทลายปรากฏแก่ตาเมื่อใด
จงพยายามทำจิตอย่าไปหวั่นไหว เพราะเราทราบมาแล้วว่า มันต้องเป็นอย่างนั้น
จงยิ้มรับความสลายตัวของทรัพย์สินด้วยอารมณ์ชื่นบาน
และรับทราบด้วยอารมณ์ปกติเมื่อความตายมาถึงตน

พยายามทำใจให้ชื่นบานด้วยความคิดว่าดีแล้ว
โลกที่ศิวิไลซ์ด้วยความปลิ้นปล้อนตลบตะแลง
เราสิ้นชาติสิ้นภพกันที การสิ้นลมปราณคราวนี้ถือเป็นการสิ้นทุกอย่าง
เราจะไม่มีทุกข์อีก เพราะเราไม่ปรารถนาความเกิดอีก แม้ต้องเกิดอีก
จะไม่ขอเกิดในแดนที่ไม่ต้องการ เพราะเราต้องการพระนิพพาน
เป็นสถานที่ที่เราปรารถนา

พยายามทำใจให้พอใจในพระนิพพานสร้างความรู้สึกตามกฎธรรมดา
คือ รู้เกิด รู้เสื่อม รู้สลายของของทุกชนิด จนมีอารมณ์ปกติ ไม่หวั่นไหว
ในเมื่อความตายมาถึง สมบัติ ญาติ บุตร สามี ภรรยา ในที่สุดแม้แต่ตัวเรา

อารมณ์เป็นปกติอย่างนี้ตลอดวันไม่ดีใจเมื่อมีลาภ ได้ยศ รับคำสรรเสริญ
มีความสุข ไม่หวั่นไหวในเมื่อสิ้นลาภยศ ถูกนินทา มีความทุกข์เท่านี้ก็น่าภูมิใจได้แล้ว

นักวิปัสสนาญาณเจริญอย่างนี้ขณะที่เห็นรูปกระทบตลอดวัน
ท่านจึงจะนับว่าเป็นนักวิปัสสนาญาณโดยแท้
ท่านใดจะเข้าวิปัสสนาจริง ถ้ายังรอวัน รอเวลาหาที่สงัดอยู่
ก็ยังไกลคำว่าวิปัสสนามากนัก

*จาก คู่มือปฏิบัติพระกรรมฐานหน้า 202 – 203


*สนทนากันสักครู่
เมื่อปี พ.ศ. 2518 ผมได้ไปฝึกนั่งสมาธิที่วัดท่าซุงเป็นครั้งแรก
เริ่มต้นจากการฟังเทปของวัด แล้วหามุมสงบฝึกตามคำแนะนำที่ฟังมา
สภาพชนบทรอบวัดในปีนั้นเงียบสงบ ไม่จอแจวุ่นวาย ทำให้ได้ผลระดับขณิกสมาธิ
กลับบ้านแล้วก็ฝึกสมาธิด้วยตนเองแต่ไม่ค่อยสม่ำเสมอ
เพราะงานสอนหนังสือเป็นอุปสรรค ทำให้บางวันก็ไม่ได้นั่งสมาธิ
จึงทำบ้างไม่ทำบ้าง และเข้าใจว่าต้องนั่งสมาธิหน้าหิ้งพระหลังสวดมนต์เท่านั้น
ต่อมาจึงได้รู้ว่า ไม่จำเป็น ทำได้ตลอดเวลา เมื่อเราว่างจากงาน
หลังจากปฏิบัติติดต่อมาเรื่อยๆ ทุกเช้าและก่อนนอน จึงเริ่มเห็นผล
นึกไม่ถึงว่าพลังของสมาธิ และฌาน สามารถช่วยครอบครัวได้เมื่อยามคับขัน
จากนั้นผมก็สนใจเรื่องอิทธิฤทธิ์ เทวดา วิญญาณ เจ้าพ่อเจ้าแม่ต่างๆ ที่ลงทรง
ทั้งตำหนักเล็กตำหนักใหญ่ ผมงมงายเรื่องเหล่านี้อยู่หลายปี
กระทั่งสมเด็จโต(พรหมรังสี)สื่อมาทางจิต ห้ามไม่ให้ผมยุ่งกับเรื่องเหล่านี้
จึงต้องหันมาทางวิปัสสนา ตามแบบที่ท่านต้องการ ไม่เช่นนั้นท่านจะลงโทษ
แต่ท่านไม่ได้สอน ผมจึงต้องเสาะหาวิธีการฝึกเอาเอง
ทำให้เสียเวลาเป็นปีกว่าจะมาพบเส้นทางของตัวเอง
จึงเข้าใจคำว่า “ทางใครทางมัน” ใครพบเร็วก็ก้าวหน้าเร็ว
การเรียนรู้จากคนอื่นก่อนนั้นมีผลดี เพราะทำให้เรารู้ทางของตัวเองเร็วขึ้น
คำสอนของครูบาอาจารย์เพียงประโยคสองประโยคบางทีให้คุณค่ามหาศาล
อย่างเช่นเรื่องเคล็ดลับต่างๆ ของท่าน เมื่อเรานำมาประยุกต์ใช้
อาจได้ผลและไม่ได้ผล ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองเป็นสำคัญ
ดังนั้น ผมจึงเตือนผู้ท่านมาแต่ต้นว่า พยายามค้นหาทางของตัวเองให้พบ
เพราะเราต่างมีวาสนา บารมีไม่เท่ากัน บางท่านอาจเหนือกว่าผมในทางธรรม
เมื่อท่านฝึกไปถึงระดับหนึ่งแล้ว จะรู้ระดับจิตของท่านเอง
ว่าบัดนี้เราไปถึงไหนแล้ว บางคนอาจรู้ว่า เทวดาประจำตัวของท่านคือใคร
และผลของการฝึกวิปัสสนานั้น คือเส้นทางพ้นทุกข์ หมดกิเลสตัณหา
เริ่มจากขั้น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์ มาตามลำดับ
โดยท่านจะรู้ด้วยตัวของท่านเอง เมื่อปฏิบัติถึงขั้นนั้นแล้ว
คนอื่นจะรู้ระดับจิตของท่านได้ ผู้นั้นต้องมีระดับจิตเท่ากับท่าน
และผู้มีระดับจิตสูงกว่า จะรู้คนมีระดับจิตต่ำกว่า
ถ้าใครอยากรู้ในทางปริยัติ ว่าคนนั้น องค์นั้นได้ขั้นนั้น ขั้นนี้
ก็สามารถพูดได้เพราะมีตำราซึ่งหาอ่านได้ทั่วไป
ส่วนจะจริงหรือเท็จก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขอท่านอย่าได้ใส่ใจเลย
รู้ไว้อย่างเดียวว่า แต่ละคนมีเทวดาประจำตัวอย่างน้อย 1 องค์
ซึ่งคอยดูแลท่าน ถ้าทำไม่ดีเมื่อใด ท่านก็ไม่ช่วยคุ้มครองนะครับ

ด้วยความปรารถนาดี
ชนะ เวชกุล




Create Date : 01 ธันวาคม 2559
Last Update : 31 สิงหาคม 2560 10:52:27 น. 0 comments
Counter : 364 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13


 
chanaw2485
Location :
ฉะเชิงเทรา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
1 ธันวาคม 2559
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add chanaw2485's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.