Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2551
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 ตุลาคม 2551
 
All Blogs
 
ชีวิตเหมือนถูกสาป...ทุกข์กับการมีลมหายใจ

เคยรู้สึกทุกข์กับเรื่องของชีวิตที่ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด..จนรู้สึกไม่อยากจะพูดถึงอีกต่อไปมั๊ยคะ...

เคยเป็นทุกข์มากจนไม่รู้ทำไมทุกข์แล้วน้ำตาไม่ไหลซักหยดมั๊ยคะ....

เคยอดทนต่อสู้กับอุปสรรคของการดำเนินชีวิตที่ทำไปแล้วยังไม่มีอะไรดีขึ้นนานเกือบ3 ปีมั๊ยคะ...

และเคยทุกข์ทรมานของหัวใจที่เจ็บปวดกับคำว่ารักเค้าข้างเดียวมานานถึง7ปีมั๊ยคะ..

ชีวิตฉันโดนสาปให้ไม่มีวันมีความสุขใช่มั๊ยคะ..



เรื่องความรัก..ขอไม่พูดถึง...พูดไปก้อไม่มีประโยชน์..คงต้องทนทรมานกับเรื่องของหัวใจไปตราบจนวันตายอยู่แล้ว...

แต่...ความทุกข์ของชีวิตที่ต้องดำเนินอยู่ทุกวันกับการทำมาหากิน หาเงินหาทอง...มันเป็นความทุกข์ที่ถูกฝังลึกลงไปภายใต้หัวใจที่เคยแข็งแกร่งแล้วล่ะค่ะ..

จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร..ถ้า..ไม่มีเงินใช้เลยซักบาท.....

พูดถึงแค่ตัวเองจริงๆแล้ว..ไม่มีเงินเดือนมานานแสนนาน..ไม่มีเงินเดือนตั้งแต่เริ่มหันมาทำการค้าขายส่งที่ประตูน้ำเมื่อ3ปีที่ผ่านมา...แต่ด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า..ฉันจะต้องทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จในการค้าขายนี้ให้ได้..

แต่แล้วเงินที่ลงทุนมาทั้งหมด..ตั้งแต่เงินก้อนแรกที่ยืมแม่..เงินของพี่เน..ที่ลงทุนไปล้านกว่า..ยังไม่ได้คืนเลยซักบาทเดียว...

ยิ่งร้ายไปกว่านั้น...คุณป้าอาจ๋า...ลงทุนเซ้งร้านที่กรุงทอง2 เมื่อต้นปีนี้ ให้ฉันด้วยเงินล้านเก้าแสน...มันยิ่งไม่มีวี่แววว่าจะหาคืนท่านได้เลยซักบาท...

และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของฉัน..ที่ไม่สามารถเปลี่ยนอาชีพแม่ค้าที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสนี้ได้เลยคือ...เงินส่วนกลางที่ต้องจ่ายเดือนละ15,000บาท ทุกเดือนตราบที่ฉันยังเป็นเจ้าของร้านนี้อยู่...

ด้วยเงินจำนวน1ล้านเก้าแสนที่ค้ำหัวค้ำคอของฉันอยู่ทำให้ฉันไม่สามารถปิดกิจการนี้ลงได้...ทั้งๆที่ตั้งแต่เปิดร้านนี้มาไม่เคยได้เงินค่าร้านจำนวน15,000บาทนี้ได้เลย.... บางเดือนยอดรวม5,000 บาท บางเดือน3,000 บาท...เท่านั้น...แต่ ฉันต้องจ่ายเงิน15,000 ทุกเดือน ไม่อย่างนั้น ร้านนี้จะถูกยึดคืนเจ้าของห้างได้ตามกฎระเบียบที่ตกลงตั้งแต่ต้องทำสัญญาเซ้งร้าน...

ต้นปี..เริ่มตั้งแต่เปิดร้านที่กรุงทอง2 เมื่อเดือนกุมภา...ฉันตั้งความหวังไว้ว่า..ชีวิตคงไม่เลวร้ายไปกว่าอดีตที่ผ่านไป2ปี..กับการหาเงินค่าเช่าร้านเดือนละ60,000 บาท ให้กับเจ้าของห้องที่อินทรา..ฉันหลุดพ้นกับคำว่าหาเงินให้คนอื่นใช้แล้ว...ชีวิตที่เริ่มต้นใหม่กับสถานที่ใหม่ของฉันจะสดใสขึ้นกว่าเดิมแน่นอน...หัวใจที่พองโตกับการมีร้านเป็นของตัวเอง...ดีใจแค่ไหนที่ฉันไม่ต้องเหนื่อยกับหาเงินก้อนโตเพื่อให้กับเจ้าของร้านที่ฉันเช่าอีกต่อไป..

แต่...มันกลับไม่เป็นไปตามความหวังที่ตั้งไว้สูงกับการมีร้านเป็นของตัวเองเลยค่ะ....

สิ่งนี้คือการผูกมัดกับชีวิตที่ต้องทนทุกข์ต่อไปอีกนาน...ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะพ้นทุกข์ตรงนี้ไปได้..มองภาพไม่ออกจริงๆ...

ถ้าถามว่าการเงินตอนนี้ของฉันเป็นอย่างไร....

บอกตรงๆที่ไม่รู้จะอายไปทำไมว่า...มีเงินอยู่ 0 บาทในบัญชีหลายเดือนแล้วค่ะ...

ออเดอร์ที่ได้เมื่อเดือนที่แล้ว...ที่ฉันและพี่น้อง ต้องลงมือทำกันเอง จำนวนเงินที่ได้เอาไปจ่ายค่าร้าน 2 ร้านหมดแล้วค่ะ...

ร้านอินทราชั้น2 พวกฉันจำเป็นต้องกลับไปเปิดใหม่เมื่อปลายเดือนกุมภาอีกครั้ง (เดือนเดียวกันกับร้านที่กรุงทองนั่นละค่ะ...ที่ต้องกลับไปเปิดร้านที่อินทราใหม่ก้อเพื่อหาเงินมาจ่ายให้กับเจ้าของห้างกรุงทองนี้ไงคะ)...

เราไม่สามารถอยู่ร้านกรุงทองที่เดียวได้...เพราะห้างเปิดใหม่ยังไม่ติดตลาดแน่นอน...คงต้องใช้เวลานานมาก...บวกกับสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ตกต่ำลงที่สุดถึงที่สุด..และมีแนวโน้วว่าเศรษฐกิจจะแย่ลงเรื่อยๆ...

ฉันควรจะทำอย่างไรต่อดีคะ...ถ้าบอกว่า..3เดือนที่ผ่านมาลูกค้าต่างชาติไม่มีเลยค่ะ....นอกจากเอเว่น..ลูกค้าชาวใต้หวันที่ช่วยเราทุกเดือนด้วยการออเดอร์สินค้าร้านเราทุกเดือนค่ะ..แต่จำนวนเงินไม่มาก 1หมื่นถึง2หมื่นบาทเท่านั้น...มันไม่เพียงพอกับเงินที่เราต้องจ่ายค่าร้าน..ที่รวมแล้ว 45,000 บาทหรอกค่ะ...


เดือนนี้ฉันจำเป็นต้องปิดกิจการที่อินทราลงอีกครั้ง...เพราะ...ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าร้านแล้วค่ะ....ตั้งแต่วันที่1 จนวันนี้ยอดรวมได้แค่1หมื่นกว่าบาทเท่านั้น...

ทุกวันต้องไปเปิดร้านทั้ง2ร้าน...และต้องกลับบ้านมาด้วยความรู้สึกที่ย่ำแย่กับคำว่าไม่ได้ขายเลยซักบาทเป็นเวลาที่ติดกันนับเดือน...

ฉันทนกับชีวิตแบบนี้ได้อย่างไรเนี่ย??..

