ธรรมะเปรียบเทียบ บทความดีๆ ให้ข้อคิด
ปฏิบัติบูชา (25)


ความในใจ

วันนี้ขอเล่านิทานเสริมความในใจของผม

หลังจากเขียนปฏิบัติบูชาผ่านไปแล้ว24 ตอน

มีความรู้สึกอยากพูดเรื่องตัวเองบ้างอันที่จริงก็แทรกไว้เป็นระยะๆ แล้ว

ขอให้ถือว่าคนสูงวัย มักเป็นเช่นนี้ ชอบพูดเรื่องเก่าๆ

หวังว่าท่านคงได้ข้อคิดนำไปพิจารณาตนเอง


*ผมลืมไปแล้วว่าได้พูดไว้ในตอนใดหรือไม่

ทำไมผมถึงได้มาปฏิบัติธรรมเอาจริงเอาจังตั้งแต่ปี2527 เป็นต้นมา

ขณะนั้นอายุ42 ปี บัดนี้ผ่าน 31 ปี จิตใจคนเปลี่ยนไปเร็วมาก หยาบขึ้น

ทำให้ความเห็นและความคิดแบบชาวบ้านๆของผมหายไปเกือบหมด

เพราะหลังจากผมเปลี่ยนใจมาพึ่งตัวเองมากกว่าพึ่งคนอื่น

วิถีชีวิตของผมค่อยๆเปลี่ยนไป เริ่มมีความสุขมากกว่าความทุกข์


*คงเนื่องมาจากเป้าหมายในชีวิตผมเปลี่ยนจากการเล่นทางฤทธิ์

คือตาทิพย์หูทิพย์ (ช่วยเหลือเฉพาะลูกศิษย์) ช่วยแก้กรรมให้เขา

บางคนช่วยแล้วช่วยอีกกรรมนั้นก็ไม่รู้จักหมดเสียที

เพราะเขาไม่ช่วยตัวเองบ้างเลยเดือดร้อนอะไรก็วิ่งมาพึ่งอาจารย์ท่าเดียว

ทั้งๆที่แนะนำไปแล้ว แค่นี้ผมก็แย่ ก็เลยปิดบ้าน ไม่รับแขกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537


*หลังจากนั้นผมได้หันมาปฏิบัติวิปัสสนาด้วยตนเองในบ้านแบบเงียบๆ ไม่บอกใคร

ใช้วิธีการของตัวเองบ้างอ่านในหนังสือบ้าง พอผมฝึกได้ถึงญาณ 3 แล้วก็ถามตัวเองว่า

เมื่อต้องไปเกิดชาติหน้าอีกแล้วยังอยู่ในยุคของพระสมณโคดมองค์ปัจจุบันนี้
ต้องการหรือไม่ คำตอบคือไม่ต้องการ


*เหตุที่ไม่ต้องการเนื่องจากพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในจักกวัตติสูตร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพวกเธอจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง

จงมีธรรมเป็นเกาะมีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง อยู่เถิด

แล้วพระองค์ตรัสเล่าอีกตอนหนึ่งว่าในยุคของคนที่มีอายุ 100 ปีเป็นอายุขัยนั้น

บุตรธิดาของเขาจะมีอายุลดลงไปตามลำดับจนกระทั่งมีอายุ 10 ปีเป็นอย่างสูง

เมื่อคนมีอายุ10 ปีเป็นอายุขัยนั้น ในยุคนี้เด็กหญิงที่มีอายุ 5 ปี ก็แต่งงานตามสมัยนิยมได้

