ธรรมะเปรียบเทียบ บทความดีๆ ให้ข้อคิด
สอนใจตัวเอง(17)





อารมณ์ / / สุภาพร ปานชุ่มจิตร์ (จิ๋ม)


ข้าพเจ้าได้พบว่าการคิดที่ถูกและผิด

มาจากความเห็นถูกและความเห็นผิด

ซึ่งได้มาจากเวลาที่เรามีอารมณ์ต่างๆเกิดขึ้น

ในขณะที่ประสบเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวัน

ข้าพเจ้ามักถามตัวเองว่าทำไมเราจึงมีอารมณ์ต่างๆ ตามสิ่งที่มากระทบ

แต่ก็ยังไม่สามารถน้อมเข้ามาพิจารณาในทางธรรมได้อย่างต่อเนื่อง

ครั้งหนึ่งได้เห็นเหตุการณ์ไฟไหม้ที่บริเวณรอบที่พัก

เกิดความรู้สึกว่ามันร้อนมากทั้งๆ ที่มันยังลามมาไม่ถึงบ้านเรา

จึงได้พบความจริงของตัวเองว่า

ชีวิตของเราถ้าเรามีอารมณ์ร้อนเหมือนไฟ

ใครอยู่ใกล้ก็จะร้อนไม่มีความสบายใจเลย

มานึกถึงคำสอนของหลวงพ่อทูลขึ้นทันที

ให้สำรวจโรคของตัวเองในด้านจิตใจ

ว่าเรามีสิ่งที่รุนแรงอะไรมากที่สุด

ในที่สุดก็พบว่าโรคที่เราเจ็บมากที่สุดคือความโกรธและหงุดหงิด

เมื่อได้รู้เห็นอารมณ์ของตนชัดเจนแล้ว

ก็นำไปฝึกปฏิบัติด้วยวิธีการจับอารมณ์ของตัวเองให้ทัน

ระยะแรกๆมักไม่ค่อยทัน เพราะความรู้สึกไปก่อนแล้ว

จึงพยายามฝึกให้ทันกับความโกรธละหงุดหงิด

มันช่างยากเสียจริงๆพยายามทำทุกๆ วัน

แต่ก็ยังไม่ทันกับอารมณ์โกรธที่เกิดขึ้น

เพียงแต่มีความรู้สึกตัวว่าตอนนี้ตนเองโกรธแล้ว น้ำเสียงเปลี่ยนไปแล้ว

วันหนึ่งได้มีโอกาสคุยกับกัลยาณมิตร

เธอแนะนำว่าให้ลองหัดทำบัญชีขาดทุน-กำไรในแต่ละวัน

ก่อนอนให้มาทบทวนการขาดทุน-กำไรของจิตใจ

ตามโรคที่เราเป็นว่ามีติดลบหรือเปล่า

ถ้ามีการขาดทุนเป็นเพราะอะไรแล้วมองหาสาเหตุ

และถ้าทำกำไรได้มีสาเหตุอะไร

ตอนนี้กำลังทำอยู่บ่อยๆ

คาดว่าน่าจะทำให้เรามีสติมากขึ้นก่อนจะเกิดอารมณ์

และเริ่มระงับอารมณ์ได้เร็วขึ้นกว่าแต่ก่อน...

*อุบายสอนใจตัวเอง/ หลวงพ่อทูล ขิปปฺปญฺโญ


*สนทนากันสักครู่


ในตอนที่15 ผมได้กล่าวถึง ระดับความคิดไว้ว่า

ความคิดที่ผ่านเข้ามาแล้วมันยังติดข้องอยู่ในใจไม่ยอมผ่านไปนั้น

มันจะกลายเป็นอารมณ์ ซึ่งแปรสภาพเป็น “ความคิดปรุงแต่ง”

คือปรุงแต่งเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา เป็นสุขเป็นทุกข์ ฯลฯ

ฉะนั้นเรื่องอารมณ์ของแต่ละคนจึงต่างกันไปตามจิตคิดปรุงแต่ง

ผู้ที่สามารถดับความคิดปรุงแต่งได้

ก็จะเข้าใจความคิดของตนว่าความทุกข์ ความสุขแท้จริงแล้วไม่มีอยู่

เหตุที่มีอยู่เป็นเพราะความคิดปรุงแต่ง ว่าอัตตาตัวตนมีอยู่

เมื่อตัวตนไม่ได้มีอยู่หรือมีอยู่ก็เป็นแต่เพียงมายาภาพเท่านั้น

เข้าใจดังนี้แล้วปัญหาชีวิตทั้งหลายก็สิ้นสุดลงไปด้วย

ไม่ว่าจะเป็นความเครียดความโกรธ ความทุกข์ ความไม่มี ฯลฯ

หรือความคิดใดๆไม่ได้มีความสำคัญหรือไม่สำคัญใดๆ

สักแต่ว่า...เป็นความคิดปรุงแต่งไม่ได้มีอยู่จริง

หรืออาจพูดได้ว่าใครก็ตามที่มีความคิดความเห็นต่อสิ่งต่างๆ

ว่ามีอยู่เป็นอยู่ ล้วนเกิดจากการสมมุติ การให้ค่าสิ่งนั้น

เพื่อประโยชน์ในการเรียกใช้สรรพสิ่งนั้นๆ

เป็นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งในขณะที่ตนยังมีชีวิตอยู่บนโลก

เมื่อตนสิ้นชีวิตแล้วก็ทิ้งสิ่งต่างๆเหล่านั้นไว้บนโลก

ส่วนผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ครอบครองและใช้สอยกันต่อไป

ดังนั้นร่างกายและจิตใจของเราจึงเป็นเรื่องของการสมมุติ

ความจริงเป็นธาตุ4 เป็นขันธ์ 5 ตามธรรมชาติเท่านั้น

ร่างกายก็..สักแต่ว่า..เป็น“ร่างกาย” ไม่ควรไปสำคัญมั่นหมาย

ว่าเป็นร่างกายของเราหรือของใคร

แม้จิตใจก็ทำนองเดียวกันคือไม่เป็นอะไร และไม่เป็นของใคร

ต่อเมื่อเราเห็นแจ้งต่อร่างกายและจิตใจตลอดถึงสรรพสิ่งต่างๆเช่นนี้ได้

สักวันหนึ่งท่านย่อมบังเกิดความเบื่อหน่าย

จิตหรือความคิดจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยๆ

นั่นย่อมมีความหมายว่าจิตเกิด “นิพพานน้อยๆ” ขึ้นแล้ว

ภาวะเช่นนี้เรามักใช้คำสมมุติว่า“การปล่อยวาง”

กิเลสและตัณหาที่เคยหนาแน่นจะค่อยๆ เริ่มลดลง

หรือนัยหนึ่งก็คือความทุกข์ ลดลงไปนั่นเอง


ด้วยความปรารถนาดี

ชนะเวชกุล




Create Date : 01 มีนาคม 2560
Last Update : 31 สิงหาคม 2560 10:57:55 น. 0 comments
Counter : 322 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13


 
chanaw2485
Location :
ฉะเชิงเทรา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




Group Blog
 
<<
มีนาคม 2560
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
1 มีนาคม 2560
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add chanaw2485's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.