ฉันทนกับคำว่าไม่มีเงินเข้าร้านเลยซักบาทนานเกือบเดือนแล้ว...เงินในบัญชีเหลือ0 เพราะลงทุนจนหมดบวกกับต้องเอาออกมาจ่ายค่าเช่าร้านทุกเดือน ..

ฉันไม่มีเงินเหลือแล้วซักบาทจริงๆ...สายป่านหมดลงจริงๆ...

ต้องปิดกิจการร้านที่อินทรา..ไม่เป็นไรค่ะ..ร้านนี้ไม่มีการผูกมัดกับชีวิตของฉันไว้...

แต่ร้านที่กรุงทองละคะ...จะทำอย่างไรดี....จะเอาเงินที่ไหนมาให้เค้าทุกเดือน...ฉันไม่มีเงินเหลือแล้ว...ทุกวันต้องขอเงินพ่อแม่มาที่ร้านวันละ100บ้าง 200 บ้าง ...แค่นี้ชีวิตก้อบัดซบสุดๆแล้ว...จะต้องขอเงินพ่อแม่อีกเดือนละหมื่นห้าพันมาจ่ายค่าร้านอีกเหรอคะ...

ฆ่าตัวตาย??เป็นทางออกทางสุดท้ายของชีวิตรึป่าวคะ...ตัดปัญหาที่ต้องมีต่อไปชั่วชีวิต...ครั้นจะทิ้งร้านเลย..ไม่จ่ายค่าส่วนกลาง15,000บ. อีกต่อไปก้อเท่ากับว่าฉันต้องเสียร้านนี้ไปพร้อมกับเงินล้านเก้าแสนของคุณป้า...หรือคะ...

เดือนนี้...มีออเดอร์ของเอเว่นคนเดียวยอดรวม2หมื่นบาท...แต่ยังไม่ได้ส่งสินค้าไปที่คาร์โก้ เพราะอะไรรู้มั๊ยคะ....เพราะพวกเรา3คนนั่งปักผ้ากันเอง..โดยที่จ้างคนอื่นทำให้น้อยที่สุด....อย่างน้อยปักกันเองก้อช่วยลดต้นทุนของสินค้า....

ผลของการปักผ้ากันเอง..ทำให้มือของทุกคนเจ็บมาก...ฉันเพิ่งผ่ามือไปเมื่อเดือนก่อน...หมอบอกว่ามือให้หยุดใช้งานเป็นเวลา6เดือน เพราะเพิ่งผ่าตัดไป...แต่จะหยุดได้อย่างไรคะ...หยุดใช้งานนั่นคือหยุดหาเงินมาจ่ายค่าร้าน...หลังจากผ่าตัด3อาทิตย์ แกะผ้าพันแผลออก..มือก้อเริ่มใช้งานหนักอีกครั้ง..จนวันนี้..เจ็บค่ะ...มือเจ็บอีกแล้ว...ทั้งๆที่ก่อนผ่า ทรมานมากจริงๆกับนิ้วที่งอไม่ได้ถ้างอจะรู้สึกเหมือนช็อดทันที..จนอาการของนิ้วมือฉันอยู่ขั้นที่หนักมากแล้วจึงยอมไปผ่า....ก่อนหน้านี้ทนกับการเจ็บมือแต่ก้อต้องปักผ้าต่อ เพราะปัญหาของจรรยาบรรณแพทย์ที่ฉันเคยเขียนไดอารี่ไว้..แต่ฉันจำเป็นต้องลบไดอารี่นั้นทิ้ง...เพื่ออนาคตของตัวเองและคนในครอบครัว....

ถึงวันนี้ออเดอร์..ที่ได้ของเดือนนี้เพียงแค่2หมื่นบาท..เราจำเป็นต้องทำกันเองบางส่วน...เพื่อลดต้นทุนจ้างคนปัก...1ตัวใช้เวลาปัก 48 ชม. เต็ม..นั่นหมายถึงถ้าปักทั้งวันจะใช้เวลา4 วันเต็ม...ปักวันละ 12 ชม..โดยไม่รวมเวลาที่ต้องทานข้าว...มือที่ต้องใช้ตลอดติดกันหลายๆชม...โดยแทบไม่ได้พัก...สำหรับฉัน ความทรมานของความเจ็บปวดของนิ้วมือที่เคยเป็นกำลังจะกลับมาอีกครั้ง...

ค่ารักษาที่เกี่ยวกับนิ้วที่ไปผ่ามา รวมแล้ว 10000 กว่าค่ะ...(เงินพ่อแม่ทั้งหมดค่ะ)

จะคุ้มมั๊ย ถ้าออเดอร์นี้ทำเสร็จ..ฉันต้องกลับไปผ่านิ้วมืออีกครั้งด้วยจำนวนเงินหลายพันบาท...ซึ่งไม่ใช่เงินของฉันอีกแน่นอน...เพราะเงินที่จะได้ครั้งนี้20000 บาท หักต้นทุนที่ต้องจ่ายคนปักบางส่วน กับเงินค่าร้านที่กรุงทอง15000 ...มันก้อไม่พอแล้วละค่ะ.....นี่ขนาดพวกเราต้องทำกันเอง ..ยังไม่สามารถหาเงินมาพอกับรายจ่ายได้เลย...ไม่ต้องพูดถึงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของพวกเรา...

คำว่าอดทนเพียงพอกับการดำเนินชีวิตของพวกเรามั๊ยคะ...กับคำว่าไม่มีเงินใช้เลยซักบาท..

พวกเราโชคดีที่พ่อแม่..ไม่เคยยอมให้ลูกต้องทุกข์กับการไม่มีเงินใช้...ถึงไม่ขอ...บางวันแม่วางเงินไว้ให้ที่โต๊ะกินข้าว...ให้เอาไว้ใช้แต่ละวัน...ทุกวันต้องเป็นแบบนี้ ต้องมีชีวิตแบบนี้เหรอคะ...

ตื่นเช้า แต่งตัวออกจากบ้านเพื่อไปร้าน ไปนั่งปักผ้า(ถ้าไม่หาอะไรทำ..พวกเราจะเครียดจนเส้นเลือดในสมองแตกแน่ๆ...การปักผ้า..ช่วยให้จิตเราไม่ฟุ้งซ่านค่ะ) ทั้งวันไม่ได้ขายของเลยซักชิ้นติดกันเป็นอาทิตย์...แต่ค่าใช้จ่ายก้อเริ่มตั้งแต่ออกจากบ้านแล้ว ค่ารถ ค่าอาหาร...

นับวันยิ่งเจ็บตัวมากขึ้น...

คำถามได้ยินบ่อยมากคือ...ทำไมไม่เลิกทำการค้าตรงนี้ซักที ทั้งๆที่ไม่เคยได้เงินกลับคืนมาเลยเป็นเวลา3ปีแล้ว...

คำตอบง่ายๆ...ทำอย่างไรกับจำนวนเงินล้านเก้าแสนของคุณป้าที่ออกให้เพื่อเซ้งร้านที่กรุงทองคะ...เราต้องกัดฟันทน อดทน และอดทน จนถึงที่สุด..จนวันนี้...เดือนหน้าเรามีเงินจ่ายเค้า15000 เพราะออเดอร์ของเอเว่นที่พยายามนั่งปักจนมือเจ็บ เราจะพยายามทำให้เสร็จก่อนสิ้นเดือน หลังจากส่งสินค้าจำนวนนี้ที่คาร์โก้ เราก้อจะนำเงินก้อนนี้ไปจ่ายค่าร้าน...

ไม่พูดถึงเงินที่ต้องใช้จ่ายที่เริ่มออกจากบ้านตอนเช้าของเดือนหน้า..ว่าจะเอาที่ไหน....นอกจากขอพ่อกับแม่ไปเรื่อยๆ...ทำไมฉันต้องหาเงินให้คนอื่นใช้แบบนี้ไปตลอดชีวิตคะ...ฉันอยากหาเงินให้พ่อกับแม่ใช้..ไม่ใช่เอาเงินของพ่อกับแม่ไปให้คนอื่นใช้...