และในยุคนี้กุศลความดีได้เสื่อมไป อกุศลความชั่วเจริญขึ้น

เช่นในหมู่มนุษย์จะไม่มีความเคารพนับถือกันโดยฐานเป็นมารดา บิดา ป้า น้า อา ลุง

ภรรยาของอาจารย์และครูจะร่วมประเวณีคละกันไปหมดเหมือนสัตว์ต่างๆ

ผู้คนจะมีความอาฆาตพยาบาท ขุ่นแค้น คิดร้าย ต่อกันรุนแรงขึ้น

ไม่เลือกว่าใครเป็นใครจะเป็นมารดากับบุตรหรือบิดากับบุตรก็ตาม

จะหาความสงบสุขได้ยากเหมือนพรานล่าเนื้อคิดแต่จะฆ่าเอาเนื้อเป็นอาหาร


*เหตุการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาจะอยู่ในราวๆ พ.ศ. 4000 เป็นต้นไป
จนถึง พ.ศ. 5000 ช่วงนี้จะเกิดกลียุคทุกหย่อมหญ้า

โลกใบนี้จะล่มสลายเหลือแผ่นดิน1 ส่วน น้ำ 3 ส่วน

พวกมีธรรมได้อาศัยอยู่ในป่าในเกาะเล็กๆ ต่างช่วยกันสร้างโลกใบใหม่ขึ้นอีกครั้ง

และเป็นระยะที่ว่างศาสนาบุคคลแต่ละท้องถิ่นก็อยู่ร่วมกันโดยธรรม

เพราะรู้สาเหตุที่ทำให้โลกล่มสลายมาด้วยกันกับตาตนเอง

ต่อมาจะมีคนดีมาเกิดเพื่อเผยแพร่ศาสนา และรู้จักกันในนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรย์

ดังนั้นตอนนี้ใครบางคนพูดว่า พระศรีอารย์เกิดแล้วที่นั่นที่นี่ ผมไม่เชื่อ

เมื่อผมรู้เช่นนี้แล้วเรื่องอะไรผมอยากจะไปเกิดในโลกสมัยกลียุคให้จิตเสื่อม


*ผมจึงต้องหาวิธีการเริ่มวางแผนปฏิบัติตัวอย่างไรถึงจะบรรลุเป้าหมาย

เพื่อจะได้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริยเมตไตรย์

สำหรับผม..บัดนี้รู้คำตอบแล้วครับ ปัจจุบันมีหนังสือธรรมะหลายเล่ม บอกไว้แล้ว

*ขอบอกท่านผู้อ่านเพียงว่า ขอให้ท่านทำบุญให้มากๆ คือ ทาน ศีล ภาวนา

ฉะนั้นทุกวันนี้ผมภาวนามากกว่า การให้ทาน และการถือศีล

หมายความว่าผมไม่บ้า กับเรื่องการให้ทานและการถือศีลมากนัก

เพราะเป็นการลงทุนมากแต่ได้กำไรน้อย ถึงกระนั้นเราก็ทิ้งไม่ได้นะครับ

คือเราทำไปตามปกติเพื่อเป็นฐานรองรับตัวเองแต่ไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากนัก

และผมเคยบอกท่านไว้แล้วภาวนาเป็นบุญสูงสุดที่ไม่มีใครสามารถแข่งกับเราได้

จริงอยู่..เล่นทางฤทธิ์ทำให้เราได้เปรียบคนอื่นแต่ท่านก็ยังอยู่ในวังวนของกิเลส

พลาดพลังขึ้นมาอาจทำให้เราตกนรกได้เช่น พระบางองค์ที่เป็นข่าวเด่นดัง


*ผมจะเล่านิทานให้ท่านฟังสักเรื่องก่อนพูดความในใจต่อ

อดีตผมรับราชการใน“ราชภัฏ” มาตั้งแต่เป็นวิทยาลัย-สถาบัน-มหาวิทยาลัย
ตอนเป็นมหาวิทยาลัย ผมเกษียณอายุราชการแล้ว
จึงมีลูกศิษย์ทั้งภาคกลางวันและภาคเสาร์-อาทิตย์ ไม่ต่ำกว่าพันคน