ฉันจะทำอย่างไรกับชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไปในวันข้างหน้า...ถ้าเศรษฐกิจยังเป็นแบบนี้...

ฉันไม่รู้ว่จะต้องอดทนอีกนานแค่ไหน...

ฉันไม่รู้ว่าจะมีความอดทนกับชีวิตแบบนี้ได้อีกนานเท่าไหร่...

ทราบค่ะว่าการจบชีวิตของตัวเองลงไม่ใช่ทางออกที่ดีเลย...ฉันนึกถึงพ่อกับแม่ตลอดเวลา...ฉันไม่สามารถตัดปัญหาชีวิตของตัวเองลงโดยทิ้งความทุกข์ทรมานของพ่อกับแม่ที่สูญเสียลูกไป..พ่อกับแม่รับกับการสูญเสียลูกไม่ได้แน่นอนค่ะ...

ฉันไม่มีวันฆ่าตัวตายถ้ายังมีพ่อกับแม่อยู่....ไม่ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ทุกข์แค่ไหน..ไม่มีน้ำตาให้พ่อกับแม่เห็นนานแล้ว..ก่อนหน้านี้ ฉันทุกข์ ฉันเครียด ร้องไห้จนพ่อกับแม่ทุกข์หนักที่เห็นลูกเป็นแบบนี้..พ่อแม่ทุกข์ตามฉันจนสุขภาพท่านแย่ลง..เพราะฉันคนเดียว..

นานแล้วที่ไม่พูดถึงความทุกข์ของทุกวันที่ดำเนินอยู่...ไม่อยากให้สุขภาพท่านแย่ลง...ชีวิตของฉันขาดพ่อกับแม่ไม่ได้จริงๆ...ไม่มีพ่อกับแม่เมื่อไหร่ ก้อไม่มีชีวิตของฉันด้วยเช่นกัน....


ที่เขียนไดอารี่วันนี้...เพราะอยากระบาย...กับความอดทนที่อัดอั้นมานานนับเดือน...กับการค้าที่กำลังจะล้มละลายจริงๆ...ยังคิดไม่ออกว่าจะหาทางออกอย่างไรที่จะหยุดพักชั่วคราวกับการหาเงินที่ไม่สามารถหาได้อีกต่อไปกับการค้าในสภาวะแบบนี้.....ทางห้างไม่มีการช่วยเหลือ ทั้งๆที่คนทำการค้าที่นี้ขอความช่วยเหลือหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือเลยซักครั้ง....หมดหนทางที่จะแก้ไขต่อไปแล้วค่ะ....ไม่มีทางหาเงินหมื่นห้าไปจ่ายให้กับเค้าได้อีกต่อถ้าเราเหลือร้านที่นี่เพียงที่เดียว...แต่เราไม่มีเงินลงทุนเพื่อหาร้านใหม่แล้วค่ะ....

ฉันต้องปล่อยให้ชีวิตที่บัดซบดำเนินต่อไป...โดยที่เก็บความรู้สึกทุกข์ทรมานกับการมีชีวิตแบบนี้ให้ลึกลงไปในหัวใจ..เก็บความทุกข์ซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็น..เพราะไม่มีประโยชน์ที่คนเห็นจะช่วยอะไรฉันได้...ฉันไม่จำเป็นต้องบอกหรือแสดงออกให้คนอื่นรู้...ไม่จำเป็นจริงๆ เพราะไม่ใครช่วยฉันได้ซักคน...

ฉันไม่ได้นิ่ง..นั่งปักผ้าอยู่เฉยๆไปวันๆนะคะ...ฉันเอาสินค้าที่มีอยู่เต็มสต็อกไปฝากที่อื่นขาย...ไปขอความช่วยเหลือ ฝากไปขายตามโรงแรมที่พัทยา ภูเก็ต แต่นั่นคือฝากขาย เงินยังไม่ได้ ต้องรอจนกว่าเค้าจะขายได้ถึงจะโอนเงินมาให้..ซึ่งนี่เป็นทางออกอีกทางที่ฉันต้องดิ้นรนหาเงินให้ได้ค่ะ...แต่ไม่รู้จะได้เงินเมื่อไหร่...ถึงได้ก้อไม่ใช่จำนวนมากมายพอค่าร้านหรอกค่ะ...

เมื่อไหร่ฉันจะหลุดพ้นจากคำสาปกับความทุกข์ทรมานที่นานแสนนานนี้ซักที


Create Date : 24 ตุลาคม 2551
Last Update : 24 ตุลาคม 2551 0:26:18 น. 26 comments
Counter : 674 Pageviews.

 
เข้มแข็ง อย่าท้อถอยนะคะ เป็นกำลังใจให้

พอจะมีลู่ทางในการทำอย่างอื่น ควบคู่ไปกับงานที่ทำปัจจุบันรึเปล่าคะ อาจจะเป็นทางออกอีกอย่างในการเพิ่มรายได้น่ะค่ะ

ยังไงก็สู้ๆ นะคะ เข้มแข้งเข้าไว้ ซักวันต้องเป็นวันของเราค่ะ



โดย: Lek - in Norway (incomplete ) วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:0:53:30 น.  

 

เป็นกำลังใจให้นะครับ


สงสัยว่า 1.9 ล้านนั้นเป็นค่าเซ้งใช่หรือเปล่า??
..แล้วเราเอาไปเซ้งต่อไม่ได้หรือครับ


ผมเองก็เด็กโบ้เบ้เก่าครับ รู้จักธุรกิจเสื้อผ้าค้าส่งพอประมาณ
คือเกิดมาก็อยู่โบ้เบ้ แต่ที่บ้านเลิกกิจการเสื้อผ้าไป 4-5 ปีแล้ว


แต่ไม่แน่ใจว่า 1.9 ล้าน ที่เซ้งไปนั้นระยะเวลากี่ปี 10 หรือ 20 ปี ที่ว่าเลิกไม่ได้

ถ้าเลิกไม่ได้ เรามีสิทธิ์อยู่ อาจจะเหลือ 7-8 ปี
โดยทั่วไป สิทธิการเซ้ง สามารถโอนได้นะครับ

ผมเข้าใจไม่ผิด 1.9 ล้านนี่ น่าจะหมายถึงสิทธิในห้องเช่า
..ไปดูสัญญาดีๆ ..โดยทั่วไป เราจะสามารถเซ้งต่อได้

เค้าอาจจะไม่ให้เราเอาไปแบ่งเช่า แต่สามารถเซ้งต่อได้ครับ

(ถ้าไม่แน่ใจ ผมแนะนำให้เอาสัญญาไปปรึกษานักกฎหมายดู นะครับ)


ถ้าคุณสามารถเซ้งต่อได้
คุณจะสามารถเลิกจากธุรกิจนี้ได้ครับ..



โดย: บุญทับ วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:1:02:56 น.  

 

ต่อนะครับ..


ถ้าร้านนี้ เซ้งต่อได้
หาทางเซ้งออกไปเสียเถอะครับ

อย่างน้อยๆ ได้มีทางหายใจต่อ จะไปทำทุนอย่างอื่น
หรือจะเอาไปคืนคุณป้า..



ผมเองขออนุญาติวิจารณ์ตรงๆ นะครับ
ธุรกิจที่คุณจับอยู่มันไม่ไหวนะครับ

ถ้าคุณเซ้งไม่ได้ อย่างน้อยๆ ต้องเปลี่ยนสินค้านะครับ


แต่ดีที่สุด ผมว่ากิจการนี้ไม่เหมาะกับคุณครับ
นอกจากกิจการจะไม่เหมาะกับเราแล้ว
..โดยตัวธุรกิจเสื้อผ้าเอง ก็เป็นธุรกิจดาวร่วงมาตั้งแต่ยุคปี 40 แล้ว


ยิ่งงานปักผ้า เป็นงานที่ตลาดเล็กด้วย



ผมว่าคุณเองต้องถอยห่างมาจากตัวธุรกิจคุณสักพักนะครับ
คุณก็จะวนเวียนที่จะผ่าทางตัน

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ถ้าคุณยอมเสียเวลา ถอยหลังออกมามองกว้างๆ

คุณน่าจะมองหาทางอื่นไปได้



เดี๋ยวนี้ค้าขายยากจริงๆ ครับ
ยิ่งต้องไปเช่าที่เค้าค้าขาย ก็อย่างที่คุณบอก ทำงานหาเงินให้คนอื่น




ขอให้นึกว่า เรายังมีร่างกายครับ 32 เรายังมีกำลัง
เรายังมีคุณพ่อคุณแม่..

ใจเย็นๆ อย่าเร่งร้อน
เดียวก็จะมีทางให้เราไปครับ..

แรงยังมี ร่างกายยังครบ เดี๋ยวก็ต้องหาเงินได้




โดย: บุญทับ วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:1:12:55 น.  

 

ตอนนี้ ลองมองอีกมุมนะครับ..


ถ้าเรายังฝืนทำ
ทุกเดือนเราจะยังเสียอีก 15,000
เราไปทำงานตรงนี้ แต่จะไม่ได้อะไรกลับมาเลย

คือเสียทั้งเงินทุกเดือน
แล้วยังเสียเวลาไปเปล่าๆ ทุกๆ เดือนด้วย เดือนละ 30 วัน



แต่..


ถ้าเราทั้งร้านไปเลย ..เราจะเสียเดือนละ 15,000

แต่เราจะได้เวลาเดือนละ 30 วันกลับคืนมา



..30 วัน ต่อเดือนนั้น ลองมองหาช่องทางอื่นๆ ดู



ไม่จำเป็นที่เราจะต้องทู่ซี้ ทำสิ่งที่ไม่เห็นผล


เงินที่จะต้องเสีย ลองทำใจทิ้งไป สัก 1-2 เดือน



แต่เอาเวลากลับมาตั้งสติ
ค่อยๆ ดูว่าอะไรที่เราพอทำได้

อย่าไปทำสิ่งที่มันไม่เกิดประโยชน์ เสียเวลาเปล่า

เอาเวลาไปหาทางทำอย่างอื่น



ทั้งหมดนี่คือ การถอยออกมาจากทางตันครับ


อย่าไปฝ่าทางตัน ที่มันตันไปแล้ว
จงถอยออกมา มองหาทางอื่น..





โดย: บุญทับ วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:1:19:07 น.  

 


สรุป..


1. หาทางเซ้งห้องเช่านั้นเสียครับ
..ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด น่าจะเป็นสิทธิในการเช่า ซึ่งโดยปกติจะเซ้งกันได้ครับ

ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องนี้ ลองไปปรึกษาคนที่เค้าพอรู้
..ถ้าไม่มีทาง ลองไปปรึกษาบริษัทกฎหมายดู (เรื่องเซ้ง)

เล่าไปตามตรง บอกสถานะตัวเอง
เค้าน่าจะให้คำปรึกษาเราได้ โดยที่ไม่คิดเงินครับ



2. ถ้าเซ้งได้ หาทางเซ้งครับ ได้น้อยหน่อย ก็ยังดี
ดีกว่าที่เราจะเอาตัว เอาชีวิตเราไปผูกพัน ก้นธุรกินที่ไม่มีอนาคตนี้




3. ถ้าโชคดี คุณหาทางเซ้งได้ ในที่สุด
..อย่าไปจับธุรกิจปักผ้านี้อีก
เป็นไปได้ ไปหาธุรกิจอย่างอื่นทำเลย ที่ไม่ใช่เกี่ยวกับเสื้อผ้า




4. สำหรับเรื่องเฉพาะหน้า "จงถอยออกจากทางตัน"
ทิ้งร้านไปเลย สักสัปดาห์ หรือสักเดือน , หรือจะให้คนอื่นดูแลให้ก็ได้

แต่จงเอาสมอง และความคิดของคุณ อยู่ห่างๆ จากร้านนี้ชั่วคราว

เพราะผมมองว่า คุณกำลังหมดหมุ่นกับปัญหามากจนเกินไป
จนทำให้คุณ ไม่ได้ถอยออกมามองความเป็นไปได้ในทางอื่นๆ

เงินที่ต้องเสีย ยังไงก็เสียอยู่แล้ว ก็ให้เสียไป
แต่อย่าเอาเวลาเราไปเสียกับมันอีก

ลองคิดว่าคุณใช้เวลาทุกเดือนเพื่อจะเสียเงิน 15,000

เปลี่ยนมาเป็น เสียเงินไป 15,000
เพื่อเอาเวลาทั้งเดือนไปทำอย่างอื่น

ซึ่งอย่างแรกเลย ที่แนะนำ คืใจเย็นๆ ค่อยๆ มองหาธุรกิจอื่นๆ ไปพลางๆ
(อย่าเอาสมองไปอยู่กับมันมากนัก)






5. สุดท้าย..
คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ อย่าทำอะไรบุ่มบ่าม อย่าคิดสั้นๆ
ค่อยๆ สงบใจ ทำใจให้โล่งๆ แล้วค่อยๆ มองปัญหาเสียใหม่

ผมเชื่อมั่นว่าคุณจะต้องมีทางไปครับ..







เป็นกำลังใจให้นะครับ สู้ๆๆ ครับ


โดย: บุญทับ วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:1:34:15 น.  

 
สู้ๆนะคะ


โดย: minnymin วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:2:16:22 น.  

 
ไม่มีความรู้ด้านนี้เลย ขอเป็นกำลังใจให้คะ อย่าพึ่งท้อนะคะ ......ต่อลมหายใจตัวเองด้วยกำลังใจที่มีอยู่ ขอชมนะคะว่าเข้มแข็งมากเป็นเราคงสู้ไม่ไหวแล้ว


โดย: เจ้าหญิงที่เจ้าชายตายจาก (timeofmylove ) วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:2:44:56 น.  

 


อืมม์ ไม่ได้แวะมาหาเสียนาน

สรุปว่า "ต้องสู้" นะหนูแนน

คิดถึงจ๊ะ

พี่เอ



โดย: Big Spender วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:7:11:19 น.  

 
จนถึงเดี่ยวนี้ เราก็ขอเงินพ่อแม่ใช้เหมือนกัน..

เราไม่ขอแนะนำอะไรนะคะ
ทุกอย่าง พูดง่ายทำยาก ทำอย่างโน้นซิ อย่างนี้ซิ บางที่ไม่มาเป็นคุณ.. ไม่เข้าใจหรอก..

แต่คุณยังมีพระประจำบ้านคือพ่อแม่ คิดแค่อย่าทำให้พ่อแม่เสียใจกับการกระทำร้ายๆ โง่ๆ ที่คิดจะทำก็พอ
คุณไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าอาจดีขึ้นก็ได้.. ถ้าเราทำอะไรแย่ๆ ลงไป ต่อให้คุณประสบความสำเร็จคุณก็ไม่สามารถยกโทษให้ตัวเองได้เลย

เราคิดว่าคุณกล้าหาญที่เล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นอ่าน อย่างน้อยคุณประสบความสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว คือ ยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็น.. ต่อไป ก็ยกโทษให้ตัวเองและให้อภัยตัวเองบ่อยๆ
จะช่วยให้จิตใจดีขึ้น

โชคดี เข้มแข็ง/
เป็นกำลังใจให้คะ



โดย: tempopo วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:8:22:22 น.  

 
สู้ๆ อย่ายอมแพ้นะคะ

ไม่รู้จะช่วยยังไง มีแต่กำลังใจและคำปลอบโยนค่ะ


โดย: The eye of earth วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:8:40:22 น.  

 
เป็นกำลังใจให้นะคะ


โดย: Nissan_n วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:10:16:42 น.  

 
สู้สู้นะค่ะ คุณยังมีคุณพ่อคุณแม่ ที่เป็นกำลังใจให้กับคุณ

ต้องมีสักวันที่เป็นของเราค่ะ


โดย: ดวงตาสวรรค์ วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:12:36:57 น.  