มีอยู่เทอมหนึ่งผมสอนภาคเสาร์-อาทิตย์ระดับปริญญาตรี เอกภาษาไทย


*แล้วผมก็ถูกลองดีเข้าจนได้เพราะเนื้อหาภาษาไทยพาให้พูดเกี่ยวโยงไป

ถึงเรื่องการปฏิบัติธรรมเช่น นั่งสมาธิ หรือนั่งฌาน แต่ไม่ได้บอกว่าผมฝึกถึงไหนแล้ว

จึงได้แนะนำลูกศิษย์ว่าเพื่อความปลอดภัยควรจะฝึกแบบมีครูอาจารย์ควบคุม

ไม่เช่นนั้นบางคนอาจพลาดพลั้งมีสติป้ำๆเป๋อๆ เป็นคนไม่เต็มเต็งได้เนื่องจากหลงผิด

ฉะนั้นถ้าเราไม่รู้ว่าตัวเองมีเทพคุ้มครองหรือไม่

หรือรู้ว่ามีแต่เราก็คงไม่รู้ว่า เทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองเราอยู่นั้น

ท่านมีบารมีมากน้อยแค่ไหนเพราะคำว่า เทพ มีหลายระดับ


*สำหรับอาจารย์นั้นรู้จึงกล้าที่จะฝึกที่บ้านด้วยตัวเอง เพราะได้อาศัยท่านคอยคุ้มครอง

ทั้งยังห้ามไม่ให้อาจารย์ไปครอบครูกับตำหนักไหนๆ

ผมเล่าให้ลูกศิษย์ฟังไว้แค่นี้ด้วยความหวังดีจำได้ว่า ไม่ได้ดูถูกเทพองค์ไหนเลย?

ครั้นถึงเสาร์-อาทิตย์ต่อมาผมไปสอนห้องนี้ตามปกติ

แต่พอจะเดินเข้าประตูห้องมีลูกศิษย์คนหนึ่งมายืนดักขวางหน้าและยกมือไหว้

อาจารย์ครับผมขอโทษ.. อาจารย์ครับ อาจารย์ต้องยกโทษให้ผมก่อนครับ
อย่าเพิ่งเข้าห้องครับ อาจารย์... โปรดเมตตาผมด้วย

ผมก็งงซิครับเพราะผมไม่ได้ทำอะไร และเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผมให้เดือดร้อน

มันได้เวลาสอนแล้วคุณ..เดี๋ยวเพื่อนๆ คุณจะว่าผมได้

ไม่เป็นไรครับผมบอกเพื่อนๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าขอคุยเรื่องส่วนตัวกับอาจารย์


*ถ้ายังงั้นก็ว่ามามันเรื่องอะไรกัน ถึงต้องรีบร้อนให้อาจารย์ยกโทษ

อาจารย์คงจำเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้สอนคำศัพท์ของ สมาธิ และ ฌานให้พวกผมฟัง

ใช่..ก็ไม่เห็นมันจะเกี่ยวกับคำว่ายกโทษ อะไรนี่

ครับ..พวกเพื่อนๆนั้นชอบ อยากให้อาจารย์สอนเรื่องนี้อีก

แต่ผมกลับอิจฉาอาจารย์เพราะผมก็เล่นสมาธิจนสามารถถอดจิตไปไหนมาไหนได้

พวกเพื่อนๆก็รู้ และกลับหาว่าผมชักจะเพี้ยน พากันหัวเราะเยาะผม

ทำให้ผมคิดว่าอาจารย์จะแน่สักแค่ไหนเชียวว่ามีครูอาจารย์ดี ไม่รู้ว่า อวดโม้หรือเปล่า?