 
เป็นกำลังใจให้ค่ะ
อย่าท้อแท้นะค่ะ สู้ๆๆๆๆค่ะ


โดย: whitelady วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:13:30:33 น.  

 
สู้สู้นะครับ ผมเป็นเจ้าของร้านที่ตึกกรุงทอง 2 เหมือนกันครับ ผมทำกับเพื่อน 2 คน ทั้งที่เพื่อนอายุย่าง 25 ผมอายุ 27 เราทำกันเป็นธุรกิจส่วนตัวที่แรกครับ พวกผมเป็นเด็กต่างจังหวัด ต้องทำงานส่งพ่อแม่ด้วย ผมเฝ้าร้านที่ตึกกรุงทอง 2 ส่วนเพื่อนอีกคนต้องปล่อยให้ทำงานประจำ เพราะต้องช่วยกันทำมาหากิน สิ้นเดือนแบ่งเงินกันครับ เราทนกับสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แต่อย่าให้จิตใจเราท้อแท้นะครับ ชีวิตไม่ได้มีเพื่อแบกรับความทุกข์ บางครั้งความสุขจากการพร้อมหน้าพร้อมตาของครอบครัว และความรักที่คุณสัมผัสได้ ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่คุณพยายามไขว่คว้าอีกนะครับ อย่าให้ชีวิตผ่านไปทุกวัน พร้อมกับทุกข์ที่เรามี ปัญหาทุกอย่างจะค่อย ๆ คลี่คลายนะครับ แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรทุกวันนะครับ ช่วยให้ธุรกิจดีขึ้นจริง ๆ ครับ เพราะช่วงแรกที่ผมทำร้านค้าที่นี่ การเงินไม่ค่อยดี แต่หลังจากที่แผ่เมตตาทุกวัน ทุกอย่างเริ่มเปิดทางสว่างให้ วันนี้ขายไม่ได้ ผมก็นั่งอ่านหนังสือธรรมะ นอนหลังร้าน เดินไปคุยกับเพื่อน ๆ ข้างร้าน โดยไม่ยอมจะแบกอะไรไว้ในใจมากมาย เพราะผมมีแม่ที่รักที่สุด และมีพ่อที่แม้ว่าท่านจะจากไปแล้ว แต่เหมือนความรักของเขาเป็นพลังให้ผมสู้ต่อไป สู้ ๆ นะครับ


โดย: บีบี IP: 125.24.98.246 วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:13:50:07 น.  

 
เลิกเถอะค่ะ ทั้ง 2 ร้านเลย ดูแล้ว ยังไงก็ไม่รอดค่ะ หนำซ้ำทำให้คุณทุกข์หนัก แนะนำว่าอย่าแบกร้านไว้เลยค่ะ ลองคุยกับคุณป้า อธิบายให้ท่านฟังว่าทำไมต้องเลิก และรับรองว่าจะทยอยใช้เงินให้แน่นอนดีกว่า
ดูแล้วคุณน่าจะเป็นคนมีความสามารถ ทางการฝีมือ ลองมองหาอะไรใหม่ใหม่ ทำออกมาขายทางบล๊อกนี้ก็ได้ หรือ ลองมองหางานเกี่ยวกับทางนี้ หรือทางไหนที่ถนัด กินเงินเดือน และค่อยประหยัด เก็บหอมรอมริบเอา แล้วค่อยค่อยผ่อนใช้คุณป้า รอดูปีหน้า ฟ้าใหม่ อาจจะมีทางสดใสให้เริ่มทำอะไรดีดีก็ได้ค่ะ
ลองค่อยค่อยแก้ทีละเปราะ อยู่กับปัจจุบัน แก้ตรงนี้ก่อน
เป็นกำลังใจให้นะคะ เชื่อเถอะค่ะ แล้วมันก็จะผ่านไปได้ ตามวิถีของมัน
อย่าคิดสั้นค่ะ เพราะมันไม่ใช่ทางแก้ปัญหา มันเป็นแค่การหนีปัญหา (ที่หนีไม่พ้นนะคะ แค่หนีไปชั่วคราวเท่านั้น แล้วยังไงก็กลับมาเจอมันอีกค่ะ)


โดย: DeeNee IP: 58.64.58.140 วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:14:00:20 น.  

 
เป็นกำลังใจให้นะคะ ..

ยังไงแล้วก็อย่าลืมที่จะมีความสุขไปในทุกๆวันด้วยนะคะ


โดย: kinebibrabra วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:18:24:44 น.  

 


แนน

เคยขายของบนเวปไหม
พี่ว่า น่าสนใจนะ

ลอง weloveshopping ก็ได้
ไม่มีค่าเช่าหน้าร้าน ราคาไม่ต้องสูงมาก
พี่ว่า น่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่ง

เสื้อผ้าของแนน ต่างชาติน่าจะชอบ
ลองเปิดร้านบนอิเบย์ซิ
คนไทยรวยเพราะเวปนี้ไม่รู้กี่คนแล้ว

ลองดูนะ



โดย: Big Spender วันที่: 24 ตุลาคม 2551 เวลา:20:54:09 น.  

 

ถึงคุณ ซ่อนทรายแก้ว

ได้อ่านข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว คิดว่าพอเข้าใจอะไรเพิ่มอีกหน่อย


เชื่อมั้ย เมื่อวานผมอ่านกระทู้คุณจบแล้ว เอาไปคิดอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย
(แต่คงไม่ข้อพูดถึงว่าคิดอะไร ..
..เพราะสุดท้ายคงได้แค่คิด แต่จทำสิ่งที่คิดคงไม่ได้
ทำได้เต็มที่คือให้ความเห็น และให้กำลังใจ..)




คุยต่อคร่าวๆ ..

ผมเองไม่เคยเดินกรุงทอง 2

แต่แถวนั้น ถือว่าผมเดินบ่อยๆ
จริงๆ แล้ว ผมเองก็เลือดพ่อค้าเต็มตัว
และก็ชอบดูสภาพธุรกิจโดยทั่วไป รวมถึงประเมินสภาพทางธุรกิจ
..ไปจนถึงแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ ที่อาจจะมีในที่ต่างๆ


ฟังที่เล่ามา แสดงว่า เจ้าของกรุงทอง2 เป็นผู้ที่แย่มากๆ
ตามประสาการจัดการสมัยใหม่ คือ "ไม่มีธรรมภิบาล"

ไม่มีธรรมาภิบาล คือ เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน
ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของคู่ค้า ผุ้ร่วมค้า ไปจนถึงลูกค้า

นอกจากขาดธรรมภิบาลแล้ว
สิ่งที่เค้าขาดอีกอย่าง คือ "ไม่มีความสามารถในการบริหารจัดการ" ด้วย

เห็นได้จากการที่ ทำศูนย์การค้านี้ไม่ขึ้น ทั้งๆ ที่อยู่ในทำเลที่ดีอยู่แล้ว


ยกตัวอย่างเหมือน
"ประตูน้ำเซ็นต์เตอร์" กับ
"แพลตินั่ม มอลล์"

ผมเองกลัวจะจำชื่อสลับกัน จึงขอขยายความเผื่อผมจะเข้าใจผิด
"ประตูน้ำเซ็นต์เตอร์" นี่คือที่อยู่ตรง สี่แยกเลย ข้ามไปทางฝั่งที่จะไปเมโทร

"แพลลตินั่มมอลล์" หมายถึง ที่อยู่ติดกับโรงแรม ฝังพันทิพ
ที่เป็นเจ้าของเดียวกับโบ้เบ้ทาวเวอร์

ส่วนกรุงทอง น่าจะอยู่ฝั่งประตูน้ำเก่า..


กรุงทองเปิดเมื่อไหร่ไม่รู้
แต่ประตู้น้ำเซ็นตเตอร์เปิดก่อน แพลตินั่มมอลล์เกมือบ 2 ปีเห็นจะได้

ประตูนำเซ็นต์เตอร์ เปิดแล้วไม่ติด
(ตอนนั้นผมยังเคยคิดจะไปเช่าที่เลย)


แต่แพลตินั่มมอลล์ ที่บริหารโดยเจ้อของเดียวกับโบ้เบ้ทาวเวอร์
เปิดปุ๊บ ติดปั๊บ ทันที..
เข้าใจว่า ค่าเซ้งจากไม่กี่แสน กระโดดขึ้นไปเป็นล้าน..
(ตัวเลขผมไม่แน่ใจ เพราะตอนที่เค้าจะเปิด ผมคิดว่าจะไม่ติด
เหมือนที่เซ็นต์เตอร์ เลยไม่ได้ไปดู รู้อีกที ก็เห็นว่าติดลมบนไปแล้ว)

ทั้งหมดนี่แสดงถึงความสามารถ ในการบริหารงาน ของผู้บริหาร แพลตินั่มมอลล์ ครับ






โดย: บุญทับ วันที่: 25 ตุลาคม 2551 เวลา:4:56:46 น.  

 

ตรงนี้ เล่าเพื่อที่จะบอกอะไร??


เล่าเพื่อที่จะบอกว่า ..
การที่เราจะไปลงทุนใหญ่ เซ็งที่ค้าขายสักที่หนึ่ง

มันมีหลายองค์ประกอบ เช่น..

1. ทำเล ซึ่งอาจจะสำคัญที่สุด
2. ความสามารถในการบริหารจัดการของเจ้าของสถานที่
3. คือธรรมภิบาล ของเจ้าของสถานที่ ธรรมภิบาล คือการบริหารจัดการธุรกิจ กิจการ หรือองค์กร
โดยเอาธรรมะเป็นที่ตั้ง ..ผู้บริหารที่มีธรรมภิบาล จะไม่เอาเปรียบคู่ค้า หรือลูกค้า


กรุบงทอง 2 ทำเลนั้นผ่านแน่นอนอยู่แล้ว
แต่เจ้าของ ไม่มีความสามารถ หน่ำซ่ำยังไม่มีธรรมภิบาล


สิ่งที่เรียนรู้ได้จากกรณีนี้คือ
การจะลงทุนใหญ่ ไปเซ็งที่เป็นล้านๆ ของเราครั้งนี้
ของเราผิดพลาด ในการที่ไม่ได้ทำการบ้านมาดีพอ


คนที่ไปลงทุนเซ็งที่ตรงนี้ไว้ น่าจะมี 2 ส่วน

1. คนที่เก็งกำไรที่ ไปเซ้งไว้ เผื่อหวังผลให้ติดตลาด จะได้เซ้งต่อหรือ ปล่อยให้เช่า ได้ค่าเช่า
2. คนที่คิดจะตั้งตัว เพราะคิดว่าที่ ที่เราจะเซ้งนั้น น่าจะทำขึ้น
เราจะได้มีที่ค้าขายในทำเลที่ดีเยี่ยม ฯลฯ


คุณซ่อนทรายแก้ว น่าจะอยู่ใน ข้อ 2.
หรือไม่ก็ทั้งข้อ 1 และ 2 รวมกัน




เล่ามาทั้งหมดไม่ได้ เพื่อให้ท้อถอย
แต่เพื่อให้คุณซ่อนทรายแก้ว เห็นมุมมองที่คุณอาจจะไม่เคยมอง


ผมเองก็เคยไปลงทุนเซ็งที่ แล้วเจ๊งมาเหมือนกัน
เพียงแต่ของผมมันเล็กๆ , คือแถวๆ คลองสานใหม่ ผมจำชื่อไม่ถูกเหมือนกัน
คือเค้าสร้างขึ้นมาเพื่อจะ ประกบกับคลองสานเดิม (ก่อนหน้านั้นผมเปิดร้านที่คลองสานอยู่)
..ปรากฎว่าที่นั้นทำไม่ขึ้น(เดี๋ยวนี้เป็นที่จอดรถ 555)
ทำเลถือว่าดีใช้ได้ แต่ทำไม่ขึ้น

แต่โชคดีที่เจ้าของ ไม่โหดร้าย อย่างในกรณีกรุงทอง 2 ของคุณซ่อนทรายแก้ว

มันจึงมีการคุยกัน และช่วยกันและกันระหว่างผู้ให้เช่า กับผู้เช่า


แต่สุดท้ายมันก็เจ๊งนั่นแหละ..





โดย: บุญทับ วันที่: 25 ตุลาคม 2551 เวลา:5:10:33 น.  

 

ประเมินต่อ..


ตอนนี้ สิ่งที่ผู้บริหารกรุงทอง 2 คิด (ผมเดา-ประเมินเอาเองนะครับ)


คือการ "ปล่อยทิ้ง"
หรือจะเรียกว่าบีบผู้เช่าก็ได้

เค้าปล่อยทิ้งได้เพราะ

1. เค้าได้ค่าเซ้งไปแล้วจำนวนมหาศาล
วันนี้ถ้าผู้เช่าทิ้งพื้นที่กันหมด เค้าจะมีข้ออ้างทางกฎหมาย ในการจะยึดพื้นที่คืน
(น่าจะมีกฎที่ว่า "ต้องเปิดร้านค้า" ไม่งั้นจะโดนค่าปรับ หรือยึด หรือ ฯลฯ)

2. เค้าไม่สนใจค่าเช่า เดือนละ 15,000 หรอก

ถ้าคุณยังอยู่ เค้าก็ได้ค่าเช่า
ถ้าคุณเจ๊งเค้าก็ได้ที่คืน


ตอนนี้ คุณกำลังเจอกับผู้หบริหารที่แย่มากๆ
ไม่สนใจคู่ค้าโดยสิ้นเชิง

เห็นได้ชัดเจนกับการที่คุณบอกว่า มีการประชุม นัดมาหาทางทำตลาดให้สถานที่นี้ขึ้น
แต่เค้าไม่ใส่ใจสนใจ..



งานนี้ บอกตรงๆ
ว่าทางแก้ข ของผู้เช่าอย่างเดียวทำอะไรไม่ได้ครับ
ต่อให้ร่วมแรง ร่วมใจกันแค่ไหนก็ลำบาก
..เพราะมันต้องร่วมแรง ทั้งผู้ให้เช่า และผู้เช่า
(และถึงร่วมแรง ก็ไม่ใช่ว่าจะทำสำเร็จด้วย เหมือนที่ผมเคยเจอที่คลองสาน)


สำหรับการพยายามมองในแง่ดี
ต้องถามว่า ผู้เช่ารวมตัวกันได้เหนียวแน่นขนาดไหน?
แล้วที่รวมตัวกันได้นั้น เป็นสัดส่วนของการเช่าพื้นที่ของทั้งหมดเท่าไหร่


ถ้าการรวมตัวกันได้เหนียวแน่น และรวมแล้วเป็นสัดส่วนพื้นที่ที่มาก

..แบบนี้จะมีพลัง และอาจจะพอสามารถบีบ เจ้าของหางกรุงทองได้

เช่นต่อรองลดค่าเช่า
หรือหาทางทำตลาดร่วมกัน
ไปจนถึงบอยคอต ไม่จ่ายค่าเช่าเลย



..ซึ่งนี่คือการมองโลกในแง่ดีแล้วนะครับ




โดย: บุญทับ วันที่: 25 ตุลาคม 2551 เวลา:5:23:45 น.  