ผมจึงคิดจะทดสอบอาจารย์และถ้าไม่แน่จริง ผมคิดจะสั่งสอนอาจารย์ด้วย

อาจารย์โปรดยกโทษและอภัยให้ผมด้วยที่คิดลบหลู่


*เนื่องจากผมถอดจิตไปบ้านอาจารย์แต่เข้าบ้านไม่ได้เพราะมีหมอกสีขาวคลุมป้องกันไว้

หมอกนี้ยังกับหมอกพิษดุจเข็มแหลมคอยทิ่มแทงคนที่คิดจะฝ่าหมอกนี้เข้าไป

ขณะผมยืนคิดหาทางเข้าบ้านอาจารย์อยู่นั้นผมได้ยินเสียงพูดผ่านเข้ามาที่จิตผม

เสียงนั้นแหลมแก้วหูแทบแตกใจผมสั่นระริกจนสมาธิผมรวมไม่ติด ถึงกับทรุดนั่ง

กูยังเวทนามึงอยู่เพราะเห็นว่าเป็นนักเรียนลูกศิษย์กู

มาเรียนเพื่อเอาวิชาความรู้ไว้เพื่อทำมาหากินในวันหน้า

แต่ถ้ายังไม่สำนึก และไม่ไปขอให้อาจารย์ยกโทษ หรือคิดแข็งข้อกับกู

กูไอ้โต..จะตามไปถล่มบ้านมึงให้ราบเป็นหน้ากลอง

โทษฐานลบหลู่ครูอาจารย์วิชาหางอึ่งของมึง หรืออาจารย์มึง แค่เศษไม้ซุงของกู

แต่ถ้ามึงอยากลองก็ทำหยิ่งต่อไป หากสำนึกแล้วสามารถให้อาจารย์ยกโทษได้

กูจะให้อภัยไม่เอาเรื่องกับมึง กูเป็นใคร? มึงลองไปถามอาจารย์มึง
สักวันหนึ่งลูกศิษย์กู อาจจะบอกมึงในวันจบคอร์ส หรืออาจไม่บอก ถ้าพวกมึงไม่ถาม


*อาจารย์ครับเวทนาผมด้วยที่ลบหลู่อาจารย์โดยคิดไม่ถึงว่าอาจารย์พูดเรื่องจริง

ก็ได้อาจารย์ยกโทษให้ แต่อยากจะเตือนว่า ต่อไปอย่าคิดทำเช่นนี้อีก

ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครเขาพูด เราก็รับฟังไว้ ต่อไปอย่าดูถูกใครง่ายๆ นะ

ครับ...แล้วต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ของตนต่อไป


*ผมเล่านิทานในปีพ.ศ. 2536 ให้ท่านฟัง

ไม่รู้ว่าท่านจะเบื่อหรือไม่?

ในใจยังคิดเสมอว่าถึงพวกท่านจะเบื่อกับเรื่องราวแบบนี้

ผมก็จะฝืนเล่าเคล็ดอะไรต่างๆต่อไป

ด้วยความหวังว่าจากประสบการณ์ทางธรรมของผมที่ทิ้งไว้ให้พิจารณานั้น

คงจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยตั้งใจว่าหมดแรงเขียนเมื่อไร

ผมจะจากไปเงียบๆแบบไม่กล่าวลานะครับ


*เพราะวันนั้นคงเป็นวันที่ผมได้อานิสงส์จากสอนธรรมะ

และรวมเข้ากับถวายพวงมาลัยดอกมะลิต่อพระบรมธาตุเจดีย์

และรวมเข้ากับห่มผ้าพระบรมธาตุเจดีย์

3 ประการนี้ ผมได้ทำประจำ

เพื่อจะช่วยสนับสนุนให้ผมเข้าถึงดินแดนโสดาบัน ที่หวังไว้โดยสวัสดี

ขอกระซิบไว้นิดหนึ่ง ภายหน้าคนกรุงเทพฯ จะได้ โสดาบัน มากกว่าจังหวัดอื่น

โอกาสหน้าพบกันใหม่นะครับ
ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ทุกท่านที่เข้ามาอ่าน

ด้วยความปรารถนาดี
ชนะ เวชกุล




Create Date : 31 สิงหาคม 2558
Last Update : 31 สิงหาคม 2558 10:50:35 น. 0 comments
Counter : 549 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

chanaw2485
Location :
ฉะเชิงเทรา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]




Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2558
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
31 สิงหาคม 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add chanaw2485's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.