 

แต่ถ้ามามองในแง่ขอ้เท็จจริง
ในฐานะผู้เช่า ยังไงก็เสียเปรียบในแง่กฎหมาย
เพราะถูกสัญญาเช่าล็อกคอไว้แล้ว



ยังไงก็ตาม หากการรวมตัวของผู้เช่า เหนียวแน่นจริงๆ
และได้ในสัดส่วนของพื้นที่มากๆ

ถ้าได้อย่างนี้จริงๆ
น่าจะมีช่องทางที่จะต่อรอง กับผู้ให้เช่าได้
แต่อาจจะจำเป็นต้องปรึกษานักกฎหมายครับ




แล้วถ้าถอยมามองข้อเท็จจริงที่กว้างกว่า
การรวมตัวของผู้เช่าอาจจะไม่เหนียวแน่นครับ
เพราะในสังคมทุกวันนี้ ทุกคนอย่างได้ แต่ไม่คิดอยากให้
หมายถึงถ้ารวมมือกันแล้วได้ผลประโยชน์ ก็คงจะร่วม
..แต่การจะร่วมมือกัน มันต้องมีคนเสียสละ ปละคอยเป็นธุระ
ซึ่งผมคิดว่าคงหายากในกรณีนี้..





โดยรวมๆ ฟังผมวันนี้ แล้วอาจจะยิ่งท้อ
แต่ผมไม่ได้ตั้งใจมาพูดคุยเพื่อให้ท้อ

สิ่งที่คาดหวัง คือให้มองสถานการณ์ตามความเป็นจริง
เราจะได้ไม่หลอกตัวเอง ในการพยายามฝืนสู้ในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดผล



ร้านตรงนี้ต้องไปดู..
..ดูว่า สัญญาเซ้งเป็นยังไง หรือไปสอบถามคนอื่นๆ
ที่เค้าทิ้งร้านไปแล้ว ว่าเป็นยังไง??

ที่จะถูกยึดเลยมั้ย?
สัญญาผูกมัด และทำให้เราเสียเปรียบขนาดไหน..??






อย่าลืมว่า สินค้านั้นมีค่าในตัวเอง
เมื่อมันเจอกับผู้ที่ต้องการมัน..


คนที่หิวโซมาเป็นสัปดาห์ เมื่อมาเจอข้าวสักจาน มันมีค่ายิ่งกว่าทองคำ
(สมมติว่าอยู่กลางทะเลทรายเอาทองไปขายไม่ได้แล้วกัน 555)



แต่สำหรับคนที่อิ่มทอง หน้งทองตึงเต็มที่แล้ว
เอาหูฉลาม เอาพระกระโดดกำแพง เอาตับหานชั้นเลิศมาให้กิน ก็กินไม่ลง



เปรียบเสมือนสินค้าของคุณซ่อนทราย
ไม่ได้ไปเจอกับผู้ที่ต้องการม้น (ในที่นี้หมายถึง ลูกค้าไม่เข้าหางกรุงทองนั่นเอง)





โดย: บุญทับ วันที่: 25 ตุลาคม 2551 เวลา:5:37:59 น.  

 


สินค้าของคุณซ่อนทรายแก้ว
ไม่เจอกับลูกค้า เพราะไปอยู่ที่ห้างกรุงทอง นั่นเอง


ผมไม่รู้สินค้าของคุณซ่อนทรายคืออะไร จึงคอมเม้นท์เพิ่มเติมในส่วนนี้ไม่ได้
รู้แต่ว่าเป็นการ์เม้นท์ เกี่ยวกับงานปัก ..แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร


คุณบอกว่า มีฝากขายตามร้านคนรู้จักบ้าง



แต่เคยเอาไป "เดินเสนอขาย" ในที่อื่นๆ ทำเลอื่นๆ หรือเปล่า??

เช่นเอาไปฝากขายย่านโบ้เบ้
เอาไปฝากขายย่านสำเพ็ง
หรือเอาไปฝากขายในมุมอื่นๆ ของย่านประตู้น้ำ..

ลูกค้าเรา เข้าออกคาร์โก้ไหนบ่อยๆ
หรือกลุ่มลูกค้าเราน่าจะเข้าออกคาร์โก้ไหน?
จีน ไต้หวั่น สิงคโปร์ แขกดำ หรือแขกขาว หรือฝรั่ง
ในแต่ละคาร์โก้ จะมีกลุ่มลูกค้าเป็นการเฉพาะ

เราเคยเอาสินค้าไป ฝากตามคาร์โก้มั้ย
หรือเคยเอาไปฝากในแหล่งยานการค้าอื่นๆ

อาจจะเอาสินค้าตัวอย่างสัก 4-5 ชิ้น
แล้วก็ถ่ายรูปสินค้าอื่นๆ ลงอัลบัม จัดให้สวยๆ หน่อย
นามบัตร เบอร์โทร. ติดต่อ ที่อยู่ สถานที่ตั้งแนบไว้

ไปฝากไว้ตามที่ต่างๆ ..ที่เรามองว่า เป็นที่กลุ่มลูกค้าเราอยู่

แต่อย่าคิดว่าเค้าจะทำให้เราฟรีๆ
เราฝากร้านค้า เราฝากคาร์โก้ เหมือนให้เค้าขายให้เรา
เราต้องมีเปอร์เซ็นต์ให้เค้าตามสมควร

ทั้งหมดนี่ คือการพยายามทำการตลาด เท่าที่เราจะทำได้
โดยยังคงอ้างอิง กับการขายส่ง ให้คนเอาไปขายต่อ



มันยังมีแบบที่คุณต้องเข้าถึงผู้ใช้เลย
เช่น(ถ้าสินค้าคุณกว้าวพอ) ก็การเอาสินค้าไปขายตามตลาดนัดเลย เป็นต้น




ทั้งหมดนี่ คือการที่เราพยายามเอาสินค้าเราไปสู่ผู้บริโภค



เดี๋ยวนี้ การตั้งร้าน แล้วรอลูกค้าเดินมาหามันยากมากๆ ครับ
ยิ่งในยุคที่ คนขายมีมากกว่าคนซื้อ




ในกรณีของคุณซ่อนทรายแก้ว
นอกจากจะอยู่ในธุรกิจ ที่ผู้ขายมากว่าผู้ซื้อแล้ว

ร้านค้าของคุณยังไปอยู่ในทำเลที่ลูกค้าเข้าไม่ถึงอีก



ตอนนี้ คุณต้องพยายามมอง เรื่อง "ห้องเช่า"
แยกออกจาก "สินค้าที่ขาย"




ผมยังคงให้มุมมองที่ว่า
ห้องเช่า ทำเลของคุณ ไม่มีอนาคต

เท่าที่ฟัง งานของคุณเป็นงานฝีมือ
งานฝีมือ เป็นสินค้าที่จะมีกลุ่มลูกค้าเฉพาะ

ในด้านหนึ่งลูกค้าหายากจริง
แต่อีกด้านหนึ่ง ลูกค้ากลุ่มนี้จะซื่อสัตย์ด้วย
..มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย



การเป็นคนมีฝีมือ ในการทำงานฝีมือ
ในยุคปัจจุบัน จะมีช่องทางในการหากินอีกเยอะครับ

อยากจะบอกว่า "งานฝีมือ" คนมีฝีมือ
ยุคนี้ จะว่าไป หางานง่ายกว่าค้าขายทั่วๆ ไป



เรื่องของงานฝีมือ ยังอยากจะแนะนำ จัตตุจักร อีกสถานที่หนึ่ง
ที่คุณอาจจะหาช่องทางเอาสินค้าของคุณไปฝากขายได้




ลองดูนะครับ..

ที่ผมคอมเม้นท์ให้คุณถอยออกมาจากทางต้น
คือหาช่องทางอื่นๆ นั่นเอง..

ถ้าเรายังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนสินค้า และตัวธุรกิจที่จับอยู่

ยังมีสินค้าในสต๊อกอยู่เยอะ
ยังมี "ฝีมือ" ที่สามารถรับจ้างได้อยู่
..แบบนี้ ต้องหาช่องทางการขาย ช่องทางทางการตลาดใหม่ๆ ครับ



สิ่งสำคัญที่สุด
คุณต้องถอยออกมาจากถ้ำที่ไม่มีทางออกนี้ก่อนครับ



สินค้าเราคืออะไร ไปหาแหล่งตลาดดูนะครับ..


อาจจะเริ่มจาก เสาร์-อาทิตย์นี้เลยครับ
ร้านฝากลูกน้องดูแลไปก่อน..

เอาสินค้าที่เราเห็นว่าเจ๋งๆ สักจำนวนหนึ่ง
ใส่กระเป๋าไปจัตตุจักร

ลองเดินดูสิ ว่ามีค้านไหน ขายของคล้ายๆ เรา
เดินเข้าไปขอรบกวนเค้าหน่อย
ว่าเรามีของอย่างนี้ๆ อยากจะเอามาฝากขาย จะได้มั้ย?

..เล่าสถานการณ์ของเราให้เค้าฟังหน่อย
คนไทยมีน้ำใจ เห็นอกเห็นใจกันอยู่แล้ว
ถ้าเราจริงใจ สินค้าเราไม่เลวร้ายเกินไป น่าจะพอมีคนช่วยเราได้บ้าง

อยากจะบอกว่า จัตตุจักร เป็นแหล่งรวม ของคนมีฝีมือ




ลองดูนะครับ อย่าไปนั่งเฟ้าร้าน ที่ขายของไม่ได้
อย่าเสียเวลา ผมขอย้ำคำนี้อีกทีนะครับ




อ ย่ า เ สี ย เ ว ล า . .
. . ห า ช่ อ ง ท า ง ใ ห ม่ ๆ





เอาใจช่วยนะครับ
ขอให้มีช่องทางไปได้เรื่อยๆ นะครับ..






ปล. ช่องทาง ทางอินเตอร์เนทก็เหมาะกับงานฝีมือเหมือนกัน
แต่ช่องทาง ทางอินเตอร์เนท ก็ต้องทำการตลาดเช่นกันครับ
ยุกนี้ ต้องใช้การตลาดช่วยแทบทุกอย่างแหละครับ

ไปก่อนครับสำหรับวันนี้




สู้ๆ นะครับ


โดย: บุญทับ วันที่: 25 ตุลาคม 2551 เวลา:6:08:59 น.  

 
ขอให้คุณซ่อนทรายแก้ว สู้ๆ ค่ะ
ลองเดินออกมาจากปัญหาสักพัก ไปทำบุญบ้างนะคะ จิตใจจะได้เข้มแข็งขึ้น ปัญหามีไว้เพื่อแก้ไขค่ะ มันย่อมมีทางออก แต่เรายังเดินไปไม่ถึงทางออกนั้นต่างหากล่ะคะ อย่าเพิ่งท้อนะ

ค่อยๆ คิด ค่ะ
มีคนอีกหลายล้านคน ที่เขาเป็นหนี้เยอะยิ่งกว่าคุณ
ลำบากกว่าคุณ สาหัสกว่าคุณ
ถ้าคุณท้อ หมดพลังใจ ทุกอย่างก็จบ
แต่ถ้าคุณสู้ คุณมีโอกาสที่จะชนะ อย่างน้อยก็ห้าสิบ ห้าสิบค่ะ



โดย: บอนหวาน วันที่: 26 ตุลาคม 2551 เวลา:10:06:09 น.  

 

มาตอบคุณซ่อนทรายเพิ่มเติม..


เท่าที่อ่าน คุณซ่อนทรายแก้ว เป็นคนมีฝีมือนะครับ
คนมีฝีมือ สุดท้ายยังไงก็มีทางให้ไปครับ


งานเรามีคนก๊อปปี้ แสดงว่างานเราต้องดี


เพียงแต่ช่วงจังหวะนี้ คุณไปเจอแต่คนแย่ๆ ที่เข้ามา



ข้างบนมีหลายคน แนะนำให้ทำบุญนะครับ
ผมว่า มันก็เป็นสิ่งที่ดี
..แต่ถ้าช่วงนี้การใช้จ่ายยังลำบากอยู่
การได้ศึกษาธรรมะบ้าง
การได้สวดมนต์บ้าง ก็น่าจะช่วยให้จิตใจเราดีขึ้น
มีสติ คิดหาทางแก้ไขได้ดีขึ้นได้ครับ

สวดมนต์ แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล บ้าง ก็น่าจะดีครับ

จริงๆ ผมเองไม่ได้เป็นผู้รู้เรื่องพวกนี้นัก
แต่ก็เคยได้ยินมาบ้าง ถึงผลของการเจริญสติ แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลครับ





ยังไงก็ตาม เป็นกำลังใจให้นะครับ
เอาใจช่วย ขอให้ผ่านพ้นอุปสรรค์ต่างๆ ไปได้ด้วยดีครับ

สู้ๆๆ ครับ..


โดย: บุญทับ วันที่: 26 ตุลาคม 2551 เวลา:21:36:22 น.  

 
พระเจ้าต้องการทดสอบความเข้มแข็งของเราคะ


โดย: เจ้าหญิงที่เจ้าชายตายจาก (timeofmylove ) วันที่: 29 ตุลาคม 2551 เวลา:14:04:15 น.  

 


โดย: somnumberone วันที่: 12 พฤศจิกายน 2551 เวลา:8:13:59 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ซ่อนทรายแก้ว
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]
















สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเรา...ก้อคือชีวิตเรา
สิ่งที่ มีค่าที่สุดในหัวใจเรา...ก้อคือหัวใจเรา
อย่าเอาชีวิตทั้งชีวิตไปยกให้ ใคร
อย่าเอาใจทั้งใจไปยกให้ใครคนเดียว
อย่ายกสิ่งที่มีค่าที่สุดของเรา ไปให้ใครดูแล
เพราะไม่มีใคร...ที่จะดูแลมันได้ดีไปกว่าตัวเราเอง
อย่าปิด กั้นความรู้สึกของหัวใจ
อย่าบอกว่าเราเกิดมาเพื่อจะรักคน ๆ เดียว
คนใจ แคบเท่านั้นที่เกิดมาเพื่อที่จะรักคนได้คนเดียว
เราสามารถที่จะรักใครได้มากมาย
ขอเพียงให้รู้จักหน้าที่ของความรัก
หน้าที่ที่จะปฏิบัติต่อคนที่เรารัก
รัก ต่างแบบ...ปฏิบัติในหน้าที่ต่างกัน
แล้วเมื่อวันใดวันหนึ่งคนบางคนไม่แยแสกับ ความรักที่เรามีให้
เราก็ยังคงเหลือใครต่อใครอีกมากมาย
และไม่เห็นจะต้องเจ็บเจียนตาย
ถ้าเรามั่นใจ...ว่าเราทำหน้าที่ให้กับรักนั้นสมบูรณ์และเต็มที่แล้ว
ถ้าอากาศร้อนอบอ้าว...ลองออกมายืนคุยกับแสงแดด
อากาศหนาวแทบขาดใจ...ลองออกมาหาไออุ่นลมหนาว
เราจะรู้ว่าร้อนหรือหนาวก็ต่อเมื่อเราได้ไป สัมผัสกับมัน
ก็เหมือนกับความรัก ....
ถ้าอยากรู้ว่ารสชาดเป็นอย่างไรก็ต้อง ไปสัมผัสกับมัน
แต่อย่าทรมานตัวเองโดยการออกไปยืนตากแดดนาน ๆ
หรือยืนต้านทานลมหนาว ถ้ารู้ว่าร้อนนักก็หลบหาที่ร่ม
ถ้ารู้ว่าหนาวก็ก่อเตาผิง
ความรักจะ ไม่ทำร้ายเรา ถ้าเราไม่ทำร้ายตัวเอง
...ถ้าคุณรู้จักรัก..
แสงแดดจะทำให้คุณอบอุ่น
ลมหนาวก็จะทำให้คุณหลับสบาย...















Color Codes ป้ามด



โหลดเพลง คลิปวีดีโอ นิยาย การ์ตูน


ธรรมะไทย



ผู้ชมทั้งหมด คน
Friends' blogs
[Add ซ่อนทรายแก้ว